{i1:1} คำนำ {1:1} มี หลาย คน ได้ เรียบเรียง เรื่องราว เหล่า นั้น ซึ่ง เป็น ที่ เชื่อ ได้ อย่าง แน่นอน ใน ท่ามกลาง เรา ทั้งหลาย {1:2} ตาม ที่ เขา ผู้ ได้ เห็น กับ ตา เอง ตั้งแต่ ต้น และ เป็น ผู้ ประกาศ พระ วจนะ นั้น ได้ แสดง ให้ เรา รู้ {1:3} เรียน ท่าน เธโอฟีลัส ที่ เคารพ อย่าง สูง ข้าพเจ้า เอง ก็ ได้ รู้ ทุก สิ่ง อย่าง ถูกต้อง ตั้งแต่ ต้น จึง ได้ เห็น ดี ด้วย ที่ จะ เรียบเรียง เรื่อง ตาม ลำดับ ฝาก ให้ ท่าน ด้วย {1:4} เพื่อ ท่าน จะ ได้ รู้ แน่นอน อัน เกี่ยว กับ เรื่องราว เหล่า นั้น ซึ่ง มี ผู้ แจ้ง ให้ ท่าน ทราบ แล้ว {i1:5} ทูต สวรรค์ พยากรณ์ ถึง การ กำเนิด ของ ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศมา {1:5} ใน รัชกาล เฮ โร ด กษัตริย์ ของ ยู เดีย มี ปุโรหิต คน หนึ่ง ชื่อ เศคาริยาห์ อยู่ ใน เวร อา บี ยาห์ ภรรยา ของ เศคาริยาห์ ชื่อ เอ ลี ซา เบธ อยู่ ใน ตระกูล อา โร น {1:6} เขา ทั้ง สอง เป็น คน ชอบธรรม จำเพาะ พระ พักตร์ พระเจ้า และ ดำเนิน ตาม พระ บัญญัติ และ กฎ ทั้งปวง ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ไม่ มี ที่ ติ เลย {1:7} แต่ เขา ไม่ มี บุตร เพราะ ว่า นาง เอ ลี ซา เบธเป็นหมัน และ เขา ทั้ง สอง ก็ ชรา แล้ว {1:8} ต่อ มา ขณะ ที่ เศคาริยาห์ ทำ หน้าที่ ปุโรหิต เข้า เฝ้า พระเจ้า เมื่อ ท่าน อยู่ เวร ประจำการ ของ ท่าน {1:9} ท่าน ได้ สลาก ตาม ธรรมเนียม ของ ปุโรหิต ต้อง เข้า ไป ใน พระ วิหาร ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า เพื่อ เผา เครื่อง หอม บูชา {1:10} ส่วน บรรดา ประชาชน ก็ อธิษฐาน อยู่ ภายนอก ใน เวลา เผา เครื่อง หอม นั้น {1:11} ทูต สวรรค์ องค์ หนึ่ง ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า มา ปรากฏ แก่ เศคาริยาห์ ยืน อยู่ ที่ ข้าง ขวา แท่น เผา เครื่อง หอม บูชา {1:12} เมื่อ เศคาริยาห์ เห็น ก็ ตกใจ กลัว {1:13} แต่ ทูต สวรรค์ องค์ นั้น กล่าว แก่ ท่าน ว่า “ เศคาริยาห์เอ๋ย อย่า กลัว เลย ด้วย ได้ ทรง ฟัง คำ อธิษฐาน ของ ท่าน แล้ว นาง เอ ลี ซา เบธ ภรรยา ของ ท่าน จะ มี บุตร เป็น ผู้ชาย และ ท่าน จะ ตั้ง ชื่อ บุตร นั้น ว่า ยอห์น {1:14} ท่าน จะ มี ความ ปรีดา และ ยินดี และ คน เป็น อัน มาก จะ เปรมปรีดิ์ ที่ บุตร นั้น บังเกิด มา {1:15} เพราะ ว่า เขา จะ เป็น ใหญ่ ใน สาย พระ เนตร ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า เขา จะ ไม่ ดื่ม น้ำ องุ่น หรือ เหล้า เลย และ เขา จะ ประกอบ ไป ด้วย พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ ตั้งแต่ ครรภ์ มารดา {1:16} เขา จะ นำ คน อิสราเอล หลาย คน ให้ หัน กลับ มา หา องค์ พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้า ของ เขา ทั้งหลาย {1:17} เขา จะ นำ หน้า พระองค์ โดย แสดง อารมณ์ และ ฤทธิ์ เดช อย่าง เอ ลี ยาห์ ให้ พ่อ กลับ คืนดี กับ ลูก และ คน ที่ ไม่ เชื่อฟัง ให้ กลับ ได้ ปัญญา ของ คน ชอบธรรม เพื่อ จัด เตรียม ชน ชาติ หนึ่ง ไว้ ให้ สม แก่ องค์ พระผู้เป็นเจ้า” {1:18} เศคาริยาห์ จึง ทูล ทูต สวรรค์ ว่า “ ข้าพเจ้า จะ รู้ แน่ ได้ อย่างไร เพราะ ข้าพเจ้า ก็ ชรา และ ภรรยา ก็ อายุ มาก แล้ว” {1:19} ฝ่าย ทูต สวรรค์ นั้น จึง ตอบ ท่าน ว่า “ เรา คือ กา เบ รี ยล ซึ่ง ยืน อยู่ เฉพาะ พระ พักตร์ พระเจ้า และ ทรง ใช้ ให้ มา พูด และ นำ ข่าว ดี นี้ มา แจ้ง กับ ท่าน {1:20} ดู เถิด เพราะ ท่าน มิ ได้ เชื่อ ถ้อยคำ ของ เรา ถึง เรื่อง ที่ จะ สำเร็จ ตาม กำหนด ท่าน ก็ จะ เป็น ใบ้ แล้ว ไม่ สามารถ พูด ได้ จน ถึง วัน ที่ การณ์ เหล่า นี้ จะ บังเกิด ขึ้น” {1:21} ฝ่าย คน ทั้งหลาย ที่ คอย เศคาริยาห์ ก็ ประหลาด ใจ เพราะ ท่าน อยู่ ใน พระ วิหาร ช้านาน {1:22} เมื่อ ท่าน ออก มา แล้ว ก็ พูด กับ เขา ไม่ ได้ คน ทั้งหลาย จึง หยั่งรู้ ว่า ท่าน ได้ เห็น นิมิต ใน พระ วิหาร เพราะ ท่าน ใช้ ใบ้ กับ เขา และ ยัง เป็น ใบ้ อยู่ {1:23} ต่อ มา เมื่อ หมด เวร ของ ท่าน แล้ว ท่าน ก็ กลับ ไป บ้าน {1:24} ภายหลัง นาง เอ ลี ซา เบธ ภรรยา ของ ท่าน ก็ ตั้ง ครรภ์ แล้ว ไป ซ่อน ตัว อยู่ ห้า เดือน พูด ว่า {1:25} “ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ได้ ทรง กระทำ เช่น นี้ แก่ ข้าพเจ้า ใน วัน ที่ พระองค์ ได้ ทอด พระ เนตร ดู ข้าพเจ้า เพื่อ นำ ความ อดสู ของ ข้าพเจ้า ที่ มี อยู่ ท่ามกลาง คน ทั้งปวง ไป เสีย” {i1:26} การ ประกาศ ถึง การ ประสูติ ของ พระ คริสต์ {1:26} เมื่อ ถึง เดือน ที่ หก พระเจ้า ทรง ใช้ ทูต สวรรค์ กา เบ รี ยล นั้น ให้ มา ยัง เมือง หนึ่ง ใน แคว้น กา ลิ ลี ชื่อ นาซา เร็ธ {1:27} มา ถึง หญิง พรหมจารี คน หนึ่ง ที่ ได้ หมั้น กัน ไว้ กับ ชาย คน หนึ่ง ชื่อ โย เซฟ เป็น คน ใน วงศ์วาน ดา วิด หญิง พรหมจารี นั้น ชื่อ มา รีย์ {1:28} ทูต สวรรค์ มา ถึง หญิง พรหมจารี นั้น แล้ว ว่า “ เธอ ผู้ ซึ่ง เป็น ที่ ทรง โปรดปราน มาก จง จำเริญ เถิด องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรง สถิต อยู่ กับ เธอ เธอ ได้ รับ พระ พร ท่ามกลาง สตรี ทั้งปวง” {1:29} เมื่อ มา รีย์ เห็น ทูต สวรรค์ องค์ นั้น เธอ ก็ ตกใจ เพราะ คำ ของ ทูต นั้น และ รำพึง ว่า คำ กล่าว นั้น จะ หมาย ว่า อะไร {1:30} แล้ว ทูต สวรรค์ จึง กล่าว แก่ เธอ ว่า “ มา รีย์เอ๋ย อย่า กลัว เลย เพราะ เธอ เป็น ที่ พระเจ้า ทรง โปรดปราน แล้ว {1:31} ดู เถิด เธอ จะ ตั้ง ครรภ์ และ คลอด บุตร ชาย คน หนึ่ง จง ตั้ง ชื่อ บุตร นั้น ว่า เยซู {1:32} บุตร นั้น จะ เป็น ใหญ่ และ จะ ทรง เรียก ว่า เป็น บุตร ของ พระเจ้า สูง สุด พระเจ้า ซึ่ง เป็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า จะ ทรง ประทาน พระ ที่นั่ง ของ ดา วิด บรรพบุรุษ ของ ท่าน ให้ แก่ ท่าน {1:33} และ ท่าน จะ ครอบครอง วงศ์วาน ของ ยา โค บ สืบ ไป เป็น นิตย์ และ อาณาจักร ของ ท่าน จะ ไม่ รู้จัก สิ้นสุด เลย” {1:34} ฝ่าย มา รีย์ ทูล ทูต สวรรค์ นั้น ว่า “ เหตุการณ์ นั้น จะ เป็น ไป อย่างไร ได้ เพราะ ข้าพเจ้า ยัง หา ได้ ร่วม กับ ชาย ใด ไม่” {1:35} ทูต สวรรค์ จึง ตอบ เธอ ว่า “ พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ จะ เสด็จ ลง มา บน เธอ และ ฤทธิ์ เดช ของ ผู้ สูง สุด จะ ปก เธอ เหตุ ฉะนั้น องค์ บริสุทธิ์ ที่ จะ บังเกิด มา นั้น จะ ได้ เรียก ว่า พระ บุตร ของ พระเจ้า {1:36} ดู เถิด ถึง นาง เอ ลี ซา เบธ ญาติ ของ เธอ ชรา แล้ว ก็ ยัง ตั้ง ครรภ์ มี บุตร เป็น ชาย ด้วย บัดนี้ นาง นั้น ที่ คน เขา ถือ ว่า เป็น หญิง หมัน ก็ มี ครรภ์ ได้ หก เดือน แล้ว {1:37} เพราะ ว่า ไม่ มี สิ่ง หนึ่ง สิ่ง ใด ซึ่ง พระเจ้า ทรง กระทำ ไม่ ได้” {1:38} ส่วน มา รีย์ จึง ทูล ว่า “ ดู เถิด ข้าพเจ้า เป็น หญิง คนใช้ ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ขอ ให้ บังเกิด แก่ ข้าพเจ้า ตาม คำ ของ ท่าน เถิด” แล้ว ทูต สวรรค์ นั้น จึง จาก เธอ ไป {i1:39} มา รีย์ เยี่ยมเยียน นาง เอ ลี ซา เบธ {1:39} คราว นั้น มา รีย์ จึง รีบ ออก ไป ถึง เมือง หนึ่ง ใน แถบ ภูเขา แห่ง ยู เดีย {1:40} แล้ว เข้า ไป ใน เรือน ของ เศคาริยาห์ ทักทาย ปราศรัย นาง เอ ลี ซา เบธ {1:41} ต่อ มา เมื่อ นาง เอ ลี ซา เบธ ได้ยิน คำ ปราศรัย ของ มา รีย์ ทารก ใน ครรภ์ ของ เขา ก็ ดิ้น และ นาง เอ ลี ซา เบธ ก็ ประกอบ ไป ด้วย พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ {1:42} จึง ร้อง เสียง ดัง ว่า “ ท่าน ได้ รับ พร ท่ามกลาง สตรี ทั้งปวง และ ผู้ บังเกิด จาก ครรภ์ ของ ท่าน ก็ ได้ รับ พระ พร ด้วย {1:43} เป็น ไฉน ข้าพเจ้า จึง ได้ ความ โปรดปราน เช่น นี้ คือ มารดา ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ของ ข้าพเจ้า ได้ มา หา ข้าพเจ้า {1:44} เพราะ ดู เถิด พอ เสียง ปราศรัย ของ ท่าน เข้า หู ข้าพเจ้า ทารก ใน ครรภ์ ของ ข้าพเจ้า ก็ ดิ้น ด้วย ความ ยินดี {1:45} สตรี ที่ ได้ เชื่อ ก็ เป็น สุข เพราะ ว่า จะ สำเร็จ ตาม พระ ดำรัส จาก องค์ พระผู้เป็นเจ้า ที่ มา ถึง เขา” {i1:46} คำ สรรเสริญ ของ มา รีย์ {1:46} นาง มา รีย์จึงว่า “ จิตใจ ของ ข้าพเจ้า ก็ ยกย่อง องค์ พระผู้เป็นเจ้า {1:47} และ วิญญาณ ของ ข้าพเจ้า ก็ เกิด ความ ปีติ ยินดี ใน พระเจ้า พระ ผู้ ช่วย ให้ รอด ของ ข้าพเจ้า {1:48} เพราะ พระองค์ ทรง ห่วงใย ฐานะ อัน ยาก ต่ำ แห่ง หญิง คนใช้ ของ พระองค์ เพราะ ดู เถิด ตั้งแต่ นี้ ไป คน ทุก ชั่ว อายุ จะ เรียก ข้าพเจ้า ว่า ผาสุก {1:49} เพราะ ว่า ผู้ ทรง ฤทธิ์ ได้ ทรง กระทำ การ ใหญ่ กับ ข้าพเจ้า พระ นาม ของ พระองค์ ก็ บริสุทธิ์ {1:50} พระ กรุณา ของ พระองค์ มี แก่ บรรดา ผู้ ยำเกรง พระองค์ ทุก ชั่ว อายุ สืบๆ ไป {1:51} พระองค์ ทรง สำแดง ฤทธิ์ ด้วย พระ กร ของ พระองค์ พระองค์ ทรง กระทำ ให้ คน ที่ มี ใจ เย่อหยิ่ง แตกฉาน ซ่านเซ็น ไป {1:52} พระองค์ ทรง ถอด เจ้านาย จาก พระ ที่นั่ง และ ทรง ยก ผู้น้อย ขึ้น {1:53} พระองค์ ทรง โปรด ให้ คน อดอยาก อิ่ม ด้วย สิ่ง ดี และ พระองค์ ทรง กระทำ ให้ คน มั่งมี ไป มือเปล่า {1:54} พระองค์ ทรง ช่วย อิสราเอล ผู้ รับใช้ ของ พระองค์ คือ ทรง จดจำ พระ กรุณา ของ พระองค์ {1:55} ที่ มี ต่อ อับราฮัม และ ต่อ เชื้อสาย ของ ท่าน เป็น นิตย์ ตาม ที่ พระองค์ ได้ ตรัส ไว้ กับ บรรพบุรุษ ของ เรา” {1:56} มา รีย์ อาศัย อยู่ กับ นาง เอ ลี ซา เบธ ประมาณ สาม เดือน แล้ว จึง กลับ ไป ยัง บ้าน ของ ตน {i1:57} การ กำเนิด ของ ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศมา {1:57} ครั้น เวลา ซึ่ง นาง เอ ลี ซา เบธ จะ คลอด บุตร ครบถ้วน แล้ว นาง ก็ คลอด บุตร เป็น ชาย {1:58} เพื่อนบ้าน และ ญาติ พี่น้อง ของ นาง ได้ยิน ว่า องค์ พระผู้เป็นเจ้า ได้ ทรง สำแดง พระ มหา กรุณา แก่ นาง เขา ทั้งหลาย ก็ พา กัน เปรมปรีดิ์ ด้วย {1:59} ต่อ มา ครั้น ถึง วัน ที่ แปด แล้ว เขา ก็ พา กัน มา ให้ ทารก นั้น เข้า สุหนัต และ เขา จะ ให้ ชื่อ ทารก นั้น ว่า เศคาริยาห์ ตาม ชื่อ บิดา {1:60} ฝ่าย มารดา จึง ตอบ ว่า “ ไม่ ใช่ แต่ ต้อง ให้ ชื่อ ว่า ยอห์น” {1:61} เขา พา กัน ตอบ นาง ว่า “ ไม่ มี ผู้ ใด ใน พวก ญาติ ของ ท่าน ที่ มี ชื่อ อย่าง นั้น” {1:62} แล้ว เขา จึง ใช้ ใบ้ กับ บิดา ถาม ว่า ท่าน อยาก จะ ให้ บุตร นั้น ชื่อ อะไร {1:63} บิดา จึง ขอ กระดาน ชนวน มา เขียน ว่า “ ชื่อ ของ บุตร คือ ยอห์น” คน ทั้งหลาย ก็ ประหลาด ใจ นัก {1:64} ใน ทันใด นั้น ปาก และ ลิ้น ของ ท่าน ก็ คืนดี อีก แล้ว ท่าน กล่าว สรรเสริญ พระเจ้า {1:65} บรรดา เพื่อนบ้าน ของ ท่าน ก็ บังเกิด ความ กลัว และ เหตุการณ์ ทั้งปวง นั้น ก็ เลื่องลือ ไป ทั่ว แถบ ภูเขา แคว้น ยู เดีย {1:66} บรรดา คน ที่ ได้ยิน ก็ จดจำ ไว้ ใน ใจ และ ว่า “ ทารก นั้น จะ เป็น อย่างไร หนอ” และ พระ หัตถ์ ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า อยู่ กับ เขา {1:67} ฝ่าย เศคาริยาห์ ผู้ เป็น บิดา ประกอบ ไป ด้วย พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ แล้ว ได้ พยากรณ์ ว่า {1:68} “ จง สรรเสริญ องค์ พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้า ของ พวก อิสราเอล ด้วย ว่า พระองค์ ได้ ทรง เยี่ยมเยียน และ ช่วย ไถ่ ชน ชาติ ของ พระองค์ {1:69} และ ได้ ทรง ชู เขา แห่ง ความ รอด ขึ้น มา เพื่อ เรา ใน วงศ์วาน ของ ดา วิด ผู้ รับใช้ ของ พระองค์ {1:70} ตาม ที่ พระองค์ ได้ ตรัส ไว้ ตั้งแต่ เริ่ม สร้าง โลก โดย ปาก ของ พวก ศาสดา พยากรณ์ บริสุทธิ์ ของ พระองค์ {1:71} ว่า เรา จะ รอด พ้น จาก พวก ศัตรู ของ เรา ทั้งหลาย และ พ้น จาก มือ ของ คน ทั้งปวง ที่ ชัง เรา {1:72} จะ ทรง สำแดง พระ กรุณา ซึ่ง ทรง สัญญา แก่ บรรพบุรุษ ของ เรา และ ทรง ระลึก ถึง พัน ธ สัญญา บริสุทธิ์ ของ พระองค์ {1:73} คือ คำ ปฏิญาณ ซึ่ง พระองค์ ได้ ทรง กระทำ ไว้ กับ อับราฮัม บรรพบุรุษ ของ เรา {1:74} ว่า เมื่อ เรา ทั้งหลาย พ้น จาก มือ ศัตรู ของ เรา แล้ว จะ ทรง โปรด ให้ เรา ปรนนิบัติ พระองค์ โดย ปราศจาก ความ กลัว {1:75} ด้วย ความ บริสุทธิ์ และ ด้วย ความ ชอบธรรม จำเพาะ พระ พักตร์ พระองค์ ตลอด ชีวิต ของ เรา {1:76} ท่าน ทารก เอ๋ย เขา จะ เรียก ท่าน ว่า เป็น ศาสดา พยากรณ์ ของ ผู้ สูง สุด เพราะ ว่า ท่าน จะ นำ หน้า องค์ พระผู้เป็นเจ้า เพื่อ จะ จัด เตรียม มรรคา ของ พระองค์ ไว้ {1:77} เพื่อ จะ ให้ ชน ชาติ ของ พระองค์ มี ความ รู้ ถึง ความ รอด โดย การ ทรง ยก บาป ของ เขา {1:78} โดย พระทัย เมตตา กรุณา แห่ง พระเจ้า ของ เรา แสง อรุณ จาก เบื้อง สูง จึง มา เยี่ยมเยียน เรา {1:79} เพื่อ จะ ส่อง สว่าง แก่ คน ทั้งหลาย ผู้ อยู่ ใน ที่ มืด และ ใน เงา แห่ง ความ ตาย เพื่อ จะ นำ เท้า ของ เรา ไป ใน ทาง สันติสุข” {1:80} ฝ่าย ทารก นั้น ก็ ได้ เจริญ วัย ขึ้น และ จิต วิญญาณ ก็ มี กำลัง ทวี ขึ้น และ ไป อาศัย ใน ถิ่น ทุรกันดาร จน ถึง วัน ที่ ท่าน จะ ได้ มา ปรากฏ แก่ ชน ชาติ อิสราเอล {i2:1} พระ เยซู ทรง ประสูติ ใน หมู่บ้าน เบธเลเฮม (มธ 1:18-25; 2:1) {2:1} อยู่ มา คราว นั้น มี รับสั่ง จาก ซีซาร์ ออ กัสตัส ให้ จด ทะเบียน สำมะโนครัว ทั่ว ทั้ง แผ่นดิน {2:2} (นี่ เป็น ครั้ง แรก ที่ ได้ จด ทะเบียน สำมะโนครัว เมื่อ คีรินิอัส เป็น เจ้า เมือง ซีเรีย) {2:3} คน ทั้งปวง ต่าง คน ต่าง ได้ ไป ขึ้น ทะเบียน ยัง เมือง ของ ตน {2:4} ฝ่าย โย เซฟ ก็ ขึ้น ไป จาก เมือง นาซา เร็ธ แคว้น กา ลิ ลี ถึง เมือง ของ ดา วิด ชื่อ เบธเลเฮมแคว้นยูเดียด้วย (เพราะ ว่า เขา เป็น วงศ์วาน และ เชื้อสาย ของ ดา วิด) {2:5} เขา ได้ ไป กับ มา รีย์ ที่ เขา ได้ หมั้น ไว้ แล้ว เพื่อ จะ ขึ้น ทะเบียน และ นาง มี ครรภ์ {2:6} เมื่อ เขา ทั้ง สอง ยัง อยู่ ที่ นั่น ก็ ถึง เวลา ที่ มา รีย์ จะ ประสูติ บุตร {2:7} นาง จึง ประสูติ บุตร ชาย หัว ปี เอา ผ้าอ้อม พัน และ วาง ไว้ ใน ราง หญ้า เพราะ ว่า ไม่ มี ที่ ว่าง ให้ เขา ใน โรงแรม {i2:8} ทูต สวรรค์ ประกาศ แก่ พวก ผู้ เลี้ยง แกะ {2:8} ใน แถบ นั้น มี คน เลี้ยง แกะ อยู่ ใน ทุ่ง นา เฝ้า ฝูง แกะ ของ เขา ใน เวลา กลางคืน {2:9} ดู เถิด มี ทูต สวรรค์ ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า มา ปรากฏ แก่ เขา และ รัศมี ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ส่อง ล้อม รอบ เขา และ เขา กลัว นัก {2:10} ฝ่าย ทูต สวรรค์ องค์ นั้น กล่าว แก่ เขา ว่า “ อย่า กลัว เลย เพราะ ดู เถิด เรา นำ ข่าว ดี มา ยัง ท่าน ทั้งหลาย คือ ความ ปรีดี ยิ่ง ซึ่ง จะ มา ถึง คน ทั้งปวง {2:11} เพราะ ว่า ใน วัน นี้ พระ ผู้ ช่วย ให้ รอด ของ ท่าน ทั้งหลาย คือ พระ คริสต์ เจ้า มา บังเกิด ที่ เมือง ดา วิด {2:12} นี่ จะ เป็น หมาย สำคัญ แก่ ท่าน ทั้งหลาย คือ ท่าน จะ ได้ พบ พระ กุมาร นั้น พัน ผ้าอ้อม นอน อยู่ ใน ราง หญ้า” {2:13} ทันใด นั้น มี ชาว สวรรค์ หมู่ หนึ่ง มา อยู่ กับ ทูต สวรรค์ องค์ นั้น ร่วม สรรเสริญ พระเจ้า ว่า {2:14} “ รัศมี ภาพ จง มี แด่ พระเจ้า ใน ที่ สูง สุด และ บน แผ่นดิน โลก สันติสุข จง มี ท่ามกลาง มนุษย์ ทั้งปวง ซึ่ง ทรง โปรดปราน นั้น” {2:15} ต่อ มา เมื่อ ทูต สวรรค์ เหล่า นั้น ไป จาก เขา ขึ้น สู่ สวรรค์ แล้ว พวก เลี้ยง แกะ ได้ พูด กัน ว่า “ บัดนี้ ให้ เรา ไป ยัง เมือง เบธเลเฮม ดู เหตุการณ์ ที่ เกิด ขึ้น นั้น ซึ่ง องค์ พระผู้เป็นเจ้า ได้ ทรง แจ้ง แก่ เรา” {2:16} เขา ก็ รีบ ไป แล้ว พบ นาง มา รีย์ กับ โย เซฟ และ พบ พระ กุมาร นั้น นอน อยู่ ใน ราง หญ้า {2:17} ครั้น เขา ได้ เห็น แล้ว จึง เล่า เรื่อง ซึ่ง เขา ได้ยิน ถึง พระ กุมาร นั้น {2:18} คน ทั้งปวง ที่ ได้ยิน ก็ ประหลาด ใจ ด้วย เนื้อความ ที่ คน เลี้ยง แกะ ได้ บอก แก่ เขา {2:19} ฝ่าย นาง มา รีย์ ก็ เก็บ บรรดา สิ่ง เหล่า นี้ ไว้ ใน ใจ และ รำพึง อยู่ {2:20} คน เลี้ยง แกะ จึง กลับ ไป ยกย่อง สรรเสริญ พระเจ้า เพราะ เหตุการณ์ ทั้งปวง ซึ่ง เขา ได้ยิน และ ได้ เห็น ดัง ได้ กล่าว ไว้ แก่ เขา แล้ว {i2:21} พระ กุมาร เยซู ทรง เข้า สุหนัต (ลก 1:59) {2:21} ครั้น ครบ แปด วัน แล้ว เป็น วัน ให้ พระ กุมาร นั้น เข้า สุหนัต เขา จึง ให้ นาม ว่า เยซู ตาม ซึ่ง ทูต สวรรค์ ได้ กล่าว ไว้ ก่อน ยัง มิ ได้ ปฏิสนธิ ใน ครรภ์ {2:22} เมื่อ วัน ทำ พิธี ชำระ ตัว ของ นาง มา รีย์ ตาม พระ ราช บัญญัติ ของ โมเสส เสร็จ ลง แล้ว เขา ทั้งหลาย จึง นำ พระ กุมาร ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม จะ ถวาย แด่ องค์ พระผู้เป็นเจ้า {2:23} (ตาม ที่ เขียน ไว้ แล้ว ใน พระ ราช บัญญัติ ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ว่า “ บุตร ชาย ทุก คน ที่ เบิก ครรภ์ ครั้ง แรก จะ ได้ เรียก ว่า เป็น ผู้ บริสุทธิ์ ถวาย แด่ องค์ พระผู้เป็นเจ้า”) {2:24} และ ถวาย เครื่องบูชา ตาม ที่ ได้ ตรัส สั่ง ไว้ แล้ว ใน พระ ราช บัญญัติ ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า คือ ‘ นกเขา คู่ หนึ่ง หรือ นก พิราบ หนุ่ม สอง ตัว’ {i2:25} สิ เม โอน ผู้ ชรา กับ พระ กุมาร เยซู {2:25} ดู เถิด มี ชาย คน หนึ่ง ใน กรุง เยรูซาเล็ม ชื่อ สิ เม โอน เป็น คน ชอบธรรม และ เกรงกลัว พระเจ้า และ คอย เวลา ซึ่ง พวก อิสราเอล จะ ได้ รับ ความ บรรเทา ทุกข์ และ พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ ทรง สถิต กับ ท่าน {2:26} พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ ได้ ทรง สำแดง แก่ ท่าน ว่า ท่าน จะ ไม่ ตาย จน กว่า จะ ได้ เห็น พระ คริสต์ ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า {2:27} สิ เม โอน เข้า ไป ใน พระ วิหาร โดย พระ วิญญาณ ทรง นำ และ เมื่อ บิดา มารดา ได้ นำ พระ กุมาร เยซู เข้า ไป เพื่อ จะ กระทำ แก่ พระ กุมาร ตาม ธรรมเนียม แห่ง พระ ราช บัญญัติ {2:28} สิ เม โอน จึง อุ้ม พระ กุมาร และ สรรเสริญ พระเจ้า ว่า {2:29} “ ข้า แต่ องค์ พระผู้เป็นเจ้า บัดนี้ พระองค์ ทรง ให้ ผู้ รับใช้ ของ พระองค์ ไป เป็น สุข ตาม พระ ดำรัส ของ พระองค์ {2:30} เพราะ ว่า ตา ของ ข้า พระองค์ ได้ เห็น ความ รอด ของ พระองค์ แล้ว {2:31} ซึ่ง พระองค์ ได้ ทรง จัด เตรียม ไว้ ต่อ หน้า บรรดา ชน ชาติ ทั้งหลาย {2:32} เป็น ความ สว่าง ส่อง แสง แก่ คน ต่าง ชาติ และ เป็น สง่าราศี ของ พวก อิสราเอล ชน ชาติ ของ พระองค์” {2:33} ฝ่าย โย เซฟ กับ มารดา ของ พระ กุมาร ก็ ประหลาด ใจ เพราะ ถ้อยคำ ซึ่ง ท่าน ได้ กล่าว ถึง พระ กุมาร นั้น {2:34} แล้ว สิ เม โอน ก็ อวยพร แก่ เขา แล้ว กล่าว แก่ นาง มา รีย์ มารดา ของ พระ กุมาร นั้น ว่า “ ดู ก่อน ท่าน ทรง ตั้ง พระ กุมาร นี้ ไว้ เป็น เหตุ ให้ หลาย คน ใน พวก อิสราเอล ล้ม ลง หรือ ยก ตั้ง ขึ้น และ จะ เป็น หมาย สำคัญ ซึ่ง คน ปฏิเสธ {2:35} เพื่อ ความคิด ใน ใจ ของ คน เป็น อัน มาก จะ ได้ ปรากฏ แจ้ง (เออ ถึง จิตใจ ของ ท่าน เอง ก็ ยัง จะ ถูก ดาบ แทง ทะลุ ด้วย)” {i2:36} นาง อัน นา หญิง ผู้ พยากรณ์ {2:36} ยัง มี ผู้ พยากรณ์ หญิง คน หนึ่ง ชื่อ อัน นา บุตร สาว ฟา นูเอล ใน ตระกูล อา เชอร์ นาง เป็น คน ชรา มาก แล้ว มี สามี ตั้งแต่ ยัง เป็น สาว พรหมจารี อยู่ และ อยู่ ด้วย กัน เจ็ด ปี {2:37} แล้ว ก็ เป็น ม่าย มา จน ถึง อายุ แปด สิบ สี่ ปี นาง มิ ได้ ไป จาก พระ วิหาร เลย อยู่ รับใช้ พระเจ้า ด้วย การ ถือ อด อาหาร และ อธิษฐาน ทั้ง กลางวัน กลางคืน {2:38} ใน ขณะ นั้น ผู้หญิง คน นี้ ก็ เข้า มา ขอบพระคุณ องค์ พระผู้เป็นเจ้า เช่น กัน และ กล่าว ถึง พระ กุมาร ให้ คน ทั้งปวง ที่ คอย การ ทรง ไถ่ อยู่ ใน กรุง เยรูซาเล็ม ฟัง {i2:39} ทั้ง ครอบครัว กลับ ไป ยัง เมือง นาซา เร็ธ {2:39} ครั้น โย เซฟ กับ นาง มา รีย์ ได้ กระทำ การ ทั้งปวง ตาม พระ ราช บัญญัติ ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า เสร็จ แล้ว จึง กลับ ไป ถึง นาซา เร็ธ เมือง ของ ตน ใน แคว้น กา ลิ ลี {2:40} พระ กุมาร นั้น ก็ เจริญ วัย และ เข้มแข็ง ขึ้น ฝ่าย จิต วิญญาณ ประกอบ ด้วย สติปัญญา และ พระคุณ ของ พระเจ้า อยู่ กับ ท่าน {i2:41} พระ เยซู เมื่อ อายุ สิบ สอง พรรษา ทรง เยี่ยม กรุง เยรูซาเล็ม {2:41} ฝ่าย บิดา มารดา เคย ขึ้น ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม ใน การ เลี้ยง เทศกาล ปัส กา ทุก ปีๆ {2:42} เมื่อ พระ กุมาร มี พระ ชนมายุ สิบ สอง พรรษา เขา ทั้งหลาย ก็ ขึ้น ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม ตาม ธรรมเนียม การ เลี้ยง นั้น {2:43} เมื่อ ครบ กำหนด วัน เลี้ยง กัน แล้ว ขณะ เขา กำลัง กลับ ไป พระ กุมาร เยซู ก็ ยัง ค้าง อยู่ ใน กรุง เยรูซาเล็ม ฝ่าย โย เซฟ กับ มารดา ของ พระองค์ ก็ ไม่ รู้ {2:44} แต่ เพราะ เขา ทั้ง สอง คิด ว่า พระ กุมาร นั้น อยู่ ใน หมู่ คน ที่ มา ด้วย กัน เขา จึง เดินทาง ไป ได้ วัน หนึ่ง แล้ว หา พระ กุมาร ใน หมู่ ญาติ พี่น้อง และ พวก คน ที่ รู้จัก กัน {2:45} เมื่อ ไม่ พบ พวก เขา จึง กลับ ไป เที่ยว หา พระองค์ ที่ กรุง เยรูซาเล็ม {2:46} ต่อ มา ครั้น หา มา ได้ สาม วัน แล้ว จึง พบ พระ กุมาร นั่ง อยู่ ใน พระ วิหาร ท่ามกลาง พวก อาจารย์ ฟัง และ ไต่ถาม พวก อาจารย์ เหล่า นั้น อยู่ {2:47} คน ทั้งปวง ที่ ได้ยิน ก็ ประหลาด ใจ ใน สติปัญญา และ คำ ตอบ ของ พระ กุมาร นั้น {2:48} ฝ่าย เขา ทั้ง สอง เมื่อ เห็น พระ กุมาร แล้ว ก็ ประหลาด ใจ มารดา จึง ถาม พระ กุมาร ว่า “ ลูก เอ๋ย ทำไม จึง ทำ แก่ เรา อย่าง นี้ ดู เถิด พ่อ กับ แม่ แสวง หา เป็น ทุกข์ นัก” {2:49} พระ กุมาร จึง ตอบ เขา ทั้ง สอง ว่า “ ท่าน เที่ยว หา ฉัน ทำไม ท่าน ไม่ ทราบ หรือ ว่า ฉัน ต้อง กระทำ พระ ราชกิจ แห่ง พระ บิดา ของ ฉัน” {2:50} เขา ทั้ง สอง ก็ ไม่ เข้าใจ คำ ซึ่ง พระ กุมาร กล่าว แก่ เขา {2:51} แล้ว พระ กุมาร ก็ ลง ไป กับ เขา ไป ยัง เมือง นาซา เร็ธ อยู่ ใต้ ความ ปกครอง ของ เขา มารดา ก็ เก็บ เรื่องราว ทั้งหมด นั้น ไว้ ใน ใจ {2:52} พระ เยซู ก็ ได้ จำเริญ ขึ้น ใน ด้าน สติปัญญา ใน ด้าน ร่างกาย และ เป็น ที่ ชอบ จำเพาะ พระเจ้า และ ต่อ หน้า คน ทั้งปวง ด้วย {i3:1} การ รับใช้ ของ ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศมา (มธ 3:1-12; มก 1:1-8; ยน 1:6-8, 15-36) {3:1} เมื่อ ปี ที่ สิบ ห้า ใน รัชกาล ทิเบริอัส ซีซาร์ ปอน ทิอัสปีลาต เป็น เจ้า เมือง ยู เดีย เฮ โร ด เป็น เจ้า เมือง กา ลิ ลี ฟีลิป น้อง ชาย ของ เฮ โร ด เป็น เจ้า เมือง อิทูเรีย กับ บริเวณ แคว้น ตรา โค นิติ ส ลี ซา เนียส เป็น เจ้า เมือง อา บี เลน {3:2} อัน นา ส กับ คา ยา ฟา ส เป็น มหา ปุโรหิต คราว นั้น พระ วจนะ ของ พระเจ้า มา ถึง ยอห์นบุตรชายเศคาริยาห์ ใน ถิ่น ทุรกันดาร {3:3} แล้ว ยอห์น จึง ไป ทั่ว บริเวณ รอบ แม่น้ำ จอร์แดน ประกาศ เรื่อง บัพ ติ ศ มา อัน สำแดง การ กลับ ใจ ใหม่ เพื่อ จะ ทรง ยก ความ ผิด บาป เสีย ได้ {3:4} ตาม ที่ มี เขียน ไว้ แล้ว ใน หนังสือ ถ้อยคำ ของ อิส ยาห์ ศาสดา พยากรณ์ ว่า “ เสียง ผู้ ร้อง ใน ถิ่น ทุรกันดาร ว่า ‘ จง เตรียม มรรคา แห่ง องค์ พระผู้เป็นเจ้า จง กระทำ หนทาง ของ พระองค์ ให้ ตรง ไป {3:5} หุบเขา ทุก แห่ง จะ ถม ให้ เต็ม ภูเขา และ เนิน ทุก แห่ง จะ ให้ ต่ำ ลง ทาง คด จะ กลาย เป็น ทาง ตรง และ ทาง ที่ ขรุขระ จะ กลาย เป็น ทาง ราบ {3:6} เนื้อ หนัง ทั้งปวง จะ ได้ เห็น ความ รอด ของ พระเจ้า’” {3:7} ยอห์น จึง กล่าว แก่ ประชาชน ที่ ออก มา รับ บัพ ติ ศ มา จาก ท่าน ว่า “ โอ เจ้า ชาติ งู ร้าย ใคร ได้ เตือน เจ้า ให้ หนี จาก พระ อาชญา ซึ่ง จะ มา ถึง นั้น {3:8} เหตุ ฉะนั้น จง พิสูจน์ การ กลับ ใจ ของ เจ้า ด้วย ผล ที่ เกิด ขึ้น อย่า นึก เหมา เอา ใน ใจ ว่า ตัว มี อับราฮัม เป็น บิดา เพราะ เรา บอก เจ้า ทั้งหลาย ว่า พระเจ้า ทรง ฤทธิ์ สามารถ จะ ให้ บุตร เกิด ขึ้น กับ อับราฮัม จาก ก้อน หิน เหล่า นี้ ได้ {3:9} บัดนี้ ขวาน วาง ไว้ ที่ โคน ต้นไม้ แล้ว และ ทุก ต้น ที่ ไม่ เกิด ผล ดี จะ ต้อง ตัด เสีย แล้ว โยน ทิ้ง ใน กอง ไฟ” {3:10} ฝ่าย ประชาชน จึง ถาม ท่าน ว่า “ เรา จะ ต้อง ทำ ประการ ใด” {3:11} ท่าน จึง ตอบ เขา ว่า “ ผู้ ใด มี เสื้อ สอง ตัว จง ปัน ให้ แก่ คน ไม่ มี และ ใคร มี อาหาร จง ปัน ให้ เหมือน กัน” {3:12} พวก เก็บ ภาษี ก็ มา ขอ รับ บัพ ติ ศมาด้วย และ ถาม ท่าน ว่า “ อาจารย์ เจ้าข้า พวก ข้าพเจ้า ต้อง ทำ ประการ ใด” {3:13} ท่าน จึง ตอบ เขา ว่า “ เจ้า ทั้งหลาย อย่า เก็บ ภาษี เกิน พิกัด” {3:14} ฝ่าย พวก ทหาร ถาม ท่าน ด้วย ว่า “ พวก ข้าพเจ้า เล่า จะ ต้อง ทำ ประการ ใด” ท่าน ตอบ เขา ว่า “ อย่า กดขี่ ผู้ ใด อย่า หา ความ ใส่ ผู้ ใด แต่ จง พอใจ ใน ค่า จ้าง ของ ตน” {3:15} เมื่อ คน ทั้งหลาย กำลัง คอย พระ คริสต์ อยู่ และ ได้ ใคร่ครวญ ถึง ยอห์นว่า ตัว ท่าน เป็น พระ คริสต์ หรือ มิ ใช่ {3:16} ยอห์น จึง ตอบ เขา ทั้งหลาย ว่า “ เรา ให้ เจ้า รับ บัพ ติ ศ มา ด้วย น้ำ ก็ จริง แต่ จะ มี พระองค์ หนึ่ง เสด็จ มา ทรง มี อิทธิฤทธิ์ ยิ่ง กว่า เรา อีก ซึ่ง เรา ไม่ คู่ควร แม้ จะ แก้ สาย ฉลอง พระ บาท ของ พระองค์ พระองค์ นั้น จะ ทรง ให้ เจ้า ทั้งหลาย รับ บัพ ติ ศ มา ด้วย พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ และ ด้วย ไฟ {3:17} พระ หัตถ์ ของ พระองค์ ถือ พลั่ว พร้อม แล้ว เพื่อ จะ ทรง ชำระ ลาน ข้าวของ พระองค์ ให้ ทั่ว และ เพื่อ จะ เก็บ ข้าว ไว้ ใน ยุ้ง ฉาง ของ พระองค์ แต่ พระองค์ จะ ทรง เผา แกลบ ด้วย ไฟ ที่ ไม่ รู้ ดับ” {3:18} ยอห์น จึง ประกาศ ตักเตือน อีก หลาย ประการ แก่ คน ทั้งหลาย {3:19} ฝ่าย เฮ โร ดเจ้าเมือง เมื่อ ถูก ยอห์น ว่า ติเตียน เพราะ เรื่อง นาง เฮ โร เดีย ภรรยา ของ น้อง ชาย ชื่อ ฟีลิป และ เพราะ การ ชั่ว ทั้งหมด ที่ เฮ โร ด ได้ กระทำ นั้น {3:20} เฮ โร ด ยัง ทำ ความ ชั่ว นี้ เพิ่ม กับ ที่ ได้ ทำ มา แล้ว คือ ได้ จับ ยอห์น จำ ไว้ ใน คุก {i3:21} พระ เยซู ทรง รับ บัพ ติ ศ มา และ ประกอบ ด้วย พระ วิญญาณ (มธ 3:13-17; มก 1:9-11) {3:21} อยู่ มา เมื่อ คน ทั้งปวง รับ บัพ ติ ศมา และ พระ เยซู ทรง รับ บัพ ติ ศมาด้วย ขณะ เมื่อ ทรง อธิษฐาน อยู่ ท้อง ฟ้า ก็ แหวก ออก {3:22} และ พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ ทรง รูป สัณฐาน เหมือน นกเขา ได้ ลง มา บน พระองค์ และ พระ สุรเสียง มา จาก ฟ้า สวรรค์ ว่า “ ท่าน เป็น บุตร ที่ รัก ของ เรา เรา ชอบใจ ท่าน มาก” {i3:23} วงศ์ ตระกูล ของ พระ เยซู ทาง มา รีย์ มารดา ของ พระองค์ {3:23} เมื่อ พระ เยซู ทรง มี พระ ชนมายุ ประมาณ สาม สิบ พรรษา (ตาม ความ คาดหมาย ของ คน ทั้งหลาย) เข้าใจ ว่า เป็น บุตร โย เซฟ ซึ่ง เป็น บุตร เฮ ลี {3:24} ซึ่ง เป็น บุตร มัทธัต ซึ่ง เป็น บุตร เลวี ซึ่ง เป็น บุตร เมล คี ซึ่ง เป็น บุตร ยัน นาย ซึ่ง เป็น บุตร โย เซฟ {3:25} ซึ่ง เป็น บุตร มัทธาธีอัส ซึ่ง เป็น บุตร อา โม ส ซึ่ง เป็น บุตร นา ฮูม ซึ่ง เป็น บุตร เอส ลี ซึ่ง เป็น บุตร นัก กาย {3:26} ซึ่ง เป็น บุตร มา อา ท ซึ่ง เป็น บุตร มัทธาธีอัส ซึ่ง เป็น บุตร เส เม อิน ซึ่ง เป็น บุตร โย เซฟ ซึ่ง เป็น บุตร ยูดาห์ {3:27} ซึ่ง เป็น บุตร โย อา นาห์ ซึ่ง เป็น บุตร เร ซา ซึ่ง เป็น บุตร เศรุบบาเบล ซึ่ง เป็น บุตร เซ ลา ทิเอล ซึ่ง เป็น บุตร เนรี {3:28} ซึ่ง เป็น บุตร เมล คี ซึ่ง เป็น บุตร อัด ดี ซึ่ง เป็น บุตร โค สัม ซึ่ง เป็น บุตร เอ ลมาดัม ซึ่ง เป็น บุตร เอร์ {3:29} ซึ่ง เป็น บุตร โย ซี ซึ่ง เป็น บุตร เอ ลี เย เซอร์ ซึ่ง เป็น บุตร โย ริม ซึ่ง เป็น บุตร มัทธัต ซึ่ง เป็น บุตร เลวี {3:30} ซึ่ง เป็น บุตร สิ เม โอน ซึ่ง เป็น บุตร ยูดาห์ ซึ่ง เป็น บุตร โย เซฟ ซึ่ง เป็น บุตร โย นาน ซึ่ง เป็น บุตร เอ ลี ยา คิม {3:31} ซึ่ง เป็น บุตร เม เลอา ซึ่ง เป็น บุตร เมน นัน ซึ่ง เป็น บุตร มัทตะธา ซึ่ง เป็น บุตร นา ธัน ซึ่ง เป็น บุตร ดา วิด {3:32} ซึ่ง เป็น บุตร เจ สซี ซึ่ง เป็น บุตร โอ เบด ซึ่ง เป็น บุตร โบ อา ส ซึ่ง เป็น บุตร สัลโมน ซึ่ง เป็น บุตร นา โซน {3:33} ซึ่ง เป็น บุตร อัม มีนา ดับ ซึ่ง เป็น บุตร ราม ซึ่ง เป็น บุตร เฮ สโรน ซึ่ง เป็น บุตร เปเรศ ซึ่ง เป็น บุตร ยูดาห์ {3:34} ซึ่ง เป็น บุตร ยา โค บ ซึ่ง เป็น บุตร อิส อัค ซึ่ง เป็น บุตร อับราฮัม ซึ่ง เป็น บุตร เท ราห์ ซึ่ง เป็น บุตร นา โฮร์ {3:35} ซึ่ง เป็น บุตร เส รุก ซึ่ง เป็น บุตร เร กู ซึ่ง เป็น บุตร เปเลก ซึ่ง เป็น บุตร เอ เบอร์ ซึ่ง เป็น บุตร เซ ลาห์ {3:36} ซึ่ง เป็น บุตร เค นัน ซึ่ง เป็น บุตร อา รฟาซัด ซึ่ง เป็น บุตร เชม ซึ่ง เป็น บุตร โน อาห์ ซึ่ง เป็น บุตร ลา เม ค {3:37} ซึ่ง เป็น บุตร เม ธูเสลาห์ ซึ่ง เป็น บุตร เอ โน ค ซึ่ง เป็น บุตร ยา เร ด ซึ่ง เป็น บุตร มา หะ ลา เลล ซึ่ง เป็น บุตร เค นัน {3:38} ซึ่ง เป็น บุตร เอ โน ช ซึ่ง เป็น บุตร เส ท ซึ่ง เป็น บุตร อา ดัม ซึ่ง เป็น บุตร พระเจ้า {i4:1} พระ เยซู ทรง ถูก ทดลอง (มธ 4:1-11; มก 1:12-13) {4:1} พระ เยซู ประกอบ ด้วย พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ ได้ เสด็จ กลับ ไป จาก แม่น้ำ จอร์แดน และ พระ วิญญาณ ได้ ทรง นำ พระองค์ ไป ใน ถิ่น ทุรกันดาร {4:2} ทรง ถูก พญา มาร ทดลอง ถึง สี่ สิบ วัน ใน วัน เหล่า นั้น พระองค์ มิ ได้ เสวย อะไร เลย และ เมื่อ สิ้น สี่ สิบ วัน แล้ว พระองค์ ทรง อยาก พระ กระยาหาร {4:3} พญา มาร จึง ทูล พระองค์ ว่า “ ถ้า ท่าน เป็น พระ บุตร ของ พระเจ้า จง สั่ง ก้อน หิน นี้ ให้ กลาย เป็น ขนม ปัง” {4:4} ฝ่าย พระ เยซู ตรัส ตอบ มาร ว่า “ มี พระ คัมภีร์ เขียน ไว้ ว่า ‘ มนุษย์ จะ บำรุง ชีวิต ด้วย อาหาร สิ่ง เดียว ก็ หา มิ ได้ แต่ บำรุง ด้วย พระ วจนะ ทุก คำ ของ พระเจ้า’” {4:5} แล้ว พญา มาร จึง นำ พระองค์ ขึ้น ไป ยัง ภูเขา ที่ สูง สำแดง บรรดา ราช อาณาจักร ทั่ว พิภพ ใน ขณะ เดียว ให้ พระองค์ ทอด พระ เนตร {4:6} แล้ว พญา มาร ได้ ทูล พระองค์ ว่า “ อำนาจ ทั้งสิ้น นี้ และ สง่าราศี ของ ราช อาณาจักร นั้น เรา จะ ยก ให้ แก่ ท่าน เพราะ ว่า มอบ เป็น สิทธิ ไว้ แก่ เรา แล้ว และ เรา ปรารถนา จะ ให้ แก่ ผู้ ใด ก็ จะ ให้ แก่ ผู้ นั้น {4:7} เหตุ ฉะนั้น ถ้า ท่าน จะ กราบ นมัสการ เรา สรรพ สิ่ง นั้น จะ เป็น ของ ท่าน ทั้งหมด” {4:8} ฝ่าย พระ เยซู ตรัส ตอบ มาร ว่า “ อ้าย ซาตาน จง ถอย ไป ข้าง หลัง เรา เพราะ มี พระ คัมภีร์ เขียน ไว้ ว่า ‘ จง นมัสการ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ผู้ เป็น พระเจ้า ของ ท่าน และ ปรนนิบัติ พระองค์ แต่ ผู้ เดียว’” {4:9} แล้ว มาร จึง นำ พระองค์ ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม และ ให้ พระองค์ ประทับ อยู่ ที่ ยอด หลังคา พระ วิหาร แล้ว ทูล พระองค์ ว่า “ ถ้า ท่าน เป็น พระ บุตร พระเจ้า จง โจน ลง ไป จาก ที่ นี่ เถิด {4:10} เพราะ พระ คัมภีร์ มี เขียน ไว้ ว่า ‘ พระองค์ จะ รับสั่ง เหล่า ทูต สวรรค์ ของ พระองค์ ใน เรื่อง ท่าน ให้ ป้องกัน รักษา ท่าน ไว้’ {4:11} และ ‘ เหล่า ทูต สวรรค์ จะ เอา มือ ประคอง ชู ท่าน ไว้ เกรง ว่า ใน เวลา หนึ่ง เวลา ใด เท้า ของ ท่าน จะ กระแทก หิน’” {4:12} พระ เยซู จึง ตรัส ตอบ มาร ว่า “ มี คำ กล่าว ไว้ ว่า ‘ อย่า ทดลอง องค์ พระผู้เป็นเจ้า ผู้ เป็น พระเจ้า ของ ท่าน’” {4:13} เมื่อ พญา มาร ทำ การ ทดลอง ทุก อย่าง สิ้น แล้ว จึง ละ พระองค์ ไป ชั่วคราว {i4:14} พระ เยซู ทรง ประกอบ ด้วย พระ วิญญาณ ใน แคว้น กา ลิ ลี (มธ 4:12-16; มก 1:14) {4:14} พระ เยซู ได้ เสด็จ กลับ ไป ด้วย ฤทธิ์ เดช แห่ง พระ วิญญาณ ยัง แคว้น กา ลิ ลี และ กิตติศัพท์ ของ พระองค์ เลื่องลือ ไป ตาม ถิ่น โดย รอบ {4:15} พระองค์ ทรง สั่งสอน ใน ธรรม ศาลา ต่างๆ ของ เขา และ ได้ รับ ความ สรรเสริญ จาก คน ทั้งปวง {i4:16} พระ เยซู เสด็จ กลับ ไป ยัง ธรรม ศาลา ใน เมือง นาซา เร็ธ {4:16} แล้ว พระองค์ เสด็จ มา ถึง เมือง นาซา เร็ธ เป็น ที่ ซึ่ง พระองค์ ทรง เจริญ วัย ขึ้น พระองค์ เสด็จ เข้า ไป ใน ธรรม ศาลา ใน วัน สะ บา โต ตาม เคย และ ทรง ยืน ขึ้น เพื่อ จะ อ่าน พระ คัมภีร์ {4:17} เขา จึง ส่ง พระ คัมภีร์ อิส ยาห์ ศาสดา พยากรณ์ ให้ แก่ พระองค์ เมื่อ พระองค์ ทรง คลี่ หนังสือ นั้น ออก ก็ ค้น พบ ข้อ ที่ เขียน ไว้ ว่า {4:18} ‘ พระ วิญญาณ แห่ง องค์ พระผู้เป็นเจ้า สถิต อยู่ บน ข้าพเจ้า เพราะ ว่า พระองค์ ได้ ทรง เจิม ตั้ง ข้าพเจ้า ไว้ ให้ ประกาศ ข่าว ประเสริฐ แก่ คน ยากจน พระองค์ ได้ ทรง ใช้ ข้าพเจ้า ให้ รักษา คน ที่ ชอกช้ำ ระกำ ใจ ให้ ร้อง ประกาศ อิสรภาพ แก่ บรรดา เชลย ให้ ประกาศ แก่ คน ตาบ อด ว่า จะ ได้ เห็น อีก ให้ ปล่อย ผู้ ฟกช้ำ เป็น อิสระ {4:19} และ ให้ ประกาศ ปี แห่ง ความ โปรดปราน ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า’ {4:20} แล้ว พระองค์ ทรง ม้วน หนังสือ ส่ง คืน ให้ แก่ เจ้าหน้าที่ แล้ว ทรง นั่ง ลง และ ตา ของ คน ทั้งปวง ใน ธรรม ศาลา ก็ เพ่ง ดู พระองค์ {4:21} พระองค์ จึง เริ่ม ตรัส แก่ เขา ว่า “ คัมภีร์ ตอน นี้ ที่ ท่าน ได้ยิน กับ หู ของ ท่าน ก็ สำเร็จ ใน วัน นี้ แล้ว” {4:22} คน ทั้งปวง ก็ เป็น พยาน รับรอง คำ ของ พระองค์ และ ประหลาด ใจ ด้วย ถ้อยคำ อัน ประกอบ ด้วย คุณ ซึ่ง ออก มา จาก พระ โอษฐ์ ของ พระองค์ และ ว่า “ คน นี้ เป็น บุตร ชาย ของ โย เซฟ มิ ใช่ หรือ” {4:23} พระองค์ จึง ตรัส แก่ เขา ว่า “ ท่าน ทั้งหลาย จะ กล่าว คำ สุภาษิต ข้อ นี้ แก่ เรา เป็น แน่ คือ ว่า ‘ หมอ จง รักษา ตัวเอง เถิด คือ บรรดา การ ซึ่ง เรา ได้ยิน ว่า ท่าน ได้ กระทำ ใน เมือง คา เป อร นา อุ ม จง กระทำ ใน เมือง ของ ตน ที่ นี่ ด้วย’” {4:24} พระองค์ ตรัส ว่า “ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ไม่ มี ศาสดา พยากรณ์ คน ใด ได้ รับ การ ต้อนรับ ใน บ้านเมือง ของ ตน {4:25} แต่ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า มี หญิง ม่าย หลาย คน ใน พวก อิสราเอล คราว เอ ลี ยาห์ เมื่อ ท้อง ฟ้า ปิด เสีย ถึง สาม ปี กับ หก เดือน จึง เกิด กันดาร อาหาร มาก ทั่ว แผ่นดิน {4:26} และ เอ ลี ยาห์ มิ ได้ รับใช้ ให้ ไป หา หญิง ม่าย คน ใด เว้น แต่ หญิง ม่าย คน หนึ่ง ใน บ้าน ศาเรฟัท แคว้น เมือง ไซ ดอน {4:27} และ มี คน โรค เรื้อน หลาย คน ใน พวก อิสราเอล คราว เอ ลี ชา ศาสดา พยากรณ์ แต่ ไม่ มี ผู้ ใด ได้ รับ การ รักษา ให้ หาย โรค นั้น เลย เว้น แต่ นา อา มาน ชาว ซีเรีย” {4:28} เมื่อ คน ทั้งปวง ใน ธรรม ศาลา ได้ยิน ดังนั้น ก็ โกรธ ยิ่งนัก {4:29} จึง ลุก ขึ้น ผลัก พระองค์ ออก จาก เมือง พา ไป ยัง แง่ ของ เงื้อม เขา ที่ เมือง ของ เขา ซึ่ง ตั้ง อยู่ บน เนิน นั้น หมาย จะ ผลัก พระองค์ ลง ไป {4:30} แต่ พระองค์ ทรง ดำเนิน ผ่าน ท่ามกลาง เขา พ้น ไป {i4:31} พระ เยซู ทรง ขับ พวก ผี ใน เมือง คา เป อร นา อุ ม (มก 1:23-26) {4:31} พระองค์ เสด็จ ลง ไป ถึง เมือง คา เป อร นา อุ ม แคว้น กา ลิ ลี และ ได้ สั่งสอน เขา ทั้งหลาย ทุก วัน สะ บา โต {4:32} คน ทั้งปวง ก็ อัศจรรย์ ใจ ด้วย การ สอน ของ พระองค์ เพราะ คำ ของ พระองค์ ประกอบ ด้วย อำนาจ {4:33} มี ชาย คน หนึ่ง ใน ธรรม ศาลา ที่ มี ผี โสโครก เข้า สิง เขา ร้อง เสียง ดัง {4:34} กล่าว ว่า “ ไฮ้ พระ เยซู ชาว นาซา เร็ธ ปล่อย เรา ไว้ เรา เกี่ยวข้อง อะไร กับ ท่าน เล่า ท่าน มา เพื่อ จะ ทำลาย เรา หรือ เรา รู้ ว่า ท่าน เป็น ผู้ ใด ท่าน คือ องค์ บริสุทธิ์ ของ พระเจ้า” {4:35} พระ เยซู จึง ตรัส ห้าม มัน ว่า “ จง นิ่ง เสีย ออก มา จาก เขา ซิ” เมื่อ ผี นั้น ได้ ทำให้ เขา ล้ม ลง ท่ามกลาง ประชาชน แล้ว ก็ ออก มา จาก เขา แต่ มิ ได้ ทำ อันตราย เขา เลย {4:36} คน ทั้งปวง ก็ ประหลาด ใจ นัก พูด กัน ว่า “ คำ นี้ เป็น อย่างไร หนอ เพราะ ว่า ท่าน ได้ สั่ง ผี โสโครก ด้วย สิทธิ อำนาจ และ ด้วย ฤทธิ์ เดช มัน ก็ ออก มา” {4:37} กิตติศัพท์ ของ พระองค์ จึง ได้ เลื่องลือ ไป ทุก ตำบล ที่ อยู่ รอบ นั้น {i4:38} พระ เยซู ทรง เทศนา และ รักษา คน เจ็บ ป่วย (มธ 8:14-17; มก 1:29-38) {4:38} ฝ่าย พระองค์ ทรง ลุก ขึ้น ออก จาก ธรรม ศาลา เสด็จ เข้า ไป ใน เรือน ของ ซี โม น แม่ยาย ซี โม น ป่วย เป็น ไข้ หนัก เขา ทั้งหลาย จึง อ้อนวอน พระองค์ ให้ ช่วย หญิง นั้น {4:39} พระองค์ ทรง ยืน อยู่ ข้าง คน เจ็บ ทรง ห้าม ไข้ ไข้ ก็ หาย และ ใน ทันใด นั้น แม่ยาย ของ ซี โม น ก็ ลุก ขึ้น ปรนนิบัติ เขา ทั้งหลาย {4:40} ครั้น เวลา ตะวัน ยอ แสง ใคร มี คน เจ็บ เป็น โรค ต่างๆ ก็ พา มา หา พระองค์ พระองค์ ก็ ทรง วาง พระ หัตถ์ ถูกต้อง เขา ทุก คน ให้ เขา หาย โรค {4:41} ผี ก็ ออก มา จาก คน หลาย คน ด้วย ร้อง ว่า “ ท่าน เป็น พระ คริสต์ พระ บุตร ของ พระเจ้า” ฝ่าย พระองค์ ก็ ทรง ห้าม มิ ให้ มัน พูด เพราะ ว่า มัน รู้ แล้ว ว่า พระองค์ เป็น พระ คริสต์ {4:42} ครั้น รุ่งเช้า พระองค์ เสด็จ ออก ไป ยัง ที่ เปลี่ยว ประชาชน เที่ยว เสาะ หา พระองค์ ครั้น พบ แล้ว ก็ หน่วงเหนี่ยว พระองค์ ไว้ ไม่ ให้ ไป จาก เขา {4:43} แต่ พระองค์ ตรัส แก่ เขา ว่า “ เรา ต้อง ไป ประกาศ เรื่อง อาณาจักร ของ พระเจ้า แก่ เมือง อื่น ด้วย เพราะ ว่าที่ เรา ได้ รับใช้ มา ก็ เพราะ เหตุ นี้ เอง” {4:44} พระองค์ ทรง ประกาศ ใน ธรรม ศาลา ทั่ว แคว้น กา ลิ ลี {i5:1} การ จับ ปลา อย่าง มหัศจรรย์ ทรง เรียก เปโตร {5:1} ต่อ มา ครั้น เมื่อ ประชาชน กำลัง เบียดเสียด พระองค์ เพื่อ ฟัง พระ วจนะ ของ พระเจ้า พระองค์ ทรง ยืน อยู่ ที่ ฝั่ง ทะเลสาบ เยน เนซาเรท {5:2} และ พระองค์ ทอด พระ เนตร เห็น เรือ สอง ลำ จอด อยู่ ริม ฝั่ง ทะเลสาบ นั้น แต่ ชาว ประมง ขึ้น จาก เรือ แล้ว กำลัง ซัก อวน อยู่ {5:3} พระองค์ จึง เสด็จ ลง เรือ ลำ หนึ่ง เป็น เรือ ของ ซี โม น และ ทรง ขอ ให้ เขา ถอย ไป จาก ฝั่ง หน่อย หนึ่ง แล้ว พระองค์ ทรง นั่ง ลง สอน ประชาชน จาก เรือ นั้น {5:4} เมื่อ พระองค์ ตรัส สอน เสร็จ แล้ว จึง ตรัส แก่ ซี โม นว่า “ จง ถอย ออก ไป ที่ น้ำ ลึก หย่อน อวน ต่างๆ ลง จับ ปลา” {5:5} ซี โม น ทูล ตอบ พระองค์ ว่า “ พระ อาจารย์ เจ้าข้า ข้า พระองค์ ทั้งหลาย ทอด อวน คืน ยัง รุ่ง ไม่ ได้ อะไร เลย แต่ ข้า พระองค์ จะ หย่อน อวน ลง ตาม พระ ดำรัส ของ พระองค์” {5:6} เมื่อ เขา หย่อน ลง แล้ว ก็ ล้อม ปลา ไว้ เป็น อัน มาก จน อวน ของ เขา ขาด {5:7} เขา จึง ทำ สำคัญ แก่ ผู้ ร่วม งาน ที่ อยู่ ใน เรือ อีก ลำ หนึ่ง ให้ มา ช่วย เขา ก็ มา ช่วย แล้ว ได้ ปลา เต็ม เรือ ทั้ง สอง ลำ จน เรือ เริ่ม จม ลง {5:8} ฝ่าย ซี โม นเปโตร เมื่อ เห็น ดังนั้น ก็ กราบ ลง ที่ พระ ชานุ ของ พระ เยซู ทูล ว่า “ โอ พระองค์เจ้า ข้า ขอ เสด็จ ไป ให้ ห่าง จาก ข้า พระองค์ เถิด เพราะ ว่า ข้า พระองค์ เป็น คน บาป” {5:9} เพราะ ว่า เขา กับ คน ทั้งหลาย ที่ อยู่ ด้วย กัน ประหลาด ใจ ด้วย ปลา เป็น อัน มาก ที่ เขา จับ ได้ นั้น {5:10} ยาก อบ และ ยอห์น บุตร ชาย ของ เศเบดี ผู้ ร่วม งาน กับ ซี โม น ก็ ประหลาด ใจ เหมือน กัน พระ เยซู ตรัส แก่ ซี โม นว่า “ อย่า กลัว เลย ตั้งแต่ นี้ ไป ท่าน จะ เป็น ผู้ จับ คน” {5:11} เมื่อ เขา นำ เรือ มา ถึง ฝั่ง แล้ว เขา ก็ ละทิ้ง สิ่ง สารพัด และ ตาม พระองค์ ไป {i5:12} พระ เยซู ทรง รักษา ชาย โรค เรื้อน ให้ หาย (มธ 8:2-4; มก 1:40-44) {5:12} ต่อ มา เมื่อ พระองค์ ทรง อยู่ ใน เมือง หนึ่ง ดู เถิด มี คน เป็น โรค เรื้อน เต็ม ทั้ง ตัว เมื่อ เขา เห็น พระ เยซู ก็ ซบ หน้า ลง ถึง ดิน อ้อนวอน ทูล พระองค์ ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า เพียง แต่ พระองค์ จะ โปรด ก็ จะ ทรง บันดาล ให้ ข้า พระองค์ สะอาด ได้” {5:13} พระองค์ ทรง ยื่น พระ หัตถ์ ถูกต้อง เขา แล้ว ตรัส ว่า “ เรา พอใจ แล้ว จง สะอาด เถิด” ใน ทันใด นั้น โรค เรื้อน ของ เขา ก็ หาย {5:14} พระองค์ จึง กำชับ เขา ไม่ ให้ บอก ผู้ ใด และ ตรัส ว่า “ แต่ จง ไป แสดง ตัว แก่ ปุโรหิต และ ถวาย เครื่องบูชา สำหรับ คน ที่ หาย โรค เรื้อน แล้ว ตาม ซึ่ง โมเสส ได้ สั่ง ไว้ เพื่อ เป็น หลักฐาน ต่อ คน ทั้งหลาย ว่า เจ้า หาย โรค แล้ว” {5:15} แต่ กิตติศัพท์ ของ พระองค์ ยิ่ง เลื่องลือ ไป และ ประชาชน เป็น อัน มาก มา ชุมนุม กัน เพื่อ จะ ฟัง พระองค์ และ รับ การ รักษา โรค ต่างๆ ของ เขา {5:16} แต่ พระองค์ เสด็จ ออก ไป ใน ที่ เปลี่ยว และ ทรง อธิษฐาน {i5:17} ทรง รักษา คน อัมพาต (มธ 9:2-8; มก 2:1-12) {5:17} คราว นั้น วัน หนึ่ง เมื่อ พระองค์ ทรง สั่งสอน อยู่ มี พวก ฟา ริ สี และ พวก ธรรมา จารย์ ฝ่าย พระ ราช บัญญัติ นั่ง อยู่ ด้วย เป็น ผู้ มา จาก ทุก เมือง ใน แคว้น กา ลิ ลี แคว้น ยู เดีย และ จาก กรุง เยรูซาเล็ม ฤทธิ์ เดช ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ก็ สถิต อยู่ เพื่อ จะ รักษา เขา ให้ หาย โรค {5:18} และ ดู เถิด มี ผู้ หาม คน อัมพาต คน หนึ่ง นอน บน ที่นอน และ เขา หา ช่อง ที่ จะ หาม คน อัมพาต นั้น เข้า มา วาง ตรง พระ พักตร์ ของ พระองค์ {5:19} เมื่อ หา ช่อง เอา เข้า มา ไม่ ได้ เพราะ คน มาก เขา จึง ขึ้น ไป บน ดาดฟ้า หลังคา บ้าน หย่อน คน อัมพาต ลง มา ทั้ง ที่นอน ตาม ช่อง กระเบื้อง ตรง กลาง หมู่ คน ต่อ พระ พักตร์ พระ เยซู {5:20} เมื่อ พระองค์ ทอด พระ เนตร เห็น ความ เชื่อ ของ เขา ทั้งหลาย พระองค์ จึง ตรัส กับ คน อัมพาต ว่า “ บุรุษ เอ๋ย บาป ของ เจ้า ได้ รับ การ อภัย แล้ว” {5:21} ฝ่าย พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สี เริ่ม คิด ใน ใจ ว่า “ คน นี้ ที่ พูด หมิ่น ประมาท เป็น ผู้ ใด เล่า ใคร จะ ยก ความ ผิด บาป ได้ เว้น แต่ พระเจ้า เท่านั้น” {5:22} แต่ เมื่อ พระ เยซู ทรง ทราบ ความคิด ของ เขา พระองค์ จึง ตรัส แก่ เขา ว่า “ ไฉน ท่าน ทั้งหลาย จึง คิด ใน ใจ อย่าง นี้ {5:23} ที่ จะ ว่า ‘ บาป ของ เจ้า ได้ รับ การ อภัย แล้ว’ หรือ จะ ว่า ‘ จง ลุก ขึ้น เดิน ไป เถิด’ นั้น ข้าง ไหน จะ ง่าย กว่า กัน {5:24} แต่ เพื่อ ท่าน ทั้งหลาย จะ ได้ รู้ ว่า บุตร มนุษย์ มี ฤทธิ์ อำนาจ ใน โลก ที่ จะ โปรด ยก ความ ผิด บาป ได้” (พระองค์ จึง ตรัส สั่ง คน อัมพาต ว่า) “ เรา สั่ง เจ้า ว่า จง ลุก ขึ้น ยก ที่นอน ไป บ้าน ของ เจ้า เถิด” {5:25} ใน ทันใด นั้น เขา จึง ลุก ขึ้น ต่อ หน้า คน ทั้งปวง ยก ที่นอน ซึ่ง เขา ได้ นอน นั้น กลับ ไป บ้าน ของ ตน พลาง ร้อง สรรเสริญ พระเจ้า {5:26} คน ทั้งปวง ก็ อัศจรรย์ ใจ และ ได้ สรรเสริญ พระเจ้า ต่าง เต็ม ไป ด้วย ความ กลัว และ พูด ว่า “ วัน นี้ เรา ได้ เห็น สิ่ง แปลก ประหลาด” {i5:27} ทรง เรียก เลวี (มธ 9:9; มก 1:13-14) {5:27} ภายหลัง เหตุการณ์ เหล่า นี้ พระองค์ ได้ เสด็จ ออก ไป และ ทอด พระ เนตร เห็น คน เก็บ ภาษี คน หนึ่ง ชื่อ เล วี นั่ง อยู่ ที่ ด่าน เก็บ ภาษี พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า “ จง ตาม เรา มา เถิด” {5:28} เขา ก็ ละทิ้ง สิ่ง สารพัด ลุก ขึ้น ตาม พระองค์ ไป {5:29} เล วี ได้ จัด ให้ มี การ เลี้ยง ใหญ่ ใน เรือน ของ ตน เพื่อ เป็น เกียรติยศ แก่ พระองค์ มี คน มากมาย เป็น คน เก็บ ภาษี และ คน อื่นๆ มา เอน กาย ลง รับประทาน ด้วย กัน {5:30} ฝ่าย พวก ธรรมา จารย์ของเขา และ พวก ฟา ริ สี กระซิบ บ่น ติ พวก สาวก ของ พระองค์ ว่า “ เหตุ ไฉน พวก ท่าน มา กิน และ ดื่ม ร่วม กับ พวก เก็บ ภาษี และ พวก คน บาป” {5:31} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า “ คน ปกติ ไม่ ต้องการ หมอ แต่ คน เจ็บ ต้องการ หมอ {5:32} เรา มิ ได้ มา เพื่อ จะ เรียก คน ที่ เห็น ว่า ตัว ชอบธรรม แต่ มา เรียก คน บาป ให้ กลับ ใจ เสีย ใหม่” {5:33} เขา ทั้งหลาย ทูล พระองค์ ว่า “ ทำไม พวก ศิษย์ ของ ยอห์น ถือ อด อาหาร เนืองๆ และ อธิษฐาน อ้อนวอน และ ศิษย์ ของ พวก ฟา ริ สี ก็ ถือ เหมือน กัน แต่ สาวก ของ ท่าน กิน และ ดื่ม” {5:34} ฝ่าย พระองค์ ตรัส แก่ เขา ว่า “ ท่าน จะ ให้ สหาย ของ เจ้าบ่าว อด อาหาร เมื่อ เจ้าบ่าว ยัง อยู่ กับ เขา กระนั้น หรือ {5:35} แต่ วัน นั้น จะ มา ถึง เมื่อ เจ้าบ่าว จะ ต้อง จาก สหาย ไป ใน วัน นั้น สหาย จะ ถือ อด อาหาร” {i5:36} คำ อุปมา เกี่ยว กับ เสื้อ และ ถุง หนัง (มธ 9:16-17; มก 2:21-22) {5:36} พระองค์ ยัง ตรัส คำ อุปมา ข้อ หนึ่ง แก่ เขา ด้วย ว่า “ ไม่ มี ผู้ ใด ฉีก ท่อน ผ้า จาก เสื้อ ใหม่ มา ปะ เสื้อ เก่า ถ้า ทำ อย่าง นั้น เสื้อ ใหม่ นั้น จะ ขาด เสีย ไป ทั้ง ท่อน ผ้า ที่ เอา มา จาก เสื้อ ใหม่ นั้น ก็ จะ ไม่ สม กับ เสื้อ เก่า ด้วย {5:37} ไม่ มี ผู้ ใด เอา น้ำ องุ่น ใหม่ มา ใส่ ใน ถุง หนัง เก่า ถ้า ทำ อย่าง นั้น น้ำ องุ่น ใหม่ จะ ทำให้ ถุง หนัง เก่า ขาด ไป และ น้ำ องุ่น จะ รั่ว ถุง หนัง ก็ จะ เสีย ไป ด้วย {5:38} แต่ น้ำ องุ่น ใหม่ ต้อง ใส่ ใน ถุง หนัง ใหม่ ทั้ง สอง จะ ถนอม รักษา ด้วย กัน ได้ {5:39} ไม่ มี ผู้ ใด เมื่อ ดื่ม น้ำ องุ่น เก่า แล้ว จะ อยาก ได้ น้ำ องุ่น ใหม่ ทันที เพราะ เขา ว่า ‘ ของ เก่า นั้น ก็ ดี กว่า’” {i6:1} พระ เยซู เป็น เจ้า เป็น ใหญ่ เหนือ วัน สะ บา โต (มธ 12:1-8; มก 2:23-28) {6:1} ต่อ มา ใน วัน สะ บา โต ที่ สอง หลัง จาก วัน แรก นั้น พระองค์ กำลัง เสด็จ ไป ที่ ใน นา และ พวก สาวก ของ พระองค์ ก็ เด็ด รวง ข้าว ขยี้ กิน {6:2} บาง คน ใน พวก ฟา ริ สี จึง กล่าว แก่ เขา ว่า “ ทำไม พวก ท่าน จึง ทำ การ ซึ่ง พระ ราช บัญญัติ ห้าม ไว้ ใน วัน สะ บา โต” {6:3} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า “ ท่าน ทั้งหลาย ยัง ไม่ ได้ อ่าน เรื่อง นี้ อีก หรือ ที่ ดา วิด ได้ กระทำ เมื่อ อดอยาก ทั้ง ท่าน และ พรรคพวก ด้วย {6:4} คือ ท่าน ได้ เข้า ไป ใน พระ นิเวศ ของ พระเจ้า และ รับประทาน ขนม ปัง หน้า พระ พักตร์ ทั้ง ให้ พรรคพวก ด้วย ซึ่ง พระ ราช บัญญัติ ห้าม ไม่ ให้ ใคร รับประทาน เว้น แต่ พวก ปุโรหิต เท่านั้น” {6:5} พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า “ บุตร มนุษย์ เป็น เจ้า เป็น ใหญ่ เหนือ วัน สะ บา โต ด้วย” {i6:6} ทรง รักษา ชาย มือ ลีบ (มธ 12:9-14; มก 3:1-6) {6:6} ต่อ มา ใน วัน สะ บา โต อีก วัน หนึ่ง พระองค์ เสด็จ เข้า ไป ใน ธรรม ศาลา และ สั่งสอน ที่ นั่น มี ชาย คน หนึ่ง มือ ขวา ลีบ {6:7} ฝ่าย พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สี คอย ดู พระองค์ ว่า พระองค์ จะ ทรง รักษา เขา ใน วัน สะ บา โต หรือ ไม่ เพื่อ จะ หา เหตุ ฟ้อง พระองค์ ได้ {6:8} แต่ พระองค์ ทรง ทราบ ความคิด ของ เขา จึง ตรัส แก่ คน มือ ลีบ นั้น ว่า “ จง ลุก ขึ้น มา ยืน อยู่ ข้าง หน้า” เขา ก็ ลุก ขึ้น ยืน {6:9} แล้ว พระ เยซู ตรัส กับ เขา ทั้งหลาย ว่า “ เรา จะ ถาม ท่าน ทั้งหลาย ว่า ใน วัน สะ บา โต ให้ ถูกต้อง ตาม พระ ราช บัญญัติ ควร จะ ทำ การ ดี หรือ ทำ การ ร้าย จะ ช่วย ชีวิต ดี หรือ จะ ผลาญ ชีวิต ดี” {6:10} พระองค์ จึง ทอด พระ เนตร ดู ทุก คน โดย รอบ แล้ว ตรัส กับ ชาย คน นั้น ว่า “ จง เหยียด มือ ออก เถิด” เขา ก็ กระทำ ตาม และ มือ ของ เขา ก็ หาย เป็น ปกติ เหมือน มือ อีก ข้าง หนึ่ง {6:11} แต่ คน เหล่า นั้น ต่าง ก็ มี ความ เดือดดาล และ ปรึกษา กัน ว่า จะ กระทำ อย่างไร แก่ พระ เยซู ได้ {i6:12} ทรง เลือก อัครสาวก สิบ สอง คน (มธ 10:2-4; มก 3:13-19) {6:12} ต่อ มา คราว นั้น พระองค์ เสด็จ ไป ที่ ภูเขา เพื่อ จะ อธิษฐาน และ ได้ อธิษฐาน ต่อ พระเจ้า คืน ยัง รุ่ง {6:13} ครั้น รุ่งเช้า แล้ว พระองค์ ทรง เรียก สาวก ของ พระองค์ แล้ว ทรง เลือก สิบ สอง คน ออก จาก หมู่ สาวก นั้น ที่ พระองค์ ทรง เรียก ว่า อัครสาวก {6:14} คือ ซี โม น (ที่ พระองค์ ทรง ให้ ชื่อ อีก ว่า เปโตร) อัน ดรูว์ น้อง ชาย ของ เปโตร ยาก อบ และ ยอห์น ฟีลิปและบารโธโลมิว {6:15} มัทธิวและโธมัส ยาก อบ บุตร ชาย ของ อัลเฟอัส ซี โม น ที่ เรียก ว่า เศโลเท {6:16} ยู ดา ส น้อง ชาย ของ ยาก อบ และ ยู ดา ส อิส คา ริ โอ ท ที่ เป็น ผู้ ทรยศ พระองค์ ด้วย {6:17} แล้ว พระองค์ กับ อัครสาวก ก็ ลง มา ยืน ณ ที่ราบ แห่ง หนึ่ง พร้อม กับ หมู่ สาวก ของ พระองค์ และ ประชาชน เป็น อัน มาก ซึ่ง มา จาก ทั่ว แคว้น ยู เดีย กรุง เยรูซาเล็ม และ จาก ตำบล ชายทะเล ใน เขต เมือง ไท ระ และ เมือง ไซ ดอน เพื่อ จะ ฟัง พระองค์ และ ให้ พระองค์ ทรง รักษา โรค ของ เขา {6:18} และ บรรดา คน ที่ ต้อง ทน ทุกข์ เพราะ ผี โสโครก เขา ก็ ได้ รับ การ รักษา ให้ หาย ด้วย {6:19} ประชาชน ต่าง ก็ พยายาม ที่ จะ ถูกต้อง พระองค์ เพราะ ว่า มี ฤทธิ์ ซ่าน ออก จาก พระองค์ รักษา เขา ให้ หาย ทุก คน {i6:20} ความ สุข อัน เปี่ยม ล้น (มธ 5:2-12) {6:20} พระองค์ ทอด พระ เนตร แล ดู เหล่า สาวก ของ พระองค์ ตรัส ว่า “ ท่าน ทั้งหลาย ที่ เป็น คน ยากจน ก็ เป็น สุข เพราะ ว่า อาณาจักร ของ พระเจ้า เป็น ของ ท่าน {6:21} ท่าน ทั้งหลาย ที่ อดอยาก เวลา นี้ ก็ เป็น สุข เพราะ ว่า ท่าน จะ ได้ อิ่มหนำ ท่าน ทั้งหลาย ที่ ร้องไห้ เวลา นี้ ก็ เป็น สุข เพราะ ว่า ท่าน จะ ได้ หัวเราะ {6:22} ท่าน ทั้งหลาย จะ เป็น สุข เมื่อ คน ทั้งหลาย จะ เกลียด ชัง ท่าน และ จะ ไล่ ท่าน ออก จาก พวก เขา และ จะ ประณาม ท่าน และ จะ เหยียด ชื่อ ของ ท่าน ว่า เป็น คน ชั่วช้า เพราะ ท่าน เห็นแก่ บุตร มนุษย์ {6:23} ใน วัน นั้น ท่าน ทั้งหลาย จง ชื่นชม และ เต้น โลด ด้วย ความ ยินดี เพราะ ดู เถิด บำเหน็จ ของ ท่าน มี บริบูรณ์ ใน สวรรค์ เพราะ ว่า บรรพบุรุษ ของ เขา ได้ กระทำ อย่าง นั้น แก่ พวก ศาสดา พยากรณ์ เหมือน กัน {6:24} แต่ วิบัติ แก่ เจ้า ทั้งหลาย ที่ มั่งมี เพราะ ว่า เจ้า ได้ รับ สิ่ง ที่ เล้าโลม ใจ แล้ว {6:25} วิบัติ แก่ เจ้า ทั้งหลาย ที่ อิ่มหนำ แล้ว เพราะ ว่า เจ้า จะ อดอยาก วิบัติ แก่ เจ้า ทั้งหลาย ที่ หัวเราะ เวลา นี้ เพราะ ว่า เจ้า จะ เป็น ทุกข์ และ ร้องไห้ {6:26} วิบัติ แก่ เจ้า ทั้งหลาย เมื่อ คน ทั้งหลาย จะ ยอ ว่า เจ้า ดี เพราะ บรรพบุรุษ ของ เขา ได้ กระทำ อย่าง นั้น แก่ ผู้ พยากรณ์ เท็จ เหมือน กัน {6:27} แต่ เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ที่ กำลัง ฟัง อยู่ ว่า จงรัก ศัตรู ของ ท่าน จง ทำ ดี แก่ ผู้ ที่ เกลียด ชัง ท่าน {6:28} จง อวยพร แก่ คน ที่ แช่ง ด่า ท่าน จง อธิษฐาน เพื่อ คน ที่ เคี่ยวเข็ญ ท่าน {6:29} ผู้ ใด ตบ แก้ม ของ ท่าน ข้าง หนึ่ง จง หัน อีก ข้าง หนึ่ง ให้ เขา ด้วย และ ผู้ ใด ริบ เอา เสื้อ คลุม ของ ท่าน ไป ถ้า เขา จะ เอา เสื้อ ด้วย ก็ อย่า หวงห้าม {6:30} จง ให้ แก่ ทุก คน ที่ ขอ จาก ท่าน และ ถ้า ใคร ได้ ริบ เอา ของ ของ ท่าน ไป อย่า ทวง เอา คืน {6:31} จง ปฏิบัติ ต่อ ผู้ อื่น อย่าง ที่ ท่าน ปรารถนา ให้ เขา ปฏิบัติ ต่อ ท่าน {6:32} แม้ ว่า ท่าน ทั้งหลาย รัก ผู้ ที่ รัก ท่าน จะ นับ ว่า เป็น คุณ อะไร แก่ ท่าน ถึง แม้ คน บาป ก็ ยัง รัก ผู้ ที่ รัก เขา เหมือน กัน {6:33} ถ้า ท่าน ทั้งหลาย ทำ ดี แก่ ผู้ ที่ ทำ ดี แก่ ท่าน จะ นับ ว่า เป็น คุณ อะไร แก่ ท่าน เพราะ ว่า คน บาป ก็ กระทำ เหมือน กัน {6:34} ถ้า ท่าน ทั้งหลาย ให้ ยืม เฉพาะ แต่ ผู้ ที่ ท่าน หวัง จะ ได้ คืน จาก เขา อีก จะ นับ ว่า เป็น คุณ อะไร แก่ ท่าน ถึง แม้ คน บาป ก็ ยัง ให้ คน บาป ยืม โดย หวัง ว่า จะ ได้ รับ คืน จาก เขา อีก เท่า กัน {6:35} แต่ จงรัก ศัตรู ของ ท่าน ทั้งหลาย และ ทำ การ ดี ต่อ เขา จง ให้ เขา ยืม โดย ไม่ หวัง ที่ จะ ได้ คืน อีก บำเหน็จ ของ ท่าน ทั้งหลาย จึง จะ มี บริบูรณ์ และ ท่าน ทั้งหลาย จะ เป็น บุตร ของ ผู้ สูง สุด เพราะ ว่า พระองค์ ยัง ทรง โปรด แก่ คน อกตัญญู และ คน ชั่ว {6:36} เหตุ ฉะนั้น ท่าน ทั้งหลาย จง มี ความ เมตตา กรุณา เหมือน อย่าง พระ บิดา ของ ท่าน มี พระทัย เมตตา กรุณา {6:37} อย่า วินิจฉัย โทษ เขา และ ท่าน ทั้งหลาย จะ ไม่ ได้ ถูก วินิจฉัย โทษ อย่า กล่าวโทษ เขา และ ท่าน ทั้งหลาย จะ ไม่ ถูก กล่าวโทษ จง ยก โทษ ให้ เขา และ ท่าน จะ ได้ รับ การ อภัยโทษ {6:38} จง ให้ และ ท่าน จะ ได้ รับ ด้วย และ ใน ตัก ของ ท่าน จะ ได้ รับ ตวง ด้วย ทะนาน ถ้วน ยัด สั่น แน่น พูน ล้น ใส่ ให้ เพราะ ว่า ท่าน จะ ตวง ให้ เขา ด้วย ทะนาน อัน ใด จะ ตวง ให้ ท่าน ด้วย ทะนาน อัน นั้น” {6:39} พระองค์ ตรัส กับ เขา ทั้งหลาย เป็น คำ อุปมา ด้วย ว่า “ คน ตาบ อด จะ นำทาง คน ตาบ อด ได้ หรือ ทั้ง สอง จะ ไม่ ตกลง ไป ใน บ่อ หรือ {6:40} ศิษย์ ไม่ ใหญ่ กว่า ครู แต่ ศิษย์ ทุก คน ที่ ได้ รับ การ ฝึกสอน ครบ แล้ว ก็ จะ เป็น เหมือน ครู ของ ตน {6:41} เหตุ ไฉน ท่าน มอง ดู ผง ที่ ใน ตา พี่น้อง ของ ท่าน แต่ ไม่ ยอม พิจารณา ไม้ ทั้ง ท่อน ที่ อยู่ ใน ตา ของ ท่าน เอง {6:42} เหตุ ไฉน ท่าน จึง จะ พูด กับ พี่น้อง ของ ท่าน ว่า ‘ พี่น้อง เอ๋ย ให้ เรา เขี่ย ผง ออก จาก ตา ของ เธอ’ แต่ ที่ จริง ท่าน เอง ยัง ไม่ เห็น ไม้ ทั้ง ท่อน ที่ อยู่ ใน ตา ของ ท่าน ท่าน คน หน้า ซื่อ ใจ คด จง ชัก ไม้ ทั้ง ท่อน ออก จาก ตา ของ ท่าน ก่อน แล้ว ท่าน จะ เห็น ได้ ถนัด จึง จะ เขี่ย ผง ออก จาก ตา พี่น้อง ของ ท่าน ได้ {6:43} ด้วย ว่า ต้นไม้ ดี ย่อม ไม่ เกิด ผล เลว หรือ ต้นไม้ เลว ย่อม ไม่ เกิด ผล ดี {6:44} เพราะ ว่า จะ รู้จัก ต้นไม้ ทุก ต้น ได้ ก็ เพราะ ผล ของ มัน เพราะ ว่า เขา ย่อม ไม่ เก็บ ผล มะเดื่อ จาก ต้นไม้ มี หนาม หรือ ย่อม ไม่ เก็บ ผล องุ่น จาก พุ่มไม้ หนาม {6:45} คน ดี ก็ ย่อม เอา ของ ดี ออก จาก คลัง ดี แห่ง ใจ ของ ตน และ คน ชั่ว ก็ ย่อม เอา ของ ชั่ว ออก จาก คลัง ชั่ว แห่ง ใจ ของ ตน ด้วย ใจ เต็ม ด้วย อะไร ปาก ก็ พูด ออก มา อย่าง นั้น {6:46} เหตุ ไฉน ท่าน ทั้งหลาย จึง เรียก เรา ว่า ‘ พระองค์เจ้า ข้า พระองค์เจ้า ข้า’ แต่ ไม่ กระทำ ตาม ที่ เรา บอก นั้น {i6:47} เรือน ที่ สร้าง บน ศิลา (มธ 7:24-27) {6:47} ทุก คน ที่ มา หา เรา และ ฟัง คำ ของ เรา และ กระทำ ตาม คำ นั้น เรา จะแจ้ง ให้ ท่าน ทั้งหลาย รู้ ว่า เขา เปรียบ เหมือน ผู้ ใด {6:48} เขา เปรียบ เหมือน คน หนึ่ง ที่ สร้าง เรือน เขา ขุด ลึก ลง ไป แล้ว ตั้ง ราก บน ศิลา และ เมื่อ น้ำ มา ท่วม กระแสน้ำ ไหล เชี่ยว กระทบ กระทั่ง แต่ ทำให้ เรือน นั้น หวั่นไหว ไม่ ได้ เพราะ ได้ ตั้ง ราก บน ศิลา {6:49} ส่วน คน ที่ ได้ยิน และ มิ ได้ กระทำ ตาม เปรียบ เหมือน คน หนึ่ง ที่ สร้าง เรือน บน ดิน ไม่ ก่อ ราก เมื่อ กระแสน้ำ ไหล เชี่ยว กระทบ กระทั่ง เรือน นั้น ก็ พัง ทลาย ลง ทันที และ ความ พินาศ ของ เรือน นั้น ก็ ใหญ่ ยิ่งนัก” {i7:1} ทรง รักษา ผู้ รับใช้ ของ นาย ร้อย (มธ 8:5-13) {7:1} เมื่อ พระองค์ ตรัส คำ เหล่า นั้น ให้ คน ทั้งหลาย ฟัง เสร็จ แล้ว พระองค์ จึง เสด็จ เข้า ไป ใน เมือง คา เป อร นา อุ ม {7:2} มี ผู้ รับใช้ ของ นาย ร้อย คน หนึ่ง ที่ นาย รัก มาก ป่วย เกือบ จะ ตาย แล้ว {7:3} เมื่อ นาย ร้อย ได้ยิน ถึง พระ เยซู จึง ใช้ ผู้ใหญ่ บาง คน ของ พวก ยิว ให้ ไป อ้อนวอน เชิญ พระองค์ เสด็จ มา รักษา ผู้ รับใช้ ของ ตน {7:4} เมื่อ เขา เหล่า นั้น มา ถึง พระ เยซู แล้ว เขา ก็ อ้อนวอน พระองค์ ด้วย ใจ ร้อนรน ว่า “ นาย ร้อย นั้น เป็น คน สมควร ที่ พระองค์ จะ กระทำ การ นั้น ให้ ท่าน {7:5} เพราะ ว่า ท่าน รัก ชน ชาติ ของ เรา และ ท่าน ได้ สร้าง ธรรม ศาลา ให้ เรา” {7:6} พระ เยซู จึง เสด็จ ไป กับ เขา เมื่อ พระองค์ ไป เกือบ จะ ถึง บ้าน แล้ว นาย ร้อย จึง ใช้ เพื่อนฝูง ไป หา พระองค์ ทูล ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า อย่า ลำบาก เลย เพราะ ว่า ข้า พระองค์ เป็น คน ไม่ สมควร ที่ จะ รับ เสด็จ พระองค์ เข้า ใต้ ชายคา ของ ข้า พระองค์ {7:7} เพราะ เหตุ นั้น ข้า พระองค์ จึง คิด เห็น ว่า ไม่ สมควร ที่ ข้า พระองค์ จะ ไป หา พระองค์ ด้วย แต่ ขอ พระองค์ ทรง ตรัส สั่ง และ ผู้ รับใช้ ของ ข้า พระองค์ ก็ จะ หาย โรค {7:8} ด้วย ว่า ข้า พระองค์ อยู่ ใต้ วินัย ทหาร แต่ ก็ ยัง มี ทหาร อยู่ ใต้ บังคับบัญชา ของ ข้า พระองค์ ข้า พระองค์ จะ บอก แก่ คน นี้ ว่า ‘ ไป’ เขา ก็ ไป บอก แก่ คน นั้น ว่า ‘ มา’ เขา ก็ มา บอก ผู้ รับใช้ ของ ข้า พระองค์ ว่า ‘ จง ทำ สิ่ง นี้’ เขา ก็ ทำ” {7:9} เมื่อ พระ เยซู ทรง ได้ยิน คำ เหล่า นั้น แล้ว ก็ ประหลาด พระทัย ด้วย คน นั้น จึง ทรง เหลียว หลัง ตรัส กับ ประชาชน ที่ ตาม พระองค์ มา ว่า “ เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า แม้ ใน พวก อิสราเอล เรา ไม่ เคย พบ ความ เชื่อ มาก เท่า นี้” {7:10} ฝ่าย คน ที่ รับใช้ มา นั้น เมื่อ กลับ ไป ถึง บ้าน ก็ ได้ เห็น ผู้ รับใช้ นั้น หาย เป็น ปกติ แล้ว {i7:11} บุตร ชาย ของ หญิง ม่าย ได้ ฟื้น คืน ชีพ ที่ เมือง นา อิน {7:11} ต่อ มา ใน วัน รุ่งขึ้น พระองค์ เสด็จ ไป ยัง เมือง หนึ่ง ชื่อ นา อิน เหล่า สาวก ของ พระองค์ กับ คน เป็น อัน มาก ก็ ไป ด้วย กัน กับ พระองค์ {7:12} เมื่อ พระองค์ มา ใกล้ ประตู เมือง นั้น ดู เถิด มี คน หาม ศพ ชาย หนุ่ม คน หนึ่ง มา เป็น บุตร ชาย คน เดียว ของ แม่ และ นาง ก็ เป็น หญิง ม่าย ชาว เมือง เป็น อัน มาก มา กับ หญิง นั้น {7:13} เมื่อ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ได้ ทอด พระ เนตร เห็น มารดา นั้น พระองค์ ทรง เมตตา กรุณา เขา และ ตรัส แก่ เขา ว่า “ อย่า ร้องไห้” {7:14} แล้ว พระองค์ เสด็จ เข้า ไป ใกล้ ถูกต้อง โลง คน หาม ศพ นั้น ก็ หยุด ยืน อยู่ พระองค์ จึง ตรัส ว่า “ ชาย หนุ่ม เอ๋ย เรา สั่ง เจ้า ว่า ลุก ขึ้น เถิด” {7:15} คน ที่ ตาย นั้น ก็ ลุก ขึ้น นั่ง เริ่ม พูด พระองค์ จึง ทรง มอบ ชาย หนุ่ม ให้ แก่ มารดา ของ เขา {7:16} ฝ่าย คน ทั้งปวง มี ความ กลัว และ เขา สรรเสริญ พระเจ้า ว่า “ ท่าน ศาสดา พยากรณ์ ผู้ ยิ่งใหญ่ ได้ เกิด ขึ้น ท่ามกลาง เรา” และ “ พระเจ้า ได้ เสด็จ มา เยี่ยมเยียน ชน ชาติ ของ พระองค์ แล้ว” {7:17} และ กิตติศัพท์ ของ พระองค์ ได้ เลื่องลือ ไป ตลอด ทั่ว แคว้น ยู เดีย และ ทั่ว แว่นแคว้น ล้อม รอบ {7:18} ฝ่าย พวก ศิษย์ ของ ยอห์น ก็ ได้ เล่า เหตุการณ์ ทั้งปวง นั้น ให้ ท่าน ฟัง {i7:19} พวก ศิษย์ ของ ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศ มา ทูล ถาม พระ เยซู (มธ 11:2-6) {7:19} ยอห์น จึง เรียก ศิษย์ ของ ท่าน สอง คน ใช้ เขา ไป หา พระ เยซู ทูล ถาม ว่า “ ท่าน เป็น ผู้ ที่ จะ มา นั้น หรือ หรือ เรา จะ ต้อง คอย ผู้ อื่น” {7:20} เมื่อ คน ทั้ง สอง นั้น มา ถึง พระองค์ แล้ว เขา ทูล ว่า “ ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศ มา ใช้ ข้าพเจ้า มา หา ท่าน ให้ ถาม ว่า ‘ ท่าน เป็น ผู้ ที่ จะ มา นั้น หรือ หรือ เรา จะ ต้อง คอย ผู้ อื่น’” {7:21} ใน เวลา นั้น พระองค์ ได้ ทรง รักษา คน เป็น อัน มาก ให้ หาย จาก ความ เจ็บ ป่วย และ โรค ต่างๆ และ ให้ พ้น จาก วิญญาณ ชั่ว และ คน ตาบ อด หลาย คน พระองค์ ได้ ทรง รักษา ให้ เห็น ได้ {7:22} แล้ว พระ เยซู ตรัส ตอบ ศิษย์ สอง คน นั้น ว่า “ จง ไป แจ้ง แก่ ยอห์น ตาม ซึ่ง ท่าน ได้ เห็น และ ได้ยิน คือ ว่า คน ตาบ อด ก็ หาย บอด คน ง่อย เดิน ได้ คน โรค เรื้อน หาย สะอาด คน หู หนวก ได้ยิน คน ตาย แล้ว เป็น ขึ้น มา และ ข่าว ประเสริฐ ก็ ประกาศ แก่ คน อนาถา {7:23} บุคคล ผู้ ใด ไม่ เห็น ว่า เรา เป็น อุปสรรค ผู้ นั้น เป็น สุข” {i7:24} พระ เยซู ทรง ยกย่อง ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศมา (มธ 11:7-13) {7:24} เมื่อ ผู้ ส่ง ข่าว ทั้ง สอง ของ ยอห์นไปแล้ว พระองค์ จึง ตั้งต้น ตรัส กับ ประชาชน ถึง ยอห์นว่า “ ท่าน ทั้งหลาย ได้ ออก ไป ใน ถิ่น ทุรกันดาร เพื่อ ดู อะไร ดู ต้น อ้อ ไหว โดย ถูก ลม พัด หรือ {7:25} แต่ ท่าน ทั้งหลาย ได้ ไป ดู อะไร ดู คน นุ่งห่ม ผ้า เนื้อ อ่อน นิ่ม หรือ ดู เถิด คน นุ่งห่ม ผ้า งดงาม และ อยู่ อย่าง ดี วิเศษ ย่อม อยู่ ใน ราช สำนัก {7:26} แต่ ท่าน ทั้งหลาย ออก ไป ดู อะไร ดู ศาสดา พยากรณ์ หรือ แน่ ที เดียว เรา บอก ท่าน ว่า ยิ่ง กว่า ศาสดา พยากรณ์ อีก {7:27} คือ ผู้ นั้น เอง ที่ พระ คัมภีร์ ได้ เขียน ถึง ว่า ‘ ดู เถิด เรา ใช้ ทูต ของ เรา ไป ข้าง หน้า ท่าน ผู้ นั้น จะ เตรียม มรรคา ของ ท่าน ไว้ ข้าง หน้า ท่าน’ {7:28} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า ใน บรรดา คน ที่ บังเกิด จาก ผู้หญิง มา นั้น ไม่ มี ศาสดา พยากรณ์ ผู้ ใด ใหญ่ กว่า ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศมา แต่ว่า ผู้ ต่ำต้อย ที่สุด ใน อาณาจักร ของ พระเจ้า ก็ ใหญ่ กว่า ยอห์นเสียอีก” {7:29} ฝ่าย คน ทั้งปวง เมื่อ ได้ยิน รวม ทั้ง พวก เก็บ ภาษี ด้วย ก็ ได้ รับ ว่า พระเจ้า ยุติธรรม โดย ที่ เขา ได้ รับ บัพ ติ ศมาของยอห์นแล้ว {i7:30} คำ วิจารณ์ อย่าง ไร้ เหตุผล ของ พวก ฟา ริ สี {7:30} แต่ พวก ฟา ริ สี และ พวก นัก กฎหมาย ปฏิเสธ พระ ประสงค์ ของ พระเจ้า สำหรับ เขา โดย ที่ มิ ได้ รับ บัพ ติ ศมาจากยอห์น {7:31} และ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ตรัส ว่า “ เหตุ ฉะนั้น เรา จะ เปรียบ คน ยุค นี้ เหมือน กับ อะไร ดี และ เขา เหมือน อะไร {7:32} เปรียบ เหมือน เด็ก นั่ง ที่ กลาง ตลาด ร้อง แก่ เพื่อน ว่า ‘ พวก ฉัน ได้ เป่า ปี่ ให้ พวก เธอ และ เธอ มิ ได้ เต้นรำ พวก ฉัน ได้ พิลาป ร่ำไห้ ให้ แก่ พวก เธอ และ พวก เธอ มิ ได้ ร้องไห้’ {7:33} ด้วย ว่า ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศ มา ก็ ไม่ ได้ รับประทาน ขนม ปัง หรือ ดื่ม น้ำ องุ่น และ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ‘ เขา มี ผี เข้า สิง อยู่’ {7:34} ฝ่าย บุตร มนุษย์ มา ทั้ง กิน และ ดื่ม และ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ‘ ดู เถิด นี่ เป็น คน กิน เติบ และ ดื่ม น้ำ องุ่น มาก เป็น มิตรสหาย กับ พวก คน เก็บ ภาษี และ พวก คน บาป’ {7:35} แต่ พระ ปัญญา ก็ ปรากฏ ว่า ชอบธรรม แล้ว โดย บรรดา ผล แห่ง พระ ปัญญา นั้น” {i7:36} หญิง คน ชั่ว ชโลม พระ เยซู {7:36} มี คน หนึ่ง ใน พวก ฟา ริ สี เชิญ พระองค์ ไป เสวย พระ กระยาหาร กับ เขา พระองค์ ก็ เสด็จ เข้า ไป ใน เรือน ของ คน ฟา ริ สี คน นั้น แล้ว เอน พระ กาย ลง {7:37} และ ดู เถิด มี ผู้หญิง คน หนึ่ง ใน เมือง นั้น ซึ่ง เป็น หญิง ชั่ว เมื่อ รู้ ว่า พระ เยซู ทรง เอน พระ กาย ลง เสวย อยู่ ใน บ้าน ของ คน ฟา ริ สี นั้น นาง จึง ถือ ผอบ น้ำมัน หอม {7:38} มา ยืน อยู่ ข้าง หลัง ใกล้ พระ บาท ของ พระองค์ เริ่ม ร้องไห้ น้ำตา ไหล ชำระ พระ บาท และ เอา ผม เช็ด จุบ พระ บาท ของ พระองค์ และ ชโลม พระ บาท ด้วย น้ำมัน หอม นั้น {7:39} ฝ่าย คน ฟา ริ สี ที่ ได้ เชิญ พระองค์ เมื่อ เห็น แล้ว ก็ นึก ใน ใจ ว่า “ ถ้า ท่าน นี้ เป็น ศาสดา พยากรณ์ ก็ จะ รู้ ว่า หญิง ผู้ นี้ ที่ ถูกต้อง กาย ของ ท่าน เป็น ผู้ ใด และ เป็น คน อย่างไร เพราะ นาง เป็น คน ชั่ว” {7:40} ฝ่าย พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า “ ซี โม นเอ๋ย เรา มี อะไร จะ พูด กับ ท่าน บ้าง” เขา ทูล ว่า “ ท่าน อาจารย์ เจ้าข้า เชิญ พูด ไป เถิด” {i7:41} ผู้ ที่ ได้ รับ การ ยก บาป มาก ก็ รัก มาก {7:41} พระองค์ จึง ตรัส ว่า “ เจ้าหนี้ คน หนึ่ง มี ลูกหนี้ สอง คน คน หนึ่ง เป็น หนี้ เงิน ห้า ร้อย เหรียญ เด นา ริ อัน อีก คน หนึ่ง เป็น หนี้ เงิน ห้า สิบ เหรียญ {7:42} เมื่อ เขา ไม่ มี อะไร จะ ใช้ หนี้ แล้ว ท่าน จึง โปรด ยก หนี้ ให้ เขา ทั้ง สอง คน เพราะ ฉะนั้น จง บอก เรา ว่า ใน สอง คน นั้น คน ไหน จะ รัก เจ้าหนี้ มาก กว่า” {7:43} ซี โม น จึง ทูล ตอบ ว่า “ ข้าพเจ้า เห็น ว่า คน ที่ เจ้าหนี้ ได้ โปรด ยก หนี้ ให้ มาก กว่า” พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า “ ท่าน คิด เห็น ถูก แล้ว” {7:44} พระองค์ จึง ทรง เหลียว หลัง ดู ผู้หญิง นั้น และ ตรัส แก่ ซี โม นว่า “ ท่าน เห็น ผู้หญิง นี้ หรือ เรา ได้ เข้า มา ใน บ้าน ของ ท่าน ท่าน มิ ได้ ให้ น้ำ ล้าง เท้า ของ เรา แต่ นาง ได้ เอา น้ำตา ชำระ เท้า ของ เรา และ ได้ เอา ผม ของ ตน เช็ด {7:45} ท่าน มิ ได้ จุบ เรา แต่ ผู้หญิง นี้ ตั้งแต่ เรา เข้า มา มิ ได้ หยุด จุบ เท้า ของ เรา {7:46} ท่าน มิ ได้ เอา น้ำมัน ชโลม ศีรษะ ของ เรา แต่ นาง ได้ เอา น้ำมัน หอม ชโลม เท้า ของ เรา {7:47} เหตุ ฉะนั้น เรา บอก ท่าน ว่า ความ ผิด บาป ของ นาง ซึ่ง มี มาก ได้ โปรด ยก เสีย แล้ว เพราะ นาง รัก มาก แต่ ผู้ ที่ ได้ รับ การ ยก โทษ น้อย ผู้ นั้น ก็ รัก น้อย” {7:48} พระองค์ จึง ตรัส แก่ นาง ว่า “ ความ ผิด บาป ของ เจ้า โปรด ยก เสีย แล้ว” {7:49} ฝ่าย คน ทั้งหลาย ที่ เอน กาย อยู่ ด้วย กัน กับ พระองค์ เริ่ม นึก ใน ใจ ว่า “ คน นี้ เป็น ใคร แม้ ความ ผิด บาป ก็ ยก ให้ ได้” {7:50} พระองค์ จึง ตรัส แก่ ผู้หญิง นั้น ว่า “ ความ เชื่อ ของ เจ้า ได้ ทำให้ เจ้า รอด จง ไป เป็น สุข เถิด” {i8:1} การ ประกาศ และ การ รักษา ใน แคว้น กา ลิ ลี {8:1} ต่อ มา ภายหลัง พระองค์ ก็ เสด็จ ไป ตาม ทุก บ้าน ทุก เมือง ทรง ประกาศ ข่าว ประเสริฐ แห่ง อาณาจักร ของ พระเจ้า สาวก สิบ สอง คน นั้น ก็ อยู่ กับ พระองค์ {8:2} พร้อม กับ ผู้หญิง บาง คน ที่ มี วิญญาณ ชั่ว ออก จาก นาง และ ที่ หาย โรค ต่างๆ คือ มา รีย์ ที่ เรียก ว่า ชาว มัก ดา ลา ที่ ได้ ทรง ขับ ผี ออก จาก นาง เจ็ด ผี {8:3} และ โย อัน นา ภรรยา ของ คู ซา ต้น เรือน ของ เฮ โร ด และ ซูซันนา และ ผู้หญิง อื่นๆ หลาย คน ที่ เคย ปรนนิบัติ พระองค์ ด้วย การ ถวาย สิ่งของ ของ เขา {i8:4} คำ อุปมา เกี่ยว กับ ผู้ หว่าน (มธ 13:1-23; มก 4:1-20) {8:4} เมื่อ ประชาชน เป็น อัน มาก อยู่ พร้อม กัน และ คน กำลัง มา หา พระองค์ จาก ทุก เมือง พระองค์ จึง ตรัส เป็น คำ อุปมา ว่า {8:5} “ มี ผู้ หว่าน คน หนึ่ง ออก ไป หว่าน เมล็ด พืช ของ ตน และ เมื่อ เขา หว่าน เมล็ด พืช นั้น ก็ ตก ตาม หนทาง บ้าง ถูก เหยียบ ย่ำ และ นก ใน อากาศ มา กิน เสีย {8:6} บ้าง ก็ ตก ที่ หิน และ เมื่อ งอก ขึ้น แล้ว ก็ เหี่ยวแห้ง ไป เพราะ ที่ ไม่ ชื้น {8:7} บ้าง ก็ ตก ที่ กลาง ต้น หนาม ต้น หนาม ก็ งอก ขึ้น มา ด้วย ปกคลุม เสีย {8:8} บ้าง ก็ ตก ที่ดิน ดี จึง งอก ขึ้น เกิด ผล ร้อย เท่า” ครั้น พระองค์ ตรัส อย่าง นั้น แล้ว จึง ทรง ร้อง ว่า “ ใคร มี หู ฟัง ได้ จง ฟัง เถิด” {8:9} เหล่า สาวก จึง ทูล ถาม พระองค์ ว่า “ คำ อุปมา นั้น หมายความ ว่า อย่างไร” {8:10} พระองค์ จึง ตรัส ว่า “ ข้อความ ลึกลับ แห่ง อาณาจักร ของ พระเจ้า ทรง โปรด ให้ ท่าน ทั้งหลาย รู้ ได้ แต่ สำหรับ คน อื่น นั้น ได้ ให้ เป็น คำ อุปมา เพื่อ เมื่อ เขา ดู ก็ ไม่ เห็น และ เมื่อ เขา ได้ยิน ก็ ไม่ เข้าใจ {8:11} คำ อุปมา นั้น ก็ อย่าง นี้ เมล็ด พืช นั้น ได้แก่ พระ วจนะ ของ พระเจ้า {8:12} ที่ ตก ตาม หนทาง ได้แก่ คน เหล่า นั้น ที่ ได้ยิน แล้ว พญา มาร มา ชิง เอา พระ วจนะ จาก ใจ ของ เขา เพื่อ ไม่ ให้ เขา เชื่อ และ รอด ได้ {8:13} ซึ่ง ตก ที่ หิน นั้น ได้แก่ คน เหล่า นั้น ที่ ได้ยิน แล้ว ก็ รับ พระ วจนะ นั้น ด้วย ความ ปรีดี แต่ ไม่ มี ราก เชื่อ ได้ แต่ ชั่วคราว เมื่อ ถูก ทดลอง เขา ก็ หลง เสีย ไป {8:14} ที่ ตก กลาง หนาม นั้น ได้แก่ คน เหล่า นั้น ที่ ได้ยิน แล้ว ออก ไป และ ความ ปรารภ ปรารมย์ ทรัพย์ สมบัติ ความ สนุกสนาน แห่ง ชีวิต นี้ ก็ ปกคลุม เขา ผล ของ เขา จึง ไม่ เติบ โต {8:15} และ ซึ่ง ตก ที่ดิน ดี นั้น ได้แก่ คน เหล่า นั้น ที่ ได้ยิน พระ วจนะ ด้วย ใจ ซื่อสัตย์ และ ใจ ที่ ดี แล้ว ก็ จดจำ ไว้ จึง เกิด ผล ด้วย ความ เพียร {i8:16} คำ อุปมา เกี่ยว กับ เทียน ที่ จุด ไว้ (มธ 5:15-16; มก 4:21-23; ลก 11:33) {8:16} ไม่ มี ผู้ ใด เมื่อ จุด เทียน แล้ว จะ เอา ภาชนะ ครอบ ไว้ หรือ วาง ไว้ ใต้ เตียง แต่ ตั้ง ไว้ ที่ เชิง เทียน เพื่อ คน ทั้งหลาย ที่ เข้า มา จะ เห็น แสง สว่าง ได้ {8:17} ด้วย ว่า ไม่ มี สิ่ง ใด ที่ ซ่อน ไว้ ซึ่ง จะ ไม่ ปรากฏ แจ้ง และ ไม่ มี สิ่ง ใด ที่ ปิดบัง ไว้ ซึ่ง จะ ไม่ รู้ จะ ไม่ ต้อง แพร่งพราย {8:18} เหตุ ฉะนั้น ท่าน ทั้งหลาย จะ ฟัง อย่างไร ก็ จง เอาใจ จดจ่อ เพราะ ว่า ผู้ ใด มี อยู่ แล้ว จะ ทรง เพิ่มเติม ให้ แก่ ผู้ นั้น อีก แต่ ผู้ ใด ไม่ มี แม้ ซึ่ง เขา คิด ว่า มี อยู่ นั้น จะ ทรง เอา ไป จาก เขา” {i8:19} มารดา และ พวก น้อง ชาย ของ พระ เยซู ก็ เหมือน กับ คน อื่นๆ (มธ 12:46-50; มก 3:31-35) {8:19} ครั้ง นั้น มารดา และ พวก น้อง ชาย ของ พระองค์ มา หา พระองค์ แต่ เข้า ไป ถึง พระองค์ ไม่ ได้ เพราะ คน มาก {8:20} มี คน ทูล พระองค์ ว่า “ มารดา และ น้อง ชาย ของ พระองค์ ยืน อยู่ ข้าง นอก ปรารถนา จะ พบ พระองค์” {8:21} แต่ พระองค์ ตรัส ตอบ เขา ว่า “ มารดา ของ เรา และ พี่น้อง ของ เรา คือ คน เหล่า นั้น ที่ ได้ ฟัง พระ วจนะ ของ พระเจ้า และ กระทำ ตาม” {i8:22} พระ เยซู ทรง สั่ง ให้ พายุ สงบ ลง (มธ 8:23-27; มก 4:36-41) {8:22} อยู่ มา วัน หนึ่ง พระองค์ เสด็จ ลง เรือ กับ เหล่า สาวก ของ พระองค์ แล้ว พระองค์ ตรัส แก่ เขา ว่า “ ให้ เรา ข้าม ทะเลสาบ ไป ฟาก ข้าง โน้น” เขา ก็ ถอย เรือ ออก ไป {8:23} เมื่อ กำลัง แล่น ไป พระองค์ ทรง บรรทม หลับ และ บังเกิด พายุ กล้า กลาง ทะเลสาบ น้ำ เข้า เรือ อยู่ น่า กลัว จะ มี อันตราย {8:24} เขา จึง มา ปลุก พระองค์ ว่า “ อาจารย์ เจ้าข้า อาจารย์ เจ้าข้า ข้าพเจ้า ทั้งหลาย กำลัง จะ พินาศ อยู่ แล้ว” พระองค์ จึง ทรง ตื่น ขึ้น ห้าม ลม และ คลื่น แล้ว คลื่น ลม ก็ หยุด เงียบ สงบ ที เดียว {8:25} พระองค์ จึง ตรัส แก่ เขา ว่า “ ความ เชื่อ ของ เจ้า อยู่ ที่ไหน” เขา เหล่า นั้น กลัว และ ประหลาด ใจ พูด กัน ว่า “ ท่าน ผู้ นี้ เป็น ผู้ ใด จึง สั่ง บังคับ ลม และ น้ำ ได้ และ ลม กับ น้ำ นั้น ก็ เชื่อฟัง ท่าน” {i8:26} คน คลั่ง เพราะ ถูก ผี สิง ใน เมือง กา ดารา (มธ 8:28-34; มก 5:1-17) {8:26} เขา แล่น ไป ถึง แขวง ชาว เมือง กา ดารา ที่ อยู่ ตรง ข้าม กา ลิ ลี {8:27} เมื่อ พระองค์ เสด็จ ขึ้น บก แล้ว มี ชาย คน หนึ่ง จาก เมือง นั้น มา พบ พระองค์ คน นั้น มี ผี เข้า สิง อยู่ นาน แล้ว และ มิ ได้ สวม เสื้อ มิ ได้ อยู่ เรือน แต่ อยู่ ตาม อุโมงค์ ฝัง ศพ {8:28} ครั้น เห็น พระ เยซู เขา ก็ โห่ ร้อง และ กราบ ลง ตรง พระ พักตร์ พระองค์ ร้อง เสียง ดัง ว่า “ ข้า แต่ พระ เยซู บุตร ของ พระเจ้า สูง สุด ข้า พระองค์ เกี่ยวข้อง อะไร กับ ท่าน เล่า ขอ พระองค์ อย่า ทรมาน ข้า พระองค์” {8:29} (ที่ พูด เช่น นี้ ก็ เพราะ พระองค์ ได้ สั่ง ผี โสโครก ให้ ออก มา จาก ตัว คน นั้น ด้วย ว่า ผี นั้น แผลง ฤทธิ์ ใน ตัว เขา บ่อยๆ และ เขา ถูก จำ ด้วย โซ่ ตรวน แต่ เขา ได้ หัก เครื่อง จำ นั้น เสีย แล้ว ผี ก็ นำ เขา ไป ใน ที่ เปลี่ยว) {8:30} ฝ่าย พระ เยซู ตรัส ถาม มัน ว่า “ เจ้า ชื่อ อะไร” มัน ทูล ตอบ ว่า “ ชื่อ กอง” ด้วย ว่า มี ผี หลาย ตน เข้า สิง อยู่ ใน ตัว เขา {8:31} ผี นั้น จึง อ้อนวอน ขอ พระองค์ มิ ให้ สั่ง ให้ มัน ลง ไป ยัง นรก ขุม ลึก {8:32} ตำบล นั้น มี สุกร ฝูง ใหญ่ กำลัง หา กิน อยู่ ที่ ภูเขา ผี เหล่า นั้น ได้ อ้อนวอน พระองค์ ขอ อนุญาต ให้ มัน เข้า สิง ใน ฝูง สุกร พระองค์ ก็ ทรง อนุญาต {8:33} ผี เหล่า นั้น จึง ออก มา จาก คน นั้น แล้ว เข้า อยู่ ใน ตัว สุกร สุกร ทั้ง ฝูง ก็ วิ่ง พุ่ง กระโดด จาก หน้าผา ชัน ลง ไป ใน ทะเลสาบ สำลัก น้ำ ตาย {8:34} ฝ่าย คน เลี้ยง สุกร เมื่อ เห็น เหตุการณ์ ที่ เกิด ขึ้น ต่าง ก็ หนี ไป เล่า เรื่อง นั้น ทั้ง ใน เมือง และ นอก เมือง {8:35} คน ทั้งหลาย จึง ออก ไป ดู เหตุการณ์ ที่ เกิด ขึ้น และ เมื่อ เขา มา ถึง พระ เยซู ก็ เห็น คน นั้น ที่ มี ผี ออก จาก ตัว นุ่งห่ม ผ้า มี สติ อารมณ์ ดี นั่ง ใกล้ พระ บาท พระ เยซู เขา ทั้งหลาย ก็ พา กัน กลัว {8:36} ฝ่าย คน ทั้งหลาย ที่ ได้ เห็น ก็ เล่า ให้ เขา ทั้งหลาย ฟัง ถึง เรื่อง คน ที่ ผี สิง ได้ หาย ปกติ อย่างไร {8:37} ชาว เมือง กา ดารา และ คน ทั้งปวง ที่ อยู่ ตาม ชนบท โดย รอบ จึง อ้อนวอน พระองค์ ให้ ไป เสีย จาก เขา เพราะ ว่า เขา กลัว ยิ่งนัก พระองค์ จึง เสด็จ ลง เรือก ลับ ไป {8:38} คน ที่ ผี ออก จาก ตัว นั้น อ้อนวอน ขอ ติดตาม พระองค์ แต่ พระ เยซู ส่ง เขา ออก ไป ตรัส สั่ง ว่า {8:39} “ จง กลับ ไป บ้านเรือน ของ ตัว และ บอก ถึง เรื่อง การ ใหญ่ ซึ่ง พระเจ้า ได้ ทรง กระทำ แก่ เจ้า” แล้ว คน นั้น ก็ ไป ประกาศ แก่ คน ทั้ง เมือง ถึง เหตุการณ์ ใหญ่ ยิ่ง ที่ พระ เยซู ได้ ทรง กระทำ แก่ ตน {i8:40} บุตร สาว ของ ไย รัส ฟื้น คืน ชีพ และ หญิง ผู้ ถูกต้อง ชาย ฉลอง พระองค์ (มธ 9:18-26; มก 5:22-43) {8:40} ต่อ มา เมื่อ พระ เยซู เสด็จ กลับ มา แล้ว ประชาชน ก็ ต้อนรับ พระองค์ ด้วย ความ ยินดี เพราะ เขา ทั้งหลาย คอย ท่า พระองค์ อยู่ {8:41} ดู เถิด มี ชาย คน หนึ่ง ชื่อ ไย รัส เป็น นาย ธรรม ศาลา มาก ราบ ลง ที่ พระ บาท พระ เยซู อ้อนวอน พระองค์ ให้ เสด็จ เข้า ไป ใน เรือน ของ เขา {8:42} เพราะ ว่า เขา มี บุตร สาว คน เดียว อายุ ประมาณ สิบ สอง ปี และ บุตร สาว นั้น นอน ป่วย อยู่ เกือบ จะ ตาย เมื่อ พระองค์ เสด็จ ไป นั้น ประชาชน เบียดเสียด พระองค์ {8:43} มี ผู้หญิง คน หนึ่ง เป็น โรค ตก เลือด ได้ สิบ สอง ปี มา แล้ว และ ได้ ใช้ ทรัพย์ ทั้งหมด ของ เธอ เป็น ค่า หมอ ไม่ มี ผู้ ใด รักษา ให้ หาย ได้ {8:44} ผู้หญิง นั้น แอบ มา ข้าง หลัง ถูกต้อง ชาย ฉลอง พระองค์ และ ใน ทันใด นั้น เลือด ที่ ตก ก็ หยุด {8:45} พระ เยซู จึง ตรัส ถาม ว่า “ ใคร ได้ ถูกต้อง เรา” เมื่อ คน ทั้งหลาย ได้ ปฏิเสธ เปโตร กับ คน ที่ อยู่ ด้วย กัน จึง ทูล ว่า “ อาจารย์ เจ้าข้า ก็ เป็น เพราะ ประชาชน เบียดเสียด พระองค์ และ พระองค์ ยัง ทรง ถาม อีก หรือ ว่า ‘ ใคร ได้ ถูกต้อง เรา’” {8:46} แต่ พระ เยซู ตรัส ว่า “ มี ผู้ หนึ่ง ได้ ถูกต้อง เรา เพราะ เรา รู้สึก ว่า ฤทธิ์ ได้ ซ่าน ออก จาก ตัว เรา” {8:47} เมื่อ ผู้หญิง นั้น เห็น ว่า จะ ซ่อน ตัว ไว้ ไม่ ได้ แล้ว เธอ ก็ เข้า มา ตัว สั่น กราบ ลง ตรง พระ พักตร์ พระองค์ ทูล พระองค์ ต่อ หน้า คน ทั้งปวง ว่า เธอ ได้ ถูกต้อง พระองค์ เพราะ เหตุ อะไร และ ได้ หาย โรค ใน ทันใด นั้น {8:48} พระองค์ จึง ตรัส แก่ เขา ว่า “ ลูกสาว เอ๋ย จง มี กำลังใจ เถิด ความ เชื่อ ของ เจ้า ได้ กระทำ ให้ เจ้า หาย โรค แล้ว จง ไป เป็น สุข เถิด” {8:49} เมื่อ พระองค์ กำลัง ตรัส อยู่ มี คน หนึ่ง มา จาก บ้าน นาย ธรรม ศาลา บอก เขา ว่า “ ลูกสาว ของ ท่าน ตาย เสีย แล้ว ไม่ ต้อง รบกวน ท่าน อาจารย์ ต่อ ไป” {8:50} ฝ่าย พระ เยซู เมื่อ ได้ยิน จึง ตรัส แก่ เขา ว่า “ อย่า กลัว เลย จง เชื่อ เท่านั้น และ ลูก จะ หาย ดี” {8:51} เมื่อ พระองค์ เสด็จ เข้า ไป ใน เรือน พระองค์ ไม่ ทรง ยอม ให้ ผู้ ใด เข้า ไป เว้น แต่ เปโตร ยาก อบ ยอห์น และ บิดา มารดา ของ เด็ก นั้น {8:52} คน ทั้งหลาย จึง ร้องไห้ ร่ำไร เพราะ เด็ก นั้น แต่ พระองค์ ตรัส ว่า “ อย่า ร้องไห้ เลย เขา ไม่ ตาย แต่ นอน หลับ อยู่” {8:53} คน ทั้งปวง ก็ พา กัน หัวเราะ เยาะ พระองค์ เพราะ รู้ ว่า เด็ก นั้น ตาย แล้ว {8:54} ฝ่าย พระองค์ ทรง ไล่ คน ทั้งหมด ออก ไป แล้ว ทรง จับ มือ เด็ก นั้น ตรัส ว่า “ ลูก เอ๋ย จง ลุก ขึ้น เถิด” {8:55} แล้ว จิต วิญญาณ ก็ กลับ เข้า ใน เด็ก นั้น เขา ก็ ลุก ขึ้น ทันที พระองค์ จึง ตรัส สั่ง ให้ เอา อาหาร มา ให้ เขา กิน {8:56} ฝ่าย บิดา มารดา ของ เด็ก นั้น ก็ ประหลาด ใจ แต่ พระองค์ ทรง กำชับ เขา ไม่ ให้ บอก ผู้ ใด ให้ รู้ เหตุการณ์ ซึ่ง เป็น มา นั้น {i9:1} ทรง ส่ง อัครสาวก สิบ สอง คน ออก ไป ประกาศ (มธ 10:1-42; มก 6:7-13) {9:1} พระองค์ ทรง เรียก สาวก สิบ สอง คน ของ พระองค์ มา พร้อม กัน แล้ว ทรง ประทาน ให้ เขา มี อำนาจ และ สิทธิ อำนาจ เหนือ ผี ทั้งปวง และ รักษา โรค ต่างๆ ให้ หาย {9:2} แล้ว พระองค์ ทรง ใช้ เขา ไป ประกาศ อาณาจักร ของ พระเจ้า และ รักษา คน ป่วย เจ็บ ให้ หาย {9:3} พระองค์ จึง ตรัส สั่ง เขา ว่า “ อย่า เอา อะไร ไป ใช้ ตาม ทาง เช่น ไม้เท้า หรือ ย่าม หรือ อาหาร หรือ เงิน หรือ เสื้อ คลุม สอง ตัว {9:4} และ ถ้า เข้า ไป ใน เรือน ไหน จง อาศัย อยู่ ใน เรือน นั้น จน กว่า จะ ไป {9:5} ผู้ ใด ไม่ ต้อนรับ พวก ท่าน เมื่อ ท่าน จะ ไป จาก เมือง นั้น จง สะบัด ผง คลี ดิน จาก เท้า ของ ท่าน ออก ส่อ ให้ เห็น ความ ผิด ของ เขา” {9:6} เหล่า สาวก จึง ออก ไป ตาม เมือง ต่างๆ ประกาศ ข่าว ประเสริฐ และ รักษา คน ป่วย เจ็บ ทุก แห่ง ให้ หาย {i9:7} ความ ตาย ของ ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศมา (มธ 14:1-12; มก 6:14-29) {9:7} ฝ่าย เฮ โร ด เจ้า เมือง ได้ยิน เรื่อง เหตุการณ์ ทั้งปวง ซึ่ง พระองค์ ได้ ทรง กระทำ นั้น จึง คิด สงสัย มาก เพราะ บาง คน ว่า ยอห์น เป็น ขึ้น มา จาก ความ ตาย {9:8} บาง คน ก็ ว่า เป็น เอ ลี ยาห์มาปรากฏ คน อื่น ว่า เป็น ศาสดา พยากรณ์ โบราณ กลับ เป็น ขึ้น มา อีก {9:9} เฮ โร ดจึงว่า “ ยอห์น นั้น เรา ได้ ตัด ศีรษะ แล้ว แต่ คน นี้ ที่ เรา ได้ยิน เหตุการณ์ ของ เขา อย่าง นี้ คือ ผู้ ใด เล่า” แล้ว เฮ โร ด จึง หา โอกาส ที่ จะ เห็น พระองค์ {i9:10} ทรง เลี้ยง อาหาร คน ห้า พัน (มธ 14:13-21; มก 6:30-44; ยน 6:1-4) {9:10} ครั้น อัครสาวก กลับ มา แล้ว เขา ทูล พระองค์ ถึง บรรดา การ ซึ่ง เขา ได้ กระทำ นั้น พระองค์ จึง พา เขา ไป ยัง ที่ เปลี่ยว แต่ ลำพัง ใกล้ เมือง ที่ เรียก ว่า เบธไซดา {9:11} แต่ เมื่อ ประชาชน รู้ แล้ว จึง ตาม พระองค์ ไป พระองค์ ทรง ต้อนรับ เขา ตรัส สั่งสอน เขา ถึง อาณาจักร ของ พระเจ้า และ ทุก คน ที่ ต้องการ ให้ หาย โรค พระองค์ ก็ ทรง รักษา ให้ {9:12} ครั้น กำลัง จะ เย็น แล้ว สาวก สิบ สอง คน มา ทูล พระองค์ ว่า “ ขอ ให้ ประชาชน ไป ตาม เมือง ต่างๆ และ ชนบท ที่ อยู่ แถบ นี้ หา ที่ พัก นอน และ หา อาหาร รับประทาน เพราะ ที่ เรา อยู่ นี้ เป็น ที่ เปลี่ยว” {9:13} แต่ พระองค์ ตรัส แก่ เขา ว่า “ พวก ท่าน จง เลี้ยง เขา เถิด” เขา ทูล ว่า “ เรา ไม่ มี อะไร มาก มี แต่ ขนม ปัง ห้า ก้อน กับ ปลา สอง ตัว เว้น เสีย แต่ เรา จะ ไป ซื้อ อาหาร สำหรับ คน ทั้งปวง นี้” {9:14} เพราะ ว่า คน เหล่า นั้น นับ แต่ ผู้ชาย ได้ ประมาณ ห้า พัน คน พระองค์ จึง สั่ง เหล่า สาวก ของ พระองค์ ว่า “ จง ให้ คน ทั้งปวง นั่ง ลง เป็น หมู่ๆ ราว หมู่ ละ ห้า สิบ คน” {9:15} เขา ก็ กระทำ ตาม คือ ให้ คน ทั้งปวง นั่ง ลง {9:16} เมื่อ พระองค์ ทรง รับ ขนม ปัง ห้า ก้อน กับ ปลา สอง ตัว นั้น แล้ว ก็ แหงน พระ พักตร์ ดู ฟ้า สวรรค์ ขอบพระคุณ แล้ว หัก ส่ง ให้ แก่ เหล่า สาวก ให้ เขา แจก แก่ ประชาชน {9:17} เขา ได้ กิน อิ่ม ทุก คน แล้ว เขา เก็บ เศษ อาหาร ที่ ยัง เหลือ นั้น ได้ สิบ สอง กระบุง {i9:18} การ ยอมรับ อัน ยิ่งใหญ่ ของ เปโตร (มธ 16:13-20; มก 8:27-30) {9:18} ต่อ มา เมื่อ พระองค์ กำลัง อธิษฐาน อยู่ แต่ ลำพัง เหล่า สาวก อยู่ กับ พระองค์ พระองค์ จึง ตรัส ถาม เขา ว่า “ คน ทั้งปวง พูด กัน ว่า เรา เป็น ผู้ ใด” {9:19} เหล่า สาวก ทูล ตอบ ว่า “ เขา ว่า เป็น ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศมา บาง คน ว่า เป็น เอ ลี ยาห์ แต่ คน อื่น ว่า เป็น คน หนึ่ง ใน พวก ศาสดา พยากรณ์ โบราณ เป็น ขึ้น มา ใหม่” {9:20} พระองค์ จึง ตรัส ถาม เขา ว่า “ แล้ว พวก ท่าน เล่า ว่า เรา เป็น ผู้ ใด” เปโตร ทูล ตอบ ว่า “ เป็น พระ คริสต์ ของ พระเจ้า” {9:21} พระองค์ จึง กำชับ สั่ง เขา มิ ให้ บอก ความ นี้ แก่ ผู้ ใด {i9:22} พระ คริสต์ ทรง พยากรณ์ ถึง ความ ตาย ของ พระองค์ สิ่ง ที่ สาวก ต้อง สละ {9:22} ตรัส ว่า “ บุตร มนุษย์ จะ ต้อง ทน ทุกข์ ทรมาน หลาย ประการ พวก ผู้ใหญ่ พวก ปุโรหิต ใหญ่ และ พวก ธรรมา จารย์ จะ ปฏิเสธ ท่าน ใน ที่สุด ท่าน จะ ต้อง ถูก ประหาร ชีวิต แต่ ใน วัน ที่ สาม ท่าน จะ ทรง ถูก ชุบ ให้ เป็น ขึ้น มา ใหม่” {9:23} พระองค์ จึง ตรัส แก่ เขา ทั้งหลาย ว่า “ ถ้า ผู้ ใด ใคร่ จะ ตาม เรา มา ให้ ผู้ นั้น เอา ชนะ ตัวเอง และ รับ กางเขน ของ ตน แบก ทุก วัน และ ตาม เรา มา {9:24} เพราะ ว่า ผู้ ใด ใคร่ จะ เอา ชีวิต รอด ผู้ นั้น จะ เสีย ชีวิต แต่ ผู้ ใด จะ เสีย ชีวิต เพราะ เห็นแก่ เรา ผู้ นั้น จะ ได้ ชีวิต รอด {9:25} เพราะ ถ้า ผู้ ใด จะ ได้ สิ่งของ สิ้น ทั้ง โลก แต่ ต้อง เสีย ตัว ของ ตนเอง หรือ ถูก ทิ้ง เสีย ผู้ นั้น จะ ได้ ประโยชน์ อะไร {9:26} เพราะ ถ้า ผู้ ใด มี ความ อาย เพราะ เรา และ ถ้อยคำ ของ เรา บุตร มนุษย์ ก็ จะ มี ความ อาย เพราะ ผู้ นั้น เมื่อ ท่าน มา ด้วย สง่าราศี ของ ท่าน เอง และ ของ พระ บิดา และ ของ เหล่า ทูต สวรรค์ บริสุทธิ์ {9:27} แต่ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า มี บาง คน ที่ ยืน อยู่ ที่ นี่ ซึ่ง ยัง จะ ไม่ รู้ รส ความ ตาย จน กว่า จะ ได้ เห็น อาณาจักร ของ พระเจ้า” {i9:28} การ จำแลง พระ กาย ของ พระ คริสต์ (มธ 17:1-8; มก 9:2-8) {9:28} ต่อ มา ภายหลัง พระองค์ ได้ ตรัส คำ เหล่า นั้น ประมาณ แปด วัน พระองค์ จึง ทรง พา เปโตร ยอห์น และ ยาก อบ ขึ้น ไป บน ภูเขา เพื่อ จะ อธิษฐาน {9:29} ขณะ ที่ พระองค์ กำลัง อธิษฐาน อยู่ วรรณ พระ พักตร์ ของ พระองค์ ก็ เปลี่ยน ไป และ ฉลอง พระองค์ ก็ ขาว เป็น มัน ระยับ {9:30} ดู เถิด มี ชาย สอง คน สนทนา อยู่ กับ พระองค์ คือ โมเสส และ เอ ลี ยาห์ {9:31} ผู้ มา ปรากฏ ด้วย สง่าราศี และ กล่าว ถึง กา รม รณา ของ พระองค์ ซึ่ง จะ สำเร็จ ใน กรุง เยรูซาเล็ม {9:32} ฝ่าย เปโตร กับ คน ที่ อยู่ ด้วย นั้น ก็ ง่วงเหงา หาวนอน แต่ เมื่อ เขา ตา สว่าง ขึ้น แล้ว เขา ก็ ได้ เห็น สง่าราศี ของ พระองค์ และ เห็น ชาย สอง คน นั้น ที่ ยืน อยู่ กับ พระองค์ {9:33} ต่อ มา เมื่อ สอง คน นั้น กำลัง ลา ไป จาก พระองค์ เปโตร จึง ทูล พระ เยซู ว่า “ พระ อาจารย์ เจ้าข้า ซึ่ง เรา อยู่ ที่ นี่ ก็ ดี ให้ พวก ข้า พระองค์ ทำ พลับพลา สาม หลัง สำหรับ พระองค์ หลัง หนึ่ง สำหรับ โมเสส หลัง หนึ่ง สำหรับ เอ ลี ยาห์หลังหนึ่ง” เปโตร ไม่ เข้าใจ ว่า ตัว ได้ พูด อะไร {9:34} เมื่อ เขา กำลัง พูด คำ เหล่า นี้ มี เมฆ มา คลุม เขา ไว้ และ เมื่อ เข้า อยู่ ใน เมฆ นั้น เขา ก็ กลัว {9:35} มี พระ สุรเสียง ออก มา จาก เมฆ นั้น ว่า “ ผู้ นี้ เป็น บุตร ที่ รัก ของ เรา จง ฟัง ท่าน เถิด” {9:36} เมื่อ พระ สุรเสียง นั้น สงบ แล้ว พระ เยซู ทรง สถิต อยู่ องค์ เดียว เขา ทั้ง สาม ก็ เก็บ เรื่อง นี้ ไว้ และ ใน กาล ครั้ง นั้น เขา มิ ได้ บอก เหตุการณ์ ซึ่ง เขา ได้ เห็นแก่ ผู้ ใด {i9:37} สาวก เก้า คน ขาด อำนาจ พระ เยซู ทรง ขับ ผี ออก (มธ 17:14-21; มก 9:14-29) {9:37} ต่อ มา วัน รุ่งขึ้น เมื่อ พระองค์ กับ เหล่า สาวก ลง มา จาก ภูเขา แล้ว มี คน มากมาย มา พบ พระองค์ {9:38} ดู เถิด มี ชาย คน หนึ่ง ใน หมู่ ประชาชน นั้น ร้อง ว่า “ อาจารย์ เจ้าข้า ขอ พระองค์ ทรง โปรด ทอด พระ เนตร บุตร ชาย ของ ข้าพเจ้า เพราะ ว่า ข้าพเจ้า มี บุตร คน เดียว {9:39} และ ดู เถิด ผี มัก จะ เข้า สิง เขา เด็ก ก็ โห่ ร้อง ขึ้น ทันที ผี ทำให้ เด็ก นั้น ชัก ดิ้น น้ำลาย ฟูม ปาก ทำให้ ตัว ฟกช้ำ ไม่ ใคร่ ออก จาก เขา เลย {9:40} ข้าพเจ้า ได้ ขอ เหล่า สาวก ของ พระองค์ ให้ ขับ มัน ออก เสีย แต่ เขา กระทำ ไม่ ได้” {9:41} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า “ โอ คน ใน ยุค ที่ ขาด ความ เชื่อ และ มี ทิฐิ ชั่ว เรา จะ ต้อง อยู่ กับ เจ้า ทั้งหลาย และ อดทน เพราะ พวก เจ้า นาน เท่าใด จง พา บุตร ของ ท่าน มา ที่ นี่ เถิด” {9:42} เมื่อ เด็ก นั้น กำลัง มา ผี ก็ ทำให้ เขา ล้ม ชัก ดิ้น ใหญ่ แต่ พระ เยซู ตรัส สำทับ ผี โสโครก นั้น และ ทรง รักษา เด็ก ให้ หาย แล้ว ส่ง คืน ให้ บิดา เขา {9:43} คน ทั้งปวง ก็ ประหลาด ใจ นัก เพราะ ฤทธิ์ เดช อัน ใหญ่ ยิ่ง ของ พระเจ้า แต่ เมื่อ เขา ทั้งหลาย ยัง ประหลาด ใจ อยู่ เพราะ เหตุการณ์ ทั้งปวง ซึ่ง พระ เยซู ได้ ทรง กระทำ นั้น พระองค์ จึง ตรัส แก่ เหล่า สาวก ของ พระองค์ ว่า {i9:44} พระ คริสต์ ทรง พยากรณ์ ถึง ความ ตาย ของ พระองค์ อีก (มธ 17:22-23; มก 9:30-32) {9:44} “ จง ให้ คำ เหล่า นี้ เข้า หู ของ ท่าน เพราะ ว่า บุตร มนุษย์ จะ ต้อง ถูก มอบ ไว้ ใน เงื้อมมือ ของ คน ทั้งหลาย” {9:45} แต่ คำ เหล่า นั้น สาวก หา ได้ เข้าใจ ไม่ ความ ก็ ถูก ซ่อน ไว้ จาก เขา เพื่อ เขา จะ ไม่ ได้ เข้าใจ และ เขา ไม่ กล้า ถาม พระองค์ ถึง คำ นั้น {i9:46} เด็ก เป็น แบบอย่าง (มธ 18:1-5; มก 9:33-37) {9:46} แล้ว เหล่า สาวก ก็ เกิด เถียง กัน ว่า ใน พวก เขา ใคร จะ เป็น ใหญ่ ที่สุด {9:47} ฝ่าย พระ เยซู ทรง หยั่งรู้ ความคิด ใน ใจ ของ เขา จึง ให้ เด็ก คน หนึ่ง ยืน อยู่ ใกล้ พระองค์ {9:48} แล้ว ตรัส กับ เขา ว่า “ ถ้า ผู้ ใด จะ รับ เด็ก เล็กๆ คน นี้ ใน นาม ของ เรา ผู้ นั้น ก็ ได้ รับ เรา และ ผู้ ใด ได้ รับ เรา ผู้ นั้น ก็ ได้ รับ พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา เพราะ ว่า ใน พวก ท่าน ทั้งหลาย ผู้ ใด เป็น ผู้ ต่ำต้อย ที่สุด ผู้ นั้น แหละ เป็น ผู้ใหญ่” {9:49} ฝ่าย ยอห์น ทูล พระองค์ ว่า “ พระ อาจารย์ เจ้าข้า พวก ข้า พระองค์ เห็น ผู้ หนึ่ง ขับ ผี ออก ใน พระ นาม ของ พระองค์ และ ข้า พระองค์ ได้ ห้าม เขา เสีย เพราะ เขา ไม่ ตาม พวก เรา มา” {9:50} พระ เยซู ตรัส แก่ เขา ว่า “ อย่า ห้าม เขา เลย เพราะ ว่า ผู้ ใด ไม่ เป็น ฝ่าย ต่อสู้ เรา ก็ เป็น ฝ่าย เรา แล้ว” {i9:51} จาก แคว้น กา ลิ ลี ผ่าน แคว้น สะ มา เรีย {9:51} ต่อ มา ครั้น จวน เวลา ที่ พระองค์ จะ ทรง ถูก รับ ขึ้น ไป พระองค์ ทรง มุ่ง พระ พักตร์ แน่ว ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม {9:52} และ พระองค์ ทรง ใช้ ผู้ ส่ง ข่าว ล่วงหน้า ไป ก่อน เขา ก็ เข้า ไป ใน หมู่บ้าน แห่ง หนึ่ง ของ ชาว สะ มา เรีย เพื่อ จะ เตรียม ไว้ ให้ พระองค์ {9:53} ชาว บ้าน นั้น ไม่ รับรอง พระองค์ เพราะ ดูเหมือน ว่า พระองค์ กำลัง ทรง มุ่ง พระ พักตร์ ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม {9:54} และ เมื่อ สาวก ของ พระองค์ คือ ยาก อบ และ ยอห์น ได้ เห็น ดังนั้น เขา ทูล ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า พระองค์ พอ พระทัย จะ ให้ ข้า พระองค์ ขอ ไฟ ลง มา จาก สวรรค์ เผา ผลาญ เขา เสีย อย่าง เอ ลี ยาห์ ได้ กระทำ นั้น หรือ” {9:55} แต่ พระองค์ ทรง เหลียว มา ห้ามปราม เขา และ ตรัส ว่า “ ท่าน ไม่ รู้ ว่า ท่าน มี จิตใจ ทำนอง ใด {9:56} เพราะ ว่า บุตร มนุษย์ มิ ได้ มา เพื่อ ทำลาย ชีวิต มนุษย์ แต่ มา เพื่อ ช่วย เขา ทั้งหลาย ให้ รอด” แล้ว พระองค์ กับ เหล่า สาวก ก็ เลย ไป ที่ หมู่บ้าน อีก แห่ง หนึ่ง {i9:57} ทรง ลอง ใจ ผู้ อาสา ตาม พระองค์ (มธ 8:18-22) {9:57} ต่อ มา เมื่อ พระองค์ กับ เหล่า สาวก กำลัง เดินทาง ไป มี คน หนึ่ง ทูล พระองค์ ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า พระองค์ เสด็จ ไป ทาง ไหน ข้า พระองค์ จะ ตาม พระองค์ ไป ทาง นั้น” {9:58} พระ เยซู ตรัส แก่ เขา ว่า “ สุนัข จิ้งจอก ยัง มี โพรง และ นก ใน อากาศ ก็ ยัง มี รัง แต่ บุตร มนุษย์ ไม่ มี ที่ ที่ จะ วาง ศีรษะ” {9:59} พระองค์ ตรัส แก่ อีก คน หนึ่ง ว่า “ จง ตาม เรา มา เถิด” แต่ คน นั้น ทูล ตอบ ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า ขอ ทรง โปรด ให้ ข้า พระองค์ ไป ฝัง ศพ บิดา ข้า พระองค์ ก่อน” {9:60} พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า “ ปล่อย ให้ คน ตาย ฝัง คน ตาย ของ เขา เอง เถิด แต่ ส่วน ท่าน จง ไป ประกาศ อาณาจักร ของ พระเจ้า” {9:61} อีก คน หนึ่ง ทูล ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า ข้า พระองค์ จะ ตาม พระองค์ ไป แต่ ขอ อนุญาต ให้ ข้า พระองค์ ไป ลา คน ที่ อยู่ ใน บ้าน ของ ข้า พระองค์ ก่อน” {9:62} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า “ ผู้ ใด เอา มือจับ คันไถ แล้ว หัน หน้า กลับ เสีย ผู้ นั้น ก็ ไม่ สมควร กับ อาณาจักร ของ พระเจ้า” {i10:1} ทรง ส่ง พยาน เจ็ด สิบ คน ออก ไป ประกาศ (มธ 9:35-38; 10:1-42) {10:1} ภายหลัง เหตุการณ์ เหล่า นี้ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรง ตั้ง สาวก อื่น อีก เจ็ด สิบ คน ไว้ และ ใช้ เขา ออก ไป ที ละ สอง คนๆ ให้ ล่วงหน้า พระองค์ ไป ก่อน ให้ เข้า ไป ทุก เมือง และ ทุก ตำบล ที่ พระองค์ จะ เสด็จ ไป นั้น {10:2} พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า “ การ เก็บเกี่ยว นั้น เป็น การ ใหญ่ นักหนา แต่ คน งาน ยัง น้อย อยู่ เหตุ ฉะนั้น พวก ท่าน จง อ้อนวอน พระองค์ ผู้ ทรง เป็น เจ้าของ การ เก็บเกี่ยว นั้น ให้ ส่ง คน งาน มา ใน การ เก็บเกี่ยว ของ พระองค์ {10:3} ไป เถอะ ดู เถิด เรา ใช้ ท่าน ทั้งหลาย ไป ดุจ ลูก แกะ อยู่ ท่ามกลาง ฝูง สุนัข ป่า {10:4} อย่า เอา ไถ้ เงิน หรือ ย่าม หรือ รองเท้า ไป และ อย่า คำนับ ผู้ ใด ตาม ทาง {10:5} ถ้า ท่าน จะ เข้า ไป ใน เรือน ใดๆ จง พูด ก่อน ว่า ‘ ให้ ความ สุข มี แก่ เรือน นี้ เถิด’ {10:6} ถ้า ลูก แห่ง สันติสุข อยู่ ที่ นั่น สันติสุข ของ ท่าน จะ อยู่ กับ เขา ถ้า หา ไม่ สันติสุข ของ ท่าน จะ กลับ อยู่ กับ ท่าน อีก {10:7} จง อาศัย อยู่ ใน เรือน นั้น กิน และ ดื่ม ของ ซึ่ง เขา จะ ให้ นั้น ด้วย ว่า ผู้ ทำงาน สมควร จะ ได้ รับ ค่า จ้าง ของ ตน อย่า เที่ยว จาก เรือน นี้ ไป เรือน โน้น {10:8} ถ้า ท่าน จะ เข้า ไป ใน เมือง ใดๆ และ เขา รับรอง ท่าน ไว้ จง กิน ของ ที่ เขา ตั้ง ให้ {10:9} และ จง รักษา คน ป่วย ใน เมือง นั้น ให้ หาย และ แจ้ง แก่ เขา ว่า ‘ อาณาจักร ของ พระเจ้า มา ใกล้ ท่าน ทั้งหลาย แล้ว’ {i10:10} การ พิพากษา อย่าง รุนแรง (มธ 11:20-24) {10:10} ถ้า ท่าน จะ เข้า ไป ใน เมือง ใดๆ และ เขา ไม่ รับรอง ท่าน ไว้ จง ออก ไป ที่ กลาง ถนน ของ เมือง นั้น กล่าว ว่า {10:11} ‘ ถึง แม้ ผง คลี ดิน แห่ง เมือง ของ เจ้า ทั้งหลาย ที่ ติด อยู่ กับ เรา เรา ก็ จะ สะบัด ออก เป็น ที่ แสดง ว่า เรา ไม่ เห็น พ้อง กับ เจ้า แต่ เจ้า ทั้งหลาย จง เข้าใจ ความ นี้ เถิด คือ อาณาจักร ของ พระเจ้า มา ใกล้ เจ้า ทั้งหลาย แล้ว’ {10:12} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า โทษ ของ เมือง โส โดม ใน วัน นั้น จะ เบา กว่า โทษ ของ เมือง นั้น {10:13} วิบัติ แก่ เจ้า เมือง โค รา ซิ น วิบัติ แก่ เจ้า เมือง เบธไซดา เพราะ ถ้า การ มหัศจรรย์ ซึ่ง ได้ กระทำ ท่ามกลาง เจ้า ได้ กระทำ ใน เมือง ไท ระ และ เมือง ไซ ดอน คน ใน เมือง ทั้ง สอง จะ ได้ นุ่งห่ม ผ้า กระสอบ นั่ง บน ขี้เถ้า กลับ ใจ เสีย ใหม่ นาน มา แล้ว {10:14} แต่ ใน การ พิพากษา นั้น โทษ ของ เมือง ไท ระ และ เมือง ไซ ดอน จะ เบา กว่า โทษ ของ เจ้า {10:15} ฝ่าย เจ้า เมือง คา เป อร นา อุ ม ซึ่ง ได้ ถูก ยก ขึ้น เทียม ฟ้า เจ้า จะ ต้อง ลง ไป ถึง นรก ต่างหาก {10:16} ผู้ ที่ ฟัง ท่าน ทั้งหลาย ก็ ได้ ฟัง เรา ผู้ ที่ เกลียด ชัง ท่าน ทั้งหลาย ก็ เกลียด ชัง เรา ผู้ ที่ เกลียด ชัง เรา ก็ เกลียด ชัง ผู้ ที่ ทรง ใช้ เรา มา” {i10:17} ความ ชื่นชม ยินดี ที่ แท้ จริง {10:17} ฝ่าย สาวก เจ็ด สิบ คน นั้น กลับ มา ด้วย ความ ปรีดี ทูล ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า ถึง ผี ทั้งหลาย ก็ ได้ อยู่ ใต้ บังคับ ของ พวก ข้า พระองค์ โดย พระ นาม ของ พระองค์” {10:18} พระองค์ ตรัส กับ เขา ทั้งหลาย ว่า “ เรา ได้ เห็น ซาตาน ตก จาก สวรรค์ เหมือน ฟ้า แลบ {10:19} ดู เถิด เรา ได้ ให้ พวก ท่าน มี อำนาจ เหยียบ งู ร้าย และ แมลง ป่อง และ มี อำนาจ ใหญ่ ยิ่ง กว่า กำลัง ศัตรู ไม่ มี สิ่ง หนึ่ง สิ่ง ใด จะ ทำ อันตราย แก่ ท่าน ได้ เลย {10:20} แต่ว่า อย่า เปรมปรีดิ์ ใน สิ่ง นี้ คือ ที่ พวก ผี อยู่ ใต้ บังคับ ของ ท่าน แต่ จง เปรมปรีดิ์ เพราะ ชื่อ ของ ท่าน จด ไว้ ใน สวรรค์” {10:21} ใน โมง นั้น เอง พระ เยซู ทรง มี ความ เปรมปรีดิ์ ใน พระ วิญญาณ จึง ตรัส ว่า “ โอ ข้า แต่ พระ บิดา ผู้ เป็น เจ้า แห่ง ฟ้า สวรรค์ และ แผ่นดิน โลก ข้า พระองค์ ขอบพระคุณ พระองค์ ที่ พระองค์ ได้ ทรง ปิดบัง สิ่ง เหล่า นี้ ไว้ จาก คน มี ปัญญา และ คน สุขุม รอบคอบ และ ได้ ทรง เปิดเผย สิ่ง เหล่า นี้ แก่ ทารก น้อย ข้า แต่ พระ บิดา ที่ เป็น อย่าง นั้น ก็ เพราะ เป็น ที่ ชอบ พระทัย ใน สาย พระ เนตร ของ พระองค์ {10:22} พระ บิดา ของ เรา ได้ ทรง มอบ สิ่ง สารพัด ให้ แก่ เรา และ ไม่ มี ใคร รู้ ว่า พระ บุตร เป็น ผู้ ใด นอกจาก พระ บิดา และ ไม่ มี ใคร รู้ ว่า พระ บิดา เป็น ผู้ ใด นอกจาก พระ บุตร และ ผู้ ที่ พระ บุตร ประสงค์ จะ สำแดง ให้ รู้” {10:23} พระองค์ ทรง เหลียว หลัง ไป ทาง เหล่า สาวก ตรัส เฉพาะ แก่ พวก เขา ว่า “ นัยน์ตา ทั้งหลาย ที่ ได้ เห็น การณ์ ซึ่ง พวก ท่าน ได้ เห็น ก็ เป็น สุข {10:24} เพราะ เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า ศาสดา พยากรณ์ หลาย คน และ กษัตริย์ หลาย องค์ ปรารถนา จะ เห็น ซึ่ง ท่าน ทั้งหลาย เห็น อยู่ นี้ แต่ เขา มิ เคย ได้ เห็น และ อยาก จะ ได้ยิน ซึ่ง ท่าน ทั้งหลาย ได้ยิน แต่ เขา มิ เคย ได้ยิน” {i10:25} ข้อ สำคัญ ที่สุด ของ พระ บัญญัติ {10:25} ดู เถิด มี นัก กฎหมาย คน หนึ่ง ยืน ขึ้น ทดลอง พระองค์ ทูล ถาม ว่า “ อาจารย์ เจ้าข้า ข้าพเจ้า จะ ต้อง ทำ ประการ ใด เพื่อ จะ ได้ ชีวิต นิรันดร์ เป็น มรดก” {10:26} พระองค์ ตรัส ตอบ เขา ว่า “ ใน พระ ราช บัญญัติ มี คำ เขียน ว่า อย่างไร ท่าน ได้ อ่าน เข้าใจ อย่างไร” {10:27} เขา ทูล ตอบ ว่า “ จงรัก องค์ พระผู้เป็นเจ้า ผู้ เป็น พระเจ้า ของ เจ้า ด้วย สุด จิต สุด ใจ ของ เจ้า ด้วย สุด กำลัง และ สิ้นสุด ความคิด ของ เจ้า และ จงรัก เพื่อนบ้าน เหมือน รัก ตนเอง” {10:28} พระองค์ จึง ตรัส แก่ เขา ว่า “ ท่าน ตอบ ถูก แล้ว จง กระทำ อย่าง นั้น แล้ว ท่าน จะ ได้ ชีวิต” {10:29} แต่ คน นั้น ปรารถนา จะ แก้ตัว จึง ทูล พระ เยซู ว่า “ แล้ว ใคร เป็น เพื่อนบ้าน ของ ข้าพเจ้า” {i10:30} คำ อุปมา เกี่ยว กับ ชาว สะ มา เรียที่ดี {10:30} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า “ มี ชาย คน หนึ่ง ลง ไป จาก กรุง เยรูซาเล็ม จะ ไป ยัง เมือง เย รี โค และ เขา ถูก พวก โจร ปล้น โจร นั้น ได้ แย่งชิง เสื้อ ผ้า ของ เขา และ ทุบ ตี แล้ว ก็ ละทิ้ง เขา ไว้ เกือบ จะ ตาย แล้ว {10:31} เผอิญ ปุโรหิต คน หนึ่ง เดิน ลง ไป ทาง นั้น เมื่อ เห็น คน นั้น ก็ เดิน เลย ไป เสีย อีก ฟาก หนึ่ง {10:32} คน หนึ่ง ใน พวก เล วี ก็ ทำ เหมือน กัน เมื่อ มา ถึง ที่ นั่น และ เห็น แล้ว ก็ เลย ไป เสีย อีก ฟาก หนึ่ง {10:33} แต่ ชาว สะ มา เรีย คน หนึ่ง เมื่อ เดิน มา ถึง คน นั้น ครั้น เห็น แล้ว ก็ มี ใจ เมตตา {10:34} เข้า ไป หา เขา เอา ผ้า พัน บาดแผล ให้ พลาง เอา น้ำมัน กับ น้ำ องุ่น เท ใส่ บาดแผล นั้น แล้ว ให้ เขา ขึ้น ขี่ สัตว์ ของ ตนเอง พา มา ถึง โรงแรม แห่ง หนึ่ง และ รักษา พยาบาล เขา ไว้ {10:35} วัน รุ่งขึ้น เมื่อ จะ ไป เขา ก็ เอา เงิน สอง เด นา ริ อัน มอบ ให้ เจ้าของ โรงแรม บอก เขา ว่า ‘ จง รักษา เขา ไว้ เถิด และ เงิน ที่ จะ เสีย เกิน นี้ เมื่อ กลับ มา ฉัน จะ ใช้ ให้’ {10:36} ใน สาม คน นั้น ท่าน คิด เห็น ว่า คน ไหน ปรากฏ ว่า เป็น เพื่อนบ้าน ของ คน ที่ ถูก พวก โจร ปล้น” {10:37} เขา ทูล ตอบ ว่า “ คือ คน นั้น แหละ ที่ ได้ แสดง ความ เมตตา แก่ เขา” พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า “ ท่าน จง ไป ทำ เหมือน อย่าง นั้น เถิด” {i10:38} มาร ธาและมารีย์ {10:38} และ ต่อ มา เมื่อ พระองค์ กับ เหล่า สาวก กำลัง เดินทาง ไป พระองค์ จึง ทรง เข้า ไป ใน หมู่บ้าน แห่ง หนึ่ง มี ผู้หญิง คน หนึ่ง ชื่อ มาร ธา ต้อนรับ พระองค์ ไว้ ใน เรือน ของ เธอ {10:39} มาร ธา มี น้อง สาว ชื่อ มา รีย์ มา รีย์ ก็ นั่ง ใกล้ พระ บาท พระ เยซู ฟัง ถ้อยคำ ของ พระองค์ ด้วย {10:40} แต่ มาร ธา ยุ่ง ใน การ ปรนนิบัติ มาก จึง มา ทูล พระองค์ ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า พระองค์ ไม่ สน พระทัย หรือ ซึ่ง น้อง สาว ของ ข้า พระองค์ ปล่อย ให้ ข้า พระองค์ ทำ การ ปรนนิบัติ แต่ คน เดียว ขอ พระองค์ สั่ง เขา ให้ มา ช่วย ข้า พระองค์ เถิด” {10:41} แต่ พระ เยซู ตรัส ตอบ เธอ ว่า “ มาร ธา มาร ธา เอ๋ย เธอ กระวน กระวาย และ ร้อนใจ ด้วย หลาย สิ่ง นัก {10:42} สิ่ง ซึ่ง ต้องการ นั้น มี แต่ สิ่ง เดียว มา รีย์ ได้ เลือก เอา ส่วน ดี นั้น ใคร จะ ชิง เอา ไป จาก เธอ ไม่ ได้” {i11:1} แบบอย่าง ของ การ อธิษฐาน {11:1} ต่อ มา เมื่อ พระองค์ ทรง อธิษฐาน อยู่ ใน ที่ แห่ง หนึ่ง พอ จบ แล้ว สาวก ของ พระองค์ คน หนึ่ง ทูล พระองค์ ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า ขอ สอน พวก ข้า พระองค์ ให้ อธิษฐาน เหมือน ยอห์น ได้ สอน พวก ศิษย์ ของ ตน” {11:2} พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า “ เมื่อ ท่าน อธิษฐาน จง ว่า ‘ ข้า แต่ พระ บิดา ของ ข้า พระองค์ ทั้งหลาย ผู้ สถิต ใน สวรรค์ ขอ ให้ พระ นาม ของ พระองค์ เป็น ที่ เคารพ สักการะ ขอ ให้ อาณาจักร ของ พระองค์ มา ตั้ง อยู่ น้ำ พระทัย ของ พระองค์ สำเร็จ ใน สวรรค์ อย่างไร ก็ ให้ สำเร็จ บน แผ่นดิน โลก เหมือน กัน อย่าง นั้น {11:3} ขอ ทรง โปรด ประทาน อาหาร ประจำ วัน แก่ ข้า พระองค์ ทั้งหลาย ทุกๆ วัน {11:4} ขอ ทรง โปรด ยก บาป ผิด ของ ข้า พระองค์ ทั้งหลาย ด้วย ว่า ข้า พระองค์ ยก ความ ผิด ของ ทุก คน ที่ ทำ ผิด ต่อ ข้า พระองค์ นั้น ขอ อย่า ทรง นำ ข้า พระองค์ เข้า ไป ใน การ ทดลอง แต่ ขอ ให้ ข้า พระองค์ พ้น จาก ความ ชั่ว ร้าย’” {i11:5} คำ สอน อื่นๆ เกี่ยว กับ การ อธิษฐาน {11:5} พระองค์ ตรัส แก่ เขา ว่า “ ผู้ ใด ใน พวก ท่าน มี มิตรสหาย คน หนึ่ง และ จะ ไป หา มิตรสหาย นั้น ใน เวลา เที่ยงคืน พูด กับ เขา ว่า ‘ เพื่อน เอ๋ย ขอ ให้ ฉัน ยืม ขนม ปัง สาม ก้อน เถิด {11:6} เพราะ เพื่อน ของ ฉัน คน หนึ่ง เพิ่ง เดินทาง มา หา ฉัน และ ฉัน ไม่ มี อะไร จะ ให้ เขา รับประทาน’ {11:7} ฝ่าย มิตรสหาย ที่ อยู่ ข้าง ใน จะ ตอบ ว่า ‘ อย่า รบกวน ฉัน เลย ประตู ก็ ปิด เสีย แล้ว ทั้ง พวก ลูก ก็ นอน ร่วม เตียง กับ ฉัน แล้ว ฉัน จะ ลุก ขึ้น หยิบ ให้ ท่าน ไม่ ได้’ {11:8} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า แม้ เขา จะ ไม่ ลุก ขึ้น หยิบ ให้ คน นั้น เพราะ เป็น มิตรสหาย กัน แต่ว่า เพราะ วิงวอน มาก เข้า เขา จึง จะ ลุก ขึ้น หยิบ ให้ ตาม ที่ เขา ต้องการ {11:9} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า จง ขอ แล้ว จะ ได้ จง หา แล้ว จะ พบ จง เคาะ แล้ว จะ เปิด ให้ แก่ ท่าน {11:10} เพราะ ว่า ทุก คน ที่ ขอ ก็ จะ ได้ ทุก คน ที่ แสวง หา ก็ จะ พบ และ ทุก คน ที่ เคาะ ก็ จะ เปิด ให้ เขา {11:11} มี ผู้ ใด ใน พวก ท่าน ที่ เป็น บิดา ถ้า บุตร ขอ ขนม ปัง จะ เอา ก้อน หิน ให้ เขา หรือ หรือ ถ้า ขอ ปลา จะ เอา งู ให้ เขา แทน ปลา หรือ {11:12} หรือ ถ้า เขา ขอ ไข่ จะ เอา แมลง ป่อง ให้ เขา หรือ {11:13} เพราะ ฉะนั้น ถ้า ท่าน ทั้งหลาย เอง ผู้ เป็น คน ชั่ว ยัง รู้จัก ให้ ของ ดี แก่ บุตร ของ ตน ยิ่ง กว่า นั้น สัก เท่าใด พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ จะ ทรง ประทาน พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ แก่ ผู้ ที่ ขอ ต่อ พระองค์” {i11:14} พระ เยซู ทรง ถูก กล่าวหา ว่า ขับ ผี ออก โดย เบเอลเซบูล (มธ 12:22-37) {11:14} พระองค์ ทรง ขับ ผี ใบ้ อยู่ และ ต่อ มา เมื่อ ผี ออก แล้ว คน ใบ้ จึง พูด ได้ และ ประชาชน ก็ ประหลาด ใจ {11:15} แต่ บาง คน ใน พวก เขา พูด ว่า “ คน นี้ ขับ ผี ออก ได้ โดย ใช้ อำนาจ ของ เบเอลเซบูล นาย ผี นั้น” {11:16} คน อื่นๆ ทดลอง พระองค์ โดย ขอ จาก พระองค์ ให้ เห็น หมาย สำคัญ จาก สวรรค์ {11:17} แต่ พระองค์ ทรง ทราบ ความคิด ของ เขา จึง ตรัส กับ เขา ว่า “ ราช อาณาจักร ใดๆ ซึ่ง แตกแยก กันเอง ก็ จะ รกร้าง ไป ครัว เรือน ใดๆ ซึ่ง แตกแยก กับ ครัว เรือน ก็ จะ ล่มสลาย {11:18} และ ถ้า ซาตาน แก่งแย่ง กัน ระหว่าง มัน เอง อาณาจักร ของ มัน จะ ตั้ง อยู่ อย่างไร ได้ เพราะ ท่าน ทั้งหลาย ว่า เรา ขับ ผี ออก โดย เบเอลเซบูล {11:19} ถ้า เรา ขับ ผี ออก โดย เบเอลเซบูลนั้น พวกพ้อง ของ ท่าน ทั้งหลาย ขับ มัน ออก โดย อำนาจ ของ ใคร เล่า เหตุ ฉะนั้น พวกพ้อง ของ ท่าน เอง จะ เป็น ผู้ ตัดสิน กล่าวโทษ พวก ท่าน {11:20} แต่ ถ้า เรา ขับ ผี ออก ด้วย นิ้ว พระ หัตถ์ ของ พระเจ้า อาณาจักร ของ พระเจ้า ก็ มา ถึง ท่าน แล้ว {11:21} เมื่อ ผู้ มี กำลัง มาก คน หนึ่ง ถือ อาวุธ เฝ้า บ้าน ของ ตน อยู่ สิ่งของ ของ เขา ก็ ปลอดภัย {11:22} แต่ เมื่อ คน มี กำลัง มาก กว่า เขา มา ต่อสู้ ชนะ เขา คน นั้น ก็ ชิง เอา เครื่อง อาวุธ ที่ เขา ได้ วางใจ นั้น ไป เสีย แล้ว แบ่งปัน ของ ที่ เขา ได้ ริบ เอา ไป นั้น {11:23} ผู้ ที่ ไม่ อยู่ ฝ่าย เรา ก็ เป็น ปฏิปักษ์ ต่อ เรา และ ผู้ ที่ ไม่ รวบรวม ไว้ กับ เรา ก็ เป็น ผู้ กระทำ ให้ กระจัด กระจาย ไป {i11:24} การ กลับ เนื้อ กลับ ตัว เป็น คน ดี แต่ ยัง ไม่ มี ความ รอด (มธ 12:43-45) {11:24} เมื่อ ผี โสโครก ออก มา จาก ผู้ ใด แล้ว มัน ก็ ท่องเที่ยว ไป ใน ที่ กันดาร เพื่อ แสวง หา ที่ หยุด พัก และ เมื่อ ไม่ พบ มัน จึง กล่าว ว่า ‘ ข้า จะ กลับ ไป ยัง เรือน ของ ข้า ที่ ได้ ออก มา นั้น’ {11:25} และ เมื่อ มา ถึง ก็ เห็น เรือน นั้น กวาด และ ตกแต่ง ไว้ แล้ว {11:26} มัน จึง ไป รับ เอา ผี อื่น อีก เจ็ด ผี ร้าย กว่า มัน เอง แล้ว ก็ เข้า ไป อาศัย อยู่ ที่ นั่น และ ใน ที่สุด คน นั้น ก็ เลว ร้าย กว่า ตอน แรก” {11:27} ต่อ มา เมื่อ พระองค์ ยัง ตรัส คำ เหล่า นั้น มี ผู้หญิง คน หนึ่ง ใน หมู่ ประชาชน ร้อง ทูล พระองค์ ว่า “ ครรภ์ ซึ่ง ปฏิสนธิ พระองค์ และ หัวนม ที่ พระองค์ เสวย นั้น ก็ เป็น สุข” {11:28} แต่ พระองค์ ตรัส ว่า “ มิ ใช่ เช่น นั้น แต่ คน ทั้งหลาย ที่ ได้ยิน พระ วจนะ ของ พระเจ้า และ ได้ ถือ รักษา พระ วจนะ นั้น ไว้ ก็ เป็น สุข” {i11:29} หมาย สำคัญ ของ โย นาห์ (มธ 12:39-42) {11:29} เมื่อ คน ทั้งปวง ประชุม แน่น ขึ้น พระองค์ ตั้งต้น ตรัส ว่า “ คน ยุค นี้ เป็น คน ชั่ว มี แต่ แสวง หา หมาย สำคัญ และ จะ ไม่ โปรด ให้ หมาย สำคัญ แก่ เขา เว้น ไว้ แต่ หมาย สำคัญ ของ โย นาห์ ศาสดา พยากรณ์ เท่านั้น {11:30} ด้วย ว่า โย นาห์ ได้ เป็น หมาย สำคัญ แก่ ชาว นีนะเวห์ฉันใด บุตร มนุษย์ จะ เป็น หมาย สำคัญ แก่ คน ยุค นี้ ฉัน นั้น {11:31} นาง กษัตริย์ ฝ่าย ทิศ ใต้ จะ ลุก ขึ้น ใน วัน พิพากษา พร้อม กับ คน ยุค นี้ และ จะ กล่าวโทษ คน ใน ยุค นี้ ด้วย ว่า พระนาง นั้น ได้ มา จาก ที่สุด ปลาย แผ่นดิน โลก เพื่อ จะ ฟัง สติปัญญา ของ ซา โลม อน และ ดู เถิด ซึ่ง ใหญ่ กว่า ซา โลม อน ก็ มี อยู่ ที่ นี่ {11:32} ชน ชาว นีนะเวห์ จะ ลุก ขึ้น ใน วัน พิพากษา พร้อม กับ คน ยุค นี้ และ จะ กล่าวโทษ คน ใน ยุค นี้ ด้วย ว่า ชาว นีนะเวห์ ได้ กลับ ใจ ใหม่ เพราะ คำ ประกาศ ของ โย นาห์ และ ดู เถิด ซึ่ง ใหญ่ กว่า โย นาห์ มี อยู่ ที่ นี่ {i11:33} จง ให้ แสง สว่าง ของ ตน ส่อง ออก ไป (มธ 5:15-16; มก 4:21-22) {11:33} ไม่ มี ผู้ ใด เมื่อ จุด เทียน แล้ว จะ ตั้ง ไว้ ใน ที่ กำบัง หรือ เอา ถัง ครอบ ไว้ แต่ ตั้ง ไว้ บน เชิง เทียน เพื่อ คน ทั้งหลาย ที่ เข้า มา จะ เห็น แสง สว่าง ได้ {11:34} ตา เป็น ประทีป ของ ร่างกาย เหตุ ฉะนั้น เมื่อ ตา ของ ท่าน ดี ทั้ง ตัว ก็ เต็ม ไป ด้วย ความ สว่าง แต่ เมื่อ ตา ของ ท่าน ชั่ว ทั้ง ตัว ของ ท่าน ก็ เต็ม ไป ด้วย ความ มืด {11:35} เหตุ ฉะนั้น จง ระวัง ให้ ดี ไม่ ให้ ความ สว่าง ซึ่ง อยู่ ใน ท่าน เป็น ความ มืด นั่นเอง {11:36} เหตุ ฉะนั้น ถ้า กาย ทั้งสิ้น ของ ท่าน เต็ม ด้วย ความ สว่าง ไม่ มี ที่ มืด เลย ก็ จะ สว่าง ตลอด เหมือน อย่าง แสง สว่าง ของ เทียน ที่ ส่อง มา ให้ ท่าน” {11:37} เมื่อ พระองค์ ยัง ตรัส อยู่ คน หนึ่ง ใน พวก ฟา ริ สี อ้อนวอน พระองค์ ให้ เสวย กับ เขา พระองค์ จึง เสด็จ เข้า ไป ทรง เอน พระ กาย ลง {11:38} ฝ่าย คน ฟา ริ สี เมื่อ เห็น พระองค์ มิ ได้ ทรง ล้าง ก่อน เสวย ก็ ประหลาด ใจ {i11:39} รูปแบบ แห่ง ความ ชอบธรรม ที่ ปรากฏ เท่านั้น ก็ ยัง ไม่ เพียงพอ (มธ 23:13-35) {11:39} องค์ พระผู้เป็นเจ้า ตรัส กับ เขา ว่า “ เจ้า พวก ฟา ริ สี ย่อม ชำระ ถ้วย ชาม ภายนอก แต่ ภายใน ของ เจ้า เต็ม ไป ด้วย ความ โลภ และ ความ ชั่ว ร้าย {11:40} คน โฉด เขลา ผู้ ที่ ได้ สร้าง ภายนอก ก็ ได้ สร้าง ภายใน ด้วย มิ ใช่ หรือ {11:41} แต่ จง ให้ ทาน ตาม ซึ่ง เจ้า มี อยู่ ภายใน และ ดู เถิด สิ่ง สารพัด ก็ บริสุทธิ์ แก่ เจ้า ทั้งหลาย {11:42} แต่ วิบัติ แก่ เจ้า พวก ฟา ริ สี ด้วย ว่า พวก เจ้า ถวาย สิบ ชัก หนึ่ง ของ สะระแหน่ และ ขมิ้น และ ผัก ทุก อย่าง และ ได้ ละเว้น การ พิพากษา และ ความ รัก ของ พระเจ้า เสีย สิ่ง เหล่า นั้น พวก เจ้า ควร ได้ กระทำ อยู่ แล้ว แต่ สิ่ง อื่น นั้น ก็ ไม่ ควร ละเว้น ด้วย {11:43} วิบัติ แก่ เจ้า พวก ฟา ริ สี ด้วย ว่า พวก เจ้า ชอบ ที่นั่ง อัน มี เกียรติ ใน ธรรม ศาลา และ ชอบ ให้ เขา คำนับ ที่ กลาง ตลาด {11:44} วิบัติ แก่ เจ้า พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สี คน หน้า ซื่อ ใจ คด ด้วย ว่า เจ้า ทั้งหลาย เป็น เหมือน ที่ ฝัง ศพ ซึ่ง มิ ได้ ปรากฏ และ คน ที่ เดิน เหยียบ ที่ นั่น ก็ ไม่ รู้ ว่า มี อะไร” {i11:45} ทรง ตำหนิ นัก กฎหมาย การ พิพากษา แก่ คน ยุค นี้ {11:45} นัก กฎหมาย คน หนึ่ง ทูล พระองค์ ว่า “ อาจารย์ เจ้าข้า ซึ่ง ท่าน ว่า อย่าง นั้น ท่าน ก็ ติเตียน พวก เรา ด้วย” {11:46} พระองค์ ตรัส ว่า “ วิบัติ แก่ เจ้า พวก นัก กฎหมาย ด้วย เพราะ พวก เจ้า เอา ของ หนัก ที่ แบก ยาก นัก วาง บน มนุษย์ แต่ ส่วน พวก เจ้า เอง ก็ ไม่ จับ ต้อง ของ หนัก นั้น เลย แม้ แต่ นิ้ว เดียว {11:47} วิบัติ แก่ เจ้า ทั้งหลาย เพราะ เจ้า ก่อ อุโมงค์ ฝัง ศพ ของ พวก ศาสดา พยากรณ์ และ บรรพบุรุษ ของ เจ้า เอง ก็ ได้ ฆ่า ศาสดา พยากรณ์ นั้น {11:48} ดังนั้น พวก เจ้า จึง เป็น พยาน ว่า เจ้า เห็น ชอบ ใน การ ของ บรรพบุรุษ ของ เจ้า ด้วย ว่า เขา ได้ ฆ่า พวก ศาสดา พยากรณ์ นั้น แล้ว พวก เจ้า ก็ ก่อ อุโมงค์ ฝัง ศพ ให้ {11:49} เหตุ ฉะนั้น พระ ปัญญา ของ พระเจ้า ก็ ตรัส ด้วย ว่า ‘ เรา จะ ใช้ พวก ศาสดา พยากรณ์ และ อัครสาวก ไป หา เขา และ เขา จะ ฆ่า เสีย บ้าง และ ข่มเหง บ้าง’ {11:50} เพื่อ คน ยุค นี้ แหละ จะ ต้อง รับผิดชอบ ใน เรื่อง โลหิต ของ บรรดา ศาสดา พยากรณ์ ซึ่ง ต้อง ไหล ออก ตั้งแต่ แรก สร้าง โลก {11:51} คือ ตั้งแต่ โลหิต ของ อา แบ ล จน ถึง โลหิต ของ เศคาริยาห์ ที่ ถูก ฆ่า ตาย ระหว่าง แท่น บูชา กับ พระ วิหาร เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า คน ยุค นี้ จะ ต้อง รับผิดชอบ ใน โลหิต นั้น {11:52} วิบัติ แก่ เจ้า พวก นัก กฎหมาย ด้วย ว่า เจ้า ได้ เอา ลูกกุญแจ แห่ง ความ รู้ ไป เสีย คือ พวก เจ้า เอง ก็ ไม่ เข้า ไป และ คน ที่ กำลัง เข้า ไป นั้น เจ้า ก็ ได้ ขัด ขวาง ไว้” {11:53} เมื่อ พระองค์ ยัง ตรัส คำ เหล่า นั้น แก่ เขา พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สี ก็ ตั้งต้น ยั่วเย้า พระองค์ อย่าง รุนแรง หมาย ให้ ตรัส ต่อ ไป หลาย ประการ {11:54} คอย หวัง จับ ผิด ใน พระ ดำรัส ของ พระองค์ เพื่อ เขา จะ ฟ้อง พระองค์ ได้ {i12:1} เชื้อ ของ พวก ฟา ริ สี {12:1} ใน ระหว่าง นั้น คน เป็น อัน มาก นับ ไม่ ถ้วน ชุมนุม เบียดเสียด กัน อยู่ พระองค์ ทรง ตั้งต้น ตรัส กับ เหล่า สาวก ของ พระองค์ ก่อน ว่า “ ท่าน ทั้งหลาย จง ระวัง เชื้อ ของ พวก ฟา ริ สี ซึ่ง เป็น ความ หน้า ซื่อ ใจ คด {12:2} เพราะ ว่า ไม่ มี สิ่ง ใด ปิดบัง ไว้ ที่ จะ ไม่ ต้อง เปิดเผย หรือ การ ลับ ที่ จะ ไม่ เผย ให้ ประจักษ์ {12:3} เหตุ ฉะนั้น สิ่ง สารพัด ซึ่ง พวก ท่าน ได้ กล่าว ใน ที่ มืด จะ ได้ยิน ใน ที่ สว่าง และ ซึ่ง ได้ กระซิบ ใน หู ที่ ห้อง ส่วนตัว จะ ต้อง ประกาศ บน ดาดฟ้า หลังคา บ้าน {12:4} มิตรสหาย ของ เรา เอ๋ย เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า อย่า กลัว ผู้ ที่ ฆ่า ได้ แต่ กาย และ ภายหลัง ไม่ มี อะไร ที่ จะ ทำ ได้ อีก {12:5} แต่ เรา จะ เตือน ให้ ท่าน รู้ ว่า ควร จะ กลัว ผู้ ใด จง กลัว พระองค์ ผู้ ทรง ฆ่า แล้ว ก็ ยัง มี ฤทธิ์ อำนาจ ที่ จะ ทิ้ง ลง ใน นรก ได้ แท้ จริง เรา บอก ท่าน ว่า จง กลัว พระองค์ นั้น แหละ {12:6} นก กระจอก ห้า ตัว เขา ขาย สอง บาท มิ ใช่ หรือ และ นก นั้น แม้ สัก ตัว เดียว พระเจ้า มิ ได้ ทรง ลืม เลย {12:7} ถึง ผม ของ ท่าน ทั้งหลาย ก็ ทรง นับ ไว้ แล้ว ทุก เส้น เหตุ ฉะนั้น อย่า กลัว เลย ท่าน ทั้งหลาย ก็ ประเสริฐ กว่า นก กระจอก หลาย ตัว {12:8} และ เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ด้วย ว่า ผู้ ใด ที่ จะ รับ เรา ต่อ หน้า มนุษย์ บุตร มนุษย์ ก็ จะ รับ ผู้ นั้น ต่อ หน้า เหล่า ทูต สวรรค์ ของ พระเจ้า ด้วย {12:9} แต่ ผู้ ที่ ปฏิเสธ เรา ต่อ หน้า มนุษย์ เรา จะ ปฏิเสธ ผู้ นั้น ต่อ หน้า เหล่า ทูต สวรรค์ ของ พระเจ้า {12:10} ผู้ ใด จะ กล่าว ร้าย ต่อ บุตร มนุษย์ จะ ทรง โปรด ยก โทษ ให้ ผู้ นั้น ได้ แต่ ถ้า ผู้ ใด จะ กล่าว หมิ่น ประมาท ต่อ พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ จะ ทรง โปรด ยก โทษ ให้ ผู้ นั้น ไม่ ได้ {12:11} เมื่อ เขา พา พวก ท่าน เข้า ใน ธรรม ศาลา หรือ ต่อ หน้า เจ้า เมือง และ ผู้ ที่ มี อำนาจ อย่า กระวน กระวาย ว่า จะ ตอบ อย่างไร หรือ อะไร หรือ จะ กล่าว อะไร {12:12} เพราะ ว่า พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ จะ ทรง โปรด สอน ท่าน ใน เวลา โมง นั้น เอง ว่า ท่าน ควร จะ พูด อะไร บ้าง” {12:13} และ มี ผู้ หนึ่ง ใน หมู่ คน ทูล พระองค์ ว่า “ อาจารย์ เจ้าข้า ขอ สั่ง พี่ ชาย ของ ข้าพเจ้า ให้ แบ่ง มรดก ให้ กับ ข้าพเจ้า” {12:14} แต่ พระองค์ ตรัส ตอบ เขา ว่า “ บุรุษ เอ๋ย ใคร ได้ ตั้ง เรา ให้ เป็น ตุลาการ หรือ เป็น ผู้ แบ่ง มรดก ให้ ท่าน” {12:15} แล้ว พระองค์ จึง ตรัส แก่ เขา ทั้งหลาย ว่า “ จง ระวัง และ เว้น เสีย จาก ความ โลภ เพราะ ว่า ชีวิต ของ บุคคล ใดๆ มิ ได้ อยู่ ใน ของ บริบูรณ์ ซึ่ง เขา มี อยู่ นั้น” {i12:16} คำ อุปมา เกี่ยว กับ เศรษฐี โง่ {12:16} และ พระองค์ จึง ตรัส คำ อุปมา เรื่อง หนึ่ง ให้ เขา ฟัง ว่า “ ไร่ นา ของ เศรษฐี คน หนึ่ง เกิด ผล บริบูรณ์ มาก {12:17} เศรษฐี คน นั้น จึง คิด ใน ใจ ว่า ‘ เรา จะ ทำ อย่างไร ดี เพราะ ว่า เรา ไม่ มี ที่ ที่ จะ เก็บ ผล ของ เรา’ {12:18} เขา จึง คิด ว่า ‘ เรา จะ ทำ อย่าง นี้ คือ จะ รื้อ ยุ้ง ฉาง ของ เรา เสีย และ จะ สร้าง ใหม่ ให้ โต ขึ้น แล้ว เรา จะ รวบรวม ข้าว และ สมบัติ ทั้งหมด ของ เรา ไว้ ที่ นั่น {12:19} แล้ว เรา จะ ว่า แก่ จิตใจ ของ เรา ว่า “ จิตใจ เอ๋ย เจ้า มี ทรัพย์ สมบัติ มาก เก็บ ไว้ พอ หลาย ปี จง อยู่ สบาย กิน ดื่ม และ รื่นเริง เถิด”’ {12:20} แต่ พระเจ้า ตรัส แก่ เขา ว่า ‘ เจ้า คน โง่ ใน คืน วัน นี้ ชีวิต ของ เจ้า จะ ต้อง เรียก เอา ไป จาก เจ้า แล้ว ของ ซึ่ง เจ้า ได้ รวบรวม ไว้ นั้น จะ เป็น ของ ใคร เล่า’ {12:21} คน ที่ ส่ำ สม ทรัพย์ สมบัติ ไว้ สำหรับ ตัว และ มิ ได้ มั่งมี จำเพาะ พระเจ้า ก็ เป็น เช่น นั้น แหละ” {12:22} และ พระองค์ ตรัส กับ เหล่า สาวก ของ พระองค์ ว่า “ เหตุ ฉะนั้น เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า อย่า กระวน กระวาย ถึง ชีวิต ของ ตน ว่า จะ เอา อะไร กิน และ อย่า กระวน กระวาย ถึง ร่างกาย ของ ตน ว่า จะ เอา อะไร นุ่งห่ม {12:23} เพราะ ว่า ชีวิต สำคัญ ยิ่ง กว่า อาหาร และ ร่างกาย สำคัญ ยิ่ง กว่า เครื่อง นุ่งห่ม {12:24} จง พิจารณา ดู อี กา มัน มิ ได้ หว่าน มิ ได้ เกี่ยว และ มิ ได้ มี ยุ้ง หรือ ฉาง แต่ พระเจ้า ยัง ทรง เลี้ยง มัน ไว้ ท่าน ทั้งหลาย ก็ ประเสริฐ กว่า นก มาก ที เดียว {12:25} มี ใคร ใน พวก ท่าน โดย ความ กระวน กระวาย อาจ ต่อ ความ สูง ให้ ยาว ออก ไป อีก ศอก หนึ่ง ได้ หรือ {12:26} เหตุ ฉะนั้น ถ้า สิ่ง เล็กน้อย ที่สุด ยัง ทำ ไม่ ได้ ท่าน ยัง จะ กระวน กระวาย ถึง สิ่ง อื่น ทำไม อีก เล่า {12:27} จง พิจารณา ดอกไม้ ว่า มัน งอก เจริญ ขึ้น อย่างไร มัน ไม่ ทำงาน มัน ไม่ ปั่น ด้าย แต่ เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า ซา โลม อน เมื่อ บริบูรณ์ ด้วย สง่าราศี ก็ มิ ได้ ทรงเครื่อง งาม เท่า ดอกไม้ นี้ ดอก หนึ่ง {12:28} แม้ ว่า พระเจ้า ทรง ตกแต่ง หญ้า ที่ ทุ่ง นา อย่าง นั้น ซึ่ง เป็นอยู่ วัน นี้ และ รุ่งขึ้น ต้อง ทิ้ง ใน เตาไฟ โอ ผู้ ที่ มี ความ เชื่อ น้อย พระองค์ จะ ทรง ตกแต่ง ท่าน มาก ยิ่ง กว่า นั้น สัก เท่าใด {12:29} ท่าน ทั้งหลาย อย่า เสาะ หา ว่า จะ กิน อะไร ดี หรือ จะ ดื่ม อะไร และ อย่า มี ใจ สงสัย เลย {12:30} เพราะ ว่า คน ทุก ประเทศ ทั่ว โลก เสาะ หา สิ่งของ ทั้งปวง นี้ แต่ว่า พระ บิดา ของ ท่าน ทั้งหลาย ทรง ทราบ แล้ว ว่า ท่าน ต้องการ สิ่ง เหล่า นี้ {12:31} แต่ ท่าน ทั้งหลาย จง แสวง หา อาณาจักร ของ พระเจ้า แล้ว จะ ทรง เพิ่มเติม สิ่ง ทั้งปวง เหล่า นี้ ให้ แก่ ท่าน {12:32} ฝูง แกะ เล็กน้อย เอ๋ย อย่า กลัว เลย เพราะ ว่า พระ บิดา ของ ท่าน ชอบ พระทัย ที่ จะ ประทาน อาณาจักร นั้น ให้ แก่ ท่าน {12:33} จง ขาย ของ ที่ ท่าน มี อยู่ และ ทำ ทาน จง กระทำ ถุง ใส่ เงิน สำหรับ ตน ซึ่ง ไม่ รู้ เก่า คือ ให้ มี ทรัพย์ สมบัติ ไว้ ใน สวรรค์ ซึ่ง ไม่ เสื่อมสูญ ไป ที่ ขโมย มิ ได้ เข้า มา ใกล้ และ ที่ ตัว มอด มิ ได้ ทำลาย เสีย {12:34} เพราะ ว่า ทรัพย์ สมบัติ ของ ท่าน อยู่ ที่ไหน ใจ ของ ท่าน ก็ อยู่ ที่ นั่น ด้วย {i12:35} เรา ควร จะ คอย ท่า การ เสด็จ กลับ มา ของ พระ เยซู {12:35} ท่าน ทั้งหลาย จง คาด เอว ของ ท่าน ไว้ และ ให้ ตะเกียง ของ ท่าน จุด อยู่ {12:36} พวก ท่าน เอง จง เหมือน คน ที่ คอย รับ นาย ของ ตน เมื่อ นาย จะ กลับ มา จาก งาน สมรส เพื่อ เมื่อ นาย มา เคาะ ประตู แล้ว เขา จะ เปิด ให้ นาย ทันที ได้ {12:37} ผู้ รับใช้ ซึ่ง นาย มา พบ กำลัง คอย เฝ้า อยู่ ก็ เป็น สุข เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า นาย นั้น จะ คาด เอว ไว้ และ ให้ ผู้ รับใช้ เหล่า นั้น เอน กาย ลง และ นาย นั้น จะ มา ปรนนิบัติ เขา {12:38} ถ้า นาย มา เวลา สอง ยาม หรือ สาม ยาม และ พบ ผู้ รับใช้ อยู่ อย่าง นั้น ผู้ รับใช้ เหล่า นั้น ก็ จะ เป็น สุข {12:39} ให้ เข้าใจ อย่าง นี้ เถอะ ว่า ถ้า เจ้าของ บ้าน ล่วงรู้ ได้ ว่า ขโมย จะ มา เวลา ไหน เขา จะ ตื่น อยู่ และ ระวัง ไม่ ให้ ทะลวง เรือน ของ เขา ได้ {12:40} เหตุ ฉะนั้น ท่าน ทั้งหลาย จง เตรียม ตัว ไว้ ให้ พร้อม ด้วย เพราะ บุตร มนุษย์ เสด็จ มา ใน โมง ที่ ท่าน ไม่ คิด ไม่ ฝัน” {12:41} ฝ่าย เปโตร ทูล พระองค์ ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า พระองค์ ได้ ตรัส คำ อุปมา นั้น แก่ พวก ข้า พระองค์ หรือ หรือ ตรัส แก่ คน ทั้งปวง” {i12:42} คำ อุปมา เกี่ยว กับ คน ต้น เรือน สัตย์ ซื่อ {12:42} องค์ พระผู้เป็นเจ้า ตรัส ว่า “ ใคร เป็น คน ต้น เรือน สัตย์ ซื่อ และ ฉลาด ที่ นาย ได้ ตั้ง ไว้ เหนือ พวก คนใช้ สำหรับ แจก อาหาร ตาม เวลา {12:43} เมื่อ นาย มา พบ เขา กระทำ อยู่ อย่าง นั้น ผู้ รับใช้ ผู้ นั้น ก็ จะ เป็น สุข {12:44} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า นาย จะ ตั้ง เขา ไว้ ให้ ดูแล บรรดา ข้าวของ ทั้งสิ้น ของ ท่าน {12:45} แต่ ถ้า ผู้ รับใช้ นั้น จะ คิด ใน ใจ ว่า ‘ นาย ของ ข้า คง จะ มา ช้า’ แล้ว จะ ตั้งต้น โบย ตี ผู้ รับใช้ ชาย หญิง และ กิน ดื่ม เมา ไป {12:46} นาย ของ ผู้ รับใช้ ผู้ นั้น จะ มา ใน วัน ที่ เขา ไม่ คิด ใน โมง ที่ เขา ไม่ รู้ และ จะ ทำโทษ เขา ถึง สาหัส ทั้ง จะ ขับ ไล่ เขา ให้ ไป อยู่ กับ คน ที่ ไม่ เชื่อ {12:47} ผู้ รับใช้ นั้น ที่ ได้ รู้ น้ำใจ ของ นาย และ มิ ได้ เตรียม ตัว ไว้ มิ ได้ กระทำ ตาม น้ำใจ นาย จะ ต้อง ถูก เฆี่ยน มาก {12:48} แต่ ผู้ ที่ มิ ได้ รู้ แล้ว ได้ กระทำ สิ่ง ซึ่ง สม จะ ถูก เฆี่ยน ก็ จะ ถูก เฆี่ยน น้อย ผู้ ใด ได้ รับ มาก จะ ต้อง เรียก เอา จาก ผู้ นั้น มาก และ ผู้ ใด ได้ รับ ฝาก ไว้ มาก ก็ จะ ต้อง ทวง เอา จาก ผู้ นั้น มาก {i12:49} พระ คริสต์ เสด็จ มา เพื่อ ให้ เกิด การ แตกแยก กัน {12:49} เรา มา เพื่อ จะ ทิ้ง ไฟ ลง บน แผ่นดิน โลก และ เรา จะ ปรารถนา อะไร เล่า ถ้า หาก ไฟ นั้น ได้ ติด ขึ้น แล้ว {12:50} เรา จะ ต้อง รับ บัพ ติ ศ มา อย่าง หนึ่ง เรา เป็น ทุกข์ มาก จน กว่า จะ สำเร็จ {12:51} ท่าน ทั้งหลาย คิด ว่า เรา มา เพื่อ จะ ให้ เกิด สันติภาพ ใน โลก หรือ เรา บอก ท่าน ว่า มิ ใช่ แต่ จะ ให้ แตกแยก กัน ต่างหาก {12:52} ด้วย ว่า ตั้งแต่ นี้ ไป ห้า คน ใน เรือน หนึ่ง ก็ จะ แตกแยก กัน คือ สาม ต่อ สอง และ สอง ต่อ สาม {12:53} พ่อ จะ แตกแยก จาก ลูกชาย และ ลูกชาย จะ แตกแยก จาก พ่อ แม่ จาก ลูกสาว และ ลูกสาว จาก แม่ แม่ สามี จาก ลูกสะใภ้ และ ลูกสะใภ้ จาก แม่ สามี” {12:54} และ พระองค์ ตรัส กับ ประชาชน อีก ว่า “ เมื่อ ท่าน ทั้งหลาย เห็น เมฆ เกิด ขึ้น ใน ทิศ ตะวัน ตก ท่าน ก็ กล่าว ทันที ว่า ‘ ฝน จะ ตก’ และ ก็ เป็น อย่าง นั้น จริง {12:55} เมื่อ ท่าน เห็น ลม พัด มา แต่ ทิศ ใต้ ท่าน ก็ ว่า ‘ จะ ร้อน จัด’ และ ก็ เป็น จริง {12:56} เจ้า คน หน้า ซื่อ ใจ คด เจ้า ทั้งหลาย รู้จัก วิจัย ความ เป็น ไป ของ แผ่นดิน และ ท้อง ฟ้า แต่ เหตุ ไฉน พวก เจ้า วิจัย ความ เป็น ไป ของ ยุค นี้ ไม่ ได้ {12:57} เหตุ ไฉน เจ้า ทั้งหลาย ไม่ ตัดสิน เอา เอง ว่า สิ่ง ไร เป็น สิ่ง ที่ ถูก {12:58} เพราะ เมื่อ เจ้า กับ โจทก์ พา กัน ไป หา ผู้พิพากษา จง อุตส่าห์ หา ช่อง ที่ จะ ปรองดอง กับ เขา เมื่อ ยัง อยู่ กลาง ทาง เกลือก ว่า เขา จะ ฉุด ลาก เจ้า เข้า ไป ถึง ผู้พิพากษา และ ผู้พิพากษา จะ มอบ เจ้า ไว้ กับ ผู้คุม และ ผู้คุม จะ ขัง เจ้า ไว้ ใน เรือนจำ {12:59} เรา บอก เจ้า ว่า เจ้า จะ ออก จาก ที่ นั่น ไม่ ได้ จน กว่า จะ ได้ ใช้ หนี้ ครบ ทุก สตางค์” {i13:1} กลับ ใจ หรือ พินาศ {13:1} ขณะ นั้น มี บาง คน อยู่ ที่ นั่น เล่า เรื่อง ชาว กา ลิ ลี ซึ่ง ปี ลา ต เอา โลหิต ของ เขา ระคน กับ เครื่องบูชา ของ เขา ให้ พระองค์ ฟัง {13:2} พระ เยซู จึง ตรัส ตอบ เขา ว่า “ ท่าน ทั้งหลาย คิด ว่า ชาว กา ลิ ลี เหล่า นั้น เป็น คน บาป ยิ่ง กว่า ชาว กา ลิ ลี อื่นๆ ทั้งปวง เพราะ ว่า เขา ได้ ทุกข์ ทรมาน อย่าง นั้น หรือ {13:3} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า มิ ใช่ แต่ ถ้า ท่าน ทั้งหลาย มิ ได้ กลับ ใจ เสีย ใหม่ ก็ จะ ต้อง พินาศ เหมือน กัน {13:4} หรือ สิบ แปด คน นั้น ซึ่ง หอ รบ ที่ สิ โลอัม ได้ พัง ทับ เขา ตาย เสีย นั้น ท่าน ทั้งหลาย คิด ว่า เขา เป็น คน บาป ยิ่ง กว่า คน ทั้งปวง ที่ อาศัย อยู่ ใน กรุง เยรูซาเล็ม หรือ {13:5} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า มิ ใช่ แต่ ถ้า ท่าน ทั้งหลาย มิ ได้ กลับ ใจ เสีย ใหม่ จะ ต้อง พินาศ เหมือน กัน” {i13:6} คำ อุปมา เกี่ยว กับ ต้น มะเดื่อ ที่ ไร้ ผล (อสย 5:1-7; มธ 21:18-20) {13:6} พระองค์ ตรัส คำ อุปมา ต่อ ไป นี้ ว่า “ คน หนึ่ง มี ต้น มะเดื่อ ต้น หนึ่ง ปลูก ไว้ ใน สวน องุ่น ของ ตน และ เขา มา หา ผล ที่ ต้น นั้น แต่ ไม่ พบ {13:7} เขา จึง ว่า แก่ คน ที่ รักษา สวน องุ่น ว่า ‘ ดู เถิด เรา มา หา ผล ที่ ต้น มะเดื่อ นี้ ได้ สาม ปี แล้ว แต่ ไม่ พบ จง โค่น มัน เสีย จะ ให้ ดิน รก ไป เปล่าๆ ทำไม’ {13:8} แต่ ผู้ รักษา สวน องุ่น ตอบ เขา ว่า ‘ นาย เจ้าข้า ขอ เอา ไว้ ปี นี้ อีก ให้ ข้าพเจ้า พรวน ดิน เอา ปุ๋ย ใส่ {13:9} แล้ว ถ้า มัน เกิด ผล ก็ ดี อยู่ ถ้า ไม่ เกิด ผล ภายหลัง ท่าน จง โค่น มัน เสีย’” {i13:10} ทรง รักษา หญิง คน หนึ่ง ใน วัน สะ บา โต {13:10} พระองค์ ทรง สั่งสอน อยู่ ที่ ธรรม ศาลา แห่ง หนึ่ง ใน วัน สะ บา โต {13:11} และ ดู เถิด มี หญิง คน หนึ่ง ซึ่ง มี ผี เข้า สิง ทำให้ พิการ มา สิบ แปด ปี แล้ว หลัง โกง ยืด ตัว ขึ้น ไม่ ได้ เลย {13:12} เมื่อ พระ เยซู ทอด พระ เนตร เห็น เขา จึง เรียก และ ตรัส กับ เขา ว่า “ หญิง เอ๋ย ตัว เจ้า หาย พ้น จาก โรค ของ เจ้า แล้ว” {13:13} พระองค์ ทรง วาง พระ หัตถ์ บน เขา และ ใน ทันใด นั้น เขา ก็ ยืด ตัว ตรง ได้ และ สรรเสริญ พระเจ้า {13:14} แต่ นาย ธรรม ศาลา ก็ เคือง ใจ เพราะ พระ เยซู ได้ ทรง รักษา โรค ใน วัน สะ บา โต จึง ว่า แก่ ประชาชน ว่า “ มี หก วัน ที่ ควร จะ ทำงาน เหตุ ฉะนั้น ใน หก วัน นั้น จง มา ให้ รักษา โรค เถิด แต่ ใน วัน สะ บา โต นั้น อย่า เลย” {13:15} แต่ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ตรัส ตอบ เขา ว่า “ คน หน้า ซื่อ ใจ คด เจ้า ทั้งหลาย ทุก คน ได้ แก้ วัว แก้ ลา จาก คอก มัน พา ไป ให้ กิน น้ำ ใน วัน สะ บา โต มิ ใช่ หรือ {13:16} ดู เถิด ฝ่าย หญิง ผู้ นี้ เป็น บุตรี ของ อับราฮัม ซึ่ง ซาตาน ได้ ผูกมัด ไว้ สิบ แปด ปี แล้ว ไม่ ควร หรือ ที่ จะ ให้ เขา หลุดพ้น จาก เครื่อง จอง จำ อัน นี้ ใน วัน สะ บา โต” {13:17} เมื่อ พระองค์ ตรัส คำ เหล่า นั้น แล้ว บรรดา คน ที่ เป็น ปฏิปักษ์ กับ พระองค์ ต้อง ขายหน้า และ ประชาชน ทั้งหลาย ก็ เปรมปรีดิ์ เพราะ สรรพคุณ ความ ดี ที่ พระองค์ ได้ ทรง กระทำ {i13:18} คำ อุปมา เกี่ยว กับ เมล็ด มัสตาร์ด (มธ 13:31-32; มก 4:30-32) {13:18} พระองค์ จึง ตรัส ว่า “ อาณาจักร ของ พระเจ้า เหมือน สิ่ง ใด และ เรา จะ เปรียบ อาณาจักร นั้น กับ อะไร ดี {13:19} ก็ เปรียบ เหมือน เมล็ด พันธุ์ ผัก กาด เมล็ด หนึ่ง ที่ คน หนึ่ง ได้ เอา ไป ปลูก ใน สวน ของ ตน มัน งอก ขึ้น เป็นต้น ใหญ่ และ นก ใน อากาศ มา อาศัย อยู่ ตาม กิ่ง ก้าน ของ ต้น นั้น” {i13:20} คำ อุปมา เกี่ยว กับ เชื้อ (มธ 13:33) {13:20} พระองค์ ตรัส อีก ว่า “ เรา จะ เปรียบ อาณาจักร ของ พระเจ้า กับ สิ่ง ใด {13:21} ก็ เปรียบ เหมือน เชื้อ ซึ่ง ผู้หญิง คน หนึ่ง เอา เจือ ลง ใน แป้ง สาม ถัง จน แป้ง นั้น ฟู ขึ้น ทั้งหมด” {13:22} พระองค์ เสด็จ ไป ตาม บ้าน ตาม เมือง สั่งสอน เขา และ ทรง ดำเนิน ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม {13:23} มี คน หนึ่ง ทูล ถาม พระองค์ ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า คน ที่ รอด นั้น น้อย หรือ” พระองค์ ตรัส แก่ เขา ทั้งหลาย ว่า {13:24} “ จง เพียร เข้า ไป ทาง ประตู คับแคบ เพราะ เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า คน เป็น อัน มาก จะ พยายาม เข้า ไป แต่ จะ เข้า ไม่ ได้ {13:25} เมื่อ เจ้าบ้าน ลุก ขึ้น ปิด ประตู แล้ว และ ท่าน ทั้งหลาย เริ่ม ยืน อยู่ ภายนอก เคาะ ที่ ประตู ว่า ‘ นาย เจ้าข้าๆ ขอ เปิด ให้ ข้าพเจ้า เถิด’ และ เจ้าบ้าน นั้น จะ ตอบ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ‘ เรา ไม่ รู้จัก เจ้า ว่า เจ้า มา จาก ไหน’ {13:26} ขณะ นั้น ท่าน ทั้งหลาย เริ่ม จะ ว่า ‘ ข้าพเจ้า ได้ กิน ได้ ดื่ม กับ ท่าน และ ท่าน ได้ สั่งสอน ที่ ถนน ของ พวก ข้าพเจ้า’ {13:27} เจ้าบ้าน นั้น จะ ว่า ‘ เรา บอก เจ้า ทั้งหลาย ว่า เรา ไม่ รู้จัก เจ้า ว่า เจ้า มา จาก ไหน เจ้า ผู้ กระทำ ความ ชั่วช้า จง ไป เสีย ให้ พ้น หน้า เรา’ {13:28} เมื่อ ท่าน ทั้งหลาย จะ เห็น อับราฮัม อิส อัค ยา โค บ และ บรรดา ศาสดา พยากรณ์ ใน อาณาจักร ของ พระเจ้า แต่ ตัว ท่าน เอง ถูก ขับ ไล่ ไส ส่ง ออก ไป ภายนอก ที่ นั่น จะ มี การ ร้องไห้ ขบ เขี้ยว เคี้ยว ฟัน {13:29} จะ มี คน มา จาก ทิศ ตะวัน ออก ทิศ ตะวัน ตก ทิศ เหนือ ทิศ ใต้ จะ มา เอน กาย ลง ใน อาณาจักร ของ พระเจ้า {13:30} และ ดู เถิด จะ มี ผู้ ที่ เป็น คน สุดท้าย กลับ เป็น คน ต้น และ ผู้ ที่ เป็น คน ต้น กลับ เป็น คน สุดท้าย” {13:31} ใน วัน นั้น เอง มี พวก ฟา ริ สี บาง คน มา ทูล พระองค์ ว่า “ ท่าน จง ไป จาก ที่ นี่ เถิด เพราะ ว่า เฮ โร ด ใคร่ จะ ประหาร ชีวิต ของ ท่าน เสีย” {13:32} พระองค์ จึง ตรัส แก่ เขา ว่า “ จง ไป บอก สุนัข จิ้งจอก นั้น ว่า ‘ ดู เถิด เรา ขับ ผี ออก และ รักษา โรค ใน วัน นี้ และ พรุ่งนี้ แล้ว วัน ที่ สาม เรา จะ ทำ การ ให้ สำเร็จ’ {13:33} แต่ว่า จำเป็น ซึ่ง เรา จะ เดิน ไป วัน นี้ พรุ่งนี้ และ มะรืน นี้ เพราะ ว่า ศาสดา พยากรณ์ จะ ถูก ฆ่า นอก กรุง เยรูซาเล็ม ก็ หา มิ ได้ {i13:34} พระ เยซู ทรง คร่ำครวญ เพราะ กรุง เยรูซาเล็ม ที่ หลง ทาง (มธ 23:37-39; ลก 19:41-44) {13:34} โอ เยรูซาเล็มๆ ที่ ได้ ฆ่า บรรดา ศาสดา พยากรณ์ และ เอา หิน ขว้าง ผู้ ที่ ได้ รับใช้ มา หา เจ้า ให้ ถึง ตาย เรา ใคร่ จะ รวบรวม ลูก ของ เจ้า ไว้ เนืองๆ เหมือน แม่ ไก่ กก ลูก อยู่ ใต้ ปีก ของ มัน แต่ เจ้า ไม่ ยอม เลย หนอ {13:35} ดู เถิด ‘ บ้านเมือง ของ เจ้า จะ ถูก ละทิ้ง ให้ รกร้าง แก่ เจ้า’ และ เรา บอก ความ จริง แก่ เจ้า ทั้งหลาย ว่า เจ้า จะ ไม่ ได้ เห็น เรา อีก จน กว่า เวลา นั้น จะ มา ถึง เมื่อ เจ้า จะ กล่าว ว่า ‘ ขอ ให้ พระองค์ ผู้ เสด็จ มา ใน พระ นาม ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรง พระ เจริญ’” {i14:1} ทรง รักษา ชาย เป็น โรค มาน น้ำ ใน วัน สะ บา โต {14:1} ต่อ มา เมื่อ พระองค์ เสด็จ เข้า ไป ใน บ้าน ของ ขุนนาง คน หนึ่ง ใน พวก ฟา ริ สี ใน วัน สะ บา โต จะ เสวย พระ กระยาหาร เขา ทั้งหลาย คอย มอง ดู พระองค์ {14:2} ดู เถิด มี ชาย คน หนึ่ง เป็น โรค มาน น้ำ อยู่ ต่อ พระ พักตร์ พระองค์ {14:3} พระ เยซู จึง ตรัส ถาม พวก นัก กฎหมาย และ พวก ฟา ริ สี ว่า “ ถ้า จะ รักษา คน ป่วย ใน วัน สะ บา โต จะ ผิด พระ ราช บัญญัติ หรือ ไม่” {14:4} เขา ทั้งหลาย ก็ นิ่ง อยู่ พระองค์ ทรง รับ และ รักษา คน นั้น ให้ หาย แล้ว ก็ ให้ เขา ไป {14:5} พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ทั้งหลาย ว่า “ คน ไหน ใน พวก ท่าน ถ้า จะ มี ลา หรือ วัว ตก บ่อ จะ ไม่ รีบ ฉุด ลาก มัน ออก ใน วัน สะ บา โต หรือ” {14:6} เขา ทั้งหลาย ตอบ ข้อ นี้ ไม่ ได้ {i14:7} คำ อุปมา เกี่ยว กับ แขก รับ เชิญ ผู้ เย่อหยิ่ง {14:7} ฝ่าย พระองค์ เมื่อ ทอด พระ เนตร เห็น คน ทั้งหลาย ที่ รับ เชิญ นั้น ได้ เลือก เอา ที่ อัน มี เกียรติ พระองค์ จึง ตรัส คำ อุปมา แก่ เขา ว่า {14:8} “ เมื่อ ผู้ ใด เชิญ ท่าน ไป ใน การ เลี้ยง สมรส อย่า เอน กาย ลง ใน ที่ อัน มี เกียรติ เกลือก ว่า เขา ได้ เชิญ คน มี เกียรติ มาก กว่า ท่าน อีก {14:9} และ เจ้าภาพ ที่ ได้ เชิญ ท่าน ทั้ง สอง นั้น จะ มา พูด กับ ท่าน ว่า ‘ จง ให้ ที่นั่ง แก่ ท่าน ผู้ นี้ เถิด’ แล้ว เมื่อนั้น ท่าน จะ ต้อง เลื่อน ลง มา ที่ ต่ำ ได้ รับ ความ อดสู {14:10} แต่ เมื่อ ท่าน ได้ รับ เชิญ แล้ว จง ไป เอน กาย ลง ใน ที่ ต่ำ ก่อน เพื่อ ว่า เมื่อ เจ้าภาพ ที่ ได้ เชิญ ท่าน มา พูด กับ ท่าน ว่า ‘ สหาย เอ๋ย เชิญ เลื่อน ไป นั่ง ที่ อัน มี เกียรติ’ แล้ว ท่าน จะ ได้ เกียรติ ต่อ หน้า คน ทั้งหลาย ที่ เอน กาย ลง รับประทาน ด้วย กัน นั้น {14:11} เพราะ ว่า ผู้ ใด ที่ ได้ ยก ตัว ขึ้น จะ ต้อง ถูก เหยียด ลง และ ผู้ ที่ ถ่อม ตัว ลง นั้น จะ ได้ รับ การ ยก ขึ้น” {14:12} ฝ่าย พระองค์ ตรัส กับ คน ที่ เชิญ พระองค์ ว่า “ เมื่อ ท่าน จะ ทำ การ เลี้ยง จะ เป็นกลาง วัน หรือ เวลา เย็น ก็ ตาม อย่า เชิญ เฉพาะ เหล่า มิตรสหาย หรือ พี่น้อง หรือ ญาติ หรือ เพื่อนบ้าน ที่ มั่งมี เกลือก ว่า เขา จะ เชิญ ท่าน อีก และ ท่าน จะ ได้ รับ การ ตอบแทน {14:13} แต่ เมื่อ ท่าน ทำ การ เลี้ยง จง เชิญ คน จน คน พิการ คน ง่อย คน ตาบ อด {14:14} และ ท่าน จะ เป็น สุข เพราะ ว่า เขา ไม่ มี อะไร จะ ตอบแทน ท่าน ด้วย ว่า ท่าน จะ ได้ รับ ตอบแทน เมื่อ คน ชอบธรรม เป็น ขึ้น มา จาก ความ ตาย แล้ว” {i14:15} คำ อุปมา เกี่ยว กับ การ เลี้ยง ใหญ่ (มธ 22:1-14) {14:15} ฝ่าย คน หนึ่ง ที่ เอน กาย ลง รับประทาน ด้วย กัน เมื่อ ได้ยิน คำ เหล่า นั้น จึง ทูล พระองค์ ว่า “ ผู้ ที่ จะ รับประทาน อาหาร ใน อาณาจักร ของ พระเจ้า ก็ เป็น สุข” {14:16} พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า “ ยัง มี ชาย คน หนึ่ง ได้ ทำ การ เลี้ยง ใหญ่ และ ได้ เชิญ คน เป็น อัน มาก {14:17} เมื่อ ถึง เวลา เลี้ยง แล้ว เขา ก็ ใช้ ผู้ รับใช้ ของ ตน ไป บอก คน ทั้งหลาย ที่ ได้ รับ เชิญ ไว้ แล้ว ว่า ‘ เชิญ มา เถิด เพราะ สิ่ง สารพัด เตรียม ไว้ พร้อม แล้ว’ {14:18} บรรดา คน ทั้งหลาย ก็ เริ่ม พา กัน ขอ ตัว คน แรก บอก เขา ว่า ‘ ข้าพเจ้า ได้ ซื้อ นา ไว้ และ จะ ต้อง ไป ดู นา นั้น ข้าพเจ้า ขอ ตัว เถอะ’ {14:19} อีก คน หนึ่ง ว่า ‘ ข้าพเจ้า ได้ ซื้อ วัว ไว้ ห้า คู่ และ จะ ต้อง ไป ลอง ดู วัว นั้น ข้าพเจ้า ขอ ตัว เถอะ’ {14:20} อีก คน หนึ่ง ว่า ‘ ข้าพเจ้า พึ่ง แต่งงาน ใหม่ เหตุ ฉะนั้น ข้าพเจ้า ไป ไม่ ได้’ {14:21} ผู้ รับใช้ นั้น จึง กลับ มา เล่า เนื้อความ ให้ เจ้านาย ฟัง นาย เจ้าของ บ้าน ก็ โกรธ จึง สั่ง ผู้ รับใช้ ว่า ‘ จง ออก ไป โดย เร็ว ตาม ถนน ใหญ่ และ ตรอก น้อย ใน เมือง พา คน จน คน พิการ คน ง่อย และ คน ตาบ อด เข้า มา ที่ นี่’ {14:22} แล้ว ผู้ รับใช้ จึง บอก ว่า ‘ นาย เจ้าข้า ข้าพเจ้า ได้ กระทำ ตาม ท่าน สั่ง แล้ว และ ยัง มี ที่ ว่าง อยู่’ {14:23} เจ้านาย จึง สั่ง ผู้ รับใช้ นั้น ว่า ‘ จง ออก ไป ตาม ทาง ใหญ่ และ รั้ว ต้นไม้ ทั้งหลาย และ เร่งเร้า เขา ให้ เข้า มา เพื่อ เรือน ของ เรา จะ เต็ม {14:24} เพราะ เรา บอก เจ้า ว่า ใน พวก คน ทั้งหลาย ที่ ได้ รับ เชิญ ไว้ นั้น ไม่ มี สัก คน หนึ่ง จะ ได้ ลิ้ม เครื่อง ของ เรา เลย’” {i14:25} สิ่ง ที่ สาวก ต้อง สละ {14:25} คน เป็น อัน มาก ได้ ไป กับ พระองค์ พระองค์ จึง ทรง เหลียว หลัง ตรัส กับ เขา ว่า {14:26} “ ถ้า ผู้ ใด มา หา เรา และ ไม่ ชัง บิดา มารดา บุตร ภรรยา และ พี่น้อง ชาย หญิง แม้ ทั้ง ชีวิต ของ ตนเอง ด้วย ผู้ นั้น จะ เป็น สาวก ของ เรา ไม่ ได้ {14:27} ผู้ ใด มิ ได้ แบก กางเขน ของ ตน ตาม เรา มา ผู้ นั้น จะ เป็น สาวก ของ เรา ไม่ ได้ {14:28} ด้วย ว่า ใน พวก ท่าน มี ผู้ ใด เมื่อ ปรารถนา จะ สร้าง ป้อม จะ ไม่ นั่ง ลง คิด ราคา ดู เสีย ก่อน ว่า จะ มี พอ สร้าง ให้ สำเร็จ ได้ หรือ ไม่ {14:29} เกรง ว่า เมื่อ ลง ราก แล้ว และ กระทำ ให้ สำเร็จ ไม่ ได้ คน ทั้งปวง ที่ เห็น จะ เริ่ม เยาะเย้ย เขา {14:30} ว่า ‘ คน นี้ ตั้งต้น ก่อ แต่ ทำให้ สำเร็จ ไม่ ได้’ {14:31} หรือ มี กษัตริย์ องค์ ใด เมื่อ จะ ยก กองทัพ ไป ทำ สงคราม กับ กษัตริย์ อื่น จะ มิ ได้ นั่ง ลง คิด ดู ก่อน หรือ ว่า ที่ ตน มี พล ทหาร หมื่น หนึ่ง จะ สู้ กับ กองทัพ ที่ ยก มา รบ สอง หมื่น นั้น ได้ หรือ ไม่ {14:32} ถ้า สู้ ไม่ ได้ เมื่อ ยัง อยู่ ห่าง กัน ก็ จะ ใช้ พวก ทูต ไป ขอ เป็น ไมตรี กัน {14:33} ก็ เช่น นั้น แหละ ผู้ ใด ใน พวก ท่าน ที่ มิ ได้ สละ สิ่ง สารพัด ที่ ตน มี อยู่ จะ เป็น สาวก ของ เรา ไม่ ได้ {14:34} เกลือ เป็น สิ่ง ดี แต่ ถ้า แม้ เกลือ นั้น หมด รส เค็ม ไป แล้ว จะ ทำให้ กลับ เค็ม อีก อย่างไร ได้ {14:35} จะ ใช้ เป็น ปุ๋ย ใส่ ดิน ก็ ไม่ ได้ จะ หมัก ไว้ กับ กอง มูล สัตว์ ทำ ปุ๋ย ก็ ไม่ ได้ แต่ เขา ก็ ทิ้ง เสีย เท่านั้น ใคร มี หู จง ฟัง เถิด” {i15:1} พวก ฟา ริ สี ขี้ บ่น {15:1} ครั้ง นั้น บรรดา คน เก็บ ภาษี และ พวก คน บาป ก็ เข้า มา ใกล้ เพื่อ จะ ฟัง พระองค์ {15:2} ฝ่าย พวก ฟา ริ สี และ พวก ธรรมา จารย์บ่นว่า “ คน นี้ ต้อนรับ คน บาป และ กิน ด้วย กัน กับ เขา” {i15:3} คำ อุปมา เกี่ยว กับ แกะ ที่ หลง หาย (มธ 18:12-14) {15:3} พระองค์ จึง ตรัส คำ อุปมา ให้ เขา ฟัง ดัง ต่อ ไป นี้ ว่า {15:4} “ ใน พวก ท่าน มี คน ใด ที่ มี แกะ ร้อย ตัว และ ตัว หนึ่ง หาย ไป จะ ไม่ ละ เก้า สิบ เก้า ตัว นั้น ไว้ ที่ กลาง ทุ่ง หญ้า และ ไป เที่ยว หา ตัว ที่ หาย ไป นั้น จน กว่า จะ ได้ พบ หรือ {15:5} เมื่อ พบ แล้ว เขา ก็ ยก ขึ้น ใส่ บ่า แบก มา ด้วย ความ เปรมปรีดิ์ {15:6} เมื่อ มา ถึง บ้าน แล้ว จึง เชิญ พวก มิตรสหาย และ เพื่อนบ้าน ให้ มา พร้อม กัน พูด กับ เขา ว่า ‘ จง ยินดี กับ ข้าพเจ้า เถิด เพราะ ข้าพเจ้า ได้ พบ แกะ ของ ข้าพเจ้า ที่ หาย ไป นั้น แล้ว’ {15:7} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า เช่น นั้น แหละ จะ มี ความ ปรีดี ใน สวรรค์ เพราะ คน บาป คน เดียว ที่ กลับ ใจ ใหม่ มาก กว่า คน ชอบธรรม เก้า สิบ เก้า คน ที่ ไม่ ต้องการ กลับ ใจ ใหม่ {i15:8} คำ อุปมา เกี่ยว กับ เหรียญ ที่ หาย ไป {15:8} หญิง คน ใด ที่ มี เหรียญ เงิน สิบ เหรียญ และ เหรียญ หนึ่ง หาย ไป จะ ไม่ จุด เทียน กวาด เรือน ค้น หา ให้ ละเอียด จน กว่า จะ พบ หรือ {15:9} เมื่อ พบ แล้ว จึง เชิญ เหล่า มิตรสหาย และ เพื่อนบ้าน ให้ มา พร้อม กัน พูด ว่า ‘ จง ยินดี กับ ข้าพเจ้า เถิด เพราะ ข้าพเจ้า ได้ พบ เหรียญ เงิน ที่ หาย ไป นั้น แล้ว’ {15:10} เช่น นั้น แหละ เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า จะ มี ความ ปรีดี ใน พวก ทูต สวรรค์ ของ พระเจ้า เพราะ คน บาป คน เดียว ที่ กลับ ใจ ใหม่” {i15:11} คำ อุปมา เรื่อง บุตร หาย ไป {15:11} พระองค์ ตรัส ว่า “ ชาย คน หนึ่ง มี บุตร ชาย สอง คน {15:12} บุตร คน น้อย พูด กับ บิดา ว่า ‘ บิดา เจ้าข้า ขอ ทรัพย์ ที่ ตก เป็น ส่วน ของ ข้าพเจ้า เถิด’ บิดา จึง แบ่ง สมบัติ ให้ แก่ บุตร ทั้ง สอง {15:13} ต่อ มา ไม่ กี่ วัน บุตร คน น้อย นั้น ก็ รวบรวม ทรัพย์ ทั้งหมด แล้ว ไป เมือง ไกล และ ได้ ผลาญ ทรัพย์ ของ ตน ที่ นั่น ด้วย การ เป็น นักเลง {15:14} เมื่อ ใช้ ทรัพย์ หมด แล้ว ก็ เกิด กันดาร อาหาร ยิ่งนัก ทั่ว เมือง นั้น เขา จึง เริ่ม ขัด สน {15:15} เขา ไป อาศัย อยู่ กับ ชาว เมือง นั้น คน หนึ่ง และ คน นั้น ก็ ใช้ เขา ไป เลี้ยง หมู ที่ ทุ่ง นา {15:16} เขา ใคร่ จะ ได้ อิ่ม ท้อง ด้วย ฝัก ถั่ว ที่ หมู กิน นั้น แต่ ไม่ มี ใคร ให้ อะไร เขา กิน {15:17} เมื่อ เขา รู้สำนึก ตัว แล้ว จึง พูด ว่า ‘ ลูกจ้าง ของ บิดา เรา มี มาก ยัง มี อาหาร กิน อิ่ม และ เหลือ อีก ส่วน เรา จะ มา ตาย เสีย เพราะ อด อาหาร {15:18} จำ เรา จะ ลุก ขึ้น ไป หา บิดา เรา และ พูด กับ ท่าน ว่า “ บิดา เจ้าข้า ข้าพเจ้า ได้ ทำ ผิด ต่อ สวรรค์ และ ทำ ผิด ต่อ หน้า ท่าน ด้วย {15:19} ข้าพเจ้า ไม่ สมควร จะ ได้ ชื่อ ว่า เป็น ลูก ของ ท่าน ต่อ ไป ขอ ท่าน ให้ ข้าพเจ้า เป็น เหมือน ลูกจ้าง ของ ท่าน คน หนึ่ง เถิด”’ {i15:20} บุตร ที่ หาย ไป ก็ กลับ มา และ ความ รื่นเริง ยินดี {15:20} แล้ว เขา ก็ ลุก ขึ้น ไป หา บิดา ของ ตน แต่ เมื่อ เขา ยัง อยู่ แต่ ไกล บิดา แล เห็น เขา ก็ มี ความ เมตตา จึง วิ่ง ออก ไป กอด คอ จุบ เขา {15:21} ฝ่าย บุตร นั้น จึง กล่าว แก่ บิดา ว่า ‘ บิดา เจ้าข้า ข้าพเจ้า ได้ ทำ ผิด ต่อ สวรรค์ และ ต่อ สายตา ของ ท่าน ด้วย ข้าพเจ้า ไม่ สมควร จะ ได้ ชื่อ ว่า เป็น ลูก ของ ท่าน อีก ต่อ ไป’ {15:22} แต่ บิดา สั่ง ผู้ รับใช้ ของ ตน ว่า ‘ จง รีบ ไป เอา เสื้อ อย่าง ดี ที่สุด มา สวม ให้ เขา และ เอา แหวน มา สวม นิ้ว มือ กับ เอา รองเท้า มา สวม ให้ เขา {15:23} จง เอา ลูก วัว อ้วนพี มา ฆ่า เลี้ยง กัน เพื่อ ความ รื่นเริง ยินดี เถิด {15:24} เพราะ ว่า ลูก ของ เรา คน นี้ ตาย แล้ว แต่ กลับ เป็น อีก หาย ไป แล้ว แต่ ได้ พบ กัน อีก’ เขา ทั้งหลาย ต่าง ก็ เริ่ม มี ความ รื่นเริง ยินดี {i15:25} บุตร คน ใหญ่ เปรียบ ได้ กับ พวก ฟา ริ สี {15:25} ฝ่าย บุตร คน ใหญ่ นั้น กำลัง อยู่ ที่ ทุ่ง นา เมื่อ เขา กลับ มา ใกล้ บ้าน แล้ว ก็ ได้ยิน เสียง มโหรี และ เต้นรำ {15:26} เขา จึง เรียก ผู้ รับใช้ คน หนึ่ง มา ถาม ว่า เขา ทำ อะไร กัน {15:27} ผู้ รับใช้ จึง ตอบ เขา ว่า ‘ น้อง ของ ท่าน กลับ มา แล้ว และ บิดา ได้ ให้ ฆ่า ลูก วัว อ้วนพี เพราะ ได้ ลูก กลับ มา โดย สวัสดิภาพ’ {15:28} ฝ่าย พี่ ชาย ก็ โกรธ ไม่ ยอม เข้า ไป บิดา จึง ออก มา ชักชวน เขา {15:29} แต่ เขา บอก บิดา ว่า ‘ ดู เถิด ข้าพเจ้า ได้ ปรนนิบัติ ท่าน กี่ ปี มา แล้ว และ มิ ได้ ละเมิด คำ บัญชา ของ ท่าน สัก ข้อ หนึ่ง เลย แม้ แต่ เพียง ลูก แพะ สัก ตัว หนึ่ง ท่าน ก็ ยัง ไม่ เคย ให้ ข้าพเจ้า เพื่อ จะ เลี้ยง กัน เป็น ที่ รื่นเริง ยินดี กับ เพื่อนฝูง ของ ข้าพเจ้า {15:30} แต่ เมื่อ ลูก คน นี้ ของ ท่าน ผู้ ได้ ผลาญ สิ่ง เลี้ยงชีพ ของ ท่าน โดย คบ หญิง โสเภณี มา แล้ว ท่าน ยัง ได้ ฆ่า ลูก วัว อ้วนพี เลี้ยง เขา’ {15:31} บิดา จึง ตอบ เขา ว่า ‘ ลูก เอ๋ย เจ้า อยู่ กับ เรา เสมอ และ สิ่งของ ทั้งหมด ของ เรา ก็ เป็น ของ เจ้า {15:32} แต่ สมควร ที่ เรา จะ รื่นเริง และ ยินดี เพราะ น้อง ของ เจ้า คน นี้ ตาย แล้ว แต่ กลับ เป็น ขึ้น อีก หาย ไป แล้ว แต่ ได้ พบ กัน อีก’” {i16:1} คำ อุปมา เกี่ยว กับ คน ต้น เรือน อธรรม {16:1} พระองค์ ตรัส กับ เหล่า สาวก ของ พระองค์ อีก ว่า “ ยัง มี เศรษฐี ที่ มี คน ต้น เรือน คน หนึ่ง และ มี คน มา ฟ้อง เศรษฐี ว่า คน ต้น เรือน นั้น ผลาญ สมบัติ ของ ท่าน เสีย {16:2} เศรษฐี จึง เรียก คน ต้น เรือน นั้น มา ว่า แก่ เขา ว่า ‘ เรื่องราว ที่ เรา ได้ยิน เกี่ยว กับ เจ้า นั้น เป็น อย่างไร จง ส่ง บัญชี หน้าที่ ต้น เรือน ของ เจ้า เพราะ ว่า เจ้า จะ เป็น คน ต้น เรือน ต่อ ไป ไม่ ได้’ {16:3} คน ต้น เรือน นั้น คิด ใน ใจ ว่า ‘ เรา จะ ทำ อะไร ดี เพราะ นาย จะ ถอด เรา เสีย จาก หน้าที่ ต้น เรือน จะ ขุด ดิน ก็ ไม่ มี กำลัง จะ ขอทาน ก็ อาย เขา {16:4} เรา รู้ แล้ว ว่า จะ ทำ อะไร ดี เพื่อ เมื่อ เรา ถูก ถอด จาก หน้าที่ ต้น เรือน แล้ว เขา จะ รับ เรา ไว้ ใน เรือน ของ เขา ได้’ {16:5} คน นั้น จึง เรียก ลูกหนี้ ของ นาย มา ทุก คน แล้ว ถาม คน แรก ว่า ‘ ท่าน เป็น หนี้ นาย ข้าพเจ้า กี่ มาก น้อย’ {16:6} เขา ตอบ ว่า ‘ เป็น หนี้ น้ำมัน ร้อย ถัง’ คน ต้น เรือน จึง บอก เขา ว่า ‘ เอา บัญชี ของ ท่าน นั่ง ลง เร็วๆ แล้ว แก้ เป็น ห้า สิบ ถัง’ {16:7} แล้ว เขา ก็ ถาม อีก คน หนึ่ง ว่า ‘ ท่าน เป็น หนี้ กี่ มาก น้อย’ เขา ตอบ ว่า ‘ เป็น หนี้ ข้าว สาลี ร้อย กระสอบ’ คน ต้น เรือน จึง บอก เขา ว่า ‘ จง เอา บัญชี ของ ท่าน แก้ เป็น แปด สิบ’ {16:8} แล้ว เศรษฐี ก็ ชม คน ต้น เรือน อธรรม นั้น เพราะ เขา ได้ กระทำ โดย ความ ฉลาด ด้วย ว่า ลูก ทั้งหลาย ของ โลก นี้ ตาม กาล สมัย เดียวกัน เขา ใช้ สติปัญญา ฉลาด กว่า ลูก ของ ความ สว่าง อีก {16:9} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า จง กระทำ ตัว ให้ มี มิตรสหาย ด้วย ทรัพย์ สมบัติ อธรรม เพื่อ เมื่อ ท่าน พลาด ไป เขา ทั้งหลาย จะ ได้ ต้อนรับ ท่าน ไว้ ใน ที่ อาศัย อัน ถาวร เป็น นิตย์ {16:10} คน ที่ สัตย์ ซื่อ ใน ของ เล็กน้อย ที่สุด จะ สัตย์ ซื่อ ใน ของ มาก ด้วย และ คน ที่ อสัตย์ ใน ของ เล็กน้อย ที่สุด จะ อสัตย์ ใน ของ มาก เช่น กัน {16:11} เหตุ ฉะนั้น ถ้า ท่าน ทั้งหลาย ไม่ สัตย์ ซื่อ ใน ทรัพย์ สมบัติ อธรรม ใคร จะ มอบ ทรัพย์ สมบัติ อัน แท้ ให้ แก่ ท่าน เล่า {16:12} และ ถ้า ท่าน ทั้งหลาย มิ ได้ สัตย์ ซื่อ ใน ของ ของ คน อื่น ใคร จะ มอบ ทรัพย์ อัน แท้ ให้ เป็น ของ ของ ท่าน เล่า {16:13} ไม่ มี ผู้ รับใช้ ผู้ ใด จะ ปรนนิบัติ นาย สอง นาย ได้ เพราะ ว่า จะ ชัง นาย ข้าง หนึ่ง และ จะ รัก นาย อีก ข้าง หนึ่ง หรือ จะ นับถือ นาย ฝ่าย หนึ่ง และ จะ ดูหมิ่น นาย อีก ฝ่าย หนึ่ง ท่าน จะ ปรนนิบัติ พระเจ้า และ จะ ปรนนิบัติ เงิน ทอง พร้อม กัน ไม่ ได้” {i16:14} พวก ฟา ริ สี เยาะเย้ย คำ สั่งสอน ของ พระ เยซู {16:14} ฝ่าย พวก ฟา ริ สี ที่ มี ใจ รัก เงิน เมื่อ ได้ยิน คำ เหล่า นั้น แล้ว จึง เยาะเย้ย พระองค์ {16:15} แต่ พระองค์ ตรัส แก่ เขา ว่า “ เจ้า ทั้งหลาย เป็น ผู้ ที่ ทำที ดู เป็น คน ชอบธรรม ต่อ หน้า มนุษย์ แต่ พระเจ้า ทรง ทราบ จิตใจ ของ เจ้า ทั้งหลาย ด้วย ว่า ซึ่ง เป็น ที่ นับถือ มาก ท่ามกลาง มนุษย์ ก็ ยัง เป็น ที่ สะอิดสะเอียน ใน สาย พระ เนตร ของ พระเจ้า {16:16} มี พระ ราช บัญญัติ และ ศาสดา พยากรณ์ มา จน ถึง ยอห์น ตั้งแต่ นั้น มา เขา ก็ ประกาศ เรื่อง อาณาจักร ของ พระเจ้า และ คน ทั้งปวง ก็ ชิง กัน เข้า ไป ใน อาณาจักร นั้น {16:17} ฟ้า และ ดิน จะ ล่วง ไป ก็ ง่าย กว่า ที่ พระ ราช บัญญัติ สัก จุด หนึ่ง จะ ขาด ตก ไป {i16:18} พระ บัญญัติ ใหม่ เกี่ยว กับ การ หย่า ร้าง (มธ 5:31-32; 19:5-11; มก 10:2-12; 1 คร 7:10-15) {16:18} ผู้ ใด หย่า ภรรยา ของ ตน แล้ว ไป มี ภรรยา ใหม่ ก็ ผิด ประเวณี และ ผู้ ใด รับ หญิง ที่ สามี ได้ หย่า แล้ว มา เป็น ภรรยา ของ ตน ก็ ผิด ประเวณี ด้วย {i16:19} เศรษฐี และ ลา ซา รัส {16:19} ยัง มี เศรษฐี คน หนึ่ง นุ่งห่ม ผ้า สี ม่วง และ ผ้าป่าน เนื้อ ละเอียด รับประทาน อาหาร อย่าง ประณีต ทุก วันๆ {16:20} และ มี คน ขอทาน คน หนึ่ง ชื่อ ลา ซา รัส เป็น แผล ทั้ง ตัว นอน อยู่ ที่ ประตู รั้ว บ้าน ของ เศรษฐี {16:21} และ เขา ใคร่ จะ กิน เศษ อาหาร ที่ ตก จาก โต๊ะ ของ เศรษฐี นั้น แม้ สุนัข ก็ มา เลีย แผล ของ เขา {16:22} อยู่ มา คน ขอทาน นั้น ตาย และ เหล่า ทูต สวรรค์ ได้ นำ เขา ไป ไว้ ที่ อก ของ อับราฮัม ฝ่าย เศรษฐี นั้น ก็ ตาย ด้วย และ เขา ก็ ฝัง ไว้ {16:23} แล้ว เมื่อ อยู่ ใน นรก เป็น ทุกข์ ทรมาน ยิ่งนัก เศรษฐี นั้น จึง แหงน ดู เห็น อับราฮัม อยู่ แต่ ไกล และ ลา ซา รัส อยู่ ที่ อก ของ ท่าน {16:24} เศรษฐี จึง ร้อง ว่า ‘ อับราฮัม บิดา เจ้าข้า ขอ เอ็นดู ข้าพเจ้า เถิด ขอ ใช้ ลา ซา รัส มา เพื่อ จะ เอา ปลาย นิ้ว จุ่ม น้ำ มา แตะ ลิ้น ของ ข้าพเจ้า ให้ เย็น ด้วย ว่า ข้าพเจ้า ตรำ ทุกข์ ทรมาน อยู่ ใน เปลว ไฟ นี้’ {16:25} แต่ อับราฮัม ตอบ ว่า ‘ ลูก เอ๋ย เจ้า จง ระลึก ว่า เมื่อ เจ้า ยัง มี ชีวิต อยู่ เจ้า ได้ ของ ดี สำหรับ ตัว และ ลา ซา รัส ได้ ของ เลว แต่ เดี๋ยวนี้ เขา ได้ รับ ความ เล้าโลม แต่ เจ้า ได้ รับ ความ ทุกข์ ทรมาน {16:26} นอกจาก นั้น ระหว่าง พวก เรา กับ พวก เจ้า มี เหว ใหญ่ ตั้ง ขวาง อยู่ เพื่อ ว่า ถ้า ผู้ ใด ปรารถนา จะ ข้าม ไป จาก ที่ นี่ ถึง เจ้า ก็ ไม่ ได้ หรือ ถ้า จะ ข้าม จาก ที่ นั่น มา ถึง เรา ก็ ไม่ ได้’ {16:27} เศรษฐี นั้น จึง ว่า ‘ บิดา เจ้าข้า ถ้า อย่าง นั้น ขอ ท่าน ใช้ ลา ซา รัส ไป ยัง บ้าน บิดา ของ ข้าพเจ้า {16:28} เพราะ ว่า ข้าพเจ้า มี พี่น้อง ห้า คน ให้ ลา ซา รัส เป็น พยาน แก่ เขา เพื่อ มิ ให้ เขา มา ถึง ที่ ทรมาน นี้’ {16:29} แต่ อับราฮัม ตอบ เขา ว่า ‘ เขา มี โมเสส และ พวก ศาสดา พยากรณ์ นั้น แล้ว ให้ เขา ฟัง คน เหล่า นั้น เถิด’ {16:30} เศรษฐี นั้น จึง ว่า ‘ มิ ได้ อับราฮัม บิดา เจ้าข้า แต่ ถ้า คน หนึ่ง จาก หมู่ คน ตาย ไป หา เขา เขา จะ กลับ ใจ เสีย ใหม่’ {16:31} อับราฮัม จึง ตอบ เขา ว่า ‘ ถ้า เขา ไม่ ฟัง โมเสส และ พวก ศาสดา พยากรณ์ แม้ คน หนึ่ง จะ เป็น ขึ้น มา จาก ความ ตาย เขา ก็ จะ ยัง ไม่ เชื่อ’” {i17:1} พระ เยซู ทรง สอน ให้ ยก โทษ {17:1} พระองค์ ตรัส กับ เหล่า สาวก อีก ว่า “ จำเป็น ต้อง มี เหตุ ให้ หลงผิด แต่ วิบัติ แก่ ผู้ ที่ ก่อ เหตุ ให้ เกิด ความ หลงผิด นั้น {17:2} ถ้า เอา หิน โม่ แป้ง ผูก คอ คน นั้น ถ่วง เสีย ที่ ทะเล ก็ ดี กว่า ให้ เขา นำ ผู้ เล็กน้อย เหล่า นี้ คน หนึ่ง ให้ หลงผิด {17:3} จง ระวัง ตัว ให้ ดี ถ้า พี่น้อง ทำ การ ละเมิด ต่อ ท่าน จง เตือน เขา และ ถ้า เขา กลับ ใจ แล้ว จง ยก โทษ ให้ เขา {17:4} แม้ เขา จะ ทำ การ ละเมิด ต่อ ท่าน วัน หนึ่ง เจ็ด หน และ จะ กลับ มา หา ท่าน ทั้ง เจ็ด หน ใน วัน เดียว นั้น แล้ว ว่า ‘ ฉัน กลับ ใจ แล้ว’ จง ยก โทษ ให้ เขา เถิด” {17:5} ฝ่าย อัครสาวก ทูล องค์ พระผู้เป็นเจ้า ว่า “ ขอ พระองค์ โปรด ให้ ความ เชื่อ ของ พวก ข้าพเจ้า มาก ยิ่ง ขึ้น” {17:6} องค์ พระผู้เป็นเจ้า จึง ตรัส ว่า “ ถ้า พวก ท่าน มี ความ เชื่อ เท่า เมล็ด พันธุ์ ผัก กาด เมล็ด หนึ่ง ท่าน ก็ จะ สั่ง ต้น สุ กะ มิ น นี้ ได้ ว่า ‘ จง ถอน ขึ้น ออก ไป ปัก ใน ทะเล’ และ มัน จะ เชื่อฟัง ท่าน {i17:7} ผู้ รับใช้ ที่ ไม่ มี บุญคุณ ต่อ นาย {17:7} ใน พวก ท่าน มี คน ใด ที่ มี ผู้ รับใช้ ไถ นา หรือ เลี้ยง แกะ เมื่อ ผู้ รับใช้ คน นั้น กลับ มา จาก ทุ่ง นา จะ บอก เขา ที เดียว ว่า ‘ เชิญ เอน กาย ลง รับประทาน เถิด’ {17:8} หรือ จะ ไม่ บอก เขา ว่า ‘ จง หา ให้ เรา รับประทาน และ คาด เอว ไว้ ปรนนิบัติ เรา จน เรา จะ กิน และ ดื่ม อิ่ม แล้ว และ ภายหลัง เจ้า จง ค่อย กิน และ ดื่ม เถิด’ {17:9} นาย จะ ขอบใจ ผู้ รับใช้ นั้น เพราะ ผู้ รับใช้ ได้ ทำ ตาม คำ สั่ง หรือ เรา คิด ว่า ไม่ {17:10} ฉัน ใด ก็ ดี เมื่อ ท่าน ทั้งหลาย ได้ กระทำ สิ่ง สารพัด ซึ่ง ทรง บัญชา ไว้ แก่ ท่าน นั้น ก็ จง พูด ด้วย ว่า ‘ ข้าพเจ้า ทั้งหลาย เป็น ผู้ รับใช้ ที่ ไม่ มี บุญคุณ ต่อ นาย ข้าพเจ้า ได้ กระทำ ตาม หน้าที่ ซึ่ง ข้าพเจ้า ควร กระทำ เท่านั้น’” {i17:11} ทรง รักษา คน โรค เรื้อน สิบ คน {17:11} ต่อ มา เมื่อ พระองค์ กำลัง เสด็จ ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม พระองค์ จึง เสด็จ เลียบ ระหว่าง แคว้น สะ มา เรีย และ กา ลิ ลี {17:12} เมื่อ พระองค์ เสด็จ เข้า ไป ใน หมู่บ้าน แห่ง หนึ่ง มี คน เป็น โรค เรื้อน สิบ คน มา พบ พระองค์ ยืน อยู่ แต่ ไกล {17:13} และ ส่งเสียง ร้อง ว่า “ เยซู นาย เจ้าข้า โปรด ได้ เมตตา ข้าพเจ้า ทั้งหลาย เถิด” {17:14} เมื่อ พระองค์ ทอด พระ เนตร เห็น แล้ว จึง ตรัส แก่ เขา ว่า “ จง ไป แสดง ตัว แก่ พวก ปุโรหิต เถิด” ต่อ มา เมื่อ กำลัง เดิน ไป เขา ทั้งหลาย ก็ หาย สะอาด {17:15} ฝ่าย คน หนึ่ง ใน พวก นั้น เมื่อ เห็น ว่า ตัว หาย โรค แล้ว จึง กลับ มา สรรเสริญ พระเจ้า ด้วย เสียง ดัง {17:16} และ กราบ ลง ที่ พระ บาท ของ พระองค์ ขอบพระคุณ พระองค์ คน นั้น เป็น ชาว สะ มา เรีย {17:17} ฝ่าย พระ เยซู ตรัส ว่า “ มี สิบ คน หาย สะอาด มิ ใช่ หรือ แต่ เก้า คน นั้น อยู่ ที่ไหน {17:18} ไม่ เห็น ผู้ ใด กลับ มา สรรเสริญ พระเจ้า เว้น ไว้ แต่ คน ต่าง ชาติ คน นี้” {17:19} แล้ว พระองค์ ตรัส กับ คน นั้น ว่า “ จง ลุก ขึ้น ไป เถิด ความ เชื่อ ของ เจ้า ได้ กระทำ ให้ ตัว เจ้า หาย ปกติ” {i17:20} อาณาจักร ของ พระเจ้า ไม่ มา โดย ทาง ปรากฏ แก่ ตา {17:20} เมื่อ พวก ฟา ริ สี ทูล ถาม พระองค์ ว่า อาณาจักร ของ พระเจ้า จะ มา ถึง เมื่อไร พระองค์ ตรัส ตอบ เขา ว่า “ อาณาจักร ของ พระเจ้า ไม่ มา โดย ให้ เป็น ที่ สังเกต ได้ {17:21} และ เขา จะ ไม่ พูด ว่า ‘ มา ดู นี่’ หรือ ‘ ไป ดู โน่น’ เพราะ ดู เถิด อาณาจักร ของ พระเจ้า อยู่ ภายใน ท่าน ทั้งหลาย” {i17:22} พระ คริสต์ ตรัส ถึง การ เสด็จ กลับ มา ครั้ง ที่ สอง ของ พระองค์ {17:22} พระองค์ ตรัส กับ เหล่า สาวก ว่า “ วัน นั้น จะ มา ถึง เมื่อ ท่าน ทั้งหลาย ใคร่ จะ เห็น วัน ของ บุตร มนุษย์ สัก วัน หนึ่ง แต่ จะ ไม่ เห็น {17:23} เขา จะ พูด กับ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ‘ มา ดู นี่’ หรือ ‘ ไป ดู โน่น’ อย่า ออก ไป อย่า ตาม เขา {17:24} ด้วย ว่า เปรียบ เหมือน ฟ้า แลบ เมื่อ แลบ ออก จาก ฟ้า ข้าง หนึ่ง ก็ ส่อง สว่าง ไป ถึง ฟ้า อีก ข้าง หนึ่ง บุตร มนุษย์ ก็ จะ เป็น อย่าง นั้น แหละ ใน วัน ของ พระองค์ {17:25} ก่อน นั้น จำเป็น ที่ พระองค์ จะ ต้อง ทน ทุกข์ ทรมาน หลาย ประการ และ คน ยุค นี้ จะ ปฏิเสธ พระองค์ {17:26} ใน สมัย ของ โน อาห์ เหตุการณ์ ได้ เป็น มา แล้ว อย่างไร ใน สมัย ของ บุตร มนุษย์ ก็ จะ เป็น ไป อย่าง นั้น ด้วย {17:27} เขา ได้ กิน และ ดื่ม ได้ สมรส กัน และ ได้ ยก ให้ เป็น สามี ภรรยา กัน จน ถึง วัน นั้น ที่ โน อาห์ ได้ เข้า ใน นาวา และ น้ำ ได้ มา ท่วม ล้างผลาญ เขา เสีย ทั้งสิ้น {17:28} ใน สมัย ของ โลท ก็ เหมือน กัน เขา ได้ กิน ดื่ม ซื้อขาย หว่าน ปลูก ก่อสร้าง {17:29} แต่ ใน วัน นั้น ที่ โลท ออก ไป จาก เมือง โสโดม ไฟ และ กำมะถัน ได้ ตก จาก ฟ้า มา เผา ผลาญ เขา เสีย ทั้งสิ้น {17:30} ใน วัน ที่ บุตร มนุษย์ จะ มา ปรากฏ ก็ เป็น เหมือน อย่าง นั้น {17:31} ใน วัน นั้น คน ที่ อยู่ บน ดาดฟ้า หลังคา บ้าน และ ของ ของ เขา อยู่ ใน บ้าน อย่า ให้ เขา ลง มา เก็บ ของ นั้น ไป และ คน ที่ อยู่ ตาม ทุ่ง นา อย่า ให้ เขา กลับ มา เหมือน กัน {17:32} จง ระลึก ถึง ภรรยา ของ โลท นั้น เถิด {17:33} ผู้ ใด อุตส่าห์ เอา ชีวิต ของ ตน รอด ผู้ นั้น จะ เสีย ชีวิต แต่ ผู้ ใด จะ สู้ เสีย ชีวิต ผู้ นั้น จะ ได้ ชีวิต รอด {17:34} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า ใน คืน วัน นั้น จะ มี ชาย สอง คน นอน ใน ที่นอน อัน เดียวกัน จะ ทรง รับ คน หนึ่ง จะ ทรง ละ คน หนึ่ง {17:35} ผู้หญิง สอง คน จะ โม่ แป้ง ด้วย กัน จะ ทรง รับ คน หนึ่ง จะ ทรง ละ คน หนึ่ง {17:36} ชาย สอง คน จะ อยู่ ใน ทุ่ง นา จะ ทรง รับ คน หนึ่ง จะ ทรง ละ คน หนึ่ง” {17:37} เขา จึง ทูล ถาม พระองค์ ว่า “ จะ เกิด ขึ้น ที่ไหน พระองค์เจ้า ข้า” พระองค์ ตรัส ตอบ เขา ว่า “ ซากศพ อยู่ ที่ไหน ฝูง นก อินทรี จะ ตอม กัน อยู่ ที่ นั่น” {i18:1} หญิง ม่าย กับ ผู้พิพากษา อธรรม {18:1} พระองค์ ตรัส คำ อุปมา เรื่อง หนึ่ง ให้ เขา ฟัง เพื่อ สอน ว่า คน ทั้งหลาย ควร อธิษฐาน อยู่ เสมอ ไม่ อ่อน ระอา ใจ {18:2} พระองค์ ตรัส ว่า “ ใน นคร หนึ่ง มี ผู้พิพากษา คน หนึ่ง ที่ มิ ได้ เกรงกลัว พระเจ้า และ มิ ได้ เห็นแก่ มนุษย์ {18:3} ใน นคร นั้น มี หญิง ม่าย คน หนึ่ง มา หา ผู้พิพากษา ผู้ นั้น พูด ว่า ‘ ขอ แก้ แค้น ศัตรู ของ ข้าพเจ้า ให้ ข้าพเจ้า เถิด’ {18:4} ฝ่าย ผู้พิพากษา นั้น ไม่ ยอม ทำ จน ช้านาน แต่ ภายหลัง เขา นึก ใน ใจ ว่า ‘ แม้ ว่า เรา ไม่ เกรงกลัว พระเจ้า และ ไม่ เห็นแก่ มนุษย์ {18:5} แต่ เพราะ แม่ม่าย คน นี้ มาก วน เรา ให้ ลำบาก เรา จะ แก้ แค้น ให้ เขา เพื่อ มิ ให้ นาง มา รบกวน บ่อยๆ ให้ เรา รำคาญ ใจ’” {18:6} และ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ตรัส ว่า “ จง ฟัง คำ ที่ ผู้พิพากษา อธรรม นี้ ได้ พูด {18:7} พระเจ้า จะ ไม่ ทรง แก้ แค้น ให้ คน ที่ พระองค์ ได้ ทรง เลือก ไว้ ผู้ ร้อง ถึง พระองค์ ทั้ง กลางวัน กลางคืน หรือ พระองค์ จะ อด พระทัย ไว้ ช้านาน หรือ {18:8} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า พระองค์ จะ ทรง แก้ แค้น ให้ เขา โดย เร็ว แต่ เมื่อ บุตร มนุษย์ มา ท่าน จะ พบ ความ เชื่อ ใน แผ่นดิน โลก หรือ” {i18:9} คำ อุปมา เกี่ยว กับ คน ฟา ริ สี และ คน เก็บ ภาษี {18:9} สำหรับ บาง คน ที่ ไว้ใจ ใน ตัวเอง ว่า เป็น คน ชอบธรรม และ ได้ ดูถูก คน อื่น นั้น พระองค์ ตรัส คำ อุปมา นี้ ว่า {18:10} “ มี ชาย สอง คน ขึ้น ไป อธิษฐาน ใน พระ วิหาร คน หนึ่ง เป็น พวก ฟา ริ สี และ คน หนึ่ง เป็น พวก เก็บ ภาษี {18:11} คน ฟา ริ สี นั้น ยืน นึก ใน ใจ ของ ตน อธิษฐาน ว่า ‘ ข้า แต่ พระเจ้า ข้า พระองค์ ขอบพระคุณ พระองค์ ที่ ข้า พระองค์ ไม่ เหมือน คน อื่น ซึ่ง เป็น คน ฉ้อ โกง คน อธรรม และ คน ล่วง ประเวณี และ ไม่ เหมือน คน เก็บ ภาษี คน นี้ {18:12} ใน สัปดาห์ หนึ่ง ข้า พระองค์ ถือ อด อาหาร สอง หน และ ของ สารพัด ซึ่ง ข้า พระองค์ หา ได้ ข้า พระองค์ ได้ เอา สิบ ชัก หนึ่ง มา ถวาย’ {18:13} ฝ่าย คน เก็บ ภาษี นั้น ยืน อยู่ แต่ ไกล ไม่ แหงน ดู ฟ้า แต่ ตี อก ของ ตน ว่า ‘ ข้า แต่ พระเจ้า ขอ ทรง โปรด พระ เมตตา แก่ ข้า พระองค์ ผู้ เป็น คน บาป เถิด’ {18:14} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า คน นี้ แหละ เมื่อ กลับ ลง ไป ยัง บ้าน ของ ตน ก็ นับ ว่า ชอบธรรม ยิ่ง กว่า อีก คน หนึ่ง นั้น เพราะ ว่า ทุก คน ที่ ยก ตัว ขึ้น จะ ต้อง ถูก เหยียด ลง แต่ ทุก คน ที่ ได้ ถ่อม ตัว ลง จะ ต้อง ถูก ยก ขึ้น” {i18:15} พระ เยซู ทรง อวยพร แก่ เด็ก เล็กๆ (มธ 19:13-15; มก 10:13-16) {18:15} แล้ว เขา อุ้ม ทารก มา หา พระองค์ เพื่อ จะ ให้ พระองค์ ทรง ถูกต้อง ทารก นั้น แต่ เหล่า สาวก เมื่อ เห็น เข้า ก็ ห้าม เขา {18:16} แต่ พระ เยซู ทรง เรียก เขา มา แล้ว ตรัส ว่า “ จง ยอม ให้ เด็ก เล็กๆ เข้า มา หา เรา อย่า ห้าม เขา เลย เพราะ ว่า อาณาจักร ของ พระเจ้า ย่อม เป็น ของ คน เช่น เด็ก เหล่า นั้น {18:17} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ผู้ หนึ่ง ผู้ ใด มิ ได้ รับ อาณาจักร ของ พระเจ้า เหมือน เด็ก เล็กๆ ผู้ นั้น จะ เข้า ใน อาณาจักร นั้น ไม่ ได้” {i18:18} เรื่อง เศรษฐี หนุ่ม (มธ 19:16-30; มก 10:17-31) {18:18} มี ขุนนาง ผู้ หนึ่ง ทูล ถาม พระองค์ ว่า “ ท่าน อาจารย์ ผู้ ประเสริฐ ข้าพเจ้า จะ ทำ ประการ ใด จึง จะ ได้ ชีวิต นิรันดร์ เป็น มรดก” {18:19} พระ เยซู ตรัส ถาม คน นั้น ว่า “ ท่าน เรียก เรา ว่า ประเสริฐ ทำไม ไม่ มี ใคร ประเสริฐ เว้น แต่ พระเจ้า องค์ เดียว {18:20} ท่าน รู้จัก พระ บัญญัติ แล้ว ซึ่ง ว่า ‘ อย่า ล่วง ประเวณี ผัว เมีย เขา อย่า ฆ่า คน อย่า ลัก ทรัพย์ อย่า เป็น พยาน เท็จ จง ให้ เกียรติ แก่ บิดา มารดา ของ ตน’” {18:21} คน นั้น จึง ทูล ว่า “ ข้อ เหล่า นี้ ข้าพเจ้า ได้ ถือ รักษา ไว้ ตั้งแต่ เป็น เด็กๆ มา” {18:22} เมื่อ พระ เยซู ทรง ได้ยิน อย่าง นั้น พระองค์ ตรัส แก่ เขา ว่า “ ท่าน ยัง ขาด สิ่ง หนึ่ง จง ไป ขาย บรรดา สิ่งของ ซึ่ง ท่าน มี อยู่ และ แจกจ่าย ให้ คน อนาถา ท่าน จึง จะ มี ทรัพย์ สมบัติ ใน สวรรค์ แล้ว จง ตาม เรา มา” {18:23} แต่ เมื่อ เขา ได้ยิน อย่าง นั้น ก็ เป็น ทุกข์ นัก เพราะ เขา เป็น คน มั่งมี มาก {18:24} เมื่อ พระ เยซู ทอด พระ เนตร เห็น เขา เป็น ทุกข์ นัก พระองค์ จึง ตรัส ว่า “ คน มั่งมี จะ เข้า ใน อาณาจักร ของ พระเจ้า ก็ ยาก จริง หนา {18:25} เพราะ ว่า ตัว อูฐ จะ รอด รู เข็ม ก็ ง่าย กว่า คน มั่งมี จะ เข้า ใน อาณาจักร ของ พระเจ้า” {18:26} ฝ่าย คน ทั้งหลาย ที่ ได้ยิน จึง ว่า “ ถ้า อย่าง นั้น ใคร จะ รอด ได้” {18:27} แต่ พระองค์ ตรัส ว่า “ สิ่ง ที่ มนุษย์ ทำ ไม่ ได้ พระเจ้า ทรง กระทำ ได้” {18:28} เปโตร จึง ทูล ว่า “ ดู เถิด ข้า พระองค์ ทั้งหลาย ได้ สละ ทิ้ง สิ่ง สารพัด ติดตาม พระองค์ มา” {18:29} พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า “ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ถ้า ผู้ ใด ได้ สละ เรือน หรือ บิดา มารดา หรือ พี่น้อง หรือ ภรรยา หรือ บุตร เพราะ เห็นแก่ อาณาจักร ของ พระเจ้า {18:30} ใน เวลา นี้ ผู้ นั้น จะ ได้ รับ ตอบแทน หลาย เท่า และ ใน โลก หน้า จะ ได้ ชีวิต นิรันดร์” {i18:31} พระ เยซู ทรง พยากรณ์ ถึง ความ ตาย และ การ ฟื้น คืน ชีพ ของ พระองค์ (มธ 20:17-19; มก 10:32-34) {18:31} พระองค์ ทรง พา สาวก สิบ สอง คน ไป กับ พระองค์ แล้ว ตรัส กับ เขา ว่า “ ดู เถิด เรา ทั้งหลาย จะ ขึ้น ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม และ สิ่ง สารพัด ซึ่ง เหล่า ศาสดา พยากรณ์ ได้ เขียน ไว้ ว่าด้วย บุตร มนุษย์ นั้น จะ สำเร็จ {18:32} ด้วย ว่า บุตร มนุษย์ นั้น จะ ต้อง ถูก มอบ ไว้ กับ คน ต่าง ชาติ และ เขา จะ เยาะเย้ย ท่าน กระทำ หยาบคาย แก่ ท่าน ถ่ม น้ำลาย รด ท่าน {18:33} เขา จะ โบย ตี และ ฆ่า ท่าน เสีย แล้ว ใน วัน ที่ สาม ท่าน จะ เป็น ขึ้น มา ใหม่” {18:34} ฝ่าย เหล่า สาวก มิ ได้ เข้าใจ ใน สิ่ง เหล่า นั้น เลย และ คำ นั้น ก็ ถูก ซ่อน ไว้ จาก เขา และ เขา ไม่ รู้ เนื้อความ ซึ่ง พระองค์ ตรัส นั้น {i18:35} ทรง รักษา คน ตาบ อด ใกล้ เมือง เย รี โค (มธ 20:29-34; มก 10:46-52) {18:35} ต่อ มา เมื่อ พระองค์ เสด็จ มา ใกล้ เมือง เย รี โค มี คน ตาบ อด คน หนึ่ง นั่ง ขอทาน อยู่ ริม หนทาง {18:36} เมื่อ เขา ได้ยิน เสียง ประชาชน เดิน ผ่าน ไป จึง ถาม ว่า เรื่อง อะไร กัน {18:37} คน พวก นั้น จึง บอก เขา ว่า พระ เยซู ชาว นาซา เร็ธเสด็จไป {18:38} คน ตาบ อด นั้น จึง ร้อง ว่า “ ท่าน เยซู บุตร ดา วิด เจ้าข้า ขอ ทรง เมตตา ข้า พระองค์ เถิด” {18:39} คน ที่ เดิน ไป ข้าง หน้า นั้น จึง ห้าม เขา ให้ นิ่ง แต่ เขา ยิ่ง ร้อง ขึ้น ว่า “ บุตร ดา วิด เจ้าข้า ขอ ทรง เมตตา ข้า พระองค์ เถิด” {18:40} พระ เยซู ทรง ประทับ ยืน อยู่ สั่ง ให้ พา คน ตาบ อด มา หา พระองค์ เมื่อ เขา มา ใกล้ แล้ว พระองค์ ทรง ถาม เขา {18:41} ว่า “ เจ้า ปรารถนา จะ ให้ เรา ทำ อะไร ให้ เจ้า” เขา ทูล ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า โปรด ให้ ข้า พระองค์ เห็น ได้” {18:42} พระ เยซู ตรัส แก่ เขา ว่า “ จง เห็น เถิด ความ เชื่อ ของ เจ้า ได้ กระทำ ให้ ตัว เจ้า หาย ปกติ” {18:43} ใน ทันใด นั้น เขา ก็ เห็น ได้ และ ตาม พระองค์ ไป พลาง ถวาย เกียรติ แด่ พระเจ้า และ เมื่อ คน ทั้งปวง ได้ เห็น เช่น นั้น ก็ สรรเสริญ พระเจ้า {i19:1} ศักเคียส คน เก็บ ภาษี ได้ รับ ความ รอด {19:1} ฝ่าย พระ เยซู จึง เสด็จ เข้า เมือง เย รี โค และ กำลัง จะ ทรง ผ่าน ไป {19:2} ดู เถิด มี ชาย คน หนึ่ง ชื่อ ศักเคียส ผู้ ซึ่ง เป็น นาย ด่าน ภาษี และ เป็น คน มั่งมี {19:3} ศักเคียส พยายาม จะ ดู ให้ เห็น พระ เยซู ว่า พระองค์ เป็น ผู้ ใด แต่ ดู ไม่ เห็น เพราะ คน แน่น ด้วย เขา เป็น คน เตี้ย {19:4} เขา จึง วิ่ง ไป ข้าง หน้า ขึ้น ต้น มะเดื่อ เพื่อ จะ ได้ เห็น พระองค์ เพราะ ว่า พระองค์ จะ เสด็จ ไป ทาง นั้น {19:5} เมื่อ พระ เยซู เสด็จ มา ถึง ที่ นั่น พระองค์ ทรง แหงน พระ พักตร์ ดู ศักเคียส แล้ว ตรัส แก่ เขา ว่า “ ศักเคียสเอ๋ย จง รีบ ลง มา เพราะ ว่า เรา จะ ต้อง พัก อยู่ ใน บ้าน ของ ท่าน วัน นี้” {19:6} แล้ว เขา ก็ รีบ ลง มา ต้อนรับ พระองค์ ด้วย ความ ปรีดี {19:7} เมื่อ คน ทั้งปวง เห็น แล้ว เขา ก็ พา กัน บ่น ว่า “ พระองค์ เข้า ไป พัก อยู่ กับ คน บาป” {19:8} ฝ่าย ศักเคียส ยืน ทูล องค์ พระผู้เป็นเจ้า ว่า “ ดู เถิด พระองค์เจ้า ข้า ทรัพย์ สิ่งของ ของ ข้า พระองค์ ข้า พระองค์ ยอม ให้ คน อนาถา ครึ่ง หนึ่ง และ ถ้า ข้า พระองค์ ได้ ฉ้อ โกง ของ ของ ผู้ ใด ข้า พระองค์ ยอม คืน ให้ เขา สี่ เท่า” {19:9} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า “ วัน นี้ ความ รอด มา ถึง ครอบครัว นี้ แล้ว เพราะ คน นี้ เป็น ลูก ของ อับราฮัม ด้วย {19:10} เพราะ ว่า บุตร มนุษย์ ได้ มา เพื่อ จะ แสวง หา และ ช่วย ผู้ ที่ หลง หาย ไป นั้น ให้ รอด” {i19:11} คำ อุปมา เกี่ยว กับ เงิน สิบ มิ นา {19:11} เมื่อ เขา ทั้งหลาย ได้ยิน เหตุการณ์ นั้น พระองค์ ได้ ตรัส คำ อุปมา เรื่อง หนึ่ง ให้ เขา ฟัง ต่อ ไป เพราะ พระองค์ เสด็จ มา ใกล้ กรุง เยรูซาเล็ม แล้ว และ เพราะ เขา ทั้งหลาย คิด ว่า อาณาจักร ของ พระเจ้า จะ ปรากฏ โดย พลัน {19:12} เหตุ ฉะนั้น พระองค์ จึง ตรัส ว่า “ มี เจ้านาย องค์ หนึ่ง ไป เมือง ไกล เพื่อ จะ รับ อำนาจ มา ครอง อาณาจักร แล้ว จะ กลับ มา {19:13} ท่าน จึง เรียก ผู้ รับใช้ ของ ท่าน สิบ คน มา มอบ เงิน ไว้ แก่ เขา สิบ มิ นา สั่ง เขา ว่า ‘ จง เอา ไป ค้า ขาย จน เรา จะ กลับ มา’ {19:14} แต่ ชาว เมือง ชัง ท่าน ผู้ นั้น จึง ใช้ คณะ ทูต ตาม ไป ทูล ท่าน ว่า ‘ เรา ไม่ ต้องการ ให้ ผู้ นี้ ครอบครอง เรา’ {19:15} ต่อ มา เมื่อ ท่าน ได้ รับ อำนาจ ครอง อาณาจักร กลับ มา แล้ว ท่าน จึง สั่ง ให้ เรียก ผู้ รับใช้ ทั้งหลาย ที่ ท่าน ได้ ให้ เงิน ไว้ นั้น มา เพื่อ จะ ได้ รู้ ว่า เขา ทุก คน ค้า ขาย ได้ กำไร กี่ มาก น้อย {19:16} ฝ่าย คน แรก มาบ อก ว่า ‘ ท่าน เจ้าข้า เงิน มิ นา หนึ่ง ของ ท่าน ได้ กำไร สิบ มิ นา’ {19:17} ท่าน จึง พูด กับ เขา ว่า ‘ ดี แล้ว เจ้า เป็น ผู้ รับใช้ ที่ ดี เพราะ เจ้า สัตย์ ซื่อ ใน ของ เล็กน้อย เจ้า จง มี อำนาจ ครอบครอง สิบ เมือง เถิด’ {19:18} คน ที่ สอง มาบ อก ว่า ‘ ท่าน เจ้าข้า เงิน มิ นา หนึ่ง ของ ท่าน ได้ กำไร ห้า มิ นา’ {19:19} ท่าน จึง พูด กับ เขา เหมือน กัน ว่า ‘ เจ้า จง ครอบครอง ห้า เมือง เถิด’ {19:20} อีก คน หนึ่ง มาบ อก ว่า ‘ ท่าน เจ้าข้า ดู เถิด นี่ เงิน มิ นา หนึ่ง ของ ท่าน ซึ่ง ข้าพเจ้า ได้ เอา ผ้า ห่อ เก็บ ไว้ {19:21} เพราะ ข้าพเจ้า กลัว ท่าน ด้วย ว่า ท่าน เป็น คน เข้มงวด ท่าน เก็บ ผล ซึ่ง ท่าน มิ ได้ ลงแรง และ เกี่ยว ที่ ท่าน มิ ได้ หว่าน’ {19:22} ท่าน จึง ตอบ เขา ว่า ‘ เจ้า ผู้ รับใช้ ชั่ว เรา จะ ปรับโทษ เจ้า โดย คำ ของ เจ้า เอง เจ้า ก็ รู้ หรือ ว่า เรา เป็น คน เข้มงวด เก็บ ผล ซึ่ง เรา มิ ได้ ลงแรง และ เกี่ยว ที่ เรา มิ ได้ หว่าน {19:23} ก็ เหตุ ไฉน เจ้า มิ ได้ ฝาก เงิน ของ เรา ไว้ ที่ ธนาคาร เล่า เมื่อ เรา มา จะ ได้ รับ เงิน ของ เรา กับ ดอกเบี้ย ด้วย’ {19:24} แล้ว ท่าน สั่ง คน ที่ ยืน อยู่ ที่ นั่น ว่า ‘ จง เอา เงิน มิ นา หนึ่ง นั้น ไป จาก เขา ให้ แก่ คน ที่ มี สิบ มิ นา’ {19:25} (คน เหล่า นั้น บอก ท่าน ว่า ‘ ท่าน เจ้าข้า เขา มี สิบ มิ นา แล้ว’) {19:26} ‘ เรา บอก เจ้า ทั้งหลาย ว่า ทุก คน ที่ มี อยู่ แล้ว จะ เพิ่มเติม ให้ เขา อีก แต่ ผู้ ที่ ไม่ มี แม้ ว่า ซึ่ง เขา มี อยู่ นั้น จะ ต้อง เอา ไป จาก เขา {19:27} ฝ่าย พวก ศัตรู ของ เรา ที่ ไม่ ต้องการ ให้ เรา ครอบครอง เขา นั้น จง พา เขา มา ที่ นี่ และ ฆ่า เสีย ต่อ หน้า เรา’” {i19:28} การ เสด็จ เข้า มา อย่าง ผู้ มี ชัย (มธ 21:1-11; มก 11:1-11; ยน 12:12-19) {19:28} เมื่อ พระองค์ ตรัส คำ เหล่า นั้น แล้ว พระองค์ ทรง ดำเนิน นำ หน้า เขา ไป จะ ขึ้น ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม {19:29} ต่อ มา เมื่อ พระองค์ เสด็จ มา ใกล้ หมู่บ้าน เบธ ฟา ยี และ หมู่บ้าน เบ ธานี บน ภูเขา ซึ่ง เรียก ว่า มะกอก เทศ พระองค์ ทรง ใช้ สาวก สอง คน ของ พระองค์ ไป {19:30} สั่ง ว่า “ จง เข้า ไป ใน หมู่บ้าน ที่ อยู่ ตรง หน้า เมื่อ เข้า ไป แล้ว จะ พบ ลูก ลา ตัว หนึ่ง ผูก อยู่ ที่ ยัง ไม่ เคย มี ใคร ขึ้น ขี่ เลย จง แก้ มัน จูง มา เถิด {19:31} ถ้า มี ผู้ ใด ถาม ท่าน ว่า ‘ ท่าน แก้ มัน ทำไม’ จง บอก เขา ว่า ‘ เพราะ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรง ประสงค์ ลูก ลา นี้’” {19:32} สาวก ที่ รับใช้ นั้น ได้ ไป พบ เหมือน ที่ พระองค์ ตรัส แก่ เขา แล้ว {19:33} เมื่อ เขา กำลัง แก้ ลูก ลา นั้น พวก เจ้าของ ก็ ถาม เขา ว่า “ ท่าน แก้ ลูก ลา ทำไม” {19:34} ฝ่าย เขา ตอบ ว่า “ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรง ประสงค์ ลูก ลา นี้” {19:35} แล้ว เขา ก็ จูง ลูก ลา มา ถึง พระ เยซู และ เอา เสื้อ ของ ตน ปู ลง บน หลัง ลา และ เชิญ พระ เยซู ขึ้น ทรง ลา นั้น {19:36} เมื่อ พระองค์ เสด็จ ไป เขา ทั้งหลาย ก็ เอา เสื้อ ผ้า ของ ตน ปู ลง ตาม หนทาง {19:37} เมื่อ พระองค์ เสด็จ มา ใกล้ ที่ ซึ่ง จะ ลง ไป จาก ภูเขา มะกอก เทศ แล้ว เหล่า สาวก ทุก คน มี ความ เปรมปรีดิ์ เพราะ บรรดา มห กิจ ซึ่ง เขา ได้ เห็น นั้น จึง เริ่ม สรรเสริญ พระเจ้า เสียง ดัง {19:38} ว่า “ ขอ ให้ พระ มหา กษัตริย์ ผู้ ที่ เสด็จ มา ใน พระ นาม ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรง พระ เจริญ จง มี สันติสุข ใน สวรรค์ และ ทรง สง่าราศี ใน ที่ สูง สุด” {19:39} ฝ่าย ฟา ริ สี บาง คน ใน หมู่ ประชาชน นั้น ทูล พระองค์ ว่า “ อาจารย์ เจ้าข้า จง ห้าม เหล่า สาวก ของ ท่าน” {19:40} พระองค์ ตรัส ตอบ เขา ว่า “ เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า ถึง คน เหล่า นี้ จะ นิ่ง เสีย ศิลา ทั้งหลาย ก็ ยัง จะ ส่งเสียง ร้อง ทันที” {i19:41} ทรง กันแสง เพราะ กรุง เยรูซาเล็ม (ลก 13:34-35) {19:41} ครั้น พระองค์ เสด็จ มา ใกล้ ทอด พระ เนตร เห็น กรุง แล้ว ก็ กันแสง สงสาร กรุง นั้น {19:42} ตรัส ว่า “ ถ้า เจ้า คือ เจ้า เอง รู้ ใน กาล วัน นี้ ว่า สิ่ง อะไร จะ ให้ สันติสุข แต่ เดี๋ยวนี้ สิ่ง นั้น บัง ซ่อน ไว้ จาก ตา ของ เจ้า แล้ว {19:43} ด้วย ว่า เวลา จะ มา ถึง เจ้า เมื่อ ศัตรู ของ เจ้า จะ ก่อ เชิงเทิน ต่อสู้ เจ้า และ ล้อม ขัง เจ้า ไว้ ทุก ด้าน {19:44} แล้ว จะ เหวี่ยง เจ้า ลง ให้ ราบ บน พื้น ดิน กับ ลูก ทั้งหลาย ของ เจ้า ซึ่ง อยู่ ใน เจ้า และ เขา จะ ไม่ ปล่อย ให้ ศิลา ซ้อน ทับ กัน ไว้ ภายใน เจ้า เลย เพราะ เจ้า ไม่ ได้ รู้ เวลา ที่ พระองค์ เสด็จ มา เยี่ยม เจ้า” {i19:45} ทรง ชำระ พระ วิหาร อีก (มธ 21:12-16; มก 11:15-18; ยน 2:13-17) {19:45} ฝ่าย พระองค์ เสด็จ เข้า ใน พระ วิหาร แล้ว ทรง เริ่ม ขับ ไล่ คน ทั้งหลาย ที่ ซื้อขาย อยู่ นั้น {19:46} ตรัส แก่ เขา ว่า “ มี พระ วจนะ เขียน ไว้ ว่า ‘ นิเวศ ของ เรา เป็น นิเวศ สำหรับ อธิษฐาน’ แต่ เจ้า ทั้งหลาย มา กระทำ ให้ เป็น ‘ ถ้ำ ของ พวก โจร’” {19:47} พระองค์ ทรง สั่งสอน ใน พระ วิหาร ทุก วัน แต่ พวก ปุโรหิต ใหญ่ พวก ธรรมา จารย์ และ คน สำคัญ ของ พลเมือง ได้ หา ช่อง ที่ จะ ประหาร พระองค์ เสีย {19:48} แต่ เขา ไม่ พบ ช่อง ทาง ที่ จะ กระทำ อะไร ได้ เพราะ ว่า คน ทั้งปวง ชอบ ฟัง พระองค์ มาก {i20:1} พวก ธรรมา จารย์ ถาม เกี่ยว กับ สิทธิ อำนาจ ของ พระ เยซู (มธ 21:23-27; มก 11:27-33) {20:1} ต่อ มา วัน หนึ่ง เมื่อ พระองค์ กำลัง ทรง สั่งสอน คน ทั้งปวง ใน พระ วิหาร และ ประกาศ ข่าว ประเสริฐ พวก ปุโรหิต ใหญ่ พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ผู้ใหญ่ มา พบ พระองค์ {20:2} และ ทูล พระองค์ ว่า “ จง บอก พวก เรา เถิด ท่าน กระทำ การ เหล่า นี้ โดย สิทธิ อัน ใด หรือ ใคร ให้ สิทธิ นี้ แก่ ท่าน” {20:3} พระองค์ ตรัส ตอบ เขา ว่า “ เรา จะ ถาม ท่าน ทั้งหลาย สัก ข้อ หนึ่ง ด้วย จง ตอบ เรา เถิด {20:4} คือ บัพ ติ ศมาของยอห์น นั้น มา จาก สวรรค์ หรือ มา จาก มนุษย์” {20:5} เขา จึง ปรึกษา กัน ว่า “ ถ้า เรา จะ ว่า ‘ มา จาก สวรรค์’ ท่าน จะ ถาม ว่า ‘ เหตุ ไฉน ท่าน จึง ไม่ เชื่อ ยอห์นเล่า’ {20:6} แต่ ถ้า เรา จะ ว่า ‘ มา จาก มนุษย์’ คน ทั้งปวง ก็ จะ เอา หิน ขว้าง เรา เพราะ เขา ทั้งหลาย ถือ กัน ว่า ยอห์น เป็น ศาสดา พยากรณ์” {20:7} เขา จึง ตอบ ว่า เขา ไม่ ทราบ ว่า มา จาก ไหน {20:8} พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า “ เรา จะ ไม่ บอก ท่าน ทั้งหลาย เหมือน กัน ว่า เรา กระทำ การ เหล่า นี้ โดย สิทธิ อัน ใด” {i20:9} คำ อุปมา เกี่ยว กับ คน เช่า สวน ที่ ชั่ว ร้าย (อสย 5:1-7; มธ 21:33-46; มก 12:1-12) {20:9} แล้ว พระองค์ ตั้งต้น ตรัส คำ อุปมา ให้ คน ทั้งหลาย ฟัง ดัง ต่อ ไป นี้ ว่า “ ยัง มี ชาย คน หนึ่ง ได้ ทำ สวน องุ่น และ ให้ ชาว สวน เช่า แล้ว ก็ ไป เมือง ไกล เสีย ช้านาน {20:10} เมื่อ ถึง เวลา แล้ว จึง ใช้ ผู้ รับใช้ คน หนึ่ง ไป หา คน เช่า สวน เหล่า นั้น เพื่อ เขา ทั้งหลาย จะ ได้ มอบ ผล จาก สวน องุ่น แก่ เขา บ้าง แต่ คน เช่า สวน นั้น ได้ เฆี่ยน ตี ผู้ รับใช้ คน นั้น และ ไล่ ให้ กลับ ไป มือเปล่า {20:11} แล้ว เจ้าของ สวน จึง ใช้ ผู้ รับใช้ อีก คน หนึ่ง แต่ คน เช่า สวน ได้ เฆี่ยน ตี และ ทำ การ น่า อัปยศ ต่างๆ แก่ ผู้ รับใช้ นั้น ด้วย และ ได้ ไล่ ให้ กลับ ไป มือเปล่า {20:12} แล้ว เจ้าของ สวน จึง ใช้ คน ที่ สาม ไป และ คน เช่า สวน นั้น ก็ ทำให้ เขา บาดเจ็บ แล้ว ผลัก ไส ออก ไป {20:13} ฝ่าย เจ้าของ สวน องุ่น จึง ว่า ‘ เรา จะ ทำ อย่างไร ดี เรา จะ ใช้ บุตร ชาย ที่ รัก ของ เรา ไป เมื่อ เห็น บุตร นั้น พวก เขา คง จะ เคารพ นับถือ’ {20:14} แต่ พวก คน เช่า สวน เมื่อ เห็น บุตร นั้น ก็ ปรึกษา กัน ว่า ‘ คน นี้ แหละ เป็น ทายาท มา เถิด ให้ เรา ฆ่า เขา เสีย เพื่อ มรดก จะ ตก กับ เรา’ {20:15} แล้ว เขา ก็ ผลัก บุตร นั้น ออก ไป นอก สวน องุ่น ฆ่า เสีย เหตุ ฉะนั้น เจ้าของ สวน องุ่น จะ ทำ อย่างไร กับ เขา เหล่า นั้น {20:16} ท่าน จะ มา ฆ่า คน เช่า สวน เหล่า นั้น เสีย แล้ว จะ เอา สวน องุ่น นั้น ให้ ผู้ อื่น เช่า” คน ทั้งหลาย เมื่อ ได้ยิน ดังนั้น จึง ว่า “ ขอ พระเจ้า อย่า ยอม ให้ เป็น เช่น นั้น เลย” {20:17} ฝ่าย พระองค์ ทรง เพ่ง ดู เขา และ ตรัส ว่า “ เหตุ ฉะนั้น พระ วจนะ ซึ่ง เขียน ไว้ นั้น หมายความ อย่างไร กัน ซึ่ง ว่า ‘ ศิลา ซึ่ง ช่าง ก่อ ได้ ปฏิเสธ เสีย ได้ กลับ กลาย เป็น ศิลา มุม เอก แล้ว’ {20:18} ผู้ ใด ล้ม ทับ ศิลา นั้น ผู้ นั้น จะ ต้อง แตกหัก ไป แต่ ศิลา นั้น จะ ตก ทับ ผู้ ใด ก็ จะ บด ขยี้ ผู้ นั้น จน แหลก เป็น ผุยผง” {i20:19} คำ ถาม เกี่ยว กับ การ ส่ง ส่วย {20:19} ฝ่าย พวก ปุโรหิต ใหญ่ และ พวก ธรรมา จารย์ รู้ อยู่ ว่า พระองค์ ได้ ตรัส คำ อุปมา นั้น กระทบ พวก เขา เอง จึง อยาก จะ จับ พระองค์ ใน เวลา นั้น แต่ เขา กลัว ประชาชน {20:20} เขา จึง ตาม ดู พระองค์ และ ใช้ คน ให้ ปลอม เป็น เหมือน คน ชอบธรรม ไป สอดแนม หวัง จะ จับ ผิด ใน พระ ดำรัส ของ พระองค์ เพื่อ จะ มอบ พระองค์ ไว้ ใน อำนาจ และ อาชญา ของ เจ้า เมือง {20:21} คน เหล่า นั้น จึง ทูล ถาม พระองค์ ว่า “ อาจารย์ เจ้าข้า ข้าพเจ้า ทั้งหลาย ทราบ อยู่ ว่า ท่าน กล่าว และ สั่งสอน ล้วน แต่ ความ จริง และ มิ ได้ เลือก หน้า ผู้ ใด แต่ สั่งสอน ทาง ของ พระเจ้า จริงๆ {20:22} การ ที่ จะ ส่ง ส่วย ให้ แก่ ซีซาร์ นั้น ถูกต้อง ตาม พระ ราช บัญญัติ หรือ ไม่” {20:23} ฝ่าย พระองค์ ทรง หยั่งรู้ อุบาย ของ เขา จึง ตรัส แก่ เขา ว่า “ ท่าน ทั้งหลาย ทดลอง เรา ทำไม {20:24} จง ให้ เรา ดู เงินตรา เหรียญ หนึ่ง เถิด รูป และ คำ จารึก นี้ เป็น ของ ใคร” เขา ทูล ตอบ ว่า “ ของ ซีซาร์” {20:25} แล้ว พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า “ ของ ของ ซีซาร์ จง ถวาย แก่ ซีซาร์ และ ของ ของ พระเจ้า จง ถวาย แด่ พระเจ้า” {20:26} คน เหล่า นั้น จับ ผิด ใน พระ ดำรัส ของ พระองค์ ต่อ หน้า ประชาชน ไม่ ได้ และ เขา ก็ ประหลาด ใจ ใน พระ ดำรัส ตอบ ของ พระองค์ จึง นิ่ง ไป {i20:27} ทรง ตอบ พวก สะ ดู สี เกี่ยว กับ การ เป็น ขึ้น มา อีก (มธ 22:23-33; มก 12:18-27) {20:27} ยัง มี พวก สะ ดู สี บาง คน มา หา พระองค์ ซึ่ง เขา ทั้งหลาย ว่า การ ฟื้น ขึ้น มา จาก ความ ตาย นั้น ไม่ มี เขา จึง ทูล ถาม พระองค์ {20:28} ว่า “ อาจารย์ เจ้าข้า โมเสส ได้ เขียน สั่ง ข้าพเจ้า ทั้งหลาย ไว้ ว่า ‘ ถ้า ชาย ผู้ ใด ตาย และ มี ภรรยา แต่ ไม่ มี บุตร ก็ ให้ น้อง ชาย รับ พี่ สะใภ้ นั้น ไว้ เป็น ภรรยา ของ ตน เพื่อ สืบ เชื้อสาย ของ พี่ ชาย ไว้’ {20:29} ยัง มี พี่น้อง ผู้ชาย เจ็ด คน พี่ หัว ปี มี ภรรยา แล้ว ก็ ตาย ไม่ มี บุตร {20:30} แล้ว น้อง ที่ สอง ก็ รับ หญิง นั้น เป็น ภรรยา แล้ว เขา ก็ ตาย ไม่ มี บุตร {20:31} ที่ สาม นั้น ก็ รับ หญิง นั้น เป็น ภรรยา ทั้ง เจ็ด คน ก็ เหมือน กัน ไม่ มี บุตร แล้ว ก็ ตาย {20:32} ที่สุด ผู้หญิง นั้น ก็ ตาย ด้วย {20:33} เหตุ ฉะนั้น ใน วัน ที่ จะ ฟื้น ขึ้น มา จาก ความ ตาย หญิง นั้น จะ เป็น ภรรยา ของ ใคร ด้วย นาง ได้ เป็น ภรรยา ของ ชาย ทั้ง เจ็ด นั้น แล้ว” {20:34} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า “ คน ใน โลก นี้ มี การ สมรส กัน และ ยก ให้ เป็น สามี ภรรยา กัน {20:35} แต่ เขา เหล่า นั้น ที่ สมควร จะ ลุ ถึง โลก หน้า และ ลุ ถึง การ ฟื้น ขึ้น มา จาก ความ ตาย ไม่ มี การ สมรส กัน หรือ ยก ให้ เป็น สามี ภรรยา กัน {20:36} และ เขา จะ ตาย อีก ไม่ ได้ เพราะ เขา เป็น เหมือน ทูต สวรรค์ เป็น บุตร ของ พระเจ้า ด้วย ว่า เป็น ลูก แห่ง การ ฟื้น ขึ้น มา จาก ความ ตาย {20:37} แต่ คน ที่ ตาย จะ ถูก ชุบ ให้ เป็น ขึ้น มา ใหม่ นั้น โมเสส ก็ ยัง ได้ สำแดง ใน เรื่อง พุ่มไม้ คือ ที่ ได้ เรียก องค์ พระผู้เป็นเจ้า ว่า ‘ เป็น พระเจ้า ของ อับราฮัม เป็น พระเจ้า ของ อิส อัค และ เป็น พระเจ้า ของ ยา โค บ’ {20:38} พระองค์ มิ ได้ ทรง เป็น พระเจ้า ของ คน ตาย แต่ ทรง เป็น พระเจ้า ของ คน เป็น ด้วย ว่า จำเพาะ พระเจ้า คน ทุก คน เป็นอยู่” {i20:39} พวก ธรรมา จารย์ ไม่ สามารถ ที่ จะ ตอบ พระ เยซู ได้ (มธ 22:41-46; มก 12:35-37) {20:39} ธรรมา จารย์ บาง คน จึง ทูล ว่า “ อาจารย์ เจ้าข้า ท่าน พูด ดี แล้ว” {20:40} หลัง จาก นั้น พวก เขา ก็ ไม่ กล้า จะ ทูล ถาม พระองค์ ต่อ ไป อีก {20:41} พระองค์ จึง ตรัส ถาม เขา ว่า “ ที่ คน ทั้งหลาย ว่า พระ คริสต์ ทรง เป็น บุตร ของ ดา วิด นั้น เป็น ได้ อย่างไร {20:42} ด้วย ว่า ท่าน ดา วิด เอง ได้ กล่าว ไว้ ใน หนังสือ สดุดี ว่า ‘ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ตรัส กับ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ของ ข้าพเจ้า ว่า จง นั่ง ที่ ขวา มือ ของ เรา {20:43} จน กว่า เรา จะ กระทำ ให้ ศัตรู ของ ท่าน เป็น แท่น รองเท้า ของ ท่าน’ {20:44} ดา วิด ยัง ได้ ทรง เรียก ท่าน ว่า เป็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า ท่าน จะ เป็น บุตร ของ ดา วิด อย่างไร ได้” {i20:45} พระ เยซู ทรง กล่าวโทษ พวก ธรรมา จารย์ (มธ 23:1-36; มก 12:38-40; ลก 11:37-54) {20:45} เมื่อ คน ทั้งหลาย กำลัง ฟัง อยู่ พระองค์ จึง ตรัส กับ เหล่า สาวก ของ พระองค์ ว่า {20:46} “ จง ระวัง พวก ธรรมา จารย์ให้ดี ผู้ ที่ ชอบ สวม เสื้อ ยาว เดิน ไป มา ชอบ ให้ คน คำนับ กลาง ตลาด ชอบ นั่ง ที่ สูง ใน ธรรม ศาลา และ ที่ อัน มี เกียรติ ใน การ เลี้ยง {20:47} เขา ริบ เอา เรือน ของ หญิง ม่าย และ อธิษฐาน โอ้อวด เสีย ยืดยาว เขา ทั้งหลาย นั้น จะ ได้ รับ พระ อาชญา มาก ยิ่ง ขึ้น” {i21:1} เงิน ถวาย ของ หญิง ม่าย (มก 12:41-44) {21:1} พระองค์ เงย พระ พักตร์ ทอด พระ เนตร เห็น คน มั่งมี ทั้งหลาย นำ เงิน มา ใส่ ใน ตู้ เก็บ เงิน ถวาย {21:2} พระองค์ ทอด พระ เนตร เห็น หญิง ม่าย คน หนึ่ง เป็น คน จน นำ เหรียญ ทองแดง สอง อัน มา ใส่ ด้วย {21:3} พระองค์ ตรัส ว่า “ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า หญิง ม่าย จน คน นี้ ได้ ใส่ ไว้ มาก กว่า คน ทั้งปวง นี้ {21:4} เพราะ ว่า คน ทั้งปวง นี้ ได้ เอา เงิน เหลือ ใช้ ของ เขา มา ใส่ ถวาย แด่ พระเจ้า แต่ ผู้หญิง นี้ ขัด สน ที่สุด ยัง ได้ เอา เงิน ที่ มี อยู่ สำหรับ เลี้ยง ชีวิต ของ ตน มา ใส่ จน หมด” {i21:5} ทรง เทศนา ที่ ภูเขา มะกอก เทศ (มธ 24-25; มก 13) {21:5} เมื่อ บาง คน พูด ชม พระ วิหาร ว่า ได้ ตกแต่ง ไว้ ด้วย ศิลา งาม และ เครื่อง ถวาย พระองค์ จึง ตรัส ว่า {21:6} “ สิ่ง เหล่า นี้ ที่ ท่าน ทั้งหลาย เห็น วัน หนึ่ง ศิลา ที่ ซ้อน ทับ กัน อยู่ ที่ นี่ ซึ่ง จะ ไม่ ถูก ทำลาย ลง ก็ หา มิ ได้” {21:7} เขา ทั้งหลาย ทูล ถาม พระองค์ ว่า “ พระ อาจารย์ เจ้าข้า เหตุการณ์ เหล่า นี้ จะ บังเกิด ขึ้น เมื่อไร สิ่ง ไร เป็น หมาย สำคัญ ว่า การณ์ ทั้งปวง นี้ จวน จะ บังเกิด ขึ้น” {i21:8} เส้นทาง ของ คน ยุค นี้ (มธ 24:4-14) {21:8} พระองค์ จึง ตรัส ว่า “ ระวัง ให้ ดี อย่า ให้ ผู้ ใด ล่อลวง ท่าน ให้ หลง ด้วย ว่า จะ มี หลาย คน มา ต่าง อ้าง นาม ของ เรา และ ว่า ‘ เรา เป็น พระ คริสต์’ และ ว่า ‘ เวลา นั้น ใกล้ เข้า มา แล้ว’ ท่าน ทั้งหลาย อย่า ตาม เขา ไป เลย {21:9} เมื่อ ท่าน ทั้งหลาย จะ ได้ยิน ถึง การ สงคราม และ การ จลาจล อย่า ตกใจ กลัว เพราะ ว่า สิ่ง เหล่า นั้น จำ ต้อง เกิด ขึ้น ก่อน แต่ ที่สุด ปลาย ยัง จะ ไม่ มา ทันที” {21:10} แล้ว พระองค์ ตรัส แก่ เขา ว่า “‘ ประชาชาติ จะ ลุก ขึ้น ต่อสู้ ประชาชาติ ราช อาณาจักร ต่อสู้ ราช อาณาจักร’ {21:11} ทั้ง จะ เกิด แผ่นดิน ไหว ใหญ่ ใน ที่ ต่างๆ และ จะ เกิด กันดาร อาหาร และ โรค ระบาด อย่าง ร้ายแรง และ จะ มี ความ วิบัติ อัน น่า กลัว และ หมาย สำคัญ ใหญ่ๆ จาก ฟ้า สวรรค์ {21:12} แต่ ก่อน เหตุการณ์ เหล่า นั้น เขา จะ จับ ท่าน ไว้ และ จะ ข่มเหง ท่าน และ มอบ ท่าน ไว้ ใน ธรรม ศาลา และ ใน คุก และ พา ท่าน ไป ต่อ หน้า กษัตริย์ และ เจ้า เมือง เพราะ เหตุ นาม ของ เรา {21:13} การ นั้น จะ เกิด แก่ ท่าน เพื่อ ท่าน จะ ได้ เป็น พยาน {21:14} เหตุ ฉะนั้น ท่าน ทั้งหลาย ต้อง ปลงใจ ไว้ ว่า จะ ไม่ คิด นึก ก่อน ว่า จะ แก้ตัว อย่างไร {21:15} ด้วย ว่า เรา จะ ให้ ปาก และ ปัญญา แก่ ท่าน ซึ่ง ศัตรู ทั้งหลาย ของ ท่าน จะ ต่อต้าน และ คัดค้าน ไม่ ได้ {21:16} แม้ แต่ บิดา มารดา ญาติ พี่น้อง และ มิตรสหาย จะ ทรยศ ท่าน และ พวก เขา จะ ฆ่า บาง คน ใน พวก ท่าน เสีย {21:17} คน ทั้งปวง จะ เกลียด ชัง ท่าน เพราะ เหตุ นาม ของ เรา {21:18} แต่ ผม ของ ท่าน สัก เส้น หนึ่ง จะ เสีย ไป ก็ หา มิ ได้ {21:19} ท่าน จะ ได้ ชีวิต รอด โดย ความ อดทน ของ ท่าน {i21:20} การ ทำลาย กรุง เยรูซาเล็ม ใน อนาคต (มธ 24:15-21; มก 13:14-23) {21:20} เมื่อ ท่าน เห็น กองทัพ ทั้งหลาย มา ตั้ง ล้อม รอบ กรุง เยรูซาเล็ม เมื่อนั้น จง รู้ ว่า วิบัติ ของ กรุง นั้น ก็ ใกล้ เข้า มา แล้ว {21:21} เวลา นั้น ให้ ผู้ ที่ อยู่ ใน แคว้น ยู เดีย หนี ไป ยัง ภูเขา และ ผู้ ที่ อยู่ ใน กรุง ให้ ออก ไป และ ผู้ ที่ อยู่ บ้านนอก อย่า ให้ เข้า มา ใน กรุง {21:22} เพราะ ว่า เวลา นั้น เป็น วัน แห่ง การ แก้ แค้น เพื่อ จะ ให้ สิ่ง สารพัด ที่ เขียน ไว้ นั้น สำเร็จ {21:23} แต่ ใน วัน เหล่า นั้น วิบัติ แก่ หญิง ที่ มี ครรภ์ หรือ มี ลูก อ่อน กิน นม อยู่ เพราะ ว่า จะ มี ความ ทุกข์ ร้อน ใหญ่ หลวง บน แผ่นดิน และ จะ ทรง พระ พิโรธ แก่ พลเมือง นี้ {21:24} เขา จะ ล้ม ลง ด้วย คม ดาบ และ ต้อง ถูก กวาด เอา ไป เป็น เชลย ทั่ว ทุก ประชาชาติ และ คน ต่าง ชาติ จะ เหยียบ ย่ำ กรุง เยรูซาเล็ม จน กว่า เวลา กำหนด ของ คน ต่าง ชาติ นั้น จะ ครบถ้วน {i21:25} การ เสด็จ กลับ มา ด้วย สง่าราศี ของ พระ คริสต์ (มธ 24:29-31; มก 13:24-27) {21:25} จะ มี หมาย สำคัญ ที่ ดวง อาทิตย์ ที่ ดวง จันทร์ และ ที่ ดวง ดาว ทั้งปวง และ บน แผ่นดิน ก็ จะ มี ความ ทุกข์ ร้อน ตาม ชาติ ต่างๆ ซึ่ง มี ความ ฉงน สนเท่ห์ เพราะ เสียง กึกก้อง ของ ทะเล และ คลื่น {21:26} จิตใจ มนุษย์ ก็ จะ สลบไสล ไป เพราะ ความ กลัว และ เพราะ สังหรณ์ ถึง เหตุการณ์ ซึ่ง จะ บังเกิด ใน โลก ด้วย ว่า ‘ บรรดา สิ่ง ที่ มี อำนาจ ใน ท้อง ฟ้า จะ สะเทือน สะท้าน ไป’ {21:27} เมื่อนั้น เขา จะ เห็น บุตร มนุษย์ เสด็จ มา ใน เมฆ ทรง ฤทธา นุ ภาพ และ สง่าราศี เป็น อัน มาก {21:28} เมื่อ เหตุการณ์ ทั้งปวง นี้ เริ่ม จะ บังเกิด ขึ้น นั้น จง ยืด ตัว และ ผงก ศีรษะ ขึ้น ด้วย การ ไถ่ ท่าน ใกล้ จะ ถึง แล้ว” {i21:29} คำ อุปมา เกี่ยว กับ ต้น มะเดื่อ (มธ 24:32-33; มก 13:28-29) {21:29} พระองค์ ตรัส คำ อุปมา แก่ เขา ว่า “ จง ดู ต้น มะเดื่อ และ ต้นไม้ ทั้งปวง เถิด {21:30} เมื่อ ผลิ ใบ ออก แล้ว ท่าน ทั้งหลาย ก็ เห็น และ รู้ อยู่ เอง ว่า ฤดู ร้อน จวน จะ ถึง แล้ว {21:31} เช่น นั้น แหละ เมื่อ ท่าน ทั้งหลาย เห็น เหตุการณ์ เหล่า นั้น เกิด ขึ้น ก็ ให้ รู้ ว่า อาณาจักร ของ พระเจ้า ใกล้ จะ ถึง แล้ว {21:32} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า คน ใน ชั่ว อายุ นี้ จะ ไม่ ล่วงลับ ไป จน กว่า สิ่ง ทั้งปวง นี้ จะ สำเร็จ {21:33} ฟ้า และ ดิน จะ ล่วง ไป แต่ ถ้อยคำ ของ เรา จะ สูญหาย ไป หา มิ ได้ เลย {i21:34} จง เฝ้า ระวัง และ อธิษฐาน {21:34} แต่ จง ระวัง ตัว ให้ ดี เกลือก ว่า ใน เวลา หนึ่ง เวลา ใด ใจ ของ ท่าน จะ ล้น ไป ด้วย อาการ กิน และ ดื่ม และ ด้วย การ เมา และ ด้วย คิด กังวล ถึง ชีวิต นี้ แล้ว เวลา นั้น จะ มา ถึง ท่าน โดย ไม่ ทัน รู้ตัว {21:35} เพราะ ว่า วัน นั้น จะ มา ดุจ บ่วง แร้ว ถึง คน ทั้งปวง ที่ อยู่ ทั่ว พื้น แผ่นดิน โลก {21:36} เหตุ ฉะนั้น จง เฝ้า ระวัง และ อธิษฐาน อยู่ ทุก เวลา เพื่อ ท่าน ทั้งหลาย สมควร ที่ จะ พ้น เหตุการณ์ ทั้งปวง ซึ่ง จะ บังเกิด มา นั้น และ จะ ยืน อยู่ ต่อ หน้า บุตร มนุษย์ ได้” {21:37} กลางวัน พระองค์ ทรง สั่งสอน ใน พระ วิหาร และ กลางคืน ก็ เสด็จ ออก ไป ประทับ ที่ ภูเขา ชื่อ มะกอก เทศ {21:38} คน ทั้งปวง ก็ มา หา พระองค์ ใน พระ วิหาร แต่ เช้าตรู่ เพื่อ จะ ฟัง พระองค์ {i22:1} ยู ดา ส ตกลง ว่า จะ ทรยศ พระ เยซู (มธ 26:14-15; มก 14:10-11) {22:1} เทศกาล เลี้ยง ขนม ปัง ไร้ เชื้อ ที่ เรียก ว่า ปัส กา มา ใกล้ แล้ว {22:2} พวก ปุโรหิต ใหญ่ กับ พวก ธรรมา จารย์ หา ช่อง ทาง ว่า เขา จะ ฆ่า พระองค์ ได้ อย่างไร เพราะ เขา กลัว ประชาชน {22:3} ฝ่าย ซาตาน เข้า ดลใจ ยู ดา ส ที่ เรียก ว่า อิส คา ริ โอ ท ที่ นับ เข้า ใน พวก สาวก สิบ สอง คน {22:4} ยู ดา ส ได้ ไป ปรึกษา กับ พวก ปุโรหิต ใหญ่ และ พวก นาย ทหาร ว่า จะ ทรยศ พระองค์ ให้ เขา ได้ ด้วย วิธี ใด {22:5} คน เหล่า นั้น ดีใจ และ ตกลง กับ ยู ดา ส ว่า จะ ให้ เงิน {22:6} ยู ดา ส จึง ให้ สัญญา และ คอย หา โอกาส ที่ จะ ทรยศ พระองค์ ให้ แก่ เขา เมื่อ ว่าง คน {i22:7} การ เตรียม สำหรับ งาน เลี้ยง ปัสกา (มธ 26:17-19; มก 14:12-16) {22:7} พอ ถึง วัน กิน ขนม ปัง ไร้ เชื้อ เมื่อ เขา ต้อง ฆ่า ลูก แกะ สำหรับ ปัสกา {22:8} พระองค์ จึง ทรง ใช้ เปโตรและยอห์น ไป สั่ง ว่า “ จง ไป จัด เตรียม ปัส กา ให้ เรา ทั้งหลาย กิน” {22:9} เขา ทูล ถาม พระองค์ ว่า “ พระองค์ ทรง ปรารถนา จะ ให้ ข้า พระองค์ ทั้งหลาย จัด เตรียม ที่ไหน” {22:10} พระองค์ ตรัส ตอบ เขา ว่า “ ดู เถิด เมื่อ ท่าน เข้า ไป ใน กรุง ก็ จะ มี ชาย คน หนึ่ง ทูน หม้อน้ำ มา พบ ท่าน เขา จะ เข้า ไป เรือน ไหน จง ตาม เขา ไป ใน เรือน นั้น {22:11} จง พูด กับ เจ้าของ เรือน ว่า ‘ พระ อาจารย์ ให้ ถาม ท่าน ว่า “ ห้อง ที่ เรา จะ กิน ปัส กา กับ เหล่า สาวก ของ เรา ได้ นั้น อยู่ ที่ไหน”’ {22:12} เจ้าของ เรือน จะ ชี้ ให้ ท่าน เห็น ห้อง ใหญ่ ชั้น บน ที่ ตกแต่ง ไว้ แล้ว ที่ นั่นแหละ จง จัด เตรียม ไว้ เถิด” {22:13} เขา ทั้ง สอง จึง ไป และ พบ เหมือน คำ ที่ พระองค์ ได้ ตรัส แก่ เขา แล้ว ได้ จัด เตรียม ปัส กา ไว้ พร้อม {i22:14} การ เลี้ยง ปัสกา (มธ 26:20; มก 14:17; ยน 13) {22:14} เมื่อ ถึง เวลา พระองค์ ทรง เอน พระ กาย ลง เสวย พร้อม กับ อัครสาวก สิบ สอง คน {22:15} พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า “ เรา มี ความ ปรารถนา อย่าง ยิ่ง ที่ จะ กิน ปัส กา นี้ กับ พวก ท่าน ก่อน เรา จะ ต้อง ทน ทุกข์ ทรมาน {22:16} ด้วย เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า เรา จะ ไม่ กิน ปัส กา นี้ อีก จน กว่า จะ สำเร็จ ใน อาณาจักร ของ พระเจ้า” {22:17} พระองค์ ทรง หยิบ ถ้วย ขอบพระคุณ แล้ว ตรัส ว่า “ จง รับ ถ้วย นี้ แบ่ง กัน ดื่ม {22:18} เพราะ เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า เรา จะ ไม่ ดื่ม น้ำ องุ่น จาก เถา องุ่น ต่อ ไป อีก จน กว่า อาณาจักร ของ พระเจ้า จะ มา” {i22:19} ทรง ประทาน พิธี ศีล ระลึก (มธ 26:26-29; มก 14:22-25; 1 คร 11:23-26) {22:19} พระองค์ ทรง หยิบ ขนม ปัง ขอบพระคุณ แล้ว หัก ส่ง ให้ แก่ เขา ทั้งหลาย ตรัส ว่า “ นี่ เป็น กาย ของ เรา ซึ่ง ได้ ให้ สำหรับ ท่าน ทั้งหลาย จง กระทำ อย่าง นี้ ให้ เป็น ที่ ระลึก ถึง เรา” {22:20} เมื่อ รับประทาน แล้ว จึง ทรง หยิบ ถ้วย กระทำ เหมือน กัน ตรัส ว่า “ ถ้วย นี้ เป็น พัน ธ สัญญา ใหม่ โดย โลหิต ของ เรา ซึ่ง เท ออก เพื่อ ท่าน ทั้งหลาย {i22:21} อัครสาวก ผู้ หนึ่ง จะ ทรยศ พระ เยซู (มธ 26:21-25; มก 14:18-21; ยน 13:18-30) {22:21} แต่ ดู เถิด มือ ของ ผู้ ที่ จะ ทรยศ เรา ก็ อยู่ กับ เรา บน โต๊ะ {22:22} เพราะ บุตร มนุษย์ จะ เสด็จ ไป เหมือน ได้ ทรง ดำริ ไว้ แต่ ก่อน แล้ว แต่ วิบัติ แก่ ผู้ นั้น ที่ ทรยศ พระองค์” {22:23} เหล่า สาวก จึง เริ่ม ถาม กัน และ กัน ว่า จะ เป็น ใคร ใน พวก เขา ที่ จะ กระทำ การ นั้น {i22:24} ยาก อบ และ ยอห์ นอ ยาก เป็น ใหญ่ {22:24} มี การ เถียง กัน ด้วย ว่า จะ นับ ว่า ใคร ใน พวก เขา เป็น ใหญ่ ที่สุด {22:25} พระองค์ จึง ตรัส แก่ เขา ว่า “ กษัตริย์ ของ คน ต่าง ชาติ ย่อม เป็น เจ้า เหนือ เขา และ ผู้ ที่ มี อำนาจ เหนือ เขา นั้น เขา เรียก ว่า เจ้า บุญ นาย คุณ {22:26} แต่ พวก ท่าน จะ หา เป็น อย่าง นั้น ไม่ ผู้ ใด ใน พวก ท่าน ที่ เป็น ใหญ่ ที่สุด ให้ ผู้ นั้น เป็น เหมือน ผู้ เล็กน้อย ที่สุด และ ผู้ ใด เป็น นาย ให้ ผู้ นั้น เป็น เหมือน คน รับใช้ {22:27} ด้วย ว่า ใคร เป็น ใหญ่ กว่า ผู้ ที่ เอน กาย ลง รับประทาน หรือ ผู้ รับใช้ ผู้ ที่ เอน กาย ลง รับประทาน มิ ใช่ หรือ แต่ว่า เรา อยู่ ท่ามกลาง ท่าน ทั้งหลาย เหมือน ผู้ รับใช้ {i22:28} อัครสาวก จะ พิพากษา พวก อิสราเอล ใน อาณาจักร ของ พระเจ้า {22:28} ฝ่าย ท่าน ทั้งหลาย เป็น คน ที่ ได้ อยู่ กับ เรา ใน เวลา ที่ เรา ถูก ทดลอง {22:29} และ พระ บิดา ของ เรา ได้ ทรง จัด เตรียม อาณาจักร มอบ ให้ แก่ เรา อย่างไร เรา ก็ จะ จัด เตรียม อาณาจักร มอบ ให้ แก่ ท่าน ทั้งหลาย เหมือน กัน {22:30} คือ ท่าน ทั้งหลาย จะ กิน และ ดื่ม ที่ โต๊ะ ของ เรา ใน อาณาจักร ของ เรา และ จะ นั่ง บน ที่นั่ง พิพากษา พวก อิสราเอล สิบ สอง ตระกูล” {i22:31} ทรง พยากรณ์ ถึง การ ปฏิเสธ ของ เปโตร (มธ 26:33-35; มก 14:29-31) {22:31} และ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ตรัส ว่า “ ซี โม น ซี โม นเอ๋ย ดู เถิด ซาตาน ได้ ขอ ท่าน ไว้ เพื่อ จะ ฝัด ร่อน ท่าน เหมือน ฝัด ข้าว สาลี {22:32} แต่ เรา ได้ อธิษฐาน เผื่อ ตัว ท่าน เพื่อ ความ เชื่อ ของ ท่าน จะ ไม่ ได้ ขาด และ เมื่อ ท่าน ได้ หัน กลับ แล้ว จง ชู กำลัง พี่น้อง ทั้งหลาย ของ ท่าน” {22:33} ฝ่าย เขา จึง ทูล พระองค์ ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า ข้า พระองค์ พร้อม แล้ว ที่ จะ ไป กับ พระองค์ ถึง จะ ต้อง ติด คุก และ ถึง ความ ตาย ก็ ดี” {22:34} พระองค์ ตรัส ว่า “ เปโตรเอ๋ย เรา บอก ท่าน ว่า วัน นี้ ก่อน ไก่ ขัน ท่าน จะ ปฏิเสธ ว่า ไม่ รู้จัก เรา ถึง สาม ครั้ง” {i22:35} เหล่า สาวก ออก ไป พร้อม กับ คำ ทรง เตือน {22:35} พระองค์ จึง ตรัส ถาม เหล่า สาวก ว่า “ เมื่อ เรา ได้ ใช้ ท่าน ทั้งหลาย ออก ไป โดย ไม่ มี ถุง เงิน ไม่ มี ย่าม ไม่ มี รองเท้า นั้น ท่าน ขัด สน สิ่ง ใด บ้าง หรือ” เขา ทั้งหลาย ทูล ตอบ ว่า “ ไม่ ขาด สิ่ง ใด เลย” {22:36} พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า “ แต่ เดี๋ยวนี้ ใคร มี ถุง เงิน ให้ เอา ไป ด้วย และ ย่าม ก็ ให้ เอา ไป เหมือน กัน และ ผู้ ใด ที่ ไม่ มี ดาบ ก็ ให้ ขาย เสื้อ คลุม ของ ตน ไป ซื้อ ดาบ {22:37} ด้วย เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า พระ วจนะ ซึ่ง เขียน ไว้ แล้ว นั้น ต้อง สำเร็จ ใน เรา คือ ว่า ‘ ท่าน ถูก นับ เข้า กับ บรรดา ผู้ ละเมิด’ เพราะ ว่า คำ พยากรณ์ ที่ เล็ง ถึง เรา นั้น จะ สำเร็จ” {22:38} เขา ทูล ตอบ ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า ดู เถิด มี ดาบ สอง เล่ม” พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า “ พอ เสียที เถอะ” {i22:39} พระ เยซู ใน สวน เก ทเสมนี (มธ 26:36-46; มก 14:32-42; ยน 18:1) {22:39} ฝ่าย พระองค์ เสด็จ ออก ไป ยัง ภูเขา มะกอก เทศ ตาม เคย และ เหล่า สาวก ของ พระองค์ ก็ ตาม พระองค์ ไป ด้วย {22:40} เมื่อ มา ถึง ที่ นั่น แล้ว พระองค์ ตรัส กับ เขา ทั้งหลาย ว่า “ จง อธิษฐาน เพื่อ มิ ให้ เข้า ใน การ ทดลอง” {22:41} แล้ว พระองค์ ดำเนิน ไป จาก เขา ไกล ประมาณ ขว้าง หิน ตก และ ทรง คุกเข่า ลง อธิษฐาน {22:42} ว่า “ พระ บิดา เจ้าข้า ถ้า พระองค์ พอ พระทัย ขอ ให้ ถ้วย นี้ เลื่อน พ้น ไป จาก ข้า พระองค์ เถิด แต่ อย่างไร ก็ ดี อย่า ให้ เป็น ไป ตามใจ ข้า พระองค์ แต่ ให้ เป็น ไป ตาม พระทัย ของ พระองค์ เถิด” {22:43} ทูต สวรรค์ องค์ หนึ่ง จาก สวรรค์ มา ปรากฏ แก่ พระองค์ ช่วย ชู กำลัง พระองค์ {22:44} เมื่อ พระองค์ ทรง เป็น ทุกข์ มาก นัก พระองค์ ยิ่ง ปลง พระทัย อธิษฐาน พระ เสโท ของ พระองค์ เป็น เหมือน โลหิต ไหล หยด ลง ถึง ดิน เป็น เม็ด ใหญ่ {22:45} เมื่อ ทรง อธิษฐาน เสร็จ และ ลุก ขึ้น แล้ว พระองค์ เสด็จ มา ถึง เหล่า สาวก พบ เขา นอน หลับ อยู่ ด้วย กำลัง ทุกข์ โศก {22:46} พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า “ นอน หลับ ทำไม จง ลุก ขึ้น อธิษฐาน เพื่อ ท่าน จะ ไม่ เข้า ใน การ ทดลอง” {i22:47} พระ เยซู ทรง ถูก ทรยศ ด้วย การ จุบ (มธ 26:47-56; มก 14:43-50; ยน 18:3-11) {22:47} พระองค์ ตรัส ยัง ไม่ ทัน ขาด คำ ดู เถิด มี คน เป็น อัน มาก และ ผู้ ที่ ชื่อ ว่า ยู ดา ส เป็น คน หนึ่ง ใน สาวก สิบ สอง คน นำ หน้า เขา มา ยู ดา ส เข้า มา ใกล้ พระ เยซู เพื่อ จุบ พระองค์ {22:48} แต่ พระ เยซู ตรัส ถาม เขา ว่า “ ยู ดา ส ท่าน จะ ทรยศ บุตร มนุษย์ ด้วย การ จุบ หรือ” {22:49} เมื่อ คน ทั้งปวง ที่ อยู่ รอบ พระองค์ เห็น ว่า จะ เกิด เหตุ อะไร ต่อ ไป เขา จึง ทูล ถาม พระองค์ ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า ให้ เรา เอา ดาบ ฟัน เขา หรือ” {22:50} และ มี คน หนึ่ง ใน เหล่า สาวก ได้ ฟัน ผู้ รับใช้ คน หนึ่ง ของ มหา ปุโรหิต ถูก หู ข้าง ขวา ของ เขา ขาด {22:51} แต่ พระ เยซู ตรัส ว่า “ พอ เสียที เถอะ” แล้ว พระองค์ ทรง ถูกต้อง ใบ หู คน นั้น ให้ เขา หาย {22:52} ฝ่าย พระ เยซู ตรัส แก่ พวก ปุโรหิต ใหญ่ พวก นาย ทหาร รักษา พระ วิหาร และ พวก ผู้ใหญ่ ที่ ออก มา จับ พระองค์ นั้น ว่า “ ท่าน ทั้งหลาย เห็น เรา เป็น โจร หรือ จึง ถือ ดาบ ถือ ตะบอง ออก มา {22:53} เมื่อ เรา อยู่ กับ ท่าน ทั้งหลาย ใน พระ วิหาร ทุกๆ วัน ท่าน ก็ มิ ได้ ยื่น มือ ออก จับ เรา แต่ เวลา นี้ เป็น ที ของ ท่าน และ เป็น อำนาจ แห่ง ความ มืด” {i22:54} พระ เยซู ทรง ถูก จับ เปโตร ปฏิเสธ พระองค์ (มธ 26:57, 69-75; มก 14:53-54, 66-72; ยน 18:12-18, 25-27) {22:54} เขา ก็ จับ พระองค์ พา เข้า ไป ใน บ้าน มหา ปุโรหิต เปโตร ติดตาม ไป ห่างๆ {22:55} เมื่อ เขา ก่อ ไฟ ที่ กลาง ลาน บ้าน และ นั่ง ลง ด้วย กัน แล้ว เปโตร ก็ นั่ง อยู่ ท่ามกลาง เขา {22:56} มี สาวใช้ คน หนึ่ง เห็น เปโตร นั่ง อยู่ ใกล้ ไฟ จึง เพ่ง ดู แล้ว ว่า “ คน นี้ ได้ อยู่ กับ ผู้ นั้น ด้วย” {22:57} แต่ เปโตร ปฏิเสธ พระองค์ ว่า “ แม่ เอ๋ย คน นั้น ข้า ไม่ รู้จัก” {22:58} สัก ครู่ หนึ่ง มี อีก คน หนึ่ง เห็น เปโตรจึงว่า “ เจ้า เป็น คน หนึ่ง ใน พวก นั้น ด้วย” เปโตรจึงว่า “ พ่อ เอ๋ย ข้า มิ ได้ เป็น” {22:59} อยู่ มา ประมาณ อีก ชั่วโมง หนึ่ง มี อีก คน หนึ่ง ยืนยัน แข็งแรง ว่า “ แน่ แล้ว คน นี้ อยู่ กับ เขา ด้วย เพราะ เขา เป็น ชาว กา ลิ ลี” {22:60} แต่ เปโตรพูดว่า “ พ่อ เอ๋ย ที่ ท่าน ว่า นั้น ข้า ไม่ รู้เรื่อง” เมื่อ เปโตร กำลัง พูด ยัง ไม่ ทัน ขาด คำ ใน ทันใด นั้น ไก่ ก็ ขัน {22:61} องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรง เหลียว ดู เปโตร แล้ว เปโตร ก็ ระลึก ถึง คำ ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ซึ่ง พระองค์ ได้ ตรัส ไว้ แก่ เขา ว่า “ ก่อน ไก่ ขัน ท่าน จะ ปฏิเสธ เรา ถึง สาม ครั้ง” {22:62} แล้ว เปโตร ก็ ออก ไป ข้าง นอก ร้องไห้ เป็น ทุกข์ นัก {i22:63} พระ เยซู ทรง ถูก เยาะเย้ย และ โบย ตี (มธ 26:67-68; มก 14:65; ยน 18:22-23) {22:63} ฝ่าย คน ที่ คุม พระ เยซู ก็ เยาะเย้ย โบย ตี พระองค์ {22:64} และ เมื่อ เขา เอา ผ้า ผูก ปิด พระ เนตร ของ พระองค์ แล้ว เขา จึง ตบ พระ พักตร์ พระองค์ ถาม พระองค์ ว่า “ จง พยากรณ์ เถอะ ว่า ใคร ตบ เจ้า” {22:65} และ เขา พูด คำ หมิ่น ประมาท แก่ พระองค์ อีก หลาย ประการ {i22:66} พระ เยซู ต่อ หน้า สภา (มธ 26:59-68; มก 14:55-65; ยน 18:19-24) {22:66} ครั้น รุ่งเช้า พวก ผู้ใหญ่ ของ พลเมือง กับ พวก ปุโรหิต ใหญ่ และ พวก ธรรมา จารย์ ได้ ประชุม กัน และ เขา พา พระองค์ เข้า ไป ใน ศาลสูง ของ เขา และ พูด ว่า {22:67} “ ถ้า ท่าน เป็น พระ คริสต์ จง บอก เรา เถิด” แต่ พระองค์ ทรง ตอบ เขา ว่า “ ถึง เรา จะ บอก ท่าน ท่าน ก็ จะ ไม่ เชื่อ {22:68} และ ถึง เรา ถาม ท่าน ท่าน ก็ จะ ไม่ ตอบ เรา และ จะ ไม่ ปล่อย ให้ เรา ไป {22:69} แต่ ตั้งแต่ นี้ ไป บุตร มนุษย์ จะ นั่ง ข้าง ขวา ของ พระเจ้า ผู้ ทรง ฤทธา นุภาพ” {22:70} คน ทั้งปวง จึง ถาม ว่า “ ท่าน เป็น บุตร ของ พระเจ้า หรือ” พระองค์ ตรัส แก่ เขา ว่า “ ก็ ท่าน ว่า แล้ว ว่า เรา เป็น” {22:71} เขา ทั้งหลาย จึง ว่า “ เรา ต้องการ พยาน อะไร อีก เล่า เพราะ ว่า พวก เรา ได้ยิน จาก ปาก ของ เขา เอง แล้ว” {i23:1} พระ เยซู ต่อ หน้า ปี ลา ต (มธ 27:11-14; มก 15:1-5; ยน 18:28-38) {23:1} เขา ทั้งปวง จึง ลุก ขึ้น พา พระองค์ ไป หา ปี ลา ต {23:2} และ เขา เริ่ม ฟ้อง พระองค์ ว่า “ เรา ได้ พบ คน นี้ ยุยง ชน ชาติ ของ เรา และ ห้าม มิ ให้ ส่ง ส่วย แก่ ซีซาร์ และ ว่า ตัวเอง เป็น พระ คริสต์ กษัตริย์ องค์ หนึ่ง” {23:3} ปี ลา ต จึง ถาม พระองค์ ว่า “ ท่าน เป็น กษัตริย์ ของ พวก ยิว หรือ” พระองค์ ตรัส ตอบ ท่าน ว่า “ ก็ ท่าน ว่า แล้ว นี่” {23:4} ปี ลา ต จึง ว่า แก่ พวก ปุโรหิต ใหญ่ กับ ประชาชน ว่า “ เรา ไม่ เห็น ว่า คน นี้ มี ความ ผิด” {23:5} เขา ทั้งหลาย ยิ่ง กล่าว แข็งแรง ว่า “ คน นี้ ยุยง พลเมือง ให้ วุ่นวาย และ สั่งสอน ทั่ว ตลอด ยู เดีย ตั้งแต่ กา ลิ ลี จน ถึง ที่ นี่” {i23:6} พระ เยซู ต่อ หน้า เฮ โร ด {23:6} เมื่อ ปี ลา ต ได้ยิน ถึง แคว้น กา ลิ ลี ท่าน จึง ถาม ว่า คน นี้ เป็น ชาว กา ลิ ลี หรือ {23:7} เมื่อ ทราบ แล้ว ว่า พระองค์ ทรง เป็น คน อยู่ ใน ท้องที่ ของ เฮ โร ด ท่าน จึง ส่ง พระองค์ ไป หา เฮ โร ด ผู้ กำลัง อยู่ ใน กรุง เยรูซาเล็ม ใน เวลา นั้น {23:8} เมื่อ เฮ โร ด ได้ เห็น พระ เยซู ก็ มี ความ ยินดี มาก ด้วย นาน มา แล้ว ท่าน อยาก จะ พบ พระองค์ เพราะ ได้ยิน ถึง พระองค์ หลาย ประการ และ หวัง ว่า คง จะ ได้ เห็น พระองค์ ทำ การ อัศจรรย์ บ้าง {23:9} ท่าน จึง ซัก ถาม พระองค์ เป็น หลาย ข้อ แต่ พระองค์ หา ทรง ตอบ ประการ ใด ไม่ {23:10} ฝ่าย พวก ปุโรหิต ใหญ่ และ พวก ธรรมา จารย์ ก็ ยืน ขึ้น ฟ้อง พระองค์ แข็งแรง มาก {23:11} เฮ โร ด กับ พวก ทหาร ของ ท่าน กระทำ ต่อ พระองค์ อย่าง ดูหมิ่น เยาะเย้ย เอา เสื้อ ที่ งาม ยิ่ง สวม ให้ พระองค์ และ ส่ง กลับ ไป หา ปี ลา ตอีก {23:12} ฝ่าย ปี ลา ต กับ เฮ โร ด คืนดี กัน ใน วัน นั้น ด้วย แต่ ก่อน เป็น ศัตรู กัน {i23:13} พระ เยซู ทรง ถูก ปรับโทษ ถึง ตาย (มธ 27:15-26; มก 15:6-15; ยน 18:39-40) {23:13} ปี ลา ต จึง สั่ง พวก ปุโรหิต ใหญ่ พวก ขุนนาง และ ประชาชน ให้ ประชุม พร้อม กัน {23:14} จึง กล่าว แก่ เขา ว่า “ ท่าน ทั้งหลาย ได้ พา คน นี้ มา หา เรา ฟ้อง ว่า เขา ได้ ยุยง ประชาชน ดู เถิด เรา ได้ สืบ ถาม ต่อ หน้า ท่าน ทั้งหลาย และ ไม่ เห็น ว่า คน นี้ มี ความ ผิด ใน ข้อ ที่ ท่าน ทั้งหลาย ฟ้อง เขา นั้น {23:15} และ เฮ โร ด ก็ ไม่ เห็น ว่า เขา มี ความ ผิด ด้วย เพราะ เรา ได้ ส่ง พวก ท่าน ทั้งหลาย ไป หา เฮ โร ด ดู เถิด คน นี้ ไม่ ได้ ทำ ผิด อะไร ซึ่ง สมควร จะ มี โทษ ถึง ตาย {23:16} เหตุ ฉะนั้น เมื่อ เรา เฆี่ยน เขา แล้ว เรา ก็ จะ ปล่อย เสีย” {23:17} (เพราะ ท่าน ต้อง ปล่อย คน หนึ่ง ให้ เขา ทั้งหลาย ใน เทศกาล เลี้ยง นั้น) {23:18} แต่ คน ทั้งปวง ร้อง ขึ้น พร้อม กัน ว่า “ กำจัด คน นี้ เสีย และ จง ปล่อย บา รับ บัส ให้ เรา เถิด” {23:19} (บา รับ บัส นั้น ติด คุก อยู่ เพราะ ก่อการ จลาจล ที่ เกิด ขึ้น ใน กรุง และ การ ฆาตกรรม) {23:20} ฝ่าย ปี ลา ต ยัง มี น้ำใจ ใคร่ จะ ปล่อย พระ เยซู จึง พูด กับ เขา อีก {23:21} แต่ คน เหล่า นั้น กลับ ตะโกน ร้อง ว่า “ ตรึง เขา เสีย ตรึง เขา เสีย ที่ กางเขน เถิด” {23:22} ปี ลา ต จึง ถาม เขา ครั้ง ที่ สาม ว่า “ ตรึง ทำไม เขา ได้ ทำ ผิด ประการ ใด เรา ไม่ เห็น เขา ทำ ผิด อะไร ที่ สมควร จะ มี โทษ ถึง ตาย เหตุ ฉะนั้น เมื่อ เรา เฆี่ยน เขา แล้ว ก็ จะ ปล่อย เสีย” {23:23} ฝ่าย คน ทั้งปวง ก็ เร่งเร้า เสียง ดัง ให้ ตรึง พระองค์ เสีย ที่ กางเขน และ เสียง ของ พวก เขา และ ของ พวก ปุโรหิต ใหญ่ นั้น ก็ มี ชัย {23:24} ปี ลา ต จึง สั่ง ให้ เป็น ไป ตาม ที่ เขา ทั้งหลาย ปรารถนา {23:25} ท่าน จึง ปล่อย คน ที่ เขา ขอ นั้น ซึ่ง ติด คุก อยู่ เพราะ การ จลาจล และ การ ฆาตกรรม แต่ ท่าน ได้ มอบ พระ เยซู ไว้ ตามใจ เขา {23:26} เมื่อ เขา พา พระองค์ ออก ไป เขา เกณฑ์ ซี โม น ชาว ไซ รี น ที่ มา จาก บ้านนอก แล้ว เอา กางเขน วาง บน เขา ให้ แบก ตาม พระ เยซู ไป {23:27} มี คน เป็น อัน มาก ตาม พระองค์ ไป ทั้ง พวก ผู้หญิง ที่ พิลาป และ คร่ำครวญ เพราะ พระองค์ {23:28} พระ เยซู จึง หัน พระ พักตร์ มา ทาง เขา ตรัส ว่า “ ธิดา เยรูซาเล็ม เอ๋ย อย่า ร้องไห้ เพราะ เรา เลย แต่ จง ร้องไห้ เพราะ ตนเอง และ เพราะ ลูก ทั้งหลาย ของ ตน เถิด {23:29} ด้วย ว่า ดู เถิด จะ มี เวลา หนึ่ง ที่ เขา ทั้งหลาย จะ ว่า ‘ ผู้หญิง เหล่า นั้น ที่ เป็น หมัน และ ครรภ์ ที่ มิ ได้ ปฏิสนธิ และ หัวนม ที่ มิ ได้ ให้ ดูด เลย ก็ เป็น สุข’ {23:30} คราว นั้น เขา จะ เริ่ม กล่าว แก่ ภูเขา ทั้งหลาย ว่า ‘ จง ล้ม ทับ เรา เถิด’ และ แก่ เนิน เขา ว่า ‘ จง ปกคลุม เรา ไว้’ {23:31} เพราะ ว่า ถ้า เขา ทำ อย่าง นี้ เมื่อ ไม้ สด อะไร จะ เกิด ขึ้น เมื่อ ไม้ แห้ง แล้ว เล่า” {23:32} มี อีก สอง คน ที่ เป็น ผู้ร้าย ซึ่ง เขา ได้ พา มา จะ ประหาร เสีย พร้อม กับ พระองค์ {i23:33} การ ตรึง ที่ กางเขน (มธ 27:33-38; มก 15:22-28; ยน 19:17-19) {23:33} เมื่อ มา ถึง สถานที่ แห่ง หนึ่ง ซึ่ง เรียก ว่า กะโหลก ศีรษะ เขา ก็ ตรึง พระองค์ ไว้ ที่ กางเขน ที่ นั่น พร้อม กับ ผู้ร้าย สอง คน นั้น ข้าง ขวา พระ หัตถ์ คน หนึ่ง และ ข้าง ซ้าย อีก คน หนึ่ง {23:34} ฝ่าย พระ เยซู จึง ทรง อธิษฐาน ว่า “ ข้า แต่ พระ บิดา ขอ โปรด อภัยโทษ เขา เพราะ ว่า เขา ไม่ รู้ ว่า เขา ทำ อะไร” เขา ก็ เอา ฉลอง พระองค์ จับ สลาก แบ่งปัน กัน {23:35} คน ทั้งปวง ก็ ยืน มอง ดู พวก ขุนนาง ก็ เยาะเย้ย พระองค์ ด้วย ว่า “ เขา ช่วย คน อื่น ให้ รอด ได้ ถ้า เขา เป็น พระ คริสต์ ของ พระเจ้า ที่ ทรง เลือก ไว้ ให้ เขา ช่วย ตัวเอง เถิด” {23:36} พวก ทหาร ก็ เยาะเย้ย พระองค์ ด้วย เข้า มา เอา น้ำ องุ่น เปรี้ยว ส่ง ให้ พระองค์ {23:37} แล้ว ว่า “ ถ้า ท่าน เป็น กษัตริย์ ของ พวก ยิว จง ช่วย ตัวเอง ให้ รอด เถิด” {23:38} และ มี คำ เขียน ไว้ เหนือ พระองค์ ด้วย เป็น อักษร กรีก ลาติน และ ฮีบรู ว่า “ ผู้ นี้ เป็น กษัตริย์ ของ พวก ยิว” {i23:39} โจร ที่ กลับ ใจ เสีย ใหม่ ก็ ได้ รับ ความ รอด {23:39} ฝ่าย คน หนึ่ง ใน ผู้ร้าย ที่ ถูก ตรึง ไว้ จึง พูด หยาบช้า ต่อ พระองค์ ว่า “ ถ้า ท่าน เป็น พระ คริสต์ จง ช่วย ตัวเอง กับ เรา ให้ รอด เถิด” {23:40} แต่ อีก คน หนึ่ง ห้ามปราม เขา ว่า “ เจ้า ก็ ไม่ เกรงกลัว พระเจ้า หรือ เพราะ เจ้า เป็น คน ถูก โทษ เหมือน กัน {23:41} และ เรา ก็ สม กับ โทษ นั้น จริง เพราะ เรา ได้ รับ สม กับ การ ที่ เรา ได้ กระทำ แต่ ท่าน ผู้ นี้ หา ได้ กระทำ ผิด ประการ ใด ไม่” {23:42} แล้ว คน นั้น จึง ทูล พระ เยซู ว่า “ พระองค์เจ้า ข้า ขอ พระองค์ ทรง ระลึก ถึง ข้า พระองค์ เมื่อ พระองค์ เสด็จ เข้า ใน อาณาจักร ของ พระองค์” {23:43} ฝ่าย พระ เยซู ทรง ตอบ เขา ว่า “ เรา บอก ความ จริง แก่ เจ้า ว่า วัน นี้ เจ้า จะ อยู่ กับ เรา ใน เมือง บรม สุข เกษม” {23:44} เวลา นั้น ประมาณ เวลา เที่ยง ก็ บังเกิด ความ มืด ทั่ว ทั้ง แผ่นดิน จน ถึง บ่าย สาม โมง {23:45} ดวง อาทิตย์ ก็ มืด ไป ม่าน ใน พระ วิหาร ก็ ขาด ตรง กลาง {i23:46} พระ เยซู ทรง ปล่อย พระ วิญญาณ จิต ของ พระองค์ (มธ 27:50; มก 15:37; ยน 19:30) {23:46} พระ เยซู ทรง ร้อง เสียง ดัง ตรัส ว่า “ พระ บิดา เจ้าข้า ข้า พระองค์ ฝาก จิต วิญญาณ ของ ข้า พระองค์ ไว้ ใน พระ หัตถ์ ของ พระองค์” ตรัส อย่าง นั้น แล้ว จึง ทรง ปล่อย พระ วิญญาณ จิต ออก ไป {23:47} ฝ่าย นาย ร้อย เมื่อ เห็น เหตุการณ์ ซึ่ง บังเกิด ขึ้น นั้น จึง สรรเสริญ พระเจ้า ว่า “ แท้ จริง ท่าน ผู้ นี้ เป็น คน ชอบธรรม” {23:48} คน ทั้งปวง ที่ มา ชุมนุม กัน เพื่อ จะ ดู การณ์ นี้ เมื่อ เห็น แล้ว ก็ พา กัน ตี อก ของ ตัว กลับ ไป {23:49} คน ทั้งปวง ที่ รู้จัก พระองค์ และ พวก ผู้หญิง ซึ่ง ได้ ตาม พระองค์ มา จาก กา ลิ ลี ก็ ยืน อยู่ แต่ ไกล มอง ดู เหตุการณ์ เหล่า นี้ {i23:50} พระ ศพ ของ พระ เยซู ถูก ฝัง ใน อุโมงค์ ฝัง ศพ ของ โย เซฟ (มธ 27:57-61; มก 15:42-47; ยน 19:38-42) {23:50} และ ดู เถิด มี ชาย คน หนึ่ง ชื่อ โย เซฟ ท่าน เป็น สมาชิก สภา เป็น คน ดี และ ชอบธรรม {23:51} (ท่าน มิ ได้ ยอม เห็นด้วย ใน มติ และ การ กระทำ ของ เขา ทั้งหลาย) ท่าน เป็น ชาว บ้าน อา ริ มา เธีย หมู่บ้าน พวก ยิว และ เป็น ผู้ คอย ท่า อาณาจักร ของ พระเจ้า {23:52} ชาย คน นี้ จึง เข้า ไป หา ปี ลา ต ขอ พระ ศพ พระ เยซู {23:53} เมื่อ เชิญ พระ ศพ ลง แล้ว เขา จึง เอา ผ้าป่าน พัน หุ้ม ไว้ แล้ว เชิญ พระ ศพ ไป ประดิษฐาน ไว้ ใน อุโมงค์ ซึ่ง เจาะ ไว้ ใน ศิลา ที่ ยัง มิ ได้ วาง ศพ ผู้ ใด เลย {23:54} วัน นั้น เป็น วัน จัด เตรียม และ วัน สะ บา โต ก็ เกือบ จะ ถึง แล้ว {23:55} ฝ่าย พวก ผู้หญิง ที่ ตาม พระองค์ มา จาก แคว้น กา ลิ ลี ก็ ตาม ไป และ ได้ เห็น อุโมงค์ ทั้ง ได้ เห็น เขา วาง พระ ศพ ของ พระองค์ ไว้ อย่างไร ด้วย {23:56} แล้ว เขา ก็ กลับ ไป จัดแจง เครื่อง หอม กับ น้ำมัน หอม ใน วัน สะ บา โต นั้น เขา ก็ หยุด การ ไว้ ตาม พระ บัญญัติ {i24:1} การ ฟื้น คืน ชีพ ของ พระ คริสต์ (มธ 28:1-6; มก 16:1-8; ยน 20:1-17) {24:1} แต่ เช้ามืด ใน วัน ต้น สัปดาห์ ผู้หญิง เหล่า นั้น จึง นำ เครื่อง หอม ที่ เขา ได้ จัด เตรียม ไว้ มา ถึง อุโมงค์ และ คน อื่น ก็ มา พร้อม กับ เขา {24:2} เขา เหล่า นั้น เห็น ก้อน หิน กลิ้ง ออก พ้น จาก ปาก อุโมงค์ แล้ว {24:3} และ เมื่อ เข้า ไป มิ ได้ เห็น พระ ศพ ของ พระ เยซู เจ้า {24:4} ต่อ มา เมื่อ เขา กำลัง คิด ฉงน ด้วย เหตุการณ์ นั้น ดู เถิด มี ชาย สอง คน ยืน อยู่ ใกล้ เขา เครื่อง นุ่งห่ม แพรวพราว {24:5} ฝ่าย ผู้หญิง เหล่า นั้น กลัว และ ซบ หน้า ลง ถึง ดิน ชาย สอง คน นั้น จึง พูด กับ เขา ว่า “ พวก ท่าน แสวง หา คน เป็น ใน พวก คน ตาย ทำไม เล่า {24:6} พระองค์ ไม่ อยู่ ที่ นี่ แต่ ทรง เป็น ขึ้น มา แล้ว จง ระลึก ถึง คำ ที่ พระองค์ ได้ ตรัส กับ ท่าน ทั้งหลาย เมื่อ พระองค์ ยัง อยู่ ใน แคว้น กา ลิ ลี {24:7} ว่า ‘ บุตร มนุษย์ จะ ต้อง ถูก มอบ ไว้ ใน มือ ของ คน บาป และ ต้อง ถูก ตรึง ที่ กางเขน และ วัน ที่ สาม จะ เป็น ขึ้น มา ใหม่’” {24:8} เขา จึง ระลึก ถึง พระ ดำรัส ของ พระองค์ ได้ {24:9} และ กลับ ไป จาก อุโมงค์ แล้ว บอก เหตุการณ์ ทั้งปวง นั้น แก่ สาวก สิบ เอ็ด คน และ คน อื่นๆ ทั้งหมด ด้วย {24:10} ผู้ ที่ ได้ บอก เหตุการณ์ นั้น แก่ อัครสาวก คือ มา รีย์ ชาว มัก ดา ลา โย อัน นา มา รีย์ มารดา ของ ยาก อบ และ หญิง อื่นๆ ที่ อยู่ กับ เขา {24:11} ฝ่าย อัครสาวก ไม่ เชื่อ ถือ ว่า เป็น คำ เหลวไหล {24:12} แต่ เปโตร ลุก ขึ้น วิ่ง ไป ถึง อุโมงค์ ก้ม ลง มอง ดู ก็ เห็น แต่ ผ้าป่าน วาง อยู่ ต่างหาก แล้ว กลับ ไป คิด พิศวง ถึง เหตุการณ์ ซึ่ง ได้ เป็น ไป นั้น {i24:13} ระหว่าง ทาง ที่ ไป ยัง หมู่บ้าน เอม มา อู ส {24:13} ดู เถิด วัน นั้น เอง มี สาวก สอง คน ไป ยัง หมู่บ้าน ชื่อ เอม มา อู ส ไกล จาก กรุง เยรูซาเล็ม ประมาณ สิบ เอ็ด กิโลเมตร {24:14} เขา สนทนา กัน ถึง เหตุการณ์ ซึ่ง ได้ เป็น ไป นั้น {24:15} และ ต่อ มา เมื่อ เขา กำลัง พูด ปรึกษา กัน อยู่ พระ เยซู เอง ก็ เสด็จ เข้า มา ใกล้ ดำเนิน ไป กับ เขา {24:16} แต่ ตา เขา ฟาง ไป และ จำ พระองค์ ไม่ ได้ {24:17} พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า “ เมื่อ เดิน มา นี่ ด้วย หน้า โศกเศร้า ท่าน โต้ตอบ กัน ถึง เรื่อง อะไร” {24:18} คน หนึ่ง ชื่อ เค ลโอปัส จึง ทูล ถาม พระองค์ ว่า “ ท่าน เป็น เพียง แต่ คน ต่าง ด้าว ใน กรุง เยรูซาเล็ม หรือ ที่ ไม่ รู้ เหตุการณ์ ทั้งปวง ซึ่ง เป็น ไป ใน วัน เหล่า นี้” {24:19} พระองค์ ตรัส ถาม เขา ว่า “ เหตุการณ์ อะไร” เขา จึง ตอบ พระองค์ ว่า “ เหตุการณ์ เรื่อง พระ เยซู ชาว นาซา เร็ธ ผู้ เป็น ศาสดา พยากรณ์ ประกอบ ด้วย ฤทธิ์ เดช ใน การ งาน และ ใน ถ้อยคำ จำเพาะ พระ พักตร์ พระเจ้า และ ต่อ หน้า ประชาชน ทั้งหลาย {24:20} และ พวก ปุโรหิต ใหญ่ กับ ขุนนาง ทั้งหลาย ของ เรา ได้ มอบ พระองค์ ไว้ ให้ ปรับโทษ ถึง ตาย และ ตรึง พระองค์ ที่ กางเขน {24:21} แต่ เรา ทั้งหลาย ได้ หวังใจ ว่า จะ เป็น พระองค์ ผู้ นั้น ที่ จะ ไถ่ ชน ชาติ อิสราเอล ยิ่ง กว่า นั้น อีก วัน นี้ เป็น วัน ที่ สาม ตั้งแต่ เหตุการณ์ นั้น เกิด ขึ้น {24:22} และ ยัง มี ผู้หญิง บาง คน ใน พวก เรา ที่ ได้ ทำให้ เรา ประหลาด ใจ นาง ได้ ไป ที่ อุโมงค์ เมื่อ เวลา เช้ามืด {24:23} แต่ เมื่อ ไม่ พบ พระ ศพ ของ พระองค์ จึง มา เล่า ว่า นาง ได้ เห็น นิมิต เป็น ทูต สวรรค์ และ ทูต นั้น บอก ว่า พระองค์ ทรง พระ ชนม์ อยู่ {24:24} บาง คน ที่ อยู่ กับ เรา ก็ ไป จน ถึง อุโมงค์ และ ได้ พบ เหมือน พวก ผู้หญิง เหล่า นั้น ได้ บอก แต่ เขา หา ได้ เห็น พระองค์ ไม่” {24:25} พระองค์ ตรัส แก่ สอง คน นั้น ว่า “ โอ คน เขลา และ มี ใจ เฉื่อย ใน การ เชื่อ บรรดา คำ ซึ่ง พวก ศาสดา พยากรณ์ ได้ กล่าว ไว้ นั้น {24:26} จำเป็น ซึ่ง พระ คริสต์ จะ ต้อง ทน ทุกข์ ทรมาน อย่าง นั้น แล้ว เข้า ใน สง่าราศี ของ พระองค์ มิ ใช่ หรือ” {24:27} พระองค์ จึง ทรง เริ่ม อธิบาย พระ คัมภีร์ ที่ เล็ง ถึง พระองค์ ทุก ข้อ ให้ เขา ฟัง เริ่มต้น ตั้งแต่ โมเสส และ บรรดา ศาสดา พยากรณ์ {24:28} เมื่อ เขา มา ใกล้ หมู่บ้าน ที่ จะ ไป นั้น พระองค์ ทรง กระทำ เหมือน จะ ทรง ดำเนิน เลย ไป {24:29} เขา จึง พูด หน่วงเหนี่ยว พระองค์ ว่า “ เชิญ หยุด พัก กับ เรา เพราะ ว่า จวน เย็น แล้ว และ วัน ก็ ล่วง ไป มาก” พระองค์ จึง เสด็จ เข้า ไป เพื่อ พัก อยู่ กับ เขา {24:30} ต่อ มา เมื่อ พระองค์ ทรง เอน พระ กาย ลง เสวย กับ เขา พระองค์ ทรง หยิบ ขนม ปัง ขอบพระคุณ แล้ว หัก ส่ง ให้ เขา {24:31} ตา ของ เขา ก็ หาย ฟาง และ เขา ก็ รู้จัก พระองค์ แล้ว พระองค์ ก็ อันตรธาน ไป จาก เขา {24:32} เขา จึง พูด กัน ว่า “ ใจ เรา เร่าร้อน ภายใน เมื่อ พระองค์ ตรัส กับ เรา ตาม ทาง เมื่อ พระองค์ ทรง อธิบาย พระ คัมภีร์ ให้ เรา ฟัง มิ ใช่ หรือ” {24:33} แล้ว คน ทั้ง สอง นั้น ก็ ลุก ขึ้น ใน โมง นั้น เอง กลับ ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม และ พบ พวก สาวก สิบ เอ็ด คน ชุมนุม กัน อยู่ พร้อม ทั้ง พรรคพวก {24:34} กำลัง พูด กัน ว่า “ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรง เป็น ขึ้น มา แล้ว จริงๆ และ ได้ ปรากฏ แก่ ซี โม น” {24:35} ฝ่าย สอง คน นั้น จึง เล่า ความ ซึ่ง เกิด ขึ้น ที่ กลาง ทาง และ ที่ เขา ได้ รู้จัก พระองค์ โดย การ หัก ขนม ปัง นั้น {i24:36} พระ เยซู ทรง ปรากฏ ต่อ อัครสาวก สิบ คน (มธ 28:16-17; มก 16:14; ยน 20:19-23) {24:36} เมื่อ เขา ทั้ง สอง กำลัง เล่า เหตุการณ์ เหล่า นั้น พระ เยซู เอง ทรง ยืน อยู่ ที่ ท่ามกลาง เขา และ ตรัส กับ เขา ว่า “ ท่าน ทั้งหลาย จง เป็น สุข เถิด” {24:37} ฝ่าย เขา ทั้งหลาย สะดุ้ง ตกใจ กลัว คิด ว่า เห็น ผี {24:38} พระองค์ จึง ตรัส แก่ เขา ว่า “ ท่าน ทั้งหลาย วุ่นวาย ใจ ทำไม เหตุ ไฉน ความคิด สนเท่ห์ จึง บังเกิด ขึ้น ใน ใจ ของ ท่าน ทั้งหลาย เล่า {24:39} จง ดู มือ ของ เรา และ เท้า ของ เรา ว่า เป็น เรา เอง จง คลำ ตัว เรา ดู เพราะ ว่า ผี ไม่ มี เนื้อ และ กระดูก เหมือน ท่าน เห็น เรา มี อยู่ นั้น” {24:40} เมื่อ ตรัส อย่าง นั้น แล้ว พระองค์ ทรง สำแดง พระ หัตถ์ และ พระ บาท ให้ เขา เห็น {24:41} เมื่อ เขา ทั้งหลาย ยัง ไม่ ปลงใจ เชื่อ เพราะ เป็น เรื่อง น่า ยินดี อย่าง เหลือเชื่อ และ กำลัง ประหลาด ใจ อยู่ พระองค์ จึง ตรัส ถาม เขา ว่า “ พวก ท่าน มี อาหาร กิน ที่ นี่ บ้าง ไหม” {24:42} เขา ก็ เอา ปลา ย่าง ชิ้น หนึ่ง กับ รวงผึ้ง ชิ้น หนึ่ง มา ถวาย พระองค์ {24:43} พระองค์ ทรง รับ มา เสวย ต่อ หน้า เขา ทั้งหลาย {24:44} พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า “ นี่ เป็น ถ้อยคำ ของ เรา ซึ่ง เรา ได้ บอก ไว้ แก่ ท่าน ทั้งหลาย เมื่อ เรา ยัง อยู่ กับ ท่าน ว่า บรรดา คำ ที่ เขียน ไว้ ใน พระ ราช บัญญัติ ของ โมเสส และ ใน คัมภีร์ ศาสดา พยากรณ์ และ ใน หนังสือ สดุดี กล่าว ถึง เรา นั้น จำเป็น จะ ต้อง สำเร็จ” {24:45} ครั้ง นั้น พระองค์ ทรง บันดาล ให้ ใจ เขา ทั้งหลาย เกิด ความ สว่าง ขึ้น เพื่อ จะ ได้ เข้าใจ พระ คัมภีร์ {i24:46} คำ บัญชา ที่ ยิ่งใหญ่ (มธ 28:19-20; มก 16:15-18; กจ 1:8) {24:46} พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า “ มี คำ เขียน ไว้ อย่าง นั้น ว่า พระ คริสต์ จะ ต้อง ทน ทุกข์ ทรมาน และ เป็น ขึ้น มา จาก ความ ตาย ใน วัน ที่ สาม {24:47} และ จะ ต้อง ประกาศ ใน พระ นาม ของ พระองค์ เรื่อง การ กลับ ใจ ใหม่ และ เรื่อง ยก บาป ทั่ว ทุก ประเทศ ตั้งต้น ที่ กรุง เยรูซาเล็ม {24:48} ท่าน ทั้งหลาย เป็น พยาน ด้วย ข้อความ เหล่า นั้น {i24:49} การ เสด็จ ขึ้น สู่ สวรรค์ ของ พระ คริสต์ (มก 16:19-20; กจ 1:9-11) {24:49} และ ดู เถิด เรา จะ ส่ง ซึ่ง พระ บิดา ของ เรา ทรง สัญญา นั้น มา เหนือ ท่าน ทั้งหลาย แต่ ท่าน ทั้งหลาย จง คอย อยู่ ใน กรุง เยรูซาเล็ม กว่า ท่าน จะ ได้ ประกอบ ด้วย ฤทธิ์ เดช ที่ มา จาก เบื้องบน” {24:50} พระองค์ จึง พา เขา ออก ไป ถึง หมู่บ้าน เบธานี แล้ว ทรง ยก พระ หัตถ์ อวยพร เขา {24:51} ต่อ มา เมื่อ ทรง อวยพร อยู่ นั้น พระองค์ จึง ไป จาก เขา แล้ว ทรง ถูก รับ ขึ้น ไป สู่ สวรรค์ {24:52} เขา ทั้งหลาย จึง นมัสการ พระองค์ แล้ว กลับ ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม มี ความ ยินดี เป็น อัน มาก {24:53} เขา ทั้งหลาย อยู่ ใน พระ วิหาร ทุก วัน สรรเสริญ และ เทิดทูน พระเจ้า เอ เมน