{i1:1} ลำดับ พงศ์ ของ พระ เยซู คริสต์ (ลก.3:23-38) {1:1} หนังสือ ลำดับ พงศ์ ของ พระ เยซู คริสต์ ผู้ เป็น เชื้อสาย ของ ดา วิด ผู้ สืบ ตระกูล เนื่อง มา จาก อับราฮัม {1:2} อับราฮัม มี บุตร ชื่อ อิส อัคอิสอัค มี บุตร ชื่อ ยา โค บยาโคบ มี บุตร ชื่อ ยูดาห์ และ พี่น้อง ของ เขา {1:3} ยูดาห์ มี บุตร ชื่อ เปเรศกับเศราห์ เกิด จาก นาง ทา มาร์เปเรศ มี บุตร ชื่อ เฮ สโรนเฮสโรน มี บุตร ชื่อ ราม {1:4} ราม มี บุตร ชื่อ อัม มีนา ดับ อัม มีนา ดับ มี บุตร ชื่อ นา โชน นา โชน มี บุตร ชื่อ สัลโมน {1:5} สัลโมน มี บุตร ชื่อ โบ อา ส เกิด จาก นาง รา หับ โบ อา สมี บุตร ชื่อ โอ เบด เกิด จาก นาง รู ธโอเบด มี บุตร ชื่อ เจ สซี {1:6} เจ ส ซี มี บุตร ชื่อ ดา วิด ผู้ เป็น กษัตริย์ ดา วิด มี บุตร ชื่อ ซา โลม อน เกิด จาก นาง ซึ่ง แต่ ก่อน เป็น ภรรยา ของ อุ รี ยาห์ {1:7} ซา โลม อน มี บุตร ชื่อ เร โหโบอัมเรโหโบอัม มี บุตร ชื่อ อา บี ยาห์อาบียาห์ มี บุตร ชื่อ อาสา {1:8} อาสา มี บุตร ชื่อ เย โฮ ชา ฟัท เย โฮ ชา ฟัท มี บุตร ชื่อ โย รัม โย รัม มี บุตร ชื่อ อุ สซียาห์ {1:9} อุ สซียาห์ มี บุตร ชื่อ โยธา มโยธาม มี บุตร ชื่อ อา หัส อา หัส มี บุตร ชื่อ เฮ เซ คียาห์ {1:10} เฮ เซ คียาห์ มี บุตร ชื่อ มนัส เสห์มนัสเสห์ มี บุตร ชื่อ อา โม นอาโมน มี บุตร ชื่อ โย สิ ยาห์ {1:11} โย สิ ยาห์ มี บุตร ชื่อ เย โค นิ ยาห์ กับ พวก พี่น้อง ของ ท่าน เกิด เมื่อ คราว ต้อง ถูก กวาด ไป เป็น เชลย ยัง กรุง บาบิโลน {1:12} ครั้น ต้อง ถูก กวาด ไป ยัง กรุง บาบิโลน แล้ว เย โค นิ ยาห์ ก็ มี บุตร ชื่อ เชอัลทิเอลเชอัลทิเอล มี บุตร ชื่อ เศรุบบาเบล {1:13} เศรุบบาเบล มี บุตร ชื่อ อา บี ยุด อา บี ยุด มี บุตร ชื่อ เอ ลี ยา คิม เอ ลี ยา คิม มี บุตร ชื่อ อา ซอร์ {1:14} อา ซอร์ มี บุตร ชื่อ ศาโดกศาโดก มี บุตร ชื่อ อา คิมอาคิม มี บุตร ชื่อ เอ ลี อูด {1:15} เอ ลี อูด มี บุตร ชื่อ เอ เล อา ซาร์ เอ เล อา ซาร์ มี บุตร ชื่อ มัทธานมัทธาน มี บุตร ชื่อ ยา โค บ {1:16} ยา โค บ มี บุตร ชื่อ โย เซฟ สามี ของ นาง มา รีย์ พระ เยซู ที่ เรียก ว่า พระ คริสต์ ก็ ทรง บังเกิด มา จาก นาง มา รีย์นี้ {1:17} ดังนั้น ตั้งแต่ อับราฮัม ลง มา จน ถึง ดา วิด จึง เป็น สิบ สี่ ชั่วคน และ นับ ตั้งแต่ ดา วิด ลง มา จน ถึง ต้อง ถูก กวาด ไป เป็น เชลย ยัง กรุง บาบิโลน เป็น เวลา สิบ สี่ ชั่วคน และ นับ ตั้งแต่ ต้อง ถูก กวาด ไป เป็น เชลย ยัง กรุง บาบิโลน จน ถึง พระ คริสต์ เป็น สิบ สี่ ชั่วคน {i1:18} พระ กำเนิด ของ พระ เยซู คริสต์ (ลก.2:2-7) {1:18} เรื่อง พระ กำเนิด ของ พระ เยซู คริสต์ เป็น ดังนี้ คือ มา รีย์ ผู้ เป็น มารดา ของ พระ เยซู นั้น เดิม โย เซฟ ได้ สู่ขอ หมั้น กัน ไว้ แล้ว ก่อน ที่ จะ ได้ อยู่ กิน ด้วย กัน ก็ ปรากฏ ว่า มา รีย์ มี ครรภ์ แล้ว ด้วย เดช พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ {1:19} แต่ โย เซฟ คู่หมั้น ของ เขา เป็น คน มี ธัมมะ ไม่ พอใจ ที่ จะ แพร่งพราย ความ เป็น ไป ของ เธอ หมาย จะ ถอน หมั้น เสีย ลับๆ {1:20} แต่ เมื่อ โย เซฟ ยัง คิด ใน เรื่อง นี้ อยู่ ก็ มี ทูต องค์ หนึ่ง ของ พระเป็นเจ้า มา ปรากฏ แก่ โย เซฟ ใน ความ ฝัน ว่า“ โย เซฟ บุตร ดา วิด อย่า กลัว ที่ จะ รับ มา รีย์ มา เป็น ภรรยา ของ เจ้า เลย เพราะ ว่า ผู้ ซึ่ง ปฏิสนธิ ใน ครรภ์ ของ เธอ เป็น โดย เดช พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ {1:21} เธอ จะ ประสูติ บุตร ชาย แล้ว เจ้า จง เรียก นาม ท่าน ว่า เยซู เพราะ ว่า ท่าน เป็น ผู้ ที่ จะ โปรด ช่วย ชน ชาติ ของ ท่าน ให้ รอด จาก ความ ผิด บาป ของ เขา” {1:22} ทั้งนี้ เกิด ขึ้น เพื่อ จะ ให้ สำเร็จ ตาม พระ วจนะ ของ พระเป็นเจ้า ซึ่ง ตรัส ไว้ โดย ผู้ เผย พระ วจนะ ว่า {1:23} ดู เถิด หญิง พรหมจารี คน หนึ่ง จะ ตั้ง ครรภ์ และ คลอด บุตร ชาย คน หนึ่ง และ เขา จะ เรียก นาม ของ ท่าน ว่า อิมมานูเอล (แปล ว่า พระเจ้า ทรง อยู่ กับ เรา) {1:24} ครั้น โย เซฟ ตื่น ขึ้น ก็ กระทำ ตาม คำ ซึ่ง ทูต ของ พระเจ้า สั่ง นั้น คือ ได้ รับ มา รีย์ มา เป็น ภรรยา {1:25} แต่ มิ ได้ สมสู่ กับ เธอ จน ประสูติ บุตร ชาย แล้ว และ โย เซฟ เรียก นาม ของ บุตร นั้น ว่า เยซู {i2:1} พวก โหราจารย์ เข้า เฝ้า พระ กุมาร {2:1} พระ เยซู ได้ ทรง บังเกิด ที่ บ้าน เบธเลเฮมแคว้นยูเดีย ใน รัชกาล ของ กษัตริย์ เฮ โร ด ภายหลัง มี พวก โหราจารย์ จาก ทิศ ตะวัน ออก มา ยัง กรุง เยรูซาเล็ม ถาม ว่า {2:2} “ กุมาร ผู้ ที่ บังเกิด มา เป็น กษัตริย์ ของ ชน ชาติ ยิว นั้น อยู่ ที่ไหน เรา ได้ เห็น ดาว ของ ท่าน ปรากฏ ขึ้น เรา จึง มา หวัง จะ นมัสการ ท่าน” {2:3} ครั้น กษัตริย์ เฮ โร ด ได้ยิน ดังนั้น แล้ว ก็ วุ่นวาย พระทัย ทั้ง ชาว กรุง เยรูซาเล็ม ก็ พลอย วุ่นวาย ใจ ไป ด้วย {2:4} แล้ว ท่าน ให้ ประชุม บรรดา มหา ปุโรหิต กับ พวก ธรรมา จารย์ ของ ประชาชน ตรัส ถาม เขา ว่า“ ผู้ เป็น พระ คริสต์ นั้น จะ บังเกิด แห่ง ใด” {2:5} เขา ทูล ว่า“ ที่ บ้าน เบธเลเฮมแคว้นยูเดีย เพราะ ว่า ผู้ เผย พระ วจนะ ได้ เขียน ไว้ ดังนี้ ว่า {2:6} บ้าน เบธเลเฮม ใน แผ่นดิน ยู เดีย จะ เป็น บ้าน เล็กน้อย ที่สุด ใน สายตา ของ บรรดา ผู้ ครอง แผ่นดิน ยู เดีย ก็ หา มิ ได้ เพราะ ว่า เจ้านาย คน หนึ่ง จะ ออก มา จาก ท่าน ผู้ ซึ่ง จะ ครอบครอง อิสราเอล ชน ชาติ ของ เรา” {2:7} แล้ว เฮ โร ด จึง เชิญ พวก โหราจารย์ เข้า มา เป็น การ ลับ ถาม เขา ได้ ความ ถ้วนถี่ ถึง เวลา ที่ ดาว นั้น ได้ ปรากฏ ขึ้น {2:8} แล้ว ท่าน ได้ ให้ พวก โหราจารย์ ไป ยัง บ้าน เบธเลเฮมสั่งว่า“ จง ไป ค้น หา กุมาร นั้น เถิด เมื่อ พบ แล้ว จง กลับ มา แจ้ง แก่ เรา เพื่อ เรา จะ ได้ ไป นมัสการ ท่าน ด้วย” {2:9} โหราจารย์ เหล่า นั้น จึง ไป ตาม รับสั่ง และ ดาว ซึ่ง เขา ได้ เห็น เมื่อ ปรากฏ ขึ้น นั้น ก็ ได้ นำ หน้า เขา ไป จน มา หยุด อยู่ เหนือ สถานที่ ที่ กุมาร อยู่ นั้น {2:10} เมื่อ พวก โหราจารย์ ได้ เห็น ดาว นั้น แล้ว ก็ มี ความ ยินดี ยิ่งนัก {2:11} ครั้น เข้า ไป ใน เรือน ก็ พบ กุมาร กับ นาง มา รีย์ มารดา จึง กราบ ถวาย นมัสการ กุมาร นั้น แล้ว เปิด หีบ หยิบ ทรัพย์ ของ เขา ออก มา ถวาย แก่ กุมาร เป็น เครื่อง บรรณาการ คือ ทองคำ กำยาน และ มดยอบ {2:12} แล้ว พวก โหราจารย์ ได้ยิน คำ เตือน ใน ความ ฝัน มิ ให้ กลับ ไป เฝ้า เฮ โร ด เขา จึง กลับ ไป ยัง เมือง ของ ตน ทาง อื่น {i2:13} การ ประหาร ทารก {2:13} ครั้น เขา ไป แล้ว ก็ มี ทูต องค์ หนึ่ง ของ พระเป็นเจ้า ได้ มา ปรากฏ แก่ โย เซฟ ใน ความ ฝัน แล้ว บอก ว่า“ จง ลุก ขึ้น พา กุมาร กับ มารดา หนี ไป ประเทศ อียิปต์ และ คอย อยู่ ที่ นั่น จน กว่า เรา จะ บอก เจ้า เพราะ ว่า เฮ โร ด จะ แสวง หา กุมาร เพื่อ จะ ประหาร ชีวิต เสีย” {2:14} ใน เวลา กลางคืน โย เซฟ จึง ลุก ขึ้น พา กุมาร กับ มารดา ไป ยัง ประเทศ อียิปต์ {2:15} และ ได้ อยู่ ที่ นั่น จน เฮ โร ด สิ้น พระ ชนม์ ทั้งนี้ เกิด ขึ้น เพื่อ จะ ให้ สำเร็จ ตาม พระ วจนะ ของ พระเป็นเจ้า ซึ่ง ได้ ตรัส ไว้ โดย ผู้ เผย พระ วจนะ ว่า เรา ได้ เรียก บุตร ของ เรา ให้ ออก มา จาก อียิปต์ {2:16} ครั้น เฮ โร ด เห็น ว่า พวก โหราจารย์ หลอก ท่าน ก็ กริ้ว โกรธ ยิ่งนัก จึง ใช้ คน ไป ฆ่า เด็ก ผู้ชาย ทั้งหลาย ใน บ้าน เบธเลเฮม และ ที่ ใกล้ เคียง ทั้งสิ้น ตั้งแต่ อายุ สอง ขวบ ลง มา ซึ่ง พอดี กับ เวลา ที่ ท่าน ได้ ทราบ จาก พวก โหราจารย์ นั้น {2:17} ครั้ง นั้น ก็ สำเร็จ ตาม พระ วจนะ ที่ ตรัส โดย เย เร มีย์ ผู้ เผย พระ วจนะ ว่า {2:18} ได้ยิน เสียง ใน หมู่บ้าน รา มาห์ เป็น เสียง โอดครวญ และ ร่ำไห้ คือ นาง รา เชล ร้องไห้ คร่ำครวญ เพราะ บุตร ทั้งหลาย ของ ตน นาง ไม่ รับฟัง คำ ปลอบ เล้าโลม เพราะ บุตร ทั้งหลาย นั้น ไม่ มี แล้ว {2:19} ครั้น เฮ โร ด สิ้น พระ ชนม์ แล้ว ทูต องค์ หนึ่ง ของ พระเป็นเจ้า มา ปรากฏ ใน ความ ฝัน แก่ โย เซฟ ที่ ประเทศ อียิปต์ สั่ง ว่า {2:20} “ จง ลุก ขึ้น พา กุมาร กับ มารดา มา ยัง แผ่นดิน อิสราเอล เพราะ ผู้ ที่ เป็น ภัย ต่อ ชีวิต ของ กุมาร นั้น ตาย แล้ว” {2:21} โย เซฟ จึง ลุก ขึ้น พา กุมาร กับ มารดา มา ยัง แผ่นดิน อิสราเอล {2:22} แต่ เมื่อ ได้ยิน ว่า อา รเคลาอัส ครอบครอง แคว้น ยู เดีย แทน เฮ โร ด ผู้ เป็น บิดา จะ ไป ที่ นั่น ก็ กลัว และ เมื่อ ได้ ทราบ คำ เตือน ใน ความ ฝัน จึง เลย ไป ยัง แคว้น กา ลิ ลี {2:23} ไป อาศัย ใน เมือง หนึ่ง ชื่อ นาซา เร็ธ เพื่อ จะ สำเร็จ ตาม พระ วจนะ ซึ่ง ตรัส โดย ผู้ เผย พระ วจนะ ว่า เขา จะ เรียก ท่าน ว่า ชาว นาซา เร็ธ {i3:1} ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศ มา ประกาศ (มก.1:1-8; ลก.3:1-9,15-17; ยน.1:19-28) {3:1} คราว นั้น ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศ มา มา ประกาศ ใน ถิ่น ทุรกันดาร แคว้น ยู เดียว่า {3:2} “ จง กลับ ใจ เสีย ใหม่ เพราะ ว่า แผ่นดิน สวรรค์ มา ใกล้ แล้ว” {3:3} ยอห์น ผู้ นี้ แหละ ซึ่ง ตรัส ถึง โดย อิส ยาห์ ผู้ เผย พระ วจนะ ว่า“ เสียง ผู้ ร้อง ใน ถิ่น ทุรกันดาร ว่า จง เตรียม มรรคา แห่ง พระเป็นเจ้า จง กระทำ หนทาง ของ พระองค์ ให้ ตรง ไป” {3:4} เสื้อ ผ้า ของ ยอห์น ผู้ นี้ ทำ ด้วย ขน อูฐ และ ท่าน ใช้ หนัง สัตว์ คาด เอว อาหาร ของ ท่าน คือ จักจั่น และ น้ำผึ้ง ป่า {3:5} ขณะ นั้น ชาว กรุง เยรูซาเล็ม และ คน ทั่ว แคว้น ยู เดีย และ คน ทั่ว ลุ่ม แม่น้ำ จอร์แดน ก็ ออก ไป หา ยอห์น สารภาพ ความ ผิด บาป ของ ตน {3:6} และ ได้ รับ บัพ ติ ศมาจากยอห์น ใน แม่น้ำ จอร์แดน {3:7} ครั้น ยอห์น เห็น พวก ฟา ริ สี และ พวก สะ ดู สี พา กัน มา เป็น อัน มาก เพื่อ จะ รับ บัพ ติ ศ มา ท่าน จึง กล่าว แก่ เขา ว่า“ เจ้า ชาติ งู ร้าย ใคร ได้ เตือน เจ้า ให้ หนี จาก พระ อาชญา ซึ่ง จะ มา ถึง นั้น {3:8} เหตุ ฉะนั้น จง พิสูจน์ การ กลับ ใจ ของ เจ้า ด้วย ผล ที่ เกิด ขึ้น {3:9} อย่า นึก เหมา เอา ใน ใจ ว่า ตัว มี อับราฮัม เป็น บิดา เพราะ เรา บอก เจ้า ทั้งหลาย ว่า พระเจ้า ทรง ฤทธิ์ อาจ จะ ให้ บุตร เกิด ขึ้น แก่ อับราฮัม จาก ก้อน หิน เหล่า นี้ ได้ {3:10} บัดนี้ ขวาน วาง ไว้ ที่ โคน ต้นไม้ แล้ว และ ทุก ต้น ที่ ไม่ เกิด ผล ดี จะ ต้อง ตัด แล้ว โยน ทิ้ง ใน กอง ไฟ {3:11} เรา ให้ เจ้า ทั้งหลาย รับ บัพ ติ ศ มา ด้วย น้ำ แสดง ว่า กลับ ใจ ใหม่ ก็ จริง แต่ พระองค์ ผู้ จะ มา ภายหลัง เรา ทรง มี อิทธิฤทธิ์ ยิ่ง กว่า เรา อีก ซึ่ง เรา ไม่ คู่ควร แม้ จะ ถอด ฉลอง พระ บาท ของ พระองค์ พระองค์ จะ ทรง ให้ เจ้า ทั้งหลาย รับ บัพ ติ ศ มา ด้วย พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ และ ด้วย ไฟ {3:12} พระ หัตถ์ ของ พระองค์ ถือ พลั่ว พร้อม แล้ว และ จะ ทรง ชำระ ลาน ข้าวของ พระองค์ ให้ ทั่ว พระองค์ จะ ทรง เก็บ ข้าวของ พระองค์ ไว้ ใน ยุ้ง ฉาง แต่ พระองค์ จะ ทรง เผา แกลบ ด้วย ไฟ ที่ ไม่ รู้ ดับ” {i3:13} พระ เยซู ทรง รับ บัพ ติ ศมา (มก.1:9-11; ลก.3:21-22) {3:13} แล้ว พระ เยซู เสด็จ จาก แคว้น กา ลิ ลี มา หา ยอห์น ที่ แม่น้ำ จอร์แดน เพื่อ จะ รับ บัพ ติ ศ มา จาก ท่าน {3:14} แต่ ยอห์น ทูล ห้าม พระองค์ ว่า“ ข้า พระองค์ ต้องการ จะ รับ บัพ ติ ศ มา จาก พระองค์ ควร หรือ ที่ พระองค์ จะ เสด็จ มา หา ข้า พระองค์” {3:15} แต่ พระ เยซู ตรัส ตอบ ยอห์นว่า“ บัดนี้ จง ยอม เถิด เพราะ สมควร ที่ เรา ทั้งหลาย จะ กระทำ ตาม สิ่ง ชอบธรรม ทุก ประการ” แล้ว ยอห์นก็ยอม {3:16} ครั้น พระองค์ ทรง รับ บัพ ติ ศ มา แล้ว ใน ทันใด นั้น ก็ เสด็จ ขึ้น จาก น้ำ และ ท้อง ฟ้า ก็ แหวก ออก และ พระองค์ ได้ ทรง เห็น พระ วิญญาณ ของ พระเจ้า ดุจ นก พิราบ ลง มา สถิต อยู่ บน พระองค์ {3:17} และ นี่แน่ะ มี พระ สุรเสียง ตรัส จาก ฟ้า สวรรค์ ว่า“ ท่าน ผู้ นี้ เป็น บุตร ที่ รัก ของ เรา เรา ชอบใจ ท่าน มาก” {i4:1} มาร มา ผจญ พระ เยซู (มก.1:12-13; ลก.4:1-13) {4:1} ครั้ง นั้น พระ วิญญาณ ทรง นำ พระ เยซู เข้า ไป ใน ถิ่น ทุรกันดาร เพื่อ มาร จะ ได้ มา ผจญ {4:2} และ พระองค์ ทรง อด พระ กระยาหาร สี่ สิบ วัน สี่ สิบ คืน ภายหลัง พระองค์ ก็ ทรง อยาก พระ กระยาหาร {4:3} ส่วน ผู้ ผจญ มา หา พระองค์ ทูล ว่า“ ถ้า ท่าน เป็น พระ บุตร ของ พระเจ้า จง สั่ง ก้อน หิน เหล่า นี้ ให้ กลาย เป็น พระ กระยาหาร” {4:4} ฝ่าย พระองค์ ตรัส ตอบ ว่า“ มี พระ คัมภีร์ เขียน ไว้ ว่า‘ มนุษย์ จะ บำรุง ชีวิต ด้วย อาหาร สิ่ง เดียว หา มิ ได้ แต่ บำรุง ด้วย พระ วจนะ ทุก คำ ซึ่ง ออก มา จาก พระ โอษฐ์ ของ พระเจ้า’” {4:5} แล้ว มาร ก็ นำ พระองค์ ไป ยัง นคร บริสุทธิ์ และ ให้ พระองค์ ประทับ ที่ ยอด หลังคา พระ วิหาร {4:6} แล้ว ทูล พระองค์ ว่า“ ถ้า ท่าน เป็น พระ บุตร ของ พระเจ้า จง โจน ลง ไป เถิด เพราะ พระ คัมภีร์ มี เขียน ไว้ ว่า พระเจ้า จะ รับสั่ง ให้ เหล่า ทูต สวรรค์ ของ พระองค์ รักษา ท่าน และ เหล่า ทูต สวรรค์ จะ เอา มือ ประคอง ชู ท่าน ไว้ มิ ให้ เท้า ของ ท่าน กระทบ หิน” {4:7} พระ เยซู จึง ตรัส ตอบ ว่า“ พระ คัมภีร์ มี เขียน ไว้ อีก ว่า อย่า ทดลอง พระองค์ ผู้ เป็น พระเจ้า ของ ท่าน” {4:8} อีก ครั้ง หนึ่ง มาร ได้ นำ พระองค์ ขึ้น ไป บน ภูเขา อัน สูง ยิ่งนัก และ ได้ แสดง บรรดา ราช อาณาจักร ใน โลก ทั้ง ความ รุ่งเรือง ของ ราช อาณาจักร เหล่า นั้น ให้ พระองค์ ทอด พระ เนตร {4:9} แล้ว ได้ ทูล พระองค์ ว่า“ ถ้า ท่าน จะ กราบ ลง นมัสการ เรา เรา จะ ให้ สิ่ง ทั้งปวง เหล่า นี้ แก่ ท่าน” {4:10} พระ เยซู จึง ตรัส ตอบ ว่า“ อ้าย ซาตาน จง ไป เสีย ให้ พ้น เพราะ พระ คัมภีร์ มี เขียน ไว้ ว่า จง กราบ นมัสการ พระองค์ ผู้ เป็น พระเจ้า ของ ท่าน และ ปรนนิบัติ พระองค์ แต่ ผู้ เดียว” {4:11} แล้ว มาร จึง ละ พระองค์ ไป และ มี เหล่า ทูต สวรรค์ มา ปรนนิบัติ พระองค์ {i4:12} พระ เยซู ทรง เริ่ม พระ ราชกิจ จา นุกิจ (มก.1:14-15; ลก.4:14-15) {4:12} ครั้น พระ เยซู ทรง ทราบ ข่าว ว่า ยอห์น ถูก จำ ไว้ แล้ว พระองค์ ก็ เสด็จ ไป ยัง แคว้น กา ลิ ลี {4:13} แล้ว ย้าย ที่ ประทับ จาก เมือง นาซา เร็ธ ไป ที่ เมือง คา เป อร นา อุ ม ซึ่ง อยู่ ริม ทะเลสาบ ที่ เขต เผ่า เศบูลุนและนัฟทาลี {4:14} เพื่อ จะ สำเร็จ ตาม พระ วจนะ ซึ่ง ตรัส ไว้ โดย อิส ยาห์ ผู้ เผย พระ วจนะ ว่า {4:15} แคว้น เศบูลุนและแคว้นนัฟ ทา ลี ทาง ข้าง ทะเล ฟาก แม่น้ำ จอร์แดน ข้าง โน้น คือ กา ลิ ลี แห่ง บรรดา ประชาชาติ {4:16} ประชาชน ผู้ นั่ง อยู่ ใน ความ มืด ได้ เห็น ความ สว่าง ยิ่งใหญ่ และ ผู้ ที่นั่ง อยู่ ใน แดน และ เงา แห่ง ความ ตาย ก็ มี ความ สว่าง ขึ้น ส่อง ถึง เขา แล้ว” {4:17} ตั้งแต่ นั้น มา พระ เยซู ได้ ทรง ตั้งต้น ประกาศ ว่า“ จง กลับ ใจ เสีย ใหม่ เพราะ ว่า แผ่นดิน สวรรค์ มา ใกล้ แล้ว” {i4:18} พระ เยซู ทรง เรียก ชาว ประมง สี่ คน (มก.1:16-20; ลก.5:1-11) {4:18} ขณะ ที่ พระองค์ ทรง ดำเนิน อยู่ ตาม ชายทะเล กา ลิ ลี ก็ ทอด พระ เนตร เห็น พี่น้อง ชาว ประมง สอง คน คือ ซี โม น ที่ เรียก ว่า เปโตรกับอันดรูว์ น้อง ชาย กำลัง ทอด แห อยู่ ที่ ทะเลสาบ {4:19} พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า“ จง ตาม เรา มา เถิด และ เรา จะ ตั้ง ท่าน ให้ เป็น ผู้ หา คน ดั่ง หา ปลา” {4:20} เขา ทั้ง สอง ได้ ละ แห ตาม พระองค์ ไป ทันที {4:21} ครั้น พระองค์ เสด็จ ต่อ ไป ก็ ทอด พระ เนตร เห็น พี่น้อง อีก สอง คน ชื่อ ยาก อบ บุตร เศเบดีกับยอห์น น้อง ชาย ของ เขา กำลัง ชุน อวน อยู่ ใน เรือ กับ เศเบ ดี บิดา ของ เขา พระองค์ ได้ ทรง เรียก เขา {4:22} ใน ทันใด นั้น เขา ทั้ง สอง ก็ ละ เรือ และ ลา บิดา ของ เขา ตาม พระองค์ ไป {i4:23} พระ เยซู ทรง ปรนนิบัติ มวลชน (ลก.6:17-19) {4:23} พระ เยซู ได้ เสด็จ ไป ทั่ว แคว้น กา ลิ ลี ทรง สั่งสอน ใน ธรรม ศาลา ของ เขา ทรง ประกาศ ข่าว ประเสริฐ เรื่อง แผ่นดิน ของ พระเจ้า และ ทรง รักษา โรค ภัย ไข้ เจ็บ ของ ชาว เมือง ให้ หาย {4:24} กิตติศัพท์ ของ พระองค์ ก็ เลื่องลือ ไป ทั่ว ประเทศ ซีเรีย เขา จึง พา คน ป่วย เป็น โรค ต่างๆ คน ที่ ทน ทุกข์ เวทนา คน ผี เข้า คน เป็น ลมบ้าหมู และ คน เป็น อัมพาต มา หา พระองค์ พระองค์ ก็ ทรง รักษา เขา ให้ หาย {4:25} และ มี คน หมู่ ใหญ่ มา จาก แคว้น กา ลิ ลี และ แคว้น ทศ บุรี และ กรุง เยรูซาเล็ม และ แคว้น ยู เดีย และ แม่น้ำ จอร์แดน ฟาก ตะวัน ออก ติดตาม พระองค์ ไป {i5:1} ทรง เริ่มต้น เทศนา บน ภูเขา (มธ.5-7) {5:1} ครั้น ทอด พระ เนตร เห็น คน มาก ดังนั้น พระองค์ ก็ เสด็จ ขึ้น ไป บน ภูเขา และ เมื่อ ประทับ แล้ว เหล่า สาวก ของ พระองค์ มา เฝ้า พระองค์ {5:2} แล้ว พระองค์ จึง ตรัส สอน เขา ว่า {i5:3} ผู้ เป็น สุข (ลก.6:20-23) {5:3} “ บุคคล ผู้ ใด รู้สึก บกพร่อง ฝ่าย วิญญาณ ผู้ นั้น เป็น สุข เพราะ แผ่นดิน สวรรค์ เป็น ของ เขา {5:4} “ บุคคล ผู้ ใด โศกเศร้า ผู้ นั้น เป็น สุข เพราะ ว่า เขา จะ ได้ รับ การ ทรง ปลอบ ประโลม {5:5} “ บุคคล ผู้ ใด มี ใจ อ่อนโยน ผู้ นั้น เป็น สุข เพราะ ว่า เขา จะ ได้ รับ แผ่นดิน โลก เป็น มรดก {5:6} “ บุคคล ผู้ ใด หิว กระหาย ความ ชอบธรรม ผู้ นั้น เป็น สุข เพราะ ว่า พระเจ้า จะ ทรง ให้ อิ่ม บริบูรณ์ {5:7} “ บุคคล ผู้ ใด มี ใจ กรุณา ผู้ นั้น เป็น สุข เพราะ ว่า เขา จะ ได้ รับ พระ กรุณา ตอบ {5:8} “ บุคคล ผู้ ใด มี ใจ บริสุทธิ์ ผู้ นั้น เป็น สุข เพราะ ว่า เขา จะ ได้ เห็น พระเจ้า {5:9} “ บุคคล ผู้ ใด สร้าง สันติ ผู้ นั้น เป็น สุข เพราะ ว่า พระเจ้า จะ ทรง เรียก เขา ว่า เป็น บุตร {5:10} “ บุคคล ผู้ ใด ต้อง ถูก ข่มเหง เพราะ เหตุ ความ ชอบธรรม ผู้ นั้น เป็น สุข เพราะ ว่า แผ่นดิน สวรรค์ เป็น ของ เขา {5:11} “ เมื่อ เขา จะ ติเตียน ข่มเหง และ นินทา ว่า ร้าย ท่าน ทั้งหลาย เป็น ความ เท็จ เพราะ เรา ท่าน ก็ เป็น สุข {5:12} จง ชื่นชม ยินดี เพราะ ว่า บำเหน็จ ของ ท่าน มี บริบูรณ์ ใน สวรรค์ เพราะ เขา ได้ ข่มเหง ผู้ เผย พระ วจนะ ทั้งหลาย ที่ อยู่ ก่อน ท่าน เหมือน กัน {i5:13} เกลือ แห่ง แผ่นดิน โลก (มก.9:50; ลก.14:34-35) {5:13} “ ท่าน ทั้งหลาย เป็น เกลือ แห่ง โลก ถ้า เกลือ นั้น หมด รส เค็ม ไป แล้ว จะ ทำให้ กลับ เค็ม อีก อย่างไร ได้ แต่ นั้น ไป ก็ ไม่ เป็น ประโยชน์ อะไร มี แต่ จะ ทิ้ง เสีย สำหรับ คน เหยียบ ย่ำ {i5:14} ความ สว่าง ของ โลก {5:14} “ ท่าน ทั้งหลาย เป็น ความ สว่าง ของ โลก นคร ซึ่ง อยู่ บน ภูเขา จะ ปิดบัง ไว้ ไม่ ได้ {5:15} เมื่อ จุด ตะเกียง แล้ว ไม่ มี ผู้ ใด เอา ถัง ครอบ ไว้ ย่อม ตั้ง ไว้ บน เชิง ตะเกียง จะ ได้ ส่อง สว่าง แก่ ทุก คน ที่ อยู่ ใน เรือน นั้น {5:16} ท่าน ทั้งหลาย ก็ เหมือน กับ ตะเกียง จง ส่อง สว่าง แก่ คน ทั้งปวง เพื่อ ว่า เมื่อ เขา ได้ เห็น ความ ดี ที่ ท่าน ทำ เขา จะ ได้ สรรเสริญ พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ทรง อยู่ ใน สวรรค์ {i5:17} ทัศนคติ ของ พระ เยซู เรื่อง ธรรม บัญญัติ {5:17} “ อย่า คิด ว่า เรา มา เลิก ล้าง ธรรม บัญญัติ และ คำ ของ ผู้ เผย พระ วจนะ เรา มิ ได้ มา เลิก ล้าง แต่ มา ทำให้ สมบูรณ์ ทุก ประการ {5:18} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ตราบ ใด ที่ ฟ้า และ ดินดำ รง อยู่ แม้ อักษร หนึ่ง หรือ ขีดๆ หนึ่ง ก็ จะ ไม่ สูญ ไป จาก ธรรม บัญญัติ จน กว่า สิ่ง ที่ จะ ต้อง เกิด ได้ เกิด ขึ้น แล้ว {5:19} เหตุ ฉะนั้น ผู้ ใด ได้ ทำให้ ข้อ เล็กน้อย สัก ข้อ หนึ่ง ใน ธรรม บัญญัติ นี้ เบา ขึ้น ทั้ง สอน คน อื่น ให้ ทำ อย่าง นั้น ด้วย ผู้ นั้น จะ ได้ ชื่อ ว่า เป็น ผู้น้อย ที่สุด ใน แผ่นดิน สวรรค์ แต่ ผู้ ใด ที่ ประพฤติ และ สอน ตาม ธรรม บัญญัติ ผู้ นั้น จะ ได้ ชื่อ ว่า เป็น ใหญ่ ใน แผ่นดิน สวรรค์ {5:20} เพราะ เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า ถ้า ความ ชอบธรรม ของ ท่าน ไม่ ยิ่ง กว่า ความ ชอบธรรม ของ พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สี ท่าน จะ ไม่ มี วัน ได้ เข้า สู่ แผ่นดิน สวรรค์ {i5:21} ทัศนคติ ของ พระ เยซู เรื่อง ความ โกรธ (ลก.12:57-59) {5:21} “ ท่าน ทั้งหลาย ได้ยิน คำ ซึ่ง กล่าว ไว้ แก่ คน โบราณ ว่า อย่า ฆ่า คน ถ้า ผู้ ใด ฆ่า คน ผู้ นั้น จะ ต้อง ถูก พิพากษา ลงโทษ {5:22} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า ผู้ ใด โกรธ พี่น้อง ของ ตน ผู้ นั้น จะ ต้อง ถูก พิพากษา ลงโทษ ถ้า ผู้ ใด จะ พูด กับ พี่น้อง ว่า‘ อ้าย โง่’ ผู้ นั้น ต้อง ถูก นำ ไป ที่ ศาลสูง ให้ พิพากษา ลงโทษ และ ผู้ ใด จะ ว่า‘ อ้าย บ้า’ ผู้ นั้น จะ มี โทษ ถึง ไฟ นรก {5:23} เหตุ ฉะนั้น ถ้า ท่าน นำ เครื่องบูชา มา ถึง แท่น บูชา แล้ว และ ระลึก ขึ้น ได้ ว่า พี่น้อง มี เหตุ ขัด เคือง ข้อ หนึ่ง ข้อ ใด กับ ท่าน {5:24} จง วาง เครื่องบูชา ไว้ ที่ หน้า แท่น บูชา กลับ ไป คืนดี กับ พี่น้อง ผู้ นั้น เสีย ก่อน แล้ว จึง ค่อย มา ถวาย เครื่องบูชา ของ ท่าน {5:25} จง ปรองดอง กับ คู่ ความ โดย เร็ว ใน ขณะ ที่ พา กัน ไป ศาล เกลือก ว่า คู่ ความ นั้น จะ อายัด ท่าน ไว้ กับ ผู้พิพากษา แล้ว ผู้พิพากษา จะ มอบ ท่าน ไว้ กับ ผู้คุม และ ท่าน จะ ต้อง ถูก ขัง ไว้ ใน เรือนจำ {5:26} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ท่าน จะ ออก จาก ที่ นั่น ไม่ ได้ จน กว่า จะ ได้ ใช้ หนี้ จน ครบ {i5:27} ทัศนคติ ของ พระ เยซู เรื่อง การ ล่วง ประเวณี {5:27} “ ท่าน ทั้งหลาย ได้ยิน คำ ซึ่ง กล่าว ไว้ ว่า อย่า ล่วง ประเวณี ผัว เมีย เขา {5:28} ฝ่าย เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า ผู้ ใด มอง ผู้หญิง เพื่อ ให้ เกิด ใจ กำหนัด ใน หญิง นั้น ผู้ นั้น ได้ ล่วง ประเวณี ใน ใจ กับ หญิง นั้น แล้ว {5:29} ถ้า ตา ข้าง ขวา ของ ท่าน ทำให้ ตัว หลงผิด จง ควัก ออก ทิ้ง เสีย เพราะ ว่า ถึง จะ เสีย อวัยวะ อย่าง หนึ่ง ก็ ดี กว่า ตัว ของ ท่าน จะ ต้อง ลง นรก {5:30} ถ้า มือ ข้าง ขวา ทำให้ หลงผิด จง ตัด ทิ้ง เสีย เพราะ ถึง จะ เสีย อวัยวะ อย่าง หนึ่ง ก็ ดี กว่า ตัว ท่าน จะ ต้อง ลง นรก {i5:31} ทัศนคติ ของ พระ เยซู เรื่อง การ หย่า ร้าง (มธ.19:9; มก.10:11-12; ลก.16:18) {5:31} “ ยัง มี คำ กล่าว ไว้ ว่า ถ้า ผู้ ใด จะ หย่า ภรรยา ก็ ให้ ทำ หนังสือ หย่า ให้ แก่ ภรรยา นั้น {5:32} ฝ่าย เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า ถ้า ผู้ ใด จะ หย่า ภรรยา เพราะ เหตุ อื่น นอกจาก การ เล่นชู้ ก็ เท่ากับ ว่า ผู้ นั้น ทำให้ หญิง นั้น ผิด ศีล ล่วง ประเวณี และ ถ้า ผู้ ใด จะ รับ หญิง ซึ่ง หย่า แล้ว เช่น นั้น มา เป็น ภรรยา ผู้ นั้น ก็ ผิด ศีล ล่วง ประเวณี ด้วย {i5:33} ทัศนคติ ของ พระ เยซู เรื่อง การ สบถ สาบาน {5:33} “ อีก ประการ หนึ่ง ท่าน ทั้งหลาย ได้ยิน คำ ซึ่ง กล่าว ไว้ แก่ คน โบราณ ว่า อย่า เสีย คำ สัตย์ สาบาน คำ สัตย์ สาบาน ที่ ได้ ถวาย ต่อ องค์ พระผู้เป็นเจ้า นั้น ต้อง รักษา ไว้ ให้ มั่น {5:34} ฝ่าย เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า อย่า สาบาน เลย โดย อ้าง ถึง สวรรค์ ก็ อย่า สาบาน เพราะ สวรรค์ เป็น ที่ ประทับ ของ พระเจ้า {5:35} หรือ โดย อ้าง ถึง แผ่นดิน โลก ก็ อย่า สาบาน เพราะ แผ่นดิน โลก เป็น ที่ รอง พระ บาท ของ พระเจ้า หรือ โดย อ้าง ถึง กรุง เยรูซาเล็ม ก็ อย่า สาบาน เพราะ กรุง เยรูซาเล็ม เป็น ราชธานี ของ พระ มหา กษัตริย์ {5:36} อย่า สาบาน โดย อ้าง ถึง ศีรษะ ของ ตน เพราะ ท่าน จะ กระทำ ให้ ผม ขาว หรือ ดำ ไป สัก เส้น หนึ่ง ก็ ไม่ ได้ {5:37} จริง ก็ จง ว่า จริง ไม่ ก็ ว่า ไม่ พูด แต่ เพียง นี้ ก็ พอ คำ พูด เกิน นี้ ไป มา จาก ความ ชั่ว {i5:38} ทัศนคติ ของ พระ เยซู เรื่อง การ ตอบแทน (ลก.6:29-30) {5:38} “ ท่าน ทั้งหลาย ได้ยิน คำ ซึ่ง กล่าว ไว้ ว่า ตา แทน ตา และ ฟัน แทน ฟัน {5:39} ฝ่าย เรา บอก ท่าน ว่า อย่า ต่อสู้ คน ชั่ว ถ้า ผู้ ใด ตบ แก้ม ขวา ของ ท่าน ก็ จง หัน แก้ม ซ้าย ให้ เขา ด้วย {5:40} ถ้า ผู้ ใด อยาก จะ ฟ้อง ศาล เพื่อ จะ ปรับ เอา เสื้อ ของ ท่าน ไป ก็ จง ให้ เสื้อ คลุม แก่ เขา เสีย ด้วย {5:41} ถ้า ผู้ ใด จะ เกณฑ์ ท่าน ให้ เดินทาง ไป หนึ่ง กิโลเมตร ก็ ให้ เลย ไป กับ เขา ถึง สอง กิโลเมตร {5:42} ถ้า เขา จะ ขอ สิ่ง ใด จาก ท่าน ก็ จง ให้ อย่า เมิน หน้า จาก ผู้ ที่ อยาก ขอ ยืม จาก ท่าน {i5:43} รัก ศัตรู (ลก.6:27-28,32-36) {5:43} “ ท่าน ทั้งหลาย ได้ยิน คำ ซึ่ง กล่าว ไว้ ว่า จงรัก คน สนิท และ เกลียด ชัง ศัตรู {5:44} ฝ่าย เรา บอก ท่าน ว่า จงรัก ศัตรู ของ ท่าน และ จง อธิษฐาน เพื่อ ผู้ ที่ ข่มเหง ท่าน {5:45} ทำ ดังนี้ แล้ว ท่าน ทั้งหลาย จะ เป็น บุตร ของ พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ เพราะ ว่า พระองค์ ทรง ให้ ดวง อาทิตย์ ของ พระองค์ ขึ้น ส่อง สว่าง แก่ คน ดี และ คน ชั่ว เสมอ กัน และ ให้ ฝน ตก แก่ คน ชอบธรรม และ คน อธรรม {5:46} แม้ ว่า ท่าน รัก ผู้ ที่ รัก ท่าน จะ ได้ บำเหน็จ อะไร ถึง พวก เก็บ ภาษี ก็ ยัง กระทำ อย่าง นั้น มิ ใช่ หรือ {5:47} ถ้า ท่าน ทักทาย แต่ พี่น้อง ของ ตน ฝ่าย เดียว ท่าน ได้ กระทำ อะไร เป็น พิเศษ ยิ่ง กว่า คน ทั้งปวง เล่า ถึง คน ต่าง ชาติ ก็ กระทำ อย่าง นั้น มิ ใช่ หรือ {5:48} เหตุ ฉะนี้ ท่าน ทั้งหลาย จง เป็น คน ดี รอบคอบ เหมือน อย่าง พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ เป็น ผู้ดี รอบคอบ {i6:1} พระ ดำรัส สอน เรื่อง การ ทำ ทาน {6:1} “ จง ระวัง อย่า กระทำ ศาสนกิจ เพื่อ อวด คน อื่น ถ้า ทำ อย่าง นั้น ท่าน จะ ไม่ ได้ รับ บำเหน็จ จาก พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ {6:2} “ เหตุ ฉะนั้น เมื่อ ท่าน ทำ ทาน อย่า เป่า แตร ข้าง หน้า ท่าน เหมือน คน หน้า ซื่อ ใจ คด กระทำ ใน ธรรม ศาลา และ ตาม ถนน เพื่อ ให้ คน สรรเสริญ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า เขา ได้ รับ บำเหน็จ ของ เขา แล้ว {6:3} ฝ่าย ท่าน ทั้งหลาย เมื่อ ทำ ทาน อย่า ให้ มือ ซ้าย รู้ การ ซึ่ง มือ ขวา กระทำ นั้น {6:4} ทาน ของ ท่าน จะ ต้อง เป็น ทาน ลับ และ พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ทรง เห็น ใน ที่ ลี้ลับ จะ ทรง โปรด ประทาน บำเหน็จ แก่ ท่าน {i6:5} พระ ดำรัส สอน เรื่อง การ อธิษฐาน (ลก.11:2-4) {6:5} “ เมื่อ ท่าน ทั้งหลาย อธิษฐาน อย่า เป็น เหมือน คน หน้า ซื่อ ใจ คด เพราะ เขา ชอบ ยืน อธิษฐาน ใน ธรรม ศาลา และ ตาม ถนน เพื่อ จะ ให้ คน ทั้งปวง ได้ เห็น เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า เขา ได้ รับ บำเหน็จ ของ เขา แล้ว {6:6} ฝ่าย ท่าน เมื่อ อธิษฐาน จง เข้า ใน ห้อง ชั้น ใน และ เมื่อ ปิด ประตู แล้ว จง อธิษฐาน ต่อ พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ทรง สถิต ใน ที่ ลี้ลับ และ พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ทรง เห็น ใน ที่ ลี้ลับ จะ ทรง โปรด ประทาน บำเหน็จ แก่ ท่าน {6:7} “ แต่ เมื่อ ท่าน อธิษฐาน อย่า พูด พล่อยๆ ซ้ำซาก เหมือน คน ต่าง ชาติ กระทำ เพราะ เขา คิด ว่า พูด มาก หลาย คำ พระ จึง จะ ทรง โปรด ฟัง {6:8} อย่า ทำ เหมือน เขา เลย เพราะ ว่า สิ่ง ไร ซึ่ง ท่าน ต้องการ พระ บิดา ของ ท่าน ทรง ทราบ ก่อน ที่ ท่าน ทูล ขอ แล้ว {6:9} “ ท่าน ทั้งหลาย จง อธิษฐาน ตาม อย่าง นี้ ว่า ข้า แต่ พระ บิดา แห่ง ข้า พระองค์ ทั้งหลาย ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ ขอ ให้ พระ นาม ของ พระองค์ เป็น ที่ เคารพ สักการะ {6:10} ขอ ให้ แผ่นดิน ของ พระองค์ มา ตั้ง อยู่ ขอ ให้ เป็น ไป ตาม พระทัย ของ พระองค์ ใน สวรรค์ เป็น อย่างไร ก็ ให้ เป็น ไป อย่าง นั้น ใน แผ่นดิน โลก {6:11} ขอ ทรง โปรด ประทาน อาหาร ประจำ วัน แก่ ข้า พระองค์ ทั้งหลาย ใน กาล วัน นี้ {6:12} และ ขอ ทรง โปรด ยก บาป ผิด ของ ข้า พระองค์ เหมือน ข้า พระองค์ ยก โทษ ผู้ ที่ ทำ ผิด ต่อ ข้า พระองค์ นั้น {6:13} และ ขอ อย่า นำ ข้า พระองค์ เข้า ไป ใน การ ทดลอง แต่ ขอ ให้ พ้น จาก ซึ่ง ชั่ว ร้าย 4 [เหตุ ว่า ราช อำนาจ และ ฤทธิ์ เดช และ พระ สิริ เป็น ของ พระองค์ สืบๆ ไป เป็น นิตย์ อา เมน] 5 {6:14} เพราะ ว่า ถ้า ท่าน ยก ความ ผิด ของ เพื่อน มนุษย์ พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ จะ ทรง โปรด ยก ความ ผิด ของ ท่าน ด้วย {6:15} แต่ ถ้า ท่าน ไม่ ยก ความ ผิด ของ เพื่อน มนุษย์ พระ บิดา ของ ท่าน จะ ไม่ ทรง โปรด ยก ความ ผิด ของ ท่าน เหมือน กัน {i6:16} พระ ดำรัส สอน เรื่อง การ ถือ อด อาหาร {6:16} “ เมื่อ ท่าน ถือ อด อาหาร อย่า ทำ หน้า เศร้าหมอง เหมือน คน หน้า ซื่อ ใจ คด ด้วย เขา ทำ หน้า ให้ มอมแมม เพื่อ จะ ให้ คน เห็น ว่า เขา ถือ อด อาหาร เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า เขา ได้ บำเหน็จ ของ เขา แล้ว {6:17} ฝ่าย ท่าน เมื่อ ถือ อด อาหาร จง ล้าง หน้า และ เอา น้ำมัน ใส่ ศีรษะ {6:18} เพื่อ คน จะ ไม่ ได้ รู้ ว่า ถือ อด อาหาร แต่ ให้ ปรากฏ แก่ พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ทรง สถิต ใน ที่ ลี้ลับ และ พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ทรง เห็น ใน ที่ ลี้ลับ จะ ทรง โปรด ประทาน บำเหน็จ แก่ ท่าน {i6:19} ทรัพย์ สมบัติ ใน สวรรค์ (ลก.12:33-34) {6:19} “ อย่า ส่ำ สม ทรัพย์ สมบัติ ไว้ สำหรับ ตัว ใน โลก ที่ อาจ เป็น สนิม และ ที่ แมลง กิน เสีย ได้ และ ที่ ขโมย อาจ ขุด ช่อง ลัก เอา ไป ได้ {6:20} แต่ จง ส่ำ สม ทรัพย์ สมบัติ ไว้ ใน สวรรค์ ที่ ไม่ มี แมลง จะ กิน และ ไม่ มี สนิม จะ กัด และ ที่ ไม่ มี ขโมย ขุด ช่อง ลัก เอา ไป ได้ {6:21} เพราะ ว่า ทรัพย์ สมบัติ ของ ท่าน อยู่ ที่ไหน ใจ ของ ท่าน ก็ อยู่ ที่ นั่น ด้วย {i6:22} ประทีป ของ ร่างกาย (ลก.11:34-36) {6:22} “ ตา เป็น ประทีป ของ ร่างกาย เหตุ ฉะนั้น ถ้า ตา ของ ท่าน ปกติ ทั้ง ตัว ก็ พลอย สว่าง ไป ด้วย {6:23} แต่ ถ้า ตา ของ ท่าน ผิด ปกติ ทั้ง ตัว ของ ท่าน ก็ พลอย มืด ไป ด้วย เหตุ ฉะนั้น ถ้า ความ สว่าง ซึ่ง อยู่ ใน ตัว ท่าน มืด ไป ความ มืด นั้น จะ หนา ทึบ สัก เพียง ใด หนอ {i6:24} พระเจ้า และ เงิน ทอง (ลก.16:13) {6:24} “ ไม่ มี ผู้ ใด เป็น ข้า สอง เจ้าบ่าว สอง นาย ได้ เพราะ ว่า จะ ชัง นาย ข้าง หนึ่ง และ จะ รัก นาย อีก ข้าง หนึ่ง หรือ จะ นับถือ นาย ฝ่าย หนึ่ง และ จะ ดูหมิ่น นาย อีก ฝ่าย หนึ่ง ท่าน จะ ปฏิบัติ พระเจ้า และ จะ ปฏิบัติ เงิน ทอง พร้อม กัน ไม่ ได้ {i6:25} ความ กระวน กระวาย (ลก.12:22-31) {6:25} “ เหตุ ฉะนั้น เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า อย่า กระวน กระวาย ถึง ชีวิต ของ ตน ว่า จะ เอา อะไร กิน หรือ จะ เอา อะไร ดื่ม และ อย่า กระวน กระวาย ถึง ร่างกาย ของ ตน ว่า จะ เอา อะไร นุ่งห่ม ชีวิต สำคัญ ยิ่ง กว่า อาหาร มิ ใช่ หรือ และ ร่างกาย สำคัญ ยิ่ง กว่า เครื่อง นุ่งห่ม มิ ใช่ หรือ {6:26} จง ดู นก ใน อากาศ มัน มิ ได้ หว่าน มิ ได้ เกี่ยว มิ ได้ ส่ำ สม ไว้ ใน ยุ้ง ฉาง แต่ พระ บิดา ของ ท่าน ทั้งหลาย ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ ทรง เลี้ยง นก ไว้ ท่าน ทั้งหลาย มิ ประเสริฐ กว่า นก หรือ {6:27} มี ใคร ใน พวก ท่าน โดย ความ กระวน กระวาย อาจ ต่อ ชีวิต ให้ ยาว ออก ไป อีก สัก ศอก หนึ่ง ได้ หรือ {6:28} ท่าน กระวน กระวาย ถึง เครื่อง นุ่งห่ม ทำไม จง พิจารณา ดอกไม้ ที่ ทุ่ง นา ว่า มัน งอก งาม เจริญ ขึ้น ได้ อย่างไร มัน ไม่ ทำงาน มัน ไม่ ปั่น ด้าย {6:29} แต่ เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า กษัตริย์ ซา โลม อน เมื่อ บริบูรณ์ ด้วย สง่าราศี ก็ มิ ได้ ทรงเครื่อง งาม เท่า ดอกไม้ นี้ ดอก หนึ่ง {6:30} แม้ ว่า พระเจ้า ทรง ตกแต่ง หญ้า ที่ ทุ่ง นา อย่าง นั้น ซึ่ง เป็นอยู่ วัน นี้ และ รุ่งขึ้น ต้อง ทิ้ง ใน เตาไฟ โอ ผู้ มี ความ เชื่อ น้อย พระองค์ จะ ไม่ ทรง ตกแต่ง ท่าน มาก ยิ่ง กว่า นั้น หรือ {6:31} เหตุ ฉะนั้น อย่า กระวน กระวาย ว่า จะ เอา อะไร กิน หรือ จะ เอา อะไร ดื่ม หรือ จะ เอา อะไร นุ่งห่ม {6:32} เพราะ ว่า พวก ต่าง ชาติ แสวง หา สิ่งของ ทั้งปวง นี้ แต่ว่า พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ ทรง ทราบ แล้ว ว่า ท่าน ต้องการ สิ่ง ทั้งปวง เหล่า นี้ {6:33} แต่ ท่าน ทั้งหลาย จง แสวง หา แผ่นดิน ของ พระเจ้า และ ความ ชอบธรรม ของ พระองค์ ก่อน แล้ว พระองค์ จะ ทรง เพิ่มเติม สิ่ง ทั้งปวง เหล่า นี้ ให้ {6:34} “ เหตุ ฉะนั้น อย่า กระวน กระวาย ถึง พรุ่งนี้ เพราะ ว่า พรุ่งนี้ คง มี การ กระวน กระวาย สำหรับ พรุ่งนี้ เอง แต่ละ วัน ก็ มี ทุกข์ พอ อยู่ แล้ว {i7:1} การ กล่าวโทษ ผู้ อื่น (ลก.6:37-38,41-42) {7:1} “ อย่า กล่าวโทษ เขา เพื่อ พระเจ้า จะ ไม่ ทรง กล่าวโทษ ท่าน {7:2} เพราะ ว่า ท่าน ทั้งหลาย จะ กล่าวโทษ เขา อย่างไร พระเจ้า จะ ทรง กล่าวโทษ ท่าน อย่าง นั้น และ ท่าน จะ ตวง ให้ เขา ด้วย ทะนาน อัน ใด พระเจ้า จะ ได้ ทรง ตวง ให้ ท่าน ด้วย ทะนาน อัน นั้น {7:3} เหตุ ไฉน ท่าน มอง ดู ผง ที่ ใน ตา พี่น้อง ของ ท่าน แต่ ไม้ ทั้ง ท่อน ที่ อยู่ ใน ตา ของ ท่าน ท่าน ก็ ไม่ รู้สึก {7:4} เหตุ ไฉน ท่าน จะ กล่าว แก่ พี่น้อง ว่า‘ ให้ เรา เขี่ย ผง ออก จาก ตา ของ เธอ’ แต่ ที่ จริง ไม้ ทั้ง ท่อน มี อยู่ ใน ตา ของ ท่าน เอง {7:5} ท่าน คน หน้า ซื่อ ใจ คด จง ชัก ไม้ ทั้ง ท่อน ออก จาก ตา ของ ท่าน ก่อน แล้ว ท่าน จะ เห็น ได้ ถนัด จึง จะ เขี่ย ผง ออก จาก ตา พี่น้อง ของ ท่าน ได้ {7:6} “ อย่า ให้ ของ ประเสริฐ แก่ สุนัข อย่า โยน ไข่มุก ให้ แก่ สุกร เกลือก ว่า มัน จะ เหยียบ ย่ำ เสีย และ จะ หัน กลับ มา กัด ตัว ท่าน ด้วย {i7:7} ขอ หา เคาะ (ลก.11:9-13;6:31) {7:7} “ จง ขอ แล้ว จะ ได้ จง หา แล้ว จะ พบ จง เคาะ แล้ว จะ เปิด ให้ แก่ ท่าน {7:8} เพราะ ว่า ทุก คน ที่ ขอ ก็ ได้ ทุก คน ที่ แสวง หา ก็ พบ ทุก คน ที่ เคาะ ก็ จะ เปิด ให้ เขา {7:9} ใน พวก ท่าน มี ใคร บ้าง ที่ จะ เอา ก้อน หิน ให้ บุตร เมื่อ เขา ขอ ขนม ปัง {7:10} หรือ ให้ งู เมื่อ บุตร ขอ ปลา {7:11} เหตุ ฉะนั้น ถ้า ท่าน ทั้งหลาย เอง ผู้ เป็น คน บาป ยัง รู้จัก ให้ ของ ดี แก่ บุตร ของ ตน ยิ่ง กว่า นั้น สัก เท่าใด พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ จะ ประทาน ของ ดี แก่ ผู้ ที่ ขอ ต่อ พระองค์ {7:12} จง ปฏิบัติ ต่อ ผู้ อื่น อย่าง ที่ ท่าน ปรารถนา ให้ เขา ปฏิบัติ ต่อ ท่าน นั่น คือ ธรรม บัญญัติ และ คำ สั่งสอน ของ บรรดา ผู้ เผย พระ วจนะ {i7:13} ประตู คับแคบ (ลก.13:24) {7:13} “ จง เข้า ไป ทาง ประตู แคบ เพราะ ว่า ประตู ใหญ่ และ ทาง กว้าง ซึ่ง นำ ไป ถึง ความ พินาศ และ คน ที่ เข้า ไป ทาง นั้น มี มาก {7:14} เพราะ ว่า ประตู ซึ่ง นำ ไป ถึง ชีวิต นั้น ก็ คับ และ ทาง ก็ แคบ ผู้ ที่ หา พบ ก็ มี น้อย {i7:15} รู้จัก ต้นไม้ ด้วย ผล ของ มัน (ลก.6:43-44) {7:15} “ ท่าน ทั้งหลาย จง ระวัง ผู้ เผย พระ วจนะ เท็จ ที่ มา หา ท่าน นุ่งห่ม ดุจ แกะ แต่ ภายใน เขา ร้ายกาจ ดุจ หมาป่า {7:16} ท่าน จะ รู้จัก เขา ได้ ด้วย ผล ของ เขา ผล องุ่น นั้น เก็บ ได้ จาก ต้นไม้ มี หนาม หรือ หรือ ว่า ผล มะเดื่อ นั้น เก็บ ได้ จาก พืช หนาม {7:17} ต้นไม้ ดี ย่อม ให้ แต่ ผล ดี ต้นไม้ เลว ก็ ย่อม ให้ ผล เลว {7:18} ต้นไม้ ดี จะ เกิด ผล เลว ไม่ ได้ หรือ ต้นไม้ เลว จะ เกิด ผล ดี ก็ ไม่ ได้ {7:19} ต้นไม้ ซึ่ง ไม่ เกิด ผล ดี ย่อม ต้อง ถูก ฟัน ลง และ ทิ้ง เสีย ใน ไฟ {7:20} เหตุ ฉะนั้น ท่าน จะ รู้จัก เขา ได้ เพราะ ผล ของ เขา {i7:21} ‘ เรา ไม่ เคย รู้จัก เจ้า เลย’ (ลก.13:25-27) {7:21} “ มิ ใช่ ทุก คน ที่ เรียก เรา ว่า‘ พระองค์เจ้า ข้า พระองค์เจ้า ข้า’ จะ ได้ เข้า ใน แผ่นดิน สวรรค์ แต่ ผู้ ที่ ปฏิบัติ ตาม พระทัย พระ บิดา ของ เรา ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ จึง จะ เข้า ได้ {7:22} เมื่อ ถึง วัน นั้น จะ มี คน เป็น อัน มาก ร้อง แก่ เรา ว่า‘ พระองค์เจ้า ข้า พระองค์เจ้า ข้า ข้า พระองค์ กล่าว พระ วจนะ ใน พระ นาม ของ พระองค์ และ ได้ ขับ ผี ออก ใน พระ นาม ของ พระองค์ และ ได้ กระทำ การ มหัศจรรย์ เป็น อัน มาก ใน พระ นาม ของ พระองค์ มิ ใช่ หรือ’ {7:23} เมื่อนั้น เรา จะ ได้ กล่าว แก่ เขา ว่า‘ เรา ไม่ เคย รู้จัก เจ้า เลย เจ้า ผู้ กระทำ ความ ชั่ว จง ไป เสีย ให้ พ้น หน้า เรา’ {i7:24} รากฐาน สอง ชนิด (ลก.6:47-49) {7:24} “ เหตุ ฉะนั้น ผู้ ใด ที่ ได้ยิน คำ เหล่า นี้ ของ เรา และ ประพฤติ ตาม เขา ก็ เปรียบ เสมือน ผู้ ที่ มี สติปัญญา สร้าง เรือน ของ ตน ไว้ บน ศิลา {7:25} ฝน ก็ ตก และ น้ำ ก็ ไหล เชี่ยว ลม ก็ พัด ปะทะ เรือน นั้น แต่ เรือน มิ ได้ พัง ลง เพราะ ว่า ราก ตั้ง อยู่ บน ศิลา {7:26} แต่ ผู้ ที่ ได้ยิน คำ เหล่า นี้ ของ เรา และ ไม่ ประพฤติ ตาม เล่า เขา ก็ เปรียบ เสมือน ผู้ ที่ โง่เขลา สร้าง เรือน ของ ตน ไว้ บน ทราย {7:27} ฝน ก็ ตก และ น้ำ ก็ ไหล เชี่ยว ลม ก็ พัด ปะทะ เรือน นั้น เรือน นั้น ก็ พัง ทลาย ลง และ การ ซึ่ง พัง ทลาย นั้น ก็ ใหญ่ ยิ่ง” {i7:28} สิทธิ อำนาจ ของ พระ เยซู (มก.1:22) {7:28} ครั้น พระ เยซู ตรัส คำ เหล่า นี้ เสร็จ แล้ว ประชาชน ทั้งปวง ก็ อัศจรรย์ ใจ ด้วย คำ สั่งสอน ของ พระองค์ {7:29} เพราะ ว่า พระองค์ ได้ ทรง สั่งสอน เขา ด้วย สิทธิ อำนาจ หา เหมือน พวก ธรรมา จารย์ ของ เขา ไม่ {i8:1} ทรง รักษา คน โรค เรื้อน ให้ หาย (มก.1:40-45; ลก.5:12-16) {8:1} เมื่อ พระองค์ เสด็จ ลง มา จาก ภูเขา แล้ว คน เป็น อัน มาก ได้ ติดตาม พระองค์ ไป {8:2} ขณะ นั้น มี คน โรค เรื้อน มาก ราบ ไหว้ พระองค์ แล้ว ทูล ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า เพียง แต่ พระองค์ จะ โปรด ก็ จะ ทรง บันดาล ให้ ข้า พระองค์ หาย โรค ได้” {8:3} พระองค์ ทรง ยื่น พระ หัตถ์ ถูกต้อง เขา แล้ว ตรัส ว่า“ เรา พอใจ แล้ว จง หาย เถิด” ใน ทันใด นั้น โรค เรื้อน ของ เขา ก็ หาย {8:4} ฝ่าย พระ เยซู ตรัส สั่ง เขา ว่า“ อย่า บอก เล่า ให้ ผู้ ใด ฟัง เลย แต่ จง ไป สำแดง ตัว แก่ ปุโรหิต และ ถวาย เครื่องบูชา ตาม ซึ่ง โมเสส ได้ สั่ง ไว้ เพื่อ เป็น หลักฐาน ต่อ คน ทั้งหลาย ว่า เจ้า หาย โรค แล้ว” {i8:5} ทรง รักษา บ่าว ของ นาย ร้อย (ลก.7:1-10) {8:5} เมื่อ พระ เยซู เสด็จ เข้า ไป ใน เมือง คา เป อร นา อุ ม มี นาย ร้อย คน หนึ่ง มา อ้อนวอน พระองค์ {8:6} ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า บ่าว ของ ข้า พระองค์ เป็น ง่อย อยู่ ที่ บ้าน ทน ทุกข์ เวทนา มาก” {8:7} พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา จะ ไป รักษา เขา ให้ หาย” {8:8} นาย ร้อย ผู้ นั้น ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ข้า พระองค์ เป็น คน ไม่ สมควร ที่ จะ รับ เสด็จ พระองค์ เข้า ใต้ ชายคา ของ ข้า พระองค์ ขอ พระองค์ ตรัส เท่านั้น บ่าว ของ ข้า พระองค์ ก็ จะ หาย โรค {8:9} ข้า พระองค์ รู้ ดี เพราะ เหตุ ว่า ข้า พระองค์ อยู่ ใต้ วินัย ทหาร แต่ ก็ ยัง มี ทหาร อยู่ ใต้ บังคับบัญชา ของ ข้า พระองค์ ข้า พระองค์ จะ บอก แก่ คน นี้ ว่า‘ ไป’ เขา ก็ ไป บอก แก่ คน นั้น ว่า‘ มา’ เขา ก็ มาบ อก ทาส ของ ข้า พระองค์ ว่า‘ จง ทำ สิ่ง นี้’ เขา ก็ ทำ” {8:10} ครั้น พระ เยซู ทรง ได้ยิน ดังนั้น ก็ ประหลาด พระทัย นัก ตรัส กับ บรรดา คน ที่ ตาม พระองค์ ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า เรา ไม่ เคย พบ ศรัทธา ที่ไหน มาก เท่า นี้ แม้ ใน อิสราเอล {8:11} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า คน เป็น อัน มาก จะ มา จาก ทิศ ตะวัน ออก และ ทิศ ตะวัน ตก จะ มา ร่วม สำรับ กับ อับราฮัม และ อิส อัค และ ยา โค บ ใน แผ่นดิน สวรรค์ {8:12} แต่ ชาว แผ่นดิน นั้น จะ ต้อง ถูก ขับ ไล่ ไส ส่ง ออก ไป ใน ที่ มืด ที่ นั่น จะ มี เสียง ร้องไห้ ขบ เขี้ยว เคี้ยว ฟัน” {8:13} แล้ว พระ เยซู จึง ตรัส กับ นาย ร้อย ว่า“ จง กลับ บ้าน เถิด ท่าน มี ศรัทธา แล้ว จง ได้ ผล ตาม ศรัทธา นั้น” ใน ทันใด นั้น เอง บ่าว ของ เขา ก็ หาย เป็น ปกติ {i8:14} พระ เยซู ทรง รักษา แม่ยาย ของ เปโตร (มก.1:29-31; ลก.4:38-39) {8:14} ครั้น พระ เยซู เสด็จ เข้า ไป ใน เรือน ของ เปโตร ก็ ทรง เห็น แม่ยาย ของ เปโตร นอน ป่วย จับ ไข้ อยู่ {8:15} พอ พระองค์ ทรง จับ มือ นาง ความ ไข้ ก็ หาย นาง จึง ลุก ขึ้น ปรนนิบัติ พระองค์ {i8:16} พระ เยซู ทรง รักษา คน เวลา ค่ำ (มก.1:32-34; ลก.4:40-41) {8:16} พอ ค่ำ ลง เขา พา คน ผี เข้า สิง เป็น อัน มาก มา หา พระองค์ พระองค์ ก็ ทรง ขับ ผี ออก ด้วย พระ ดำรัส และ บรรดา คน เจ็บ ป่วย ทั้งหลาย นั้น พระองค์ ก็ ได้ ทรง รักษา ให้ หาย {8:17} ทั้งนี้ เพื่อ จะ ให้ สำเร็จ ตาม พระ วจนะ โดย อิส ยาห์ ผู้ เผย พระ วจนะ ที่ ว่า ท่าน ได้ แบก ความ เจ็บ ไข้ ของ เรา ทั้งหลาย และ หอบ โรค ของ เรา ไป {i8:18} ผู้ ที่ ใคร่ จะ เป็น ศิษย์ ของ พระ เยซู (ลก.9:57-62) {8:18} ครั้น พระ เยซู ทรง เห็น ประชาชน เป็น อัน มาก มา ล้อม พระองค์ ไว้ พระองค์ จึง ตรัส สั่ง ให้ ข้าม ฟาก ไป {8:19} ขณะ นั้น มี ธรรมา จารย์ คน หนึ่ง มา หา พระองค์ ทูล ว่า“ อาจารย์ เจ้าข้า ท่าน ไป ทาง ไหน ข้าพเจ้า จะ ตาม ท่าน ไป ทาง นั้น” {8:20} พระ เยซู จึง ตรัส ว่า“ หมา จิ้งจอก ยัง มี โพรง และ นก ใน อากาศ ก็ ยัง มี รัง แต่ บุตร มนุษย์ ไม่ มี ที่ ที่ จะ วาง ศีรษะ” {8:21} อีก คน หนึ่ง ใน พวก ศิษย์ ของ พระองค์ มา ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ขอ ทรง โปรด ให้ ข้า พระองค์ ไป ฝัง ศพ บิดา ข้า พระองค์ ก่อน” {8:22} พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ จง ตาม เรา มา เถิด ปล่อย ให้ คน ตาย ฝัง คน ตาย ของ เขา เอง เถิด” {i8:23} พระ เยซู ทรง ห้าม พายุ (มก.4:35-41; ลก.8:22-25) {8:23} เมื่อ พระองค์ เสด็จ ลง เรือ พวก สาวก ของ พระองค์ ก็ ตาม พระองค์ ไป {8:24} ดู เถิด เกิด พายุ ใหญ่ ใน ทะเลสาบ จน คลื่น ซัด ท่วม เรือ แต่ พระองค์ บรรทม หลับ อยู่ {8:25} และ พวก สาวก ได้ มา ปลุก พระองค์ ทูล ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ขอ พระองค์ ทรง โปรด ช่วย เถิด พวก เรา กำลัง จะ จม อยู่ แล้ว” {8:26} พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ เหตุ ไฉน จึง ขลาด นัก ช่าง มี ศรัทธา น้อย เสีย จริงๆ” แล้ว พระองค์ ทรง ลุก ขึ้น ห้าม ลม และ ทะเล คลื่น ลม ก็ สงบเงียบ ทั่วไป {8:27} คน เหล่า นั้น ก็ อัศจรรย์ ใจ พูด กัน ว่า“ ท่าน ผู้ นี้ เป็น คน อย่างไร หนอ จน ชั้น ลม และ ทะเล ก็ เชื่อฟัง ท่าน” {i8:28} สอง คน ผี เข้า ณ แดน กา ดารา (มก.5:1-20; ลก.8:26-39) {8:28} ครั้น พระองค์ ทรง ข้าม ฟาก ไป ถึง แดน กา ดารา แล้ว มี คน สอง คน ออก มา จาก อุโมงค์ ฝัง ศพ มา พบ พระองค์ เขา ผี เข้า สิง ดุร้าย นัก จน ไม่ มี ผู้ ใด อาจ เดินทาง นั้น ได้ {8:29} ดู เถิด เขา ร้อง ตะโกน ว่า“ ท่าน ผู้ เป็น พระ บุตร ของ พระเจ้า ท่าน จะ มา ยุ่ง กับ พวก เรา ทำไม จะ มา ทรมาน พวก เรา ก่อน เวลา หรือ” {8:30} ไกล จาก ที่ นั่น มี สุกร ฝูง ใหญ่ กำลัง หา กิน อยู่ {8:31} ผี เหล่า นั้น ได้ อ้อนวอน พระองค์ ว่า“ ถ้า ท่าน ขับ พวก เรา ออก ก็ ขอ ให้ เข้า อยู่ ใน ฝูง สุกร นั้น เถิด” {8:32} พระองค์ จึง ตรัส แก่ ผี เหล่า นั้น ว่า“ ไป ให้ พ้น” ผี เหล่า นั้น ก็ ออก ไป เข้า สิง อยู่ ใน ฝูง สุกร ดู เถิด สุกร ทั้ง ฝูง นั้น ก็ วิ่ง กระโดด จาก หน้าผา ชัน ลง ไป ใน ทะเล และ จม น้ำ ตาย จน สิ้น {8:33} ฝ่าย คน เลี้ยง สุกร ก็ หนี เข้า ไป ใน นคร เล่า บรรดา เหตุการณ์ ซึ่ง เป็น ไป นั้น กับ เหตุ ที่ เกิด ขึ้น แก่ คน ที่ มี ผี เข้า สิง อยู่ นั้น {8:34} ดู เถิด คน ทั้ง นคร พา กัน ออก มา หา พระ เยซู เมื่อ พบ พระองค์ แล้ว เขา จึง อ้อนวอน ขอ ให้ พระองค์ ไป เสีย จาก เขต แดน ของ เขา {i9:1} พระ เยซู ทรง รักษา คน ง่อย (มก.2:1-12; ลก.5:17-26) {9:1} ฝ่าย พระ เยซู ก็ เสด็จ ลง เรือ ข้าม ฟาก ไป ยัง เมือง ของ พระองค์ {9:2} ดู เถิด เขา หาม คน ง่อย คน หนึ่ง ซึ่ง นอน อยู่ บน ที่นอน มา หา พระองค์ เมื่อ พระ เยซู ทรง เห็น ความ เชื่อ ของ เขา ทั้งหลาย จึง ตรัส กับ คน ง่อย ว่า“ ลูก เอ๋ย จง ชื่น ใจ เถิด บาป ของ เจ้า ได้ รับ อภัย แล้ว” {9:3} เมื่อ ได้ยิน ตรัส ดังนั้น พวก ธรรมา จารย์ บาง คน คิด ใน ใจ ว่า“ คน นี้ พูด หมิ่น ประมาท พระเจ้า” {9:4} ฝ่าย พระ เยซู ทรง ทราบ ความคิด ของ เขา จึง ตรัส ว่า“ เหตุ ไฉน ท่าน ทั้งหลาย คิด ชั่ว อยู่ ใน ใจ เล่า {9:5} ที่ จะ ว่า‘ เจ้า ได้ รับ อภัย เรื่อง บาป ของ เจ้า แล้ว’ และ จะ ว่า‘ จง ลุก ขึ้น เดิน ไป เถิด’ นั้น ข้าง ไหน จะ ง่าย กว่า กัน {9:6} แต่ เพื่อ ท่าน ทั้งหลาย จะ ได้ รู้ ว่า บุตร มนุษย์ มี สิทธิ อำนาจ ใน โลก ที่ จะ โปรด ยก ความ ผิด บาป ได้” พระองค์ จึง ตรัส สั่ง คน ง่อย ว่า“ จง ลุก ขึ้น ยก ที่นอน กลับ ไป บ้าน เถิด” {9:7} เขา จึง ลุก ขึ้น ไป บ้าน {9:8} เมื่อ ประชาชน เห็น ดังนั้น เขา ก็ ตระหนก ตกใจ แล้ว พา กัน สรรเสริญ พระเจ้า ผู้ ได้ ทรง ประทาน สิทธิ อำนาจ เช่น นั้น แก่ มนุษย์ {i9:9} ทรง เรียก มัทธิว (มก.2:13-17; ลก.5:27-32) {9:9} ครั้น พระ เยซู เสด็จ เลย ตำบล นั้น ไป ก็ เห็น คน หนึ่ง ชื่อ มัทธิว นั่ง อยู่ ที่ ด่าน ภาษี จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ จง ตาม เรา มา เถิด” เขา ก็ ลุก ขึ้น ตาม พระองค์ ไป {9:10} เมื่อ พระองค์ ประทับ เสวย พระ กระยาหาร อยู่ ใน เรือน มี คน เก็บ ภาษี และ คน บาป อื่นๆ หลาย คน เข้า มา ร่วม สำรับ กับ พระ เยซู และ กับ พวก สาวก ของ พระองค์ {9:11} เมื่อ พวก ฟา ริ สี เห็น แล้ว ก็ กล่าว แก่ สาวก ของ พระองค์ ว่า“ ทำไม อาจารย์ ของ ท่าน จึง รับประทาน อาหาร ด้วย กัน กับ คน เก็บ ภาษี และ คน นอกรีต เล่า” {9:12} เมื่อ พระ เยซู ทรง ทราบ ดังนั้น แล้ว ก็ ตรัส ว่า“ คน เจ็บ ต้องการ หมอ แต่ คน สบาย ไม่ ต้องการ {9:13} ท่าน ทั้งหลาย จง ไป เรียน คัมภีร์ ข้อ นี้ ให้ เข้าใจ ที่ ว่า เรา ประสงค์ ความ เมตตา ไม่ ประสงค์ เครื่อง สัต ว บูชา ด้วย ว่า เรา มิ ได้ มา เพื่อ จะ เรียก คน ที่ เห็น ว่า ตัว ชอบธรรม แต่ มา เรียก คน ที่ พวก ท่าน ว่า นอกรีต” {i9:14} ปัญหา เรื่อง การ ถือ อด อาหาร (มก.2:18-22; ลก.5:33-39) {9:14} แล้ว พวก ศิษย์ ของ ยอห์น มา หา พระ เยซู ทูล ว่า“ เหตุ ไฉน พวก ข้า พระองค์ และ พวก ฟา ริ สี ถือ อด อาหาร แต่ พวก ศิษย์ ของ พระองค์ ไม่ ถือ” {9:15} พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ ท่าน จะ ให้ สหาย ของ เจ้าบ่าว เป็น ทุกข์ โศกเศร้า เมื่อ เจ้าบ่าว ยัง อยู่ กับ เขา กระนั้น หรือ แต่ วัน หนึ่ง เจ้าบ่าว จะ ต้อง จาก เขา ไป เมื่อนั้น จะ เป็น เวลา ที่ เขา จะ ถือ อด อาหาร {9:16} ไม่ มี ผู้ ใด เอา ท่อน ผ้า ทอ ใหม่ มา ปะ เสื้อ เก่า เพราะ ว่า ผ้า ที่ ปะ เข้า นั้น เมื่อ หด จะ ทำให้ เสื้อ เก่า ขาด กว้าง ออก ไป อีก {9:17} และ เขา ไม่ เอา น้ำ องุ่น หมัก ใหม่ มา ใส่ ใน ถุง หนัง เก่า ถ้า ทำ อย่าง นั้น ถุง หนัง จะ ขาด น้ำ องุ่น จะ รั่ว ทั้ง ถุง หนัง ก็ จะ เสีย ไป ด้วย แต่ เขา ย่อม เอา น้ำ องุ่น หมัก ใหม่ ใส่ ใน ถุง หนัง ใหม่ แล้ว ทั้ง สอง อย่าง ก็ อยู่ ดี ด้วย กัน ได้” {i9:18} บุตร สาว ของ นาย ธรรม ศาลา และ ผู้ ถูกต้อง ชาย ฉลอง พระองค์ (มก.5:21-43; ลก.8:40-56) {9:18} เมื่อ พระองค์ กำลัง ตรัส คำ เหล่า นี้ แก่ เขา นั้น ก็ มี นาย ธรรม ศาลา คน หนึ่ง มา ถวาย อภิวาทน์ แด่ พระองค์ แล้ว ทูล ว่า“ ลูกสาว ของ ข้า พระองค์ พึ่ง ตาย ลง ขอ พระองค์ เสด็จ ไป วาง พระ หัตถ์ บน ตัว เขา แล้ว เขา จะ ฟื้น ขึ้น อีก” {9:19} ฝ่าย พระ เยซู จึง ทรง ลุก ขึ้น เสด็จ ตาม เขา ไป และ พวก สาวก ของ พระองค์ ตาม ไป ด้วย {9:20} ดู เถิด มี ผู้หญิง คน หนึ่ง เป็น โรค ตก โลหิต ได้ สิบ สอง ปี มา แล้ว แอบ มา ข้าง หลัง ถูกต้อง ชาย ฉลอง พระองค์ {9:21} เพราะ นาง คิด ใน ใจ ว่า“ ถ้า เรา ได้ แตะ ต้อง ฉลอง พระองค์ เท่านั้น เรา ก็ จะ หาย โรค” {9:22} ฝ่าย พระ เยซู ทรง เหลียว หลัง ทอด พระ เนตร เห็น เข้า จึง ตรัส ว่า“ ลูก หญิง เอ๋ย จง ชื่น ใจ เถิด ที่ เจ้า หาย โรค นั้น ก็ เพราะ เจ้า เชื่อ” นับ ตั้งแต่ เวลา นั้น ผู้หญิง นั้น ก็ หาย ป่วย เป็น ปกติ {9:23} ครั้น พระ เยซู เสด็จ เข้า ไป ใน เรือน ของ นาย ธรรม ศาลา นั้น ทอด พระ เนตร เห็น พวก เป่า ปี่ และ คน เป็น อัน มาก ชุลมุน กัน อยู่ {9:24} พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ จง ถอย ออก ไป เถิด ด้วย ว่า เด็ก หญิง คน นี้ ไม่ ตาย เป็น แต่ นอน หลับ อยู่” เขา ก็ พา กัน หัวเราะ เยาะ พระองค์ {9:25} แต่ เมื่อ ขับ ฝูง คน ออก ไป แล้ว พระองค์ ได้ เสด็จ เข้า ไป จับ มือ เด็ก หญิง และ เด็ก หญิง นั้น ก็ ลุก ขึ้น {9:26} แล้ว กิตติศัพท์ ก็ ลือ ไป ทั่ว แคว้น นั้น {i9:27} คน ตาบ อด สอง คน หาย บอด {9:27} ครั้น พระ เยซู เสด็จ ไป จาก ที่ นั่น ก็ มี คน ตาบ อด สอง คน ตาม พระองค์ มา ร้อง ว่า“ บุตร ดา วิด เจ้าข้า ขอ เมตตา ข้า พระองค์ เถิด” {9:28} และ เมื่อ พระองค์ เสด็จ เข้า ไป ใน เรือน คน ตาบ อด ทั้ง สอง ก็ เข้า มา หา พระองค์ พระ เยซู ตรัส ถาม เขา ว่า“ เจ้า เชื่อ หรือ ว่า เรา มี อิทธิฤทธิ์ จะ กระทำ การ นี้ ได้” เขา ทูล พระองค์ ว่า“ ข้า พระองค์ เชื่อ พระเจ้า ข้า” {9:29} แล้ว พระองค์ ทรง ถูกต้อง นัยน์ตา เขา ตรัส ว่า“ ให้ เป็น ไป ตาม ความ เชื่อ ของ เจ้า เถิด” {9:30} แล้ว นัยน์ตา ของ เขา ก็ กลับ เห็น ดี พระ เยซู ได้ ทรง กำชับ เขา แข็งแรง ว่า“ จง ระวัง อย่า บอก ผู้ ใด ให้ รู้ เลย” {9:31} แต่ เมื่อ เขา ไป จาก ที่ นั่น แล้ว ก็ ป่าว ประกาศ เรื่อง พระองค์ ทั่ว แคว้น นั้น {i9:32} คน ใบ้ พูด ได้ {9:32} ขณะ เมื่อ พระ เยซู และ สานุศิษย์ กำลัง เสด็จ ออก ไป จาก ที่ นั่น ก็ มี ผู้ พา คน ใบ้ คน หนึ่ง ที่ มี ผี เข้า สิง อยู่ มา หา พระองค์ {9:33} เมื่อ ทรง ขับ ผี ออก แล้ว คน ใบ้ นั้น ก็ พูด ได้ หมู่ คน ก็ อัศจรรย์ ใจ พูด กัน ว่า“ ไม่ เคย เห็น มี คน เช่น นี้ ใน อิสราเอล เลย” {9:34} แต่ พวก ฟา ริ สี กล่าว ว่า“ คน นี้ ขับ ผี ออก ด้วย ฤทธิ์ ของ นาย ผี” {i9:35} พระ เยซู ทรง สงสาร ประชาชน {9:35} พระ เยซู จึง เสด็จ ดำเนิน ไป ตาม นคร และ หมู่บ้าน โดย รอบ ทรง สั่งสอน ใน ธรรม ศาลา ของ เขา ประกาศ ข่าว ประเสริฐ แห่ง แผ่นดิน ของ พระเจ้า ทรง รักษา โรค และ ความ ป่วย ไข้ ทุก อย่าง ของ พลเมือง ให้ หาย {9:36} และ เมื่อ พระองค์ ทอด พระ เนตร เห็น ประชาชน ก็ ทรง สงสาร เขา ด้วย เขา ถูก รังควาน และ ไร้ ที่พึ่ง ดุจ ฝูง แกะ ไม่ มี ผู้ เลี้ยง {9:37} แล้ว พระองค์ ตรัส กับ พวก สาวก ของ พระองค์ ว่า“ ข้าว ที่ ต้อง เกี่ยว นั้น มี มาก นักหนา แต่ คน งาน ยัง น้อย อยู่ {9:38} เหตุ นั้น พวก ท่าน จง อ้อนวอน พระองค์ ผู้ ทรง เป็น เจ้าของ นา ให้ ส่ง คน งาน มา เก็บเกี่ยว พืช ผล ของ พระองค์” {i10:1} พระ เยซู ทรง เรียก สาวก สิบ สอง คน (มก.3:13-19; ลก.6:12-16) {10:1} พระองค์ ทรง เรียก สาวก สิบ สอง คน ของ พระองค์ มา แล้ว ก็ ประทาน อำนาจ ให้ เขา ขับ ผี ร้าย ออก ได้ และ ให้ รักษา โรค และ ความ เจ็บ ไข้ ทุก อย่าง ให้ หาย ได้ {10:2} อัคร ทูต สิบ สอง คน นั้น มี ชื่อ ดังนี้ คน แรก ชื่อ ซี โม น ที่ เรียก ว่า เปโตรกับอันดรูว์ น้อง ของ เขา ยาก อบ บุตร เศเบดีกับยอห์น น้อง ของ เขา {10:3} ฟีลิปและบารโธโลมิวโธมัสและมัทธิว คน เก็บ ภาษี ยาก อบ บุตร อัลเฟอัสและเลบเบอัส ผู้ ที่ มี ชื่อ อีก ว่า ธัดเดอัส {10:4} ซี โมน พรรค ชาตินิยม และ ยู ดา ส อิส คา ริ โอ ท ที่ ได้ อายัด พระองค์ ไว้ นั้น {i10:5} พระ เยซู ทรง ใช้ อัคร ทูต สิบ สอง คน ออก สั่งสอน (มก.6:7-13; ลก.9:1-6) {10:5} สิบ สอง คน นี้ พระ เยซู ทรง ใช้ ให้ ออก ไป และ สั่ง เขา ว่า“ อย่า ไป ทาง ที่ ไป สู่ พวก ต่าง ชาติ และ อย่า เข้า ไป ใน เมือง ของ ชาว สะ มา เรีย {10:6} แต่ว่า จง ไป หา แกะ หลง ของ วงศ์วาน อิสราเอล นั้น ดี กว่า {10:7} จง ไป พลาง ประกาศ พลาง ว่า‘ แผ่นดิน สวรรค์ มา ใกล้ แล้ว’ {10:8} จง รักษา คน เจ็บ ป่วย ให้ หาย คน ตาย แล้ว ให้ ฟื้น คน โรค เรื้อน ให้ หาย สะอาด และ จง ขับ ผี ให้ ออก ท่าน ทั้งหลาย ได้ รับ เปล่าๆ จง ให้ เปล่าๆ {10:9} อย่า หา เหรียญ ทองคำ หรือ เงิน หรือ ทองแดง ไว้ ใน ไถ้ ของ ท่าน {10:10} หรือ ย่าม ใช้ ตาม ทาง หรือ เสื้อ หรือ ถือ ไม้เท้า หรือ สวม รองเท้า เพราะ ว่า ผู้ ทำงาน สมควร จะ ได้ อาหาร กิน {10:11} เมื่อ ท่าน มา ถึง นคร ใด หรือ หมู่บ้าน ใด จง สืบ ดู ว่า ใคร เป็น คน เหมาะสม ใน ที่ นั้น แล้ว จง ไป อาศัย กับ ผู้ นั้น จน กว่า จะ จาก ไป {10:12} ขณะ เมื่อ ขึ้น เรือน จง ให้ พร แก่ ครัว เรือน นั้น {10:13} ถ้า ครัว เรือน นั้น สมควร รับ พร ก็ ให้ สันติสุข ของ ท่าน อยู่ กับ เรือน นั้น แต่ ถ้า ครัว เรือน นั้น ไม่ สมควร รับ พร ก็ ให้ สันติสุข นั้น กลับ คืน มา สู่ ท่าน อีก {10:14} ถ้า ผู้ ใด ไม่ ต้อนรับ ท่าน ทั้งหลาย และ ไม่ ฟัง คำ ของ ท่าน เมื่อ จะ ออก จาก เรือน นั้น เมือง นั้น จง สะบัด ผง คลี ที่ ติด เท้า ของ ท่าน ออก เสีย เพื่อ แสดง ว่า ท่าน ไม่ รับผิดชอบ ต่อ ไป {10:15} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ใน วัน พิพากษา นั้น โทษ ของ เมือง โส โดม และ เมือง โก โม ราห์ จะ เบา กว่า โทษ ของ เมือง นั้น {i10:16} การ ข่มเหง ที่ จะ มา ถึง {10:16} “ ดู เถิด เรา ใช้ พวก ท่าน ไป ดุจ แกะ อยู่ ท่ามกลาง หมาป่า เหตุ ฉะนั้น จง ฉลาด เหมือน งู และ ไม่ มี ภัย เหมือน นก พิราบ {10:17} แต่ จง ระวัง ตัว ให้ ดี เพราะ คน เขา จะ อายัด ท่าน ทั้งหลาย ไว้ กับ ศาล และ จะ เฆี่ยน ท่าน ใน ธรรม ศาลา ของ เขา {10:18} และ จะ นำ ท่าน ส่ง ไป ให้ เจ้า เมือง และ กษัตริย์ เพราะ เรา เพื่อ ท่าน จะ ได้ เป็น พยาน แก่ เขา และ แก่ คน ต่าง ชาติ {10:19} แต่ เมื่อ เขา อายัด ท่าน ไว้ นั้น อย่า เป็น กังวล ว่า จะ พูด อย่างไร เพราะ เมื่อ ถึง เวลา คำ ที่ ท่าน จะ พูด นั้น พระเจ้า จะ ทรง ประทาน แก่ ท่าน ใน เวลา นั้น {10:20} เพราะ ว่า ผู้ ที่ พูด มิ ใช่ ตัว ท่าน เอง แต่ เป็น พระ วิญญาณ แห่ง พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ตรัส ทาง ท่าน {10:21} แม้ ว่า พี่ จะ มอบ น้อง ให้ ถึง ความ ตาย พ่อ จะ มอบ ลูก และ ลูก ก็ จะ ทรยศ ต่อ พ่อ แม่ ให้ ถึง แก่ ความ ตาย {10:22} คน ทั้งปวง จะ เกลียด ชัง ท่าน เพราะ ความ ภักดี ที่ ท่าน มี ต่อ เรา แต่ ผู้ ใด ที่ ทน ได้ ถึง ที่สุด ผู้ นั้น จะ รอด {10:23} เมื่อ เขา เคี่ยวเข็ญ ท่าน ใน เมือง หนึ่ง จง หนี ไป ยัง อีก เมือง หนึ่ง เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ก่อน ที่ ท่าน จะ ไป ทั่ว เมือง ต่างๆ ทั้งหมด ใน อิสราเอล บุตร มนุษย์ จะ เสด็จ มา {10:24} “ ศิษย์ ไม่ ใหญ่ กว่า ครู และ ทาส ไม่ ใหญ่ กว่า นาย ของ ตน {10:25} ซึ่ง ศิษย์ จะ ได้ รับ การ รับรอง เสมอ ครู และ ทาส เสมอ นาย ของ ตน ก็ พอ อยู่ แล้ว ถ้า เขา ได้ เรียก เจ้าบ้าน ว่า เบเอลเซบูล เขา จะ เรียก ลูกบ้าน ของ เขา มาก ยิ่ง กว่า นั้น เท่าใด {i10:26} ผู้ ที่ เรา ควร กลัว (ลก.12:2-9) {10:26} “ เหตุ ฉะนั้น อย่า กลัว เขา เพราะ ว่า ไม่ มี สิ่ง ใด ปิดบัง ไว้ ที่ จะ ไม่ ต้อง เปิดเผย หรือ การ ลับ ที่ จะ ไม่ เผย ให้ ประจักษ์ {10:27} ซึ่ง เรา กล่าว แก่ พวก ท่าน ใน ที่ มืด ท่าน จง กล่าว ใน ที่ แจ้ง และ ซึ่ง ท่าน ได้ยิน กระซิบ ที่ หู จง ตะโกน จาก ดาดฟ้า หลังคา บ้าน {10:28} อย่า กลัว ผู้ ที่ ฆ่า ได้ แต่ กาย แต่ ไม่ มี อำนาจ ที่ จะ ฆ่า จิต วิญญาณ แต่ จง กลัว พระองค์ ผู้ ทรง ฤทธิ์ ที่ จะ ให้ ทั้ง จิต วิญญาณ ทั้ง กาย พินาศ ใน นรก ได้ {10:29} นก กระจาบ สอง ตัว เขา ขาย บาท หนึ่ง มิ ใช่ หรือ แต่ ถ้า พระ บิดา ของ ท่าน ไม่ ทรง เห็น ชอบ นก นั้น แม้ สัก ตัว เดียว จะ ตกลง ถึง ดิน ก็ ไม่ ได้ {10:30} ถึง ผม ของ ท่าน ทั้งหลาย ก็ ทรง นับ ไว้ แล้ว ทุก เส้น {10:31} เหตุ ฉะนั้น อย่า กลัว เลย ท่าน ทั้งหลาย ก็ ประเสริฐ กว่า นก กระจาบ หลาย ตัว {i10:32} รับ พระ คริสต์ ต่อ หน้า คน (ลก.12:8-9) {10:32} “ เหตุ ดังนั้น ทุก คน ที่ จะ รับ เรา ต่อ หน้า มนุษย์ เรา จะ รับ ผู้ นั้น ต่อ พระ พักตร์ พระ บิดา ของ เรา ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ {10:33} แต่ ผู้ ใด จะ ไม่ ยอมรับ เรา ต่อ หน้า มนุษย์ เรา จะ ไม่ ยอมรับ ผู้ นั้น ต่อ พระ พักตร์ พระ บิดา ของ เรา ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ ด้วย {i10:34} มิ ใช่ นำ สันติภาพ แต่ จะ ให้ ใช้ ดาบ (ลก.12:51-53;14:26-27) {10:34} “ อย่า คิด ว่า เรา มา เพื่อ จะ นำ สันติภาพ มา สู่ โลก เรา มิ ได้ นำ สันติภาพ มา ให้ แต่ เรา นำ ดาบ มา {10:35} เรา มา เพื่อ จะ ให้ ลูกชาย หมางใจ กับ บิดา ของ ตน และ ลูกสาว หมางใจ กับ มารดา และ ลูกสะใภ้ หมางใจ กับ แม่ ผัว {10:36} และ ผู้ ที่ อยู่ ร่วม เรือน เดียวกัน ก็ จะ เป็น ศัตรู ต่อ กัน {10:37} ผู้ ใด ที่ รัก บิดา มารดา ยิ่ง กว่า รัก เรา ก็ ไม่ มี ค่า ควร กับ เรา และ ผู้ ใด รัก บุตร ชาย หญิง ยิ่ง กว่า รัก เรา ผู้ นั้น ก็ ไม่ มี ค่า ควร กับ เรา {10:38} และ ผู้ ใด ที่ ไม่ รับ เอา กางเขน ของ ตน ตาม เรา ไป ผู้ นั้น ก็ ไม่ มี ค่า ควร กับ เรา {10:39} ผู้ ที่ จะ เอา ชีวิต ของ ตน รอด จะ กลับ เสีย ชีวิต แต่ ผู้ ที่ สู้ เสีย ชีวิต ของ ตน เพราะ เห็นแก่ เรา ก็ จะ ได้ ชีวิต รอด {i10:40} บำเหน็จ (มก.9:41) {10:40} “ ผู้ ที่ รับ ท่าน ทั้งหลาย ก็ รับ เรา และ ผู้ ที่ รับ เรา ก็ รับ พระองค์ ที่ ทรง ใช้ เรา มา {10:41} ผู้ ที่ รับ ผู้ เผย พระ วจนะ เพราะ เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ ก็ จะ ได้ บำเหน็จ อย่าง ที่ ผู้ เผย พระ วจนะ พึง ได้ รับ และ ผู้ ที่ รับ ผู้ ชอบธรรม เพราะ เป็น ผู้ ชอบธรรม ก็ จะ ได้ บำเหน็จ อย่าง ที่ ผู้ ชอบธรรม พึง ได้ รับ {10:42} และ ถ้า ผู้ ใด จะ เอา น้ำ เย็น สัก ถ้วย หนึ่ง ให้ คน เล็กน้อย เหล่า นี้ คน ใด คน หนึ่ง ดื่ม เพราะ เป็น ศิษย์ ของ เรา เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า คน นั้น จะ ขาด บำเหน็จ ก็ หา มิ ได้” {i11:1} ผู้ ส่ง ข่าว ของ ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศมา (ลก.7:18-35) {11:1} เมื่อ พระ เยซู ตรัส สั่ง สาวก สิบ สอง คน ของ พระองค์ เสร็จ แล้ว พระองค์ ได้ เสด็จ จาก ที่ นั่น ไป สั่งสอน และ ประกาศ ใน เมือง ของ เขา {11:2} ฝ่าย ยอห์น เมื่อ ติด อยู่ ใน เรือนจำ ได้ยิน ถึง กิจการ แห่ง พระ คริสต์ ก็ ได้ ใช้ ศิษย์ ไป {11:3} ทูล ถาม พระองค์ ว่า“ ท่าน เป็น ผู้ ที่ จะ มา นั้น หรือ หรือ จะ ต้อง คอย ผู้ อื่น” {11:4} ฝ่าย พระ เยซู ตรัส ตอบ ศิษย์ ยอห์นว่า“ จง ไป แจ้ง แก่ ยอห์น ซึ่ง ท่าน ได้ยิน และ เห็น {11:5} คือ ว่า คน ตาบ อด ก็ หาย บอด คน ง่อย เดิน ได้ คน โรค เรื้อน หาย สะอาด คน หู หนวก ได้ยิน ได้ คน ตาย แล้ว เป็น ขึ้น มา และ ข่าว ประเสริฐ ก็ ประกาศ แก่ คน อนาถา {11:6} บุคคล ผู้ ใด ไม่ เห็น ว่า เรา เป็น อุปสรรค ผู้ นั้น เป็น สุข” {11:7} ครั้น ศิษย์ เหล่า นั้น ไป แล้ว พระ เยซู ตรัส กับ คน หมู่ นั้น ถึง ยอห์นว่า“ ท่าน ทั้งหลาย ได้ ออก ไป ใน ถิ่น ทุรกันดาร เพื่อ ดู อะไร มิ ใช่ ดู ต้น อ้อ ไหว โดย ถูก ลม พัด นะ {11:8} ถ้า อย่าง นั้น ท่าน ทั้งหลาย ไป ดู อะไร ดู คน นุ่งห่ม ผ้า เนื้อ อ่อน นิ่ม หรือ ดู เถิด คน นุ่งห่ม ผ้า เนื้อ นิ่ม ก็ อยู่ ใน ราช วัง {11:9} แต่ ท่าน ทั้งหลาย ออก ไป ดู อะไร ดู ผู้ เผย พระ วจนะ หรือ แน่ ที เดียว และ เรา บอก ท่าน ว่า ท่าน นั้น เป็น ผู้ ประเสริฐ ยิ่ง กว่า ผู้ เผย พระ วจนะ เสีย อีก {11:10} คือ ยอห์น นี้ แหละ ที่ พระ คัมภีร์ กล่าว ถึง ว่า‘ เรา ใช้ ทูต ของ เรา ไป ข้าง หน้า ท่าน ผู้ นั้น จะ เตรียม มรรคา ของ ท่าน ไว้ ข้าง หน้า ท่าน’ {11:11} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ใน บรรดา คน ซึ่ง เกิด จาก ผู้หญิง มา นั้น ไม่ มี ผู้ ใด ใหญ่ กว่า ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศ มา แต่ว่า ผู้ ที่ ต่ำต้อย ที่สุด ใน แผ่นดิน สวรรค์ ก็ ยัง ใหญ่ กว่า ยอห์นเสียอีก {11:12} และ ตั้งแต่ สมัย ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศ มา ถึง ทุก วัน นี้ แผ่นดิน สวรรค์ ก็ เป็น สิ่ง ที่ คน ได้ แสวง หา ด้วย ใจ ร้อนรน และ ผู้ ที่ ใจ ร้อนรน ก็ เป็น ผู้ ที่ ชิง เอา ได้ {11:13} เพราะ ว่า คำ ของ ผู้ เผย พระ วจนะ ทั้งหลาย และ ธรรม บัญญัติ ได้ พยากรณ์ มา จน ถึง ยอห์นนี้ {11:14} ถ้า ท่าน ทั้งหลาย จะ ยอมรับ ให้ เป็น ก็ ยอห์น นี่แหละ เป็น เอ ลี ยาห์ ซึ่ง จะ มา นั้น {11:15} ใคร มี หู จง ฟัง เถิด {11:16} “ เรา จะ เปรียบ คน ยุค นี้ เหมือน กับ อะไร ดี เปรียบ เหมือน เด็ก นั่ง ที่ กลาง ตลาด ร้อง แก่ เพื่อน ว่า {11:17} ‘ พวก ฉัน ได้ เป่า ปี่ ให้ พวก เธอ และ เธอ มิ ได้ เต้นรำ พวก ฉัน ได้ พิลาป ร่ำไห้ และ พวก เธอ มิ ได้ ตี อก ชก หัว’ {11:18} ด้วย ว่า ยอห์น มา ก็ ไม่ ได้ กิน หรือ ดื่ม และ เขา ว่า‘ มี ผี เข้า สิง อยู่’ {11:19} ฝ่าย บุตร มนุษย์ มา ทั้ง กิน และ ดื่ม เขา ก็ ว่า‘ ดู เถิด นี่ เป็น คน กิน เติบ และ ขี้ เมา เป็น มิตรสหาย กับ คน เก็บ ภาษี และ คน นอกรีต’ แต่ พระ ปัญญา ก็ ปรากฏ ว่า ชอบ แล้ว โดย ผล แห่ง พระ ปัญญา นั้น” {i11:20} วิบัติ แก่ เมือง ที่ มิ ได้ กลับ ใจ ใหม่ (ลก.10:13-15) {11:20} แล้ว พระองค์ ก็ ทรง ตั้งต้น ติเตียน เมือง ต่างๆ ที่ พระองค์ ได้ ทรง กระทำ การ มหัศจรรย์ เป็น ส่วน มาก เพราะ เขา มิ ได้ กลับ ใจ เสีย ใหม่ {11:21} “ วิบัติ แก่ เจ้า เมือง โค รา ซิ น วิบัติ แก่ เจ้า เมือง เบธ ไซ ดา ถ้า การ มหัศจรรย์ ซึ่ง ได้ กระทำ ท่ามกลาง เจ้า ได้ กระทำ ใน เมือง ไท ระ และ เมือง ไซ ดอน คน ใน เมือง ทั้ง สอง คง ได้ นุ่งห่ม ผ้า กระสอบ นั่ง บน ขี้เถ้า กลับ ใจ เสีย ใหม่ นาน มา แล้ว {11:22} แต่ เรา บอก เจ้า ว่า ใน วัน พิพากษา โทษ เมือง ไท ระ และ เมือง ไซ ดอน จะ เบา กว่า โทษ ของ เจ้า {11:23} และ ฝ่าย เจ้า เมือง คา เป อร นา อุ ม เจ้า จะ ถูก ยก ขึ้น เทียม ฟ้า หรือ มิ ได้ เจ้า จะ ต้อง ลง ไป ถึง แดน คน ตาย ต่างหาก ด้วย ว่า การ มหัศจรรย์ ซึ่ง ได้ กระทำ ใน ท่ามกลาง เจ้า นั้น ถ้า ได้ กระทำ ใน เมือง โส โดม เมือง นั้น คง ได้ ตั้ง อยู่ จน ทุก วัน นี้ {11:24} แต่ เรา บอก เจ้า ว่า ใน วัน พิพากษา โทษ เมือง โส โดม จะ เบา กว่า โทษ ของ เจ้า” {i11:25} จง มา หา เรา และ หาย เหนื่อย (ลก.10:21-22) {11:25} ขณะ นั้น พระ เยซู ทูล ว่า“ ข้า แต่ พระ บิดา ผู้ เป็น เจ้า แห่ง ฟ้า สวรรค์ และ โลก ข้า พระองค์ สรรเสริญ พระองค์ ที่ พระองค์ ได้ ทรง ปิดบัง สิ่ง เหล่า นี้ ไว้ จาก ผู้ มี ปัญญา และ ผู้ ฉลาด แต่ ได้ สำแดง ให้ ผู้น้อย รู้ {11:26} ข้า แต่ พระ บิดา พระองค์ ทรง เห็น ชอบ ดังนั้น {11:27} “ พระ บิดา ของ เรา ได้ ทรง มอบ สิ่ง สารพัด ให้ แก่ เรา และ ไม่ มี ใคร รู้จัก พระ บุตร นอกจาก พระ บิดา และ ไม่ มี ใคร รู้จัก พระ บิดา นอกจาก พระ บุตร และ ผู้ ที่ พระ บุตร ประสงค์ จะ สำแดง ให้ รู้ {11:28} บรรดา ผู้ ทำงาน เหน็ดเหนื่อย และ แบก ภาระ หนัก จง มา หา เรา และ เรา จะ ให้ ท่าน ทั้งหลาย หาย เหนื่อย เป็น สุข {11:29} จง เอา แอก ของ เรา แบก ไว้ แล้ว เรียน จาก เรา เพราะ ว่า เรา สุภาพ และ ใจ อ่อนน้อม และ จิตใจ ท่าน ทั้งหลาย จะ ได้ พัก {11:30} ด้วย ว่า แอก ของ เรา ก็ พอเหมาะ และ ภาระ ของ เรา ก็ เบา” {i12:1} สาวก เด็ด รวง ข้าว ใน วัน สะ บา โต (มก.2:23-28; ลก.6:1-5) {12:1} ใน คราว นั้น พระ เยซู เสด็จ ไป ใน นา ใน วัน สะ บา โต และ พวก ศิษย์ ของ พระองค์ หิว จึง เด็ด รวง ข้าว มา กิน แก้ หิว {12:2} เมื่อ พวก ฟา ริ สี เห็น เข้า จึง ทูล พระองค์ ว่า“ นั่น แน่ะ ศิษย์ ของ ท่าน ทำ การ ซึ่ง ต้อง ห้าม ใน วัน สะ บา โต” {12:3} พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ พวก ท่าน ยัง ไม่ ได้ อ่าน หรือ ซึ่ง ดา วิด ได้ กระทำ เมื่อ ท่าน และ พรรคพวก อดอยาก {12:4} ท่าน ได้ เข้า ไป ใน พระ นิเวศ ของ พระเจ้า รับประทาน ขนม ปัง หน้า พระ พักตร์ ซึ่ง ท่าน หรือ พรรคพวก ไม่ มี สิทธิ์ จะ รับประทาน ควร แต่ ปุโรหิต พวก เดียว {12:5} ท่าน ทั้งหลาย ไม่ ได้ อ่าน ใน ธรรม บัญญัติ หรือ ที่ ว่า พวก ปุโรหิต ใน พระ วิหาร ย่อม ละเมิด กฎ วัน สะ บา โต แต่ ไม่ มี ความ ผิด {12:6} แต่ เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่าที่ นี่ มี สิ่ง หนึ่ง เป็น ใหญ่ กว่า พระ วิหาร อีก {12:7} ถ้า ท่าน ทั้งหลาย ได้ เข้าใจ ความหมาย ของ พระ คัมภีร์ ที่ ว่า เรา ประสงค์ ความ เมตตา ไม่ ประสงค์ เครื่อง สัต ว บูชา ท่าน ก็ คง จะ ไม่ กล่าวโทษ คน ที่ ไม่ มี ความ ผิด {12:8} เพราะ ว่า บุตร มนุษย์ เป็น เจ้า เป็น ใหญ่ เหนือ วัน สะ บา โต” {i12:9} ชาย ที่ มือ ลีบ (มก.3:1-6; ลก.6:6-11) {12:9} แล้ว พระองค์ ได้ เสด็จ ไป จาก ที่ นั่น และ เข้า ไป ใน ธรรม ศาลา ของ เขา {12:10} มี คน หนึ่ง มือ ข้าง หนึ่ง ลีบ คน ทั้งหลาย ถาม พระองค์ ว่า“ การ รักษา โรค ใน วัน สะ บา โต นั้น ต้อง ห้าม หรือ ไม่” เพื่อ เขา จะ หา เหตุ ฟ้อง พระองค์ ได้ {12:11} พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ ถ้า ผู้ ใด ใน พวก ท่าน มี แกะ ตัว เดียว และ แกะ ตัว นั้น ตก บ่อ ใน วัน สะ บา โต ผู้ นั้น จะ ไม่ ฉุด ลาก แกะ ตัว นั้น ขึ้น หรือ {12:12} มนุษย์ คน หนึ่ง ย่อม ประเสริฐ ยิ่ง กว่า แกะ มาก ที เดียว เหตุ ฉะนั้น จึง อนุญาต ให้ ทำ การ ดี ได้ ใน วัน สะ บา โต” {12:13} แล้ว พระองค์ ตรัส กับ คน มือ ลีบ นั้น ว่า“ จง เหยียด มือ ออก เถิด” เขา ก็ เหยียด ออก และ มือ นั้น ก็ หาย เป็น ปกติ เหมือน มือ อีก ข้าง หนึ่ง {12:14} ฝ่าย พวก ฟา ริ สี ก็ ออก ไป ปรึกษา กัน ว่า จะ ทำ อย่างไร จึง จะ ฆ่า พระองค์ ได้ {i12:15} ผู้ รับใช้ ที่ ทรง เลือก {12:15} แต่ พระ เยซู ทรง ทราบ จึง ได้ เสด็จ ออก ไป จาก ที่ นั่น และ คน เป็น อัน มาก ก็ ตาม พระองค์ ไป พระองค์ ก็ ทรง รักษา เขา ให้ หาย โรค สิ้น ทุก คน {12:16} แล้ว พระองค์ ทรง กำชับ ห้าม เขา มิ ให้ แพร่งพราย ว่า พระองค์ คือ ผู้ ใด {12:17} ทั้งนี้ เพื่อ จะ ให้ เป็น ไป ตาม คำ ของ อิส ยาห์ ผู้ เผย พระ วจนะ ว่า {12:18} ดู เถิด ผู้ รับใช้ ของ เรา ซึ่ง ได้ เลือกสรร ไว้ ที่ รัก ของ เรา ผู้ ซึ่ง เรา โปรดปราน เรา จะ เอา วิญญาณ ของ เรา สวม ท่าน ไว้ ท่าน จะ ประกาศ ความ ยุติธรรม ไป ให้ แก่ บรรดา ประชาชาติ {12:19} ท่าน จะ ไม่ ทะเลาะ วิวาท และ ไม่ ร้อง เสียง ดัง ไม่ มี ใคร จะ ได้ยิน เสียง ของ ท่าน ตาม ถนน {12:20} ไม้ อ้อ ช้ำ แล้ว ท่าน จะ ไม่ หัก ไส้ ตะเกียง เป็น ควัน จวน ดับ แล้ว ท่าน จะ ไม่ ดับ กว่า ท่าน จะ ได้ นำ ความ ยุติธรรม ให้ มี ชัย ชนะ {12:21} และ บรรดา ประชาชาติ จะ ฝาก ความ หวัง ไว้ กับ ท่าน {i12:22} ครัว เรือน ที่ แตกแยก กัน ก็ ตั้ง อยู่ ไม่ ได้ (มก.3:19-30; ลก.11:14-23;12:10) {12:22} ขณะ นั้น เขา พา คน หนึ่ง มี ผี เข้า สิง อยู่ ทั้ง ตาบ อด และ เป็น ใบ้ มา หา พระองค์ พระองค์ ทรง รักษา ให้ หาย คน ใบ้ นั้น จึง พูด จึง เห็น {12:23} และ คน ทั้งปวง ก็ อัศจรรย์ ใจ ถาม กัน ว่า“ คน นี้ เป็น บุตร ดา วิด ได้ หรือ” {12:24} แต่ พวก ฟา ริ สี เมื่อ ได้ยิน ดังนั้น ก็ พูด กัน ว่า“ ผู้ นี้ ขับ ผี ออก ได้ ก็ เพราะ ใช้ อำนาจ เบเอลเซบูล ผู้ เป็น นาย ผี นั้น” {12:25} ฝ่าย พระ เยซู ทรง ทราบ ความคิด ของ เขา จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ ราช อาณาจักร ใดๆ ซึ่ง แตกแยก กัน แล้ว ก็ คง พินาศ เมือง ใดๆ ครัว เรือน ใดๆ ซึ่ง แตกแยก กัน แล้ว จะ ตั้ง อยู่ ไม่ ได้ {12:26} และ ถ้า ซาตาน ขับ ซาตาน ออก มัน ก็ แตกแยก กัน ใน ตัว มัน เอง แล้ว อาณาจักร ของ มัน จะ ตั้ง อยู่ อย่างไร ได้ {12:27} และ ถ้า เรา ขับ ผี ออก โดย เบเอลเซบู ลพ วก พ้อง ของ ท่าน ทั้งหลาย ขับ มัน ออก โดย อำนาจ ของ ใคร เล่า เหตุ ฉะนั้น พวกพ้อง ของ ท่าน เอง จะ เป็น ผู้ ตัดสิน กล่าวโทษ พวก ท่าน {12:28} แต่ ถ้า เรา ขับ ผี ออก ด้วย พระ วิญญาณ ของ พระเจ้า แผ่นดิน ของ พระเจ้า ก็ มา ถึง ท่าน แล้ว {12:29} หรือ ใคร จะ เข้า ไป ใน เรือน ของ คน ที่ มี กำลัง มาก และ ปล้น เอา ทรัพย์ ของ เขา อย่างไร ได้ เว้น แต่ จะ จับ คน ที่ มี กำลัง มาก นั้น มัด ไว้ เสีย ก่อน แล้ว จึง จะ ปล้น ทรัพย์ ใน เรือน นั้น ได้ {12:30} ผู้ ใด ไม่ อยู่ ฝ่าย เรา ก็ เป็น ปฏิปักษ์ ต่อ เรา และ ผู้ ใด ไม่ รวบรวม ไว้ กับ เรา ก็ เป็น ผู้ กระทำ ให้ กระจัด กระจาย ไป {12:31} เพราะ ฉะนั้น เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า ความ ผิด บาป และ คำ หมิ่น ประมาท ทุก อย่าง จะ โปรด ยก ให้ มนุษย์ ได้ เว้น แต่ คำ หมิ่น ประมาท พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ จะ ทรง โปรด ยก ให้ มนุษย์ ไม่ ได้ {12:32} ผู้ ใด จะ กล่าว ร้าย บุตร มนุษย์ จะ โปรด ยก ให้ ผู้ นั้น ได้ แต่ ผู้ ใด จะ กล่าว ร้าย พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ จะ ทรง โปรด ยก ให้ ผู้ นั้น ไม่ ได้ ทั้ง ยุค นี้ ยุค หน้า {i12:33} ต้นไม้ และ ผล (ลก.6:43-45) {12:33} “ พึง กล่าว อย่าง ใด อย่าง หนึ่ง ว่า ต้น ดี ผล ก็ ดี หรือ ต้น เลว ผล ก็ เลว ด้วย เรา จะ รู้จัก ต้นไม้ ด้วย ผล ของ มัน {12:34} โอชา ติ งู ร้าย เจ้า เป็น คน ชั่ว แล้ว จะ พูด ความ ดี ได้ อย่างไร ด้วย ว่า ปาก นั้น พูด จาก สิ่ง ที่ มา จาก ใจ {12:35} คน ดี ก็ เอา ของ ดี มา จาก คลัง แห่ง ความ ดี ใน ตัว ของ เขา คน ชั่ว ก็ เอา ของ ชั่ว มา จาก คลัง แห่ง ความ ชั่ว ใน ตัว ของ เขา {12:36} ฝ่าย เรา บอก เจ้า ทั้งหลาย ว่า คำ ที่ ไม่ เป็น สาระ ทุก คำ ซึ่ง มนุษย์ พูด นั้น มนุษย์ จะ ต้อง รับผิด ใน ถ้อยคำ เหล่า นั้น ใน วัน พิพากษา {12:37} เหตุ ว่าที่ เจ้า จะ พ้น โทษ ได้ หรือ จะ ต้อง ถูก ปรับโทษ นั้น ก็ เพราะ วาจา ของ เจ้า” {i12:38} คน ชาติ ชั่ว แสวง หมาย สำคัญ (มก.8:12; ลก.11:29-32) {12:38} คราว นั้น มี บาง คน ใน พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สีมา ทูล พระองค์ ว่า“ อาจารย์ เจ้าข้า พวก ข้าพเจ้า อยาก จะ เห็น หมาย สำคัญ จาก ท่าน” {12:39} พระองค์ จึง ตรัส ตอบ เขา ว่า“ คน ชาติ ชั่ว และ คิด ทรยศ ต่อ พระเจ้า แสวง หา หมาย สำคัญ และ จะ ไม่ ทรง โปรด ให้ หมาย สำคัญ แก่ เขา เว้น ไว้ แต่ หมาย สำคัญ ของ โย นาห์ ผู้ เผย พระ วจนะ {12:40} ด้วย ว่า โย นาห์ ได้ อยู่ ใน ท้อง ปลา มหึมา สาม วัน สาม คืน ฉัน ใด บุตร มนุษย์ จะ อยู่ ใน ท้อง แผ่นดิน สาม วัน สาม คืน ฉัน นั้น {12:41} ชน ชาว นีนะเวห์ จะ ลุก ขึ้น ใน วัน พิพากษา พร้อม กับ คน ยุค นี้ และ จะ เป็น ตัวอย่าง ให้ คน ยุค นี้ ได้ รับ โทษ ด้วย ว่า ชาว นีนะเวห์ ได้ กลับ ใจ เสีย ใหม่ เพราะ คำ ประกาศ ของ โย นาห์ และ ซึ่ง ใหญ่ กว่า โย นาห์ มี อยู่ ที่ นี่ {12:42} นาง กษัตริย์ ฝ่าย ทิศ ใต้ จะ ลุก ขึ้น ใน วัน พิพากษา พร้อม กับ คน ยุค นี้ และ จะ เป็น ตัวอย่าง ให้ คน ยุค นี้ ได้ รับ โทษ ด้วย ว่า พระนาง นั้น ได้ มา จาก ที่สุด ปลาย แผ่นดิน โลก เพื่อ จะ ฟัง สติปัญญา ของ ซา โลม อน และ ซึ่ง ใหญ่ กว่า ซา โลม อน ก็ มี อยู่ ที่ นี่ {i12:43} ผี ร้าย กลับ เข้า ใหม่ (ลก.11:24-26) {12:43} “ เมื่อ ผี โสโครก ออก มา จาก ผู้ ใด แล้ว มัน ก็ ท่องเที่ยว ไป ใน ที่ กันดาร น้ำ เพื่อ แสวง หา ที่ หยุด พัก แต่ เมื่อ ไม่ พบ {12:44} มัน จึง กล่าว ว่า‘ ข้า จะ กลับ ไป ยัง เรือน ของ ข้า ที่ ข้า ได้ ออก มา นั้น’ และ เมื่อ มา ถึง ก็ เห็น เรือน นั้น ว่าง กวาด และ ตกแต่ง ไว้ แล้ว {12:45} มัน จึง ไป รับ เอา ผี อื่น อีก เจ็ด ผี ร้าย กว่า มัน เอง แล้ว ก็ เข้า ไป อาศัย ที่ นั่น และ ใน ที่สุด คน นั้น ก็ ตก ที่นั่ง ร้าย กว่า ตอน แรก คน ชาติ ชั่ว นี้ ก็ จะ เป็น อย่าง นั้น” {i12:46} มารดา และ น้อง ของ พระ เยซู (มก.3:31-35; ลก.8:19-21) {12:46} ขณะ ที่ พระองค์ ยัง ตรัส กับ ประชาชน อยู่ นั้น มารดา และ พวก น้อง ชาย ของ พระองค์ พา กัน มา ยืน อยู่ ภายนอก หา โอกาส จะ สนทนา กับ พระองค์ {12:47} [มี คน หนึ่ง ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า มารดา และ น้อง ชาย ของ พระองค์ ยืน อยู่ ข้าง นอก หา โอกาส ที่ จะ สนทนา กับ พระองค์”] 11 {12:48} พระองค์ จึง ตรัส กับ ผู้ ที่ มา ทูล นั้น ว่า“ ใคร เป็น มารดา ของ เรา ใคร เป็น พี่น้อง ของ เรา” {12:49} พระองค์ ทรง ชี้ ไป ทาง พวก สาวก ของ พระองค์ และ ตรัส ว่า“ นี่ เป็น มารดา และ พี่น้อง ของ เรา {12:50} ด้วย ว่า ผู้ ใด จะ กระทำ ตาม พระทัย พระ บิดา ของ เรา ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ ผู้ นั้น แหละ เป็น พี่น้อง ชาย หญิง และ มารดา ของ เรา” {i13:1} คำ อุปมา เรื่อง ผู้ หว่าน พืช (มก.4:1-9; ลก.8:4-8) {13:1} ใน วัน นั้น พระ เยซู ก็ เสด็จ จาก เรือน ไป ประทับ ที่ ชายทะเล สาบ {13:2} มี คน พา กัน มา หา พระองค์ มาก นัก พระองค์ จึง เสด็จ ลง ไป ประทับ ใน เรือ และ บรรดา คน เหล่า นั้น ก็ ยืน อยู่ บน ฝั่ง {13:3} แล้ว พระองค์ ก็ ตรัส กับ เขา หลาย ประการ เป็น คำ อุปมา เป็นต้น ว่า“ ดู เถิด มี คน หนึ่ง ออก ไป หว่าน พืช {13:4} และ เมื่อ เขา หว่าน เมล็ด พืช ก็ ตก ตาม หนทาง บ้าง แล้ว นก ก็ มา กิน เสีย {13:5} บ้าง ก็ ตก ใน ที่ ซึ่ง มี พื้น หิน มี เนื้อ ดิน แต่ น้อย จึง งอก ขึ้น โดย เร็ว เพราะ ดิน ไม่ ลึก {13:6} แต่ เมื่อ แดด จัด แดด ก็ แผดเผา เพราะ ราก ไม่ มี จึง เหี่ยว ไป {13:7} บ้าง ก็ ตก กลาง ต้น หนาม ต้น หนาม ก็ งอก ขึ้น ปกคลุม เสีย {13:8} บ้าง ก็ ตก ที่ดิน ดี แล้ว เกิด ผล ร้อย เท่า บ้าง หก สิบ เท่า บ้าง สาม สิบ เท่า บ้าง {13:9} ใคร มี หู จง ฟัง เถิด” {i13:10} จุด มุ่งหมาย ของ คำ อุปมา (มก.4:10-12; ลก.8:9-10) {13:10} ฝ่าย พวก สาวก จึง มา ทูล พระองค์ ว่า“ เหตุ ไฉน พระองค์ ตรัส กับ เขา เป็น คำ อุปมา” {13:11} พระองค์ ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ข้อความ ลับ ลึก แห่ง แผ่นดิน สวรรค์ ทรง โปรด ให้ ท่าน ทั้งหลาย รู้ ได้ แต่ คน เหล่า นั้น ไม่ โปรด ให้ รู้ {13:12} ด้วย ว่า ผู้ ใด มี อยู่ แล้ว จะ เพิ่มเติม ให้ คน ผู้ นั้น มี เหลือเฟือ แต่ ผู้ ที่ ไม่ มี นั้น แม้ ว่า ซึ่ง เขา มี อยู่ จะ ต้อง เอา ไป จาก เขา {13:13} เหตุ ฉะนั้น เรา จึง กล่าว แก่ เขา เป็น คำ อุปมา เพราะ ว่า ถึง เขา เห็น ก็ เหมือน ไม่ เห็น ถึง ได้ยิน ก็ เหมือน ไม่ ได้ยิน และ ไม่ เข้าใจ {13:14} ความ เป็นอยู่ ของ เขา ก็ ตรง ตาม คำ พยากรณ์ ของ อิส ยาห์ ที่ ว่า พวก เจ้า จะ ได้ยิน กับ หู ก็ จริง แต่ จะ ไม่ เข้าใจ จะ ดู ก็ จริง แต่ จะ ไม่ เห็น {13:15} เพราะ ว่า ชน ชาติ นี้ กลาย เป็น คน มี ใจ เฉื่อยชา หู ก็ ตึง และ ตา เขา เขา ก็ ปิด มิ ฉะนั้น เขา จะ เห็นด้วย ตา และ จะ ได้ยิน ด้วย หู และ จะ ได้ เข้าใจ ด้วย จิตใจ แล้ว จะ หัน กลับ มา และ เรา จะ ได้ รักษา เขา ให้ หาย {13:16} “ แต่ นัยน์ตา ของ ท่าน ทั้งหลาย ก็ เป็น สุข เพราะ ได้ เห็น และ หู ของ ท่าน ก็ เป็น สุข เพราะ ได้ยิน {13:17} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ผู้ เผย พระ วจนะ และ ผู้ ชอบธรรม เป็น อัน มาก ได้ ปรารถนา จะ เห็น ซึ่ง ท่าน ทั้งหลาย เห็น อยู่ นี้ แต่ เขา มิ เคย ได้ เห็น และ อยาก จะ ได้ยิน ซึ่ง ท่าน ทั้งหลาย ได้ยิน แต่ เขา ก็ มิ เคย ได้ยิน {i13:18} พระ เยซู ทรง อธิบาย คำ อุปมา เรื่อง หว่าน พืช (มก.4:13-20; ลก.8:11-15) {13:18} “ เหตุ ฉะนั้น ท่าน ทั้งหลาย จง ฟัง คำ อุปมา ว่าด้วย ผู้ หว่าน พืช นั้น {13:19} เมื่อ ผู้ ใด ได้ยิน คำ บอก เล่า เรื่อง แผ่นดิน พระเจ้า แต่ ไม่ เข้าใจ มาร ร้าย ก็ มา ฉวย เอา พืช ซึ่ง หว่าน ใน ใจ เขา นั้น ไป เสีย นั่นแหละ ได้แก่ เมล็ด พืช ซึ่ง หว่าน ตก ริม หนทาง {13:20} และ เมล็ด พืช ซึ่ง หว่าน ตก ใน ที่ดิน ซึ่ง มี พื้น หิน นั้น ได้แก่ บุคคล ที่ ได้ยิน พระ วจนะ แล้ว ก็ รับ ทันที ด้วย ความ ปรีดี {13:21} แต่ ไม่ ฝัง ลึก ใน ตัว จึง ทน อยู่ ชั่วคราว และ เมื่อ เกิด การ ยาก ลำบาก หรือ การ ข่มเหง ต่างๆ เพราะ พระ วจนะ นั้น เขา ก็ เลิก เสีย ใน ทันที ทันใด {13:22} และ พืช ซึ่ง หว่าน กลาง หนาม นั้น ได้แก่ บุคคล ที่ ได้ ฟัง พระ วจนะ แล้ว ความ กังวล ตาม ธรรมดา โลก และ ความ ลุ่มหลง ใน ทรัพย์ สมบัติ รัด พระ วจนะ นั้น เสีย จึง ไม่ เกิด ผล {13:23} ส่วน พืช ซึ่ง หว่าน ตก ใน ดิน ดี นั้น ได้แก่ บุคคล ที่ ได้ยิน พระ วจนะ นั้น และ เข้าใจ คน นั้น ก็ เกิด ผล ร้อย เท่า บ้าง หก สิบ เท่า บ้าง สาม สิบ เท่า บ้าง” {i13:24} คำ อุปมา เรื่อง ข้าว ละมาน ท่ามกลาง ต้น ข้าว สาลี {13:24} พระองค์ ตรัส คำ อุปมา อีก ข้อ หนึ่ง ให้ เขา ทั้งหลาย ฟัง ว่า“ แผ่นดิน สวรรค์ เปรียบ เหมือน คน หนึ่ง ได้ หว่าน พืช ดี ใน นา ของ ตน {13:25} แต่ เมื่อ คน ทั้งหลาย นอน หลับ อยู่ ศัตรู ของ คน นั้น มา หว่าน ข้าว ละมาน ปน กับข้าว ดี นั้น ไว้ แล้ว ก็ หลบ ไป {13:26} ครั้น ต้น ข้าว นั้น งอก ขึ้น ออก รวง แล้ว ข้าว ละมาน ก็ ขึ้น ปรากฏ ด้วย {13:27} ทาส แห่ง เจ้าบ้าน จึง มา แจ้ง แก่ นาย ว่า‘ นาย เจ้าข้า ท่าน ได้ หว่าน พืช ดี ไว้ ใน นา ของ ท่าน มิ ใช่ หรือ แต่ มี ข้าว ละมาน มา จาก ไหน’ {13:28} นาย ก็ ตอบ ว่า‘ นี่ เป็น การ กระทำ ของ ศัตรู’ พวก ทาส จึง ถาม ว่า‘ ท่าน ปรารถนา จะ ให้ พวก เรา ไป ถอน และ เก็บ ข้าว ละมาน หรือ’ {13:29} แต่ นาย ตอบ ว่า‘ อย่า เลย เกลือก ว่า เมื่อ กำลัง ถอน ข้าว ละมาน จะ ถอน ข้าว ดี ด้วย {13:30} ให้ ทั้ง สอง จำเริญ ไป ด้วย กัน จน ถึง ฤดู เกี่ยว และ ใน เวลา เกี่ยว นั้น เรา จะ สั่ง ผู้ เกี่ยว ว่า‘ จง เก็บ ข้าว ละมาน ก่อน มัด เป็น ฟ่อน เผา ไฟ เสีย แต่ ข้าว ดี นั้น จง เก็บ ไว้ ใน ยุ้ง ฉาง ของ เรา’” {i13:31} คำ อุปมา เรื่อง เมล็ด พืช (มก.4:30-32; ลก.13:18-19) {13:31} พระองค์ ยัง ตรัส คำ อุปมา อีก ข้อ หนึ่ง ให้ เขา ฟัง ว่า“ แผ่นดิน สวรรค์ เปรียบ เหมือน เมล็ด พืช เมล็ด หนึ่ง ซึ่ง คน หนึ่ง เอา ไป เพาะ ลง ใน ไร่ ของ ตน {13:32} เมล็ด นั้น เล็ก กว่า เมล็ด ทั้งปวง แต่ เมื่อ งอก ขึ้น แล้ว ก็ ใหญ่ กว่า ผัก อื่น และ จำเริญ เป็นต้น ไม้ จน นก ใน อากาศ มา ทำ รัง อาศัย อยู่ ตาม กิ่ง ก้าน ของ ต้น นั้น ได้” {i13:33} คำ อุปมา เรื่อง เชื้อ ขนม (ลก.13:20-21) {13:33} พระองค์ ยัง ตรัส คำ อุปมา ให้ เขา ฟัง อีก ข้อ หนึ่ง ว่า“ แผ่นดิน สวรรค์ เปรียบ เหมือน เชื้อ ซึ่ง ผู้หญิง คน หนึ่ง เอา มา เจือ ลง ใน แป้ง สาม ถัง จน แป้ง นั้น ฟู ขึ้น ทั้งหมด” {i13:34} การ ที่ พระ เยซู ทรง ใช้ คำ อุปมา (มก.4:33-34) {13:34} ข้อความ เหล่า นี้ ทั้งสิ้น พระองค์ ตรัส กับ หมู่ ชน เป็น คำ อุปมา และ นอกจาก คำ อุปมา พระองค์ มิ ได้ ตรัส กับ เขา เลย {13:35} ทั้งนี้ เพื่อ จะ ให้ สำเร็จ ตาม พระ วจนะ ที่ ตรัส โดย ผู้ เผย พระ วจนะ ว่า เรา จะ อ้า ปาก กล่าว คำ อุปมา เรา จะ กล่าว ข้อความ ซึ่ง ปิด ซ่อน ไว้ ตั้งแต่ เดิม สร้าง โลก {i13:36} พระ เยซู ทรง อธิบาย คำ อุปมา เรื่อง ข้าว ละมาน ท่ามกลาง ต้น ข้าว สาลี {13:36} แล้ว พระ เยซู เสด็จ ไป จาก คน เหล่า นั้น เข้า ไป ใน เรือน พวก สาวก มา เฝ้า พระองค์ ทูล ว่า“ ขอ พระองค์ ทรง โปรด อธิบาย ให้ พวก ข้า พระองค์ เข้าใจ คำ อุปมา ที่ ว่าด้วย ข้าว ละมาน ใน นา นั้น” {13:37} พระองค์ ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ผู้ หว่าน เมล็ด พืช ดี นั้น ได้แก่ บุตร มนุษย์ {13:38} และ นา นั้น ได้แก่ โลก ส่วน เมล็ด พืช ดี ได้แก่ พลเมือง แห่ง แผ่นดิน ของ พระเจ้า แต่ ข้าว ละมาน ได้แก่ พลเมือง ของ มาร ร้าย {13:39} ศัตรู ผู้ หว่าน เมล็ด พืช ชั่ว ได้แก่ มาร นั้น ฤดู เกี่ยว ได้แก่ เวลา สิ้น ยุค และ ผู้ เกี่ยว นั้น ได้แก่ ทูต สวรรค์ {13:40} เหตุ ฉะนั้น เขา เก็บ ข้าว ละมาน เผา ไฟ เสีย อย่างไร เมื่อ เวลา สิ้น ยุค ก็ จะ เป็น อย่าง นั้น {13:41} บุตร มนุษย์ จะ ใช้ ทูต ของ ท่าน ออก ไป เก็บกวาด ทุก สิ่ง ที่ ทำให้ หลงผิด และ บรรดา ผู้ ที่ กระทำ ชั่ว ไป จาก แผ่นดิน ของ ท่าน {13:42} และ จะ ทิ้ง ลง ใน เตาไฟ อัน ลุก โพลง ที่ นั่น จะ มี การ ร้องไห้ ขบ เขี้ยว เคี้ยว ฟัน {13:43} คราว นั้น ผู้ ชอบธรรม จะ ส่อง แสง อยู่ ใน แผ่นดิน พระ บิดา ของ เขา ดุจ ดวง อาทิตย์ ใคร มี หู จง ฟัง เถิด {i13:44} ขุม ทรัพย์ ที่ ซ่อน อยู่ {13:44} “ แผ่นดิน สวรรค์ เปรียบ เหมือน ขุม ทรัพย์ ซ่อน ไว้ ใน ทุ่ง นา เมื่อ มี ผู้ ได้ พบ แล้ว ก็ กลับ ซ่อน เสีย อีก และ เพราะ ความ ปรีดี จึง ไป ขาย สรรพ สิ่ง ซึ่ง เขา มี อยู่ แล้ว ไป ซื้อ นา นั้น {i13:45} ไข่มุก ที่ มี ราคา มาก {13:45} “ อีก ประการ หนึ่ง แผ่นดิน สวรรค์ เปรียบ เหมือน พ่อค้า ที่ ไป หา ไข่มุก อย่าง ดี {13:46} และ เมื่อ ได้ พบ ไข่มุก เม็ด หนึ่ง มี ค่า มาก ก็ ไป ขาย สิ่ง สารพัด ซึ่ง เขา มี อยู่ ไป ซื้อ ไข่มุก นั้น {i13:47} เรื่อง อวน {13:47} “ อีก ประการ หนึ่ง แผ่นดิน สวรรค์ เปรียบ เหมือน อวน ที่ ลาก อยู่ ใน ทะเล ติด ปลา รวม ทุก ชนิด {13:48} เมื่อ เต็ม แล้ว เขา ก็ ลาก ขึ้น ฝั่ง นั่ง เลือก เอา แต่ ที่ ดี ใส่ ตะกร้า แต่ ที่ ไม่ ดี นั้น ก็ ทิ้ง เสีย {13:49} ใน เวลา สิ้น ยุค ก็ จะ เป็น อย่าง นั้น พวก ทูต สวรรค์ จะ ออก มา แยก คน ชั่ว ออก จาก คน ชอบธรรม {13:50} แล้ว จะ ทิ้ง ลง ใน เตาไฟ อัน ลุก โพลง ที่ นั่น จะ มี การ ร้องไห้ ขบ เขี้ยว เคี้ยว ฟัน {i13:51} ทรัพย์ เก่า และ ทรัพย์ ใหม่ {13:51} “ ข้อความ เหล่า นี้ ท่าน ทั้งหลาย เข้าใจ แล้ว หรือ” เขา ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ เข้าใจ พระเจ้า ข้า” {13:52} ฝ่าย พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า“ เพราะ ฉะนั้น พวก ธรรมา จารย์ ทุก คน ที่ ได้ เรียนรู้ ถึง แผ่นดิน พระเจ้า แล้ว ก็ เป็น เหมือน เจ้าของ บ้าน ที่ เอา ทั้ง ของ ใหม่ และ ของ เก่า ออก จาก คลัง ของ ตน” {i13:53} ที่ นาซา เร็ธ เขา ไม่ รับ พระ เยซู (มก.6:1-6; ลก.4:16-30) {13:53} เมื่อ พระ เยซู ได้ ตรัส คำ เหล่า นี้ เสร็จ แล้ว ก็ เสด็จ ไป จาก ที่ นั่น {13:54} เมื่อ เสด็จ มา ถึง ตำบล บ้าน ของ พระองค์ แล้ว ก็ สั่งสอน ใน ธรรม ศาลา ของ เขา จน คน ทั้งหลาย ประหลาด ใจ แล้ว พูด กัน ว่า“ คน นี้ มี สติปัญญา และ ฤทธิ์ มหัศจรรย์ อย่าง นี้ มา จาก ไหน {13:55} คน นี้ เป็น ลูก ช่าง ไม้ มิ ใช่ หรือ มี แม่ ชื่อ มา รีย์ และ น้อง ชาย ของ เขา ชื่อ ยาก อบ โย เซฟ ซี โม น และ ยู ดา ส มิ ใช่ หรือ {13:56} และ น้อง สาว ก็ อยู่ กับ เรา มิ ใช่ หรือ เขา ได้ สิ่ง ทั้งปวง เหล่า นี้ มา จาก ไหน” {13:57} เขา ทั้งหลาย จึง หมางใจ ใน พระองค์ ฝ่าย พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ผู้ เผย พระ วจนะ จะ ไม่ ขาด ความ นับถือ เว้น แต่ ใน เมือง ของ ตน และ ใน วงศ์วาน ของ ตน” {13:58} พระองค์ จึง มิ ได้ ทรง กระทำ การ มหัศจรรย์ มาก ใน เมือง นั้น เพราะ เขา ไม่ มี ความ เชื่อ {i14:1} มรณกรรม ของ ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศมา (มก.6:14-29; ลก.9:7-9) {14:1} ครั้ง นั้น เฮ โร ด เจ้า เมือง ได้ยิน กิตติศัพท์ ของ พระ เยซู {14:2} จึง กล่าว แก่ พวก คนใช้ ว่า“ ผู้ นี้ แหละ เป็น ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศ มา ท่าน ได้ เป็น ขึ้น มา จาก ความ ตาย แล้ว เหตุ ฉะนั้น ท่าน จึง กระทำ การ มหัศจรรย์ ได้” {14:3} ด้วย ว่า เฮ โร ดได้จับยอห์น ล่าม โซ่ ขัง คุก ไว้ เพราะ เห็นแก่ นาง เฮ โร เดียสภรรยาของฟีลิป น้อง ชาย ของ ตน {14:4} เพราะ ยอห์น เคย ทูล ท่าน ว่า“ ท่าน ไม่ มี สิทธิ์ รับ นาง นั้น มา เป็น ภรรยา” {14:5} ถึง เฮ โร ด อยาก จะ ฆ่า ยอห์น ก็ กลัว ประชาชน ด้วย ว่า เขา ทั้งหลาย นับถือ ยอห์น ว่า เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ {14:6} แต่ เมื่อ วัน ฉลอง วัน กำเนิด ของ เฮ โร ด มา ถึง บุตรี นาง เฮ โร เดียส ก็ เต้นรำ ต่อ หน้า บรรดา แขก ทำให้ เฮ โร ดชอบใจ {14:7} เฮ โร ด จึง สัญญา โดย ปฏิญาณ ว่า“ เธอ จะ ขอ สิ่ง ใดๆ ก็ จะ ให้ สิ่ง นั้น” {14:8} บุตรี ก็ ทูล ตาม ที่ มารดา ได้ แนะนำ ไว้ ว่า“ ขอ ศีรษะ ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศ มา ใส่ ถาด มา ให้ หม่อมฉัน ที่ นี่ เพคะ” {14:9} ฝ่าย เฮ โร ด ก็ เป็น ทุกข์ แต่ เพราะ เหตุ ที่ ได้ ปฏิญาณ ไว้ และ เพราะ เห็นแก่ หน้า แขก จึง ออก คำ สั่ง อนุญาต ให้ {14:10} แล้ว ก็ ใช้ คน ไป ตัด ศีรษะ ยอห์นในคุก {14:11} เขา จึง เอา ศีรษะ ใส่ ถาด มา ให้ หญิง สาว นั้น หญิง สาว นั้น ก็ เอา ไป ให้ มารดา {14:12} ฝ่าย พวก ศิษย์ ของ ยอห์น ก็ มา รับ เอา ศพ ไป ฝัง ไว้ แล้ว ก็ มา ทูล พระ เยซู ให้ ทรง ทราบ {i14:13} การ เลี้ยง คน ห้า พัน (มก.6:30-44; ลก.9:10-17; ยน.6:1-14) {14:13} เมื่อ พระ เยซู ได้ ทรง ทราบ แล้ว จึง ลง เรือ เสด็จ ไป จาก ที่ นั่น ไป ยัง ที่ เปลี่ยว แต่ ลำพัง พระองค์ เมื่อ ประชาชน ทั้งปวง ทราบ เขา ก็ ออก จาก เมือง ต่างๆ เดิน ตาม พระองค์ ไป {14:14} ครั้น พระ เยซู เสด็จ ขึ้น จาก เรือ แล้ว ก็ ทรง เห็น ประชาชน หมู่ ใหญ่ พระองค์ ทรง สงสาร เขา จึง ได้ ทรง รักษา คน ป่วย ของ เขา ให้ หาย {14:15} ครั้น เวลา เย็น แล้ว พวก สาวก มา ทูล พระองค์ ว่า“ ที่ นี่ กันดาร อาหาร นัก และ บัดนี้ ก็ เย็น ลง มาก แล้ว ขอ พระองค์ ทรง ให้ ประชาชน ไป เสีย เถิด เพื่อ เขา จะ ได้ ไป ซื้อ อาหาร รับประทาน ตาม หมู่บ้าน” {14:16} ฝ่าย พระ เยซู ตรัส กับ พวก สาวก ว่า“ เขา ไม่ จำเป็น ต้อง ไป จาก ที่ นี่ พวก ท่าน จง เลี้ยง เขา เถิด” {14:17} พวก สาวก จึง ทูล พระองค์ ว่า“ ที่ นี่ พวก ข้า พระองค์ มี แต่ ขนม ปัง เพียง ห้า ก้อน กับ ปลา สอง ตัว เท่านั้น” {14:18} พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ เอา อาหาร นั้น มา ให้ เรา เถิด” {14:19} แล้ว พระองค์ ทรง สั่ง ให้ คน เหล่า นั้น นั่ง ลง ที่ หญ้า เมื่อ ทรง รับ ขนม ปัง ห้า ก้อน กับ ปลา สอง ตัว นั้น แล้ว ก็ แหงน พระ พักตร์ ดู ฟ้า สวรรค์ ถวาย คำ สาธุการ และ หัก ส่ง ให้ เหล่า สาวก เหล่า สาวก ก็ แจก ให้ คน ทั้งปวง {14:20} เขา ได้ กิน อิ่ม ทุก คน ส่วน เศษ อาหาร ที่ ยัง เหลือ นั้น เขา เก็บ ไว้ ได้ ถึง สิบ สอง กระบุง เต็ม {14:21} ฝ่าย คน ที่ ได้ รับประทาน อาหาร นั้น มี ผู้ชาย ประมาณ ห้า พัน คน มิ ได้ นับ ผู้หญิง และ เด็ก {i14:22} พระ เยซู ทรง ดำเนิน บน ทะเล (มก.6:45-52; ยน.6:16-21) {14:22} ครั้น แล้ว พระองค์ ได้ ตรัส ให้ เหล่า สาวก ลง เรือ ข้าม ฟาก ไป ก่อน ส่วนพระองค์ ทรง รอ ส่ง ประชาชน กลับ บ้าน {14:23} และ เมื่อ ให้ ประชาชน เหล่า นั้น ไป หมด แล้ว พระองค์ เสด็จ ขึ้น ไป บน ภูเขา โดย ลำพัง เพื่อ อธิษฐาน เวลา ก็ ดึก ลง พระองค์ ยัง ทรง อยู่ ที่ นั่น แต่ ผู้ เดียว {14:24} ใน ขณะ นั้น เรือ อยู่ กลาง ทะเล แล้ว และ ถูก คลื่น โคลง เพราะ ทวน ลม อยู่ {14:25} ครั้น เวลา สาม ยาม เศษ พระองค์ จึง ทรง ดำเนิน บน น้ำ ทะเล ไป ยัง เหล่า สาวก {14:26} เมื่อ เหล่า สาวก เห็น พระองค์ ทรง ดำเนิน มา บน ทะเล เขา ก็ ตกใจ นัก ร้อง อึง ไป เพราะ กลัว คิด ว่า เป็น ผี {14:27} ใน ทันใด นั้น พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ทำใจ ให้ ดี ไว้ เถิด เรา เอง อย่า กลัว เลย” {14:28} ฝ่าย เปโตร จึง ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ถ้า เป็น พระองค์ แน่ แล้ว ขอ ทรง โปรด บอก ให้ ข้า พระองค์ เดิน บน น้ำ ไป หา พระองค์” {14:29} พระองค์ ตรัส ว่า“ มา เถิด” เปโตร จึง ลง จาก เรือ เดิน บน น้ำ ไป หา พระ เยซู {14:30} แต่ เมื่อ เขา เห็น ลม พัด แรง ก็ กลัว และ เมื่อ กำลัง จะ จม ก็ ร้อง ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ช่วย ข้า พระองค์ ด้วย” {14:31} ใน ทันใด นั้น พระ เยซู ทรง เอื้อม พระ หัตถ์ จับ เขา ไว้ แล้ว ตรัส ว่า“ ท่าน สงสัย ทำไม ท่าน ช่าง มี ความ เชื่อ น้อย เสีย จริง” {14:32} เมื่อ พระองค์ กับ เปโตร ขึ้น เรือ แล้ว ลม ก็ เงียบ ลง {14:33} เขา ทั้งหลาย ที่ อยู่ ใน เรือ จึง มา หมอบ กราบ พระองค์ ทูล ว่า“ พระองค์ ทรง เป็น พระ บุตร ของ พระเจ้า จริง แล้ว” {i14:34} พระ เยซู ทรง รักษา คน ป่วย ใน เยน เนซาเรท (มก.6:53-56) {14:34} ครั้น ข้าม ฟาก ไป แล้ว ก็ มา ขึ้น ฝั่ง ที่ แขวง เยน เนซาเรท {14:35} คน ใน ตำบล นั้น จำ พระองค์ ได้ ก็ ใช้ คน ไป บอกกล่าว ทั่ว แคว้น นั้น ต่าง ก็ พา บรรดา คน เจ็บ ป่วย มา เฝ้า พระองค์ {14:36} เขา ทูล ขอ พระองค์ โปรด ให้ เขา ได้ แตะ ต้อง แต่ ชาย ฉลอง พระองค์ เท่านั้น และ ผู้ ใด ได้ แตะ ต้อง แล้ว ก็ หาย ป่วย บริบูรณ์ ดี ทุก คน {i15:1} คำ สอน ที่ ตกทอด มา จาก บรรพบุรุษ (มก.7:1-13) {15:1} ครั้ง นั้น พวก ฟา ริ สี และ พวก ธรรมา จารย์ ออก จาก กรุง เยรูซาเล็ม มา ทูล ถาม พระ เยซู ว่า {15:2} “ ทำไม พวก สาวก ของ ท่าน จึง ละเมิด คำ สอน ที่ ตกทอด มา จาก บรรพบุรุษ ด้วย ว่า เขา มิ ได้ ล้าง มือ เมื่อ รับประทาน อาหาร” {15:3} พระองค์ จึง ตรัส ตอบ เขา ว่า“ เหตุ ไฉน พวก ท่าน จึง ละเมิด พระ บัญญัติ ของ พระเจ้า ด้วย เห็นแก่ คำ สอน ที่ พวก ท่าน รับ มา จาก บรรพบุรุษ เล่า {15:4} เพราะ ว่า พระเจ้า ได้ ทรง บัญญัติ ไว้ ว่า‘ จง ให้ เกียรติ บิดา มารดา ของ เจ้า’ และ‘ ผู้ ใด ประณาม บิดา มารดา จะ ต้อง มี โทษ ถึง ตาย’ {15:5} แต่ พวก ท่าน กลับ สอน ว่า‘ ผู้ ใด จะ กล่าว แก่ บิดา มารดา ว่า“ สิ่ง ใด ของ ข้าพเจ้า ซึ่ง อาจ เป็น ประโยชน์ แก่ ท่าน สิ่ง นั้น เป็น ของ ถวาย แด่ พระเจ้า แล้ว” ผู้ นั้น จึง ไม่ ต้อง ให้ เกียรติ บิดา มารดา ของ ตน’ {15:6} อย่าง นั้น แหละ ท่าน ทั้งหลาย ทำให้ ธรรม บัญญัติ ของ พระเจ้า เป็น หมัน ไป เพราะ เห็นแก่ คำ สอน ของ พวก ท่าน {15:7} โอ คน หน้า ซื่อ ใจ คด อิส ยาห์ ได้ พยากรณ์ ถึง พวก ท่าน ถูก แล้ว ว่า {15:8} ประชาชน นี้ ให้ เกียรติ เรา แต่ ปาก ใจ ของ เขา ห่าง ไกล จาก เรา {15:9} เขา นมัสการ เรา โดย หา ประโยชน์ มิ ได้ ด้วย เอา บทบัญญัติ ของ มนุษย์ มา ตู่ ว่า เป็น พระ ดำรัส สอน ของ พระเจ้า” {i15:10} สิ่ง ที่ เป็น มลทิน (มก.7:14-23) {15:10} แล้ว พระองค์ ทรง เรียก ประชาชน และ ตรัส กับ เขา ว่า“ จง ฟัง และ เข้าใจ เถิด {15:11} มิ ใช่ สิ่ง ซึ่ง เข้า ไป ใน ปาก จะ ทำให้ มนุษย์ เป็น มลทิน แต่ สิ่ง ซึ่ง ออก มา จาก ปาก นั้น แหละ ทำให้ มนุษย์ เป็น มลทิน” {15:12} ขณะ นั้น พวก สาวก มา ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์ ทรง ทราบ แล้ว หรือ ว่า เมื่อ พวก ฟา ริ สี ได้ยิน คำ ตรัส นั้น เขา แค้น เคือง นัก” {15:13} พระองค์ จึง ตรัส ตอบ ว่า“ ต้นไม้ ใดๆ ทุก ต้น ซึ่ง พระ บิดา ของ เรา ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ มิ ได้ ทรง ปลูก ไว้ จะ ต้อง ถอน เสีย {15:14} ช่าง เขา เถิด เขา เป็น คน นำทาง ตาบ อด ถ้า คน ตาบ อด นำทาง คน ตาบ อด ทั้ง สอง จะ ตกลง ไป ใน บ่อ” {15:15} ฝ่าย เปโตร ทูล พระองค์ ว่า“ ขอ พระองค์ ทรง โปรด อธิบาย คำ เปรียบเทียบ นั้น ให้ พวก ข้า พระองค์ ทราบ” {15:16} ฝ่าย พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย ยัง ไม่ เข้าใจ ด้วย หรือ {15:17} ท่าน ยัง ไม่ เห็น หรือ ว่า สิ่ง ใดๆ ซึ่ง เข้า ไป ใน ปาก ก็ ลง ไป ใน ท้อง แล้ว ก็ ถ่าย ออก ลง ส้วม ไป {15:18} แต่ สิ่ง ที่ ออก จาก ปาก ก็ ออก มา จาก ใจ สิ่ง นั้น แหละ ทำให้ มนุษย์ เป็น มลทิน {15:19} ความคิด ชั่ว ร้าย การ ฆ่า คน การ ผิด ผัว ผิด เมีย การ ล่วง ประเวณี การ ลัก ขโมย การ เป็น พยาน เท็จ การ ใส่ ร้าย ก็ ออก มา จาก ใจ {15:20} สิ่ง เหล่า นี้ แหละ ที่ ทำให้ มนุษย์ เป็น มลทิน แต่ ซึ่ง จะ รับประทาน อาหาร โดย ไม่ ล้าง มือ ก่อน ไม่ ทำให้ มนุษย์ เป็น มลทิน” {i15:21} ความ เชื่อ ของ หญิง ชาว คา นา อัน (มก.7:24-30) {15:21} แล้ว พระ เยซู เสด็จ จาก ที่ นั่น เข้า ไป ใน เขต เมือง ไท ระ และ เมือง ไซ ดอน {15:22} มี หญิง ชาว คา นา อัน คน หนึ่ง มา จาก เขต แดน นั้น ร้อง ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์ ผู้ ทรง เป็น บุตร ดา วิด เจ้าข้า ขอ ทรง โปรด เมตตา ข้า พระองค์ เถิด ลูกสาว ของ ข้า พระองค์ มี ผี สิง อยู่ เป็น ทุกข์ ลำบาก ยิ่งนัก” {15:23} ฝ่าย พระองค์ ไม่ ทรง ตอบ เขา สัก คำ เดียว และ พวก สาวก ของ พระองค์ มา ทูล พระองค์ ว่า“ ไล่ เขา ไป เสีย เถิด เพราะ เขา ร้อง ตาม เรา มา” {15:24} พระองค์ ตรัส ตอบ ว่า“ เรา มิ ได้ รับใช้ มา หา ผู้ ใด เว้น แต่ แกะ หลง ของ วงศ์วาน อิสราเอล” {15:25} ฝ่าย หญิง นั้น ก็ มาก ราบ ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ขอ ทรง โปรด ช่วย ข้า พระองค์ เถิด” {15:26} พระองค์ จึง ตรัส ตอบ ว่า“ ซึ่ง จะ เอา อาหาร ของ ลูก โยน ให้ แก่ สุนัข ก็ ไม่ ควร” {15:27} ผู้หญิง นั้น ทูล ว่า“ จริง เจ้าข้า แต่ สุนัข นั้น ย่อม กิน เดน ที่ ตก จาก โต๊ะ นาย ของ มัน” {15:28} แล้ว พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ หญิง เอ๋ย ความ เชื่อ ของ เจ้า ก็ มาก ให้ เป็น ไป ตาม ความ ปรารถนา ของ เจ้า เถิด” และ ลูกสาว ของ เขา ก็ หาย เป็น ปกติ ตั้งแต่ ขณะ นั้น {i15:29} พระ เยซู ทรง รักษา คน เป็น อัน มาก {15:29} พระ เยซู จึง เสด็จ จาก ที่ นั่น มา ยัง ทะเลสาบ กา ลิ ลี แล้ว เสด็จ ขึ้น ไป บน ภูเขา ทรง ประทับ ที่ นั่น {15:30} และ ประชาชน เป็น อัน มาก มา เฝ้า พระองค์ พา คน ง่อย คน แขน ขา พิการ คน ตาบ อด คน ใบ้ และ คน เจ็บ อื่นๆ หลาย คน มา วาง แทบ พระ บาท ของ พระ เยซู แล้ว พระองค์ ทรง รักษา เขา ให้ หาย {15:31} คน เหล่า นั้น จึง อัศจรรย์ ใจ นัก เมื่อ เห็น คน ใบ้ พูด ได้ คน แขน ขา พิการ หาย เป็น ปกติ คน ง่อย เดิน ได้ คน ตาบ อด กลับ เห็น แล้ว เขา ก็ สรรเสริญ พระเจ้า ของ ชน ชาติ อิสราเอล {i15:32} ทรง เลี้ยง คน สี่ พัน (มก.8:1-10) {15:32} ฝ่าย พระ เยซู ทรง เรียก พวก สาวก ของ พระองค์ มา ตรัส ว่า“ เรา สงสาร คน เหล่า นี้ เพราะ เขา ค้าง อยู่ กับ เรา ได้ สาม วัน แล้ว และ ไม่ มี อาหาร จะ กิน เรา ไม่ อยาก ให้ เขา ไป เมื่อ ยัง อด อาหาร อยู่ กลัว ว่า เขา จะ หิว โหย สิ้น แรง ลง ตาม ทาง” {15:33} พวก สาวก ทูล พระองค์ ว่า“ ใน ถิ่น ทุรกันดาร นี้ เรา จะ หา อาหาร ที่ไหน พอ เลี้ยง คน มาก เท่า นี้ ให้ อิ่ม ได้” {15:34} พระ เยซู จึง ตรัส ถาม เขา ว่า“ ท่าน มี ขนม ปัง กี่ ก้อน” เขา ทูล ว่า“ มี เจ็ด ก้อน กับ ปลา เล็กๆ สอง สาม ตัว” {15:35} พระองค์ จึง สั่ง ประชาชน ให้ นั่ง ลง ที่ พื้น ดิน {15:36} แล้ว ทรง รับ ขนม ปัง เจ็ด ก้อน และ ปลา เหล่า นั้น มา โมทนา พระคุณ แล้ว จึง ทรง หัก ส่ง ให้ เหล่า สาวก ของ พระองค์ เหล่า สาวก ก็ แจก ให้ ประชาชน {15:37} และ คน ทั้งปวง ได้ รับประทาน อิ่ม ทุก คน อาหาร ที่ เหลือ นั้น เขา เก็บ ได้ เจ็ด ตะกร้า {15:38} ผู้ ที่ ได้ รับประทาน อาหาร นั้น มี ผู้ชาย สี่ พัน คน มิ ได้ นับ ผู้หญิง และ เด็ก {15:39} พระองค์ ตรัส สั่ง ให้ ประชาชน ไป แล้ว ก็ เสด็จ ลง เรือ มา ถึง เขต เมือง มา กา ดาน {i16:1} ขอ หมาย สำคัญ (มก.8:11-13; ลก.12:54-56) {16:1} พวก ฟา ริ สี กับ พวก สะ ดู สี ได้ มา ทดลอง พระองค์ โดย ขอ แสดง หมาย สำคัญ จาก ฟ้า สวรรค์ ให้ เขา เห็น {16:2} พระองค์ จึง ตรัส ตอบ เขา ว่า [“ พอ ตก เย็น ท่าน ทั้งหลาย พูด ว่า‘ รุ่งขึ้น อากาศ จะ โปร่ง ดี เพราะ ฟ้า สี แดง’ {16:3} ใน เวลา เช้า ท่าน พูด ว่า‘ วัน นี้ จะ เกิด พายุ ฝน เพราะ ฟ้า แดง และ มัว’ ท้อง ฟ้า นั้น ท่าน ทั้งหลาย ยัง อาจ สังเกต รู้ และ เข้าใจ ได้ แต่ หมาย สำคัญ แห่ง กา ละ นี้ ท่าน กลับ ไม่ เข้าใจ] 14 {16:4} คน ชาติ ชั่ว และ คิด คด ทรยศ ต่อ พระเจ้า แสวง หา หมาย สำคัญ และ จะ ไม่ โปรด ให้ หมาย สำคัญ แก่ เขา เว้น ไว้ แต่ หมาย สำคัญ ของ โย นาห์เท่านั้น” แล้ว พระองค์ ก็ เสด็จ ไป จาก เขา {i16:5} เชื้อ ของ พวก ฟา ริ สี และ พวก สะ ดู สี (มก.8:14-21) {16:5} ฝ่าย พวก สาวก ของ พระองค์ เมื่อ ข้าม ฟาก นั้น ได้ ลืม เอา ขนม ปัง ไป ด้วย {16:6} เมื่อ พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ จง สังเกต และ ระวัง เชื้อ แห่ง พวก ฟา ริ สี และ พวก สะ ดู สี ให้ ดี” {16:7} เหล่า สาวก จึง พูด กัน ว่า“ เพราะ เหตุ ที่ เรา มิ ได้ เอา ขนม ปัง มา” {16:8} ฝ่าย พระ เยซู ทรง ทราบ จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ โอ ผู้ มี ความ เชื่อ น้อย เหตุ ไฉน พวก ท่าน จึง พูด กัน และ กัน ถึง เรื่อง ไม่ มี ขนม ปัง {16:9} ท่าน ยัง ไม่ หยั่งรู้ และ จำ ไม่ ได้ หรือ เรื่อง ขนม ปัง ห้า ก้อน กับ คน ห้า พัน คน นั้น ท่าน เก็บ ที่ เหลือ ได้ กี่ กระบุง {16:10} หรือ ขนม ปัง เจ็ด ก้อน กับ คน สี่ พัน คน นั้น ท่าน เก็บ ที่ เหลือ ได้ กี่ ตะกร้า {16:11} เป็น ไฉน พวก ท่าน จึง ไม่ หยั่งรู้ ว่า เรา มิ ได้ พูด กับ ท่าน ด้วย เรื่อง ขนม ปัง แต่ ได้ ว่า ให้ ระวัง เชื้อ แห่ง พวก ฟา ริ สี และ พวก สะ ดู สี ให้ ดี” {16:12} แล้ว พวก สาวก ก็ เข้าใจ ว่า พระองค์ มิ ได้ ตรัส สั่ง เขา ให้ ระวัง เชื้อ ขนม ปัง แต่ ให้ ระวัง คำ สอน ของ พวก ฟา ริ สี และ พวก สะ ดู สี {i16:13} คำ ยอมรับ ของ เปโตร (มก.8:27-30; ลก.9:18-21) {16:13} ครั้น พระ เยซู เสด็จ เข้า ไป ใน เขต เมือง ซี ซา รี ยา ฟีลิป ปี จึง ตรัส ถาม พวก สาวก ของ พระองค์ ว่า“ คน ทั้งหลาย พูด กัน ว่า บุตร มนุษย์ เป็น ผู้ ใด” {16:14} เขา จึง ทูล ตอบ ว่า“ เขา ว่า เป็น ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศ มา แต่ บาง คน ว่า เป็น เอ ลี ยาห์ และ คน อื่น ว่า เป็น เย เร มีย์ หรือ เป็น คน หนึ่ง ใน พวก ผู้ เผย พระ วจนะ” {16:15} พระองค์ ตรัส ถาม เขา ว่า“ แล้ว พวก ท่าน เล่า ว่า เรา เป็น ใคร” {16:16} ซี โม นเปโตร ทูล ตอบ ว่า“ พระองค์ ทรง เป็น พระ คริสต์ พระ บุตร ของ พระเจ้า ผู้ ทรง พระ ชนม์ อยู่” {16:17} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ซี โม นบุตรโยนาห์ เอ๋ย ท่าน ก็ เป็น สุข เพราะ ว่า มนุษย์ มิ ได้ แจ้ง ความ นี้ แก่ ท่าน แต่ พระ บิดา ของ เรา ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ ทรง แจ้ง ให้ ทราบ {16:18} ฝ่าย เรา บอก ท่าน ว่า ท่าน คือ เปโตร และ บน ศิลา นี้ เรา จะ สร้าง คริสตจักร ของ เรา ไว้ และ พลัง แห่ง ความ ตาย จะ มี ชัย ต่อ คริสตจักร นั้น หา มิ ได้ {16:19} เรา จะ มอบ ลูกกุญแจ แผ่นดิน สวรรค์ ให้ ไว้ แก่ ท่าน ท่าน จะ กล่าว ห้าม สิ่ง ใด ใน โลก สิ่ง นั้น ก็ จะ ถูก กล่าว ห้าม ใน สวรรค์ เมื่อ ท่าน จะ กล่าว อนุญาต สิ่ง ใด ใน โลก สิ่ง นั้น จะ กล่าว อนุญาต ใน สวรรค์ ด้วย” {16:20} แล้ว พระองค์ ทรง กำชับ ห้าม เหล่า สาวก ของ พระองค์ มิ ให้ บอก ผู้ ใด ว่า พระองค์ ทรง เป็น พระ คริสต์ {i16:21} พระ เยซู ทรง ทำนาย ถึง มรณกรรม ของ พระองค์ (มก.8:31-9:1; ลก.9:22-27) {16:21} ตั้งแต่ เวลา นั้น มา พระ เยซู ทรง เริ่ม เผย แก่ เหล่า สาวก ของ พระองค์ ว่า พระองค์ จะ ต้อง เสด็จ ไป กรุง เยรูซาเล็ม และ จะ ต้อง ทน ทุกข์ ทรมาน หลาย ประการ จาก พวก ผู้ใหญ่ และ พวก มหา ปุโรหิต และ พวก ธรรมา จารย์ จน ต้อง ถึง ถูก ประหาร ชีวิต แต่ ใน วัน ที่ สาม พระองค์ จะ ทรง ถูก ชุบ ให้ เป็น ขึ้น มา ใหม่ {16:22} ฝ่าย เปโตร เอา มือจับ พระองค์ ทูล ท้วง ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ให้ เหตุการณ์ นั้น อยู่ ห่าง ไกล จาก พระองค์ เถิด อย่า ให้ เป็น อย่าง นั้น แก่ พระองค์ เลย” {16:23} พระองค์ จึง หัน พระ พักตร์ ตรัส กับ เปโตรว่า“ อ้าย ซาตาน จง ไป ให้ พ้น เจ้า เป็น เครื่อง กีดขวาง เรา เพราะ เจ้า คิด อย่าง คน มิ ได้ คิด อย่าง พระเจ้า” {16:24} ขณะ นั้น พระ เยซู จึง ตรัส กับ เหล่า สาวก ของ พระองค์ ว่า“ ถ้า ผู้ ใด ใคร่ ตาม เรา มา ให้ ผู้ นั้น เอา ชนะ ตัวเอง และ รับ กางเขน ของ ตน แบก และ ตาม เรา มา {16:25} เพราะ ว่า ผู้ ใด ใคร่ จะ เอา ชีวิต รอด ผู้ นั้น จะ เสีย ชีวิต แต่ ผู้ ใด จะ เสีย ชีวิต เพราะ เห็นแก่ เรา ผู้ นั้น จะ ได้ ชีวิต รอด {16:26} เพราะ ถ้า ผู้ ใด จะ ได้ สิ่งของ สิ้น ทั้ง โลก แต่ ต้อง เสีย ชีวิต ของ ตน ผู้ นั้น จะ ได้ ประโยชน์ อะไร หรือ ผู้ นั้น จะ นำ อะไร ไป แลก เอา ชีวิต ของ ตน กลับ คืน มา {16:27} เหตุ ว่า เมื่อ บุตร มนุษย์ จะ เสด็จ มา ด้วย พระ สิริ แห่ง พระ บิดา และ พร้อม ด้วย ทูต สวรรค์ ของ พระองค์ เมื่อนั้น จะ ประทาน บำเหน็จ ให้ ทุก คน ตาม การ กระทำ ของ ตน {16:28} เรา กล่าว ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ใน พวก ท่าน ที่ ยืน อยู่ ที่ นี่ มี บาง คน ที่ ยัง จะ ไม่ รู้ รส ความ ตาย จน กว่า จะ ได้ เห็น บุตร มนุษย์ เสด็จ มา ด้วย ราช อำนาจ ของ พระองค์ ท่าน” {i17:1} ทรง จำแลง พระ กาย (มก.9:2-13; ลก.9:28-36) {17:1} ครั้น ล่วง ไป ได้ หก วัน แล้ว พระ เยซู ทรง พา เปโตร ยาก อบ และ ยอห์น น้อง ของ ยาก อบ ขึ้น ภูเขา สูง แต่ ลำพัง {17:2} แล้ว พระ กาย ของ พระองค์ ก็ เปลี่ยน ไป ต่อ หน้า เขา พระ พักตร์ ของ พระองค์ ก็ ทอ แสง เหมือน แสง อาทิตย์ ฉลอง พระองค์ ก็ ขาว ผ่อง ดุจ แสง สว่าง {17:3} โมเสส และ เอ ลี ยาห์ ก็ มา ปรากฏ แก่ พวก สาวก เหล่า นั้น กำลัง เฝ้า สนทนา กับ พระองค์ {17:4} ฝ่าย เปโตร ทูล พระ เยซู ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ซึ่ง เรา อยู่ ที่ นี่ ก็ ดี ถ้า พระองค์ ต้อง พระ ประสงค์ ข้า พระองค์ จะ ทำ เพิง สาม หลัง ที่ นี่ สำหรับ พระองค์ หลัง หนึ่ง สำหรับ โมเสส หลัง หนึ่ง สำหรับ เอ ลี ยาห์หลังหนึ่ง” {17:5} เปโตร ทูล ยัง ไม่ ทัน ขาด คำ ก็ บังเกิด มี เมฆ สุกใส มา ปกคลุม เขา ไว้ แล้ว มี พระ สุรเสียง ออก มา จาก เมฆ นั้น ว่า“ ท่าน ผู้ นี้ เป็น บุตร ที่ รัก ของ เรา เรา ชอบใจ ท่าน ผู้ นี้ มาก จง เชื่อฟัง ท่าน เถิด” {17:6} ฝ่าย พวก สาวก เมื่อ ได้ยิน ก็ ซบ หน้า กราบ ลง กลัว ยิ่งนัก {17:7} พระ เยซู จึง เสด็จ มา ถูกต้อง เขา แล้ว ตรัส ว่า“ จง ลุก ขึ้น เถิด อย่า กลัว เลย” {17:8} เมื่อ เขา เงย หน้า ดู ก็ ไม่ เห็น ผู้ ใด เห็น แต่ พระ เยซู องค์ เดียว {17:9} เมื่อ ลง มา จาก ภูเขา พระ เยซู ตรัส ห้าม เหล่า สาวก ว่า“ นิมิต ซึ่ง พวก ท่าน ได้ เห็น นั้น อย่า บอก เล่า แก่ ผู้ ใด จน กว่า บุตร มนุษย์ จะ ฟื้น ขึ้น มา จาก ความ ตาย” {17:10} เหล่า สาวก ก็ ทูล ถาม พระองค์ ว่า“ เหตุ ไฉน พวก ธรรมา จารย์ จึง ว่า เอ ลี ยาห์ จะ ต้อง มา ก่อน” {17:11} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ เอ ลี ยาห์ ต้อง มา จริง และ ทำให้ สิ่ง ทั้งปวง คืน สู่ สภาพ เดิม {17:12} แต่ เรา บอก แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า เอ ลี ยาห์ นั้น ได้ มา แล้ว และ เขา หา รู้จัก ท่าน ไม่ แต่ เขา ใคร่ ทำ แก่ ท่าน อย่างไร เขา ก็ ได้ กระทำ แล้ว ส่วน บุตร มนุษย์ จะ ต้อง ทน ทุกข์ ด้วย มือ ของ เขา เช่น เดียวกัน” {17:13} แล้ว เหล่า สาวก จึง เข้าใจ ว่า พระองค์ ได้ ตรัส แก่ เขา เล็ง ถึง ยอห์น ผู้ ให้ รับ บัพ ติ ศมา {i17:14} พระ เยซู ทรง รักษา เด็ก ผี สิง (มก.9:14-29; ลก.9:37-43) {17:14} ครั้น พระ เยซู กับ เหล่า สาวก มา ถึง ฝูง ชน แล้ว มี ชาย คน หนึ่ง มา หา พระองค์ คุกเข่า ลง ทูล ว่า {17:15} “ พระองค์เจ้า ข้า ขอ ทรง พระ เมตตา แก่ บุตร ของ ข้า พระองค์ ด้วย เขา เป็น โรค ลมบ้าหมู มี ความ ทุกข์ เวทนา มาก เคย ตก ไฟ ตก น้ำ บ่อยๆ {17:16} ข้า พระองค์ ได้ พา เขา มา หา พวก สาวก ของ พระองค์ แต่ พวก สาวก นั้น รักษา เขา ให้ หาย ไม่ ได้” {17:17} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ โอ คน ใน ยุค ที่ ขาด ความ เชื่อ และ มี ทิฐิ ชั่ว เรา จะ ต้อง อยู่ กับ ท่าน ทั้งหลาย นาน เท่าใด เรา จะ ต้อง อดทน เพราะ ท่าน ไป ถึง ไหน จง พา เด็ก นั้น มา หา เรา ที่ นี่ เถิด” {17:18} พระ เยซู จึง ตรัส สำทับ ผี นั้น มัน ก็ ออก จาก เขา ตั้งแต่ นั้น ไป เด็ก ก็ หาย เป็น ปกติ {17:19} ภายหลัง เหล่า สาวก ของ พระ เยซู มา หา พระองค์ เป็น ส่วนตัว ทูล ถาม ว่า“ เหตุ ไฉน พวก ข้า พระองค์ ขับ ผี นั้น ออก ไม่ ได้” {17:20} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ เพราะ เหตุ พวก ท่าน มี ความ เชื่อ น้อย ด้วย เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ถ้า ท่าน มี ความ เชื่อ เท่า เมล็ด พืช เมล็ด หนึ่ง ท่าน จะ สั่ง ภูเขา นี้ ว่า‘ จง เลื่อน จาก ที่ นี่ ไป ที่ โน่น’ มัน ก็ จะ เลื่อน สิ่ง หนึ่ง สิ่ง ใด ซึ่ง ท่าน ทำ ไม่ ได้ จะ ไม่ มี เลย” {i17:21} พระ เยซู ทรง ทำนาย ถึง มรณกรรม ของ พระองค์ อีก ครั้ง หนึ่ง (มก.9:30-32; ลก.9:43-45) {17:21} แต่ ผี ชนิด นี้ จะ ไม่ ยอม ออก เว้น ไว้ โดย การ อธิษฐาน และ การ อด อาหาร” {17:22} ครั้น พระองค์ กับ เหล่า สาวก ชุมนุม กัน อยู่ ใน แคว้น กา ลิ ลี พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ บุตร มนุษย์ จะ ต้อง ถูก อายัด ไว้ {17:23} และ จะ ประหาร ชีวิต ท่าน เสีย ใน วัน ที่ สาม ท่าน จะ กลับ ฟื้น ขึ้น มา ใหม่” พวก สาวก ก็ พา กัน เป็น ทุกข์ ยิ่งนัก {i17:24} การ ชำระ ค่า บำรุง พระ วิหาร {17:24} เมื่อ มา ถึง เมือง คา เป อร นา อุ ม แล้ว ผู้ เก็บ ค่า บำรุง พระ วิหาร มา หา เปโตรถามว่า“ อาจารย์ ของ ท่าน ไม่ เสีย ค่า บำรุง พระ วิหาร หรือ” {17:25} เปโตรตอบว่า“ เสีย” เมื่อ เปโตร เข้า ไป ใน เรือน พระ เยซู ตรัส กับ เขา ก่อน ว่า“ ซี โม น เอ๋ย ท่าน เห็น อย่างไร กษัตริย์ เคย เก็บ ส่วย และ ภาษี จาก ผู้ ใด จาก โอรส หรือ จาก ผู้ อื่น” {17:26} เปโตร ทูล ตอบ ว่า“ เคย เก็บ จาก ผู้ อื่น” พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ ถ้า เช่น นั้น โอรส ก็ ไม่ ต้อง เสีย {17:27} แต่ เพื่อ มิ ให้ เขา สะดุด ท่าน จง ไป ตก เบ็ด ที่ ทะเล เมื่อ ได้ ปลา ตัว แรก ขึ้น มา ก็ ให้ เปิด ปาก มัน แล้ว จะ พบ เงินตรา เชเขล หนึ่ง จง เอา เงิน นั้น ไป ชำระ ค่า บำรุง พระ วิหาร สำหรับ เรา กับ ท่าน เถิด” {i18:1} ผู้ ใด เป็น ใหญ่ ที่สุด (มก.9:33-37; ลก.9:46-48) {18:1} ใน เวลา นั้น เหล่า สาวก มา เฝ้า พระ เยซู ทูล ว่า“ ใคร เป็น ใหญ่ ใน แผ่นดิน สวรรค์” {18:2} พระ เยซู จึง ทรง เรียก เด็ก เล็กๆ คน หนึ่ง มา ให้ ยืน ท่ามกลาง เขา {18:3} แล้ว ตรัส ว่า“ เรา กล่าว ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ถ้า พวก ท่าน ไม่ กลับ ใจ เป็น เหมือน เด็ก เล็กๆ ท่าน จะ เข้า ใน แผ่นดิน สวรรค์ ไม่ ได้ เลย {18:4} เหตุ ฉะนั้น ถ้า ผู้ ใด ถ่อม จิตใจ ลง เหมือน เด็ก เล็ก คน นี้ ผู้ นั้น จะ เป็น ใหญ่ ใน แผ่นดิน สวรรค์ {18:5} “ ถ้า ผู้ ใด จะ รับ เด็ก เล็ก เช่น นี้ คน หนึ่ง ใน นาม ของ เรา ผู้ นั้น ก็ รับ เรา ด้วย {18:6} แต่ ผู้ ใด จะ ทำ ผู้ เล็กน้อย เหล่า นี้ คน หนึ่ง ที่ วางใจ ใน เรา ให้ หลงผิด ถ้า เอา หิน โม่ ก้อน ใหญ่ ผูก คอ ผู้ นั้น ถ่วง เสีย ที่ ทะเล ลึก ก็ ดี กว่า {i18:7} การ ทดลอง ให้ กระทำ บาป (มก.9:42-48; ลก.17:1-2) {18:7} “ วิบัติ แก่ โลก นี้ ด้วย เหตุ ให้ หลงผิด ถึง จำเป็น ต้อง มี เหตุ ให้ หลงผิด แต่ วิบัติ แก่ ผู้ ที่ ก่อ เหตุ ให้ หลงผิด นั้น {18:8} ถ้า มือ หรือ เท้า ของ ท่าน ทำให้ ท่าน หลงผิด จง ตัด ทิ้ง เสีย ซึ่ง จะ เข้า ใน ชีวิต นิรันดร์ ด้วย มือ และ เท้า ด้วน หรือ พิการ ยัง ดี กว่า มี สอง มือสอง เท้า และ ต้อง ถูก ทิ้ง ใน ไฟ ซึ่ง ไหม้ อยู่ เป็น นิตย์ {18:9} ถ้า ตา ของ ท่าน ทำให้ ท่าน หลงผิด จง ควัก ออก ทิ้ง เสีย ซึ่ง จะ เข้า ใน ชีวิต ด้วย ตา ข้าง เดียว ยัง ดี กว่า มี สอง ตา และ ต้อง ถูก ทิ้ง ไป ใน ไฟ นรก {i18:10} คำ อุปมา เรื่อง แกะ หาย ไป (ลก.15:3-7) {18:10} “ จง ระวัง ให้ ดี อย่า ดูหมิ่น ผู้ เล็กน้อย เหล่า นี้ สัก คน หนึ่ง ด้วย เรา กล่าว แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ทูต สวรรค์ ประจำ ของ เขา เฝ้า อยู่ เสมอ ต่อ พระ พักตร์ พระ บิดา ของ เรา ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ {18:11} เพราะ ว่า บุตร มนุษย์ ได้ เสด็จ มา เพื่อ ช่วย ผู้ ซึ่ง หลง หาย ไป นั้น ให้ รอด {18:12} ท่าน ทั้งหลาย คิด เห็น อย่างไร ถ้า ผู้ หนึ่ง มี แกะ อยู่ ร้อย ตัว ตัว หนึ่ง หลง หาย ไป จาก ฝูง ผู้ นั้น จะ ไม่ ละ แกะ เก้า สิบ เก้า ตัว ไว้ บน ภูเขา แล้ว ไป เที่ยว หา ตัว ที่ หาย นั้น หรือ {18:13} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ถ้า ผู้ นั้น พบ แกะ ตัว ที่ หาย เขา จะ มี ความ เปรมปรีดิ์ ยิ่ง กว่า ที่ มี แกะ เก้า สิบ เก้า ตัว ที่ มิ ได้ หลง หาย นั้น {18:14} อย่าง นั้น แหละ พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ ไม่ ทรง ปรารถนา ให้ ผู้ เล็กน้อย เหล่า นี้ สัก คน หนึ่ง พินาศ ไป เลย {i18:15} พี่น้อง ผู้ กระทำ ผิด (ลก.17:3) {18:15} “ หาก ว่า พี่น้อง ของ ท่าน ผู้ หนึ่ง ทำ ผิด บาป ต่อ ท่าน จง ไป แจ้ง ความ ผิด บาป นั้น แก่ เขา สอง ต่อ สอง เท่านั้น ถ้า เขา ฟัง ท่าน ท่าน จะ ได้ พี่น้อง คืน มา {18:16} แต่ ถ้า เขา ไม่ ฟัง ท่าน จง นำ คน หนึ่ง หรือ สอง คน ไป ด้วย ให้ เป็น พยาน สอง สาม ปาก เพื่อ ทุก คำ จะ เป็น หลักฐาน ได้ {18:17} ถ้า เขา ไม่ ฟัง คน เหล่า นั้น จง ไป แจ้ง ความ ต่อ คริสตจักร ถ้า เขา ยัง ไม่ ฟัง คริสตจักร อีก ก็ ให้ ถือ เสีย ว่า เขา เป็น เหมือน คน ต่าง ชาติ หรือ คน เก็บ ภาษี {18:18} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า สิ่ง สารพัด ซึ่ง ท่าน จะ กล่าว ห้าม ใน โลก ก็ จะ ถูก กล่าว ห้าม ใน สวรรค์ และ สิ่ง ซึ่ง ท่าน จะ กล่าว อนุญาต ใน โลก ก็ จะ ได้ รับ อนุญาต ใน สวรรค์ เหมือน กัน {18:19} เรา กล่าว แก่ ท่าน ทั้งหลาย อีก ว่า ถ้า ใน พวก ท่าน ที่ อยู่ ใน โลก สอง คน จะ ร่วมใจ กัน ขอ สิ่ง หนึ่ง สิ่ง ใด พระ บิดา ของ เรา ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ ก็ จะ ทรง กระทำ ให้ {18:20} ด้วย ว่า มี สอง สาม คน ประชุม กัน ที่ไหนๆ ใน นาม ของ เรา เรา จะ อยู่ ท่ามกลาง เขา ที่ นั่น” {i18:21} คำ อุปมา เรื่อง ทาส ที่ ไม่ ยอม ให้ อภัย {18:21} ขณะ นั้น เปโตร มา ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า หาก พี่น้อง ของ ข้า พระองค์ จะ กระทำ ผิด ต่อ ข้า พระองค์ เรื่อย ไป ข้า พระองค์ ควร จะ ยก ความ ผิด ของ เขา สัก กี่ ครั้ง ถึง เจ็ด ครั้ง หรือ” {18:22} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ เรา มิ ได้ ว่า เพียง เจ็ด ครั้ง เท่านั้น แต่ เจ็ด ครั้ง คูณ ด้วย เจ็ด สิบ {18:23} “ เหตุ ฉะนั้น แผ่นดิน สวรรค์ เปรียบ เหมือน เจ้า องค์ หนึ่ง ทรง ประสงค์ จะ คิด บัญชี กับ ทาส {18:24} เมื่อ ตั้งต้น ทำ การ นั้น แล้ว เขา พา คน หนึ่ง ซึ่ง เป็น หนี้ หนึ่ง หมื่น ตะ ลันต์มาเฝ้า {18:25} ท่าน จึง สั่ง ให้ ขาย ตัว กับ ทั้ง เมีย และ ลูก และ บรรดา สิ่งของ ที่ เขา มี อยู่ นั้น เอา มา ใช้ หนี้ เพราะ เขา ไม่ มี เงิน จะ ใช้ หนี้ {18:26} ทาส ลูกหนี้ ผู้ นั้น จึง กราบ ลง วิงวอน ว่า‘ ข้า แต่ ท่าน ขอ โปรด ผัด ไว้ ก่อน แล้ว ข้าพเจ้า จะ ใช้ หนี้ ทั้งสิ้น’ {18:27} เจ้า องค์ นั้น มี พระทัย เมตตา โปรด ยก หนี้ ปล่อยตัว เขา ไป {18:28} แต่ ทาส ผู้ นั้น ออก ไป พบ คน หนึ่ง เป็น เพื่อน ทาส ด้วย กัน ซึ่ง เป็น หนี้ เขา อยู่ หนึ่ง ร้อย เด นา ริ อัน จึง จับ คน นั้น บีบ คอ ว่า‘ จง ใช้ หนี้ ให้ ข้า’ {18:29} เพื่อน ทาส คน นั้น ได้ กราบ ลง อ้อนวอน ว่า‘ ขอ โปรด ผัด ไว้ ก่อน แล้ว ข้าพเจ้า จะ ใช้ ให้’ {18:30} แต่ เขา ไม่ ยอม จึง นำ ทาส ลูกหนี้ นั้น ไป จำ จอง ไว้ จน กว่า จะ ใช้ เงิน นั้น {18:31} ฝ่าย พวก เพื่อน ทาส เมื่อ เห็น เหตุการณ์ เช่น นั้น ก็ พา กัน สลดใจ ยิ่งนัก จึง นำ เหตุการณ์ ทั้งปวง ไป กราบ ทูล เจ้า องค์ นั้น {18:32} ท่าน จึง ทรง เรียก ทาส นั้น มา สั่ง ว่า‘ อ้าย ข้า ชาติ ชั่ว เรา ได้ โปรด ยก หนี้ ให้ เอ็ง หมด เพราะ เอ็ง ได้ อ้อนวอน เรา {18:33} เอ็ง ควร จะ เมตตา เพื่อน ทาส ด้วย กัน เหมือน เรา ได้ เมตตา เอ็ง มิ ใช่ หรือ’ {18:34} แล้ว เจ้า องค์ นั้น กริ้ว จึง มอบ ผู้ นั้น ไว้ แก่ เจ้าหน้าที่ ให้ ทรมาน จน กว่า จะ ใช้ หนี้ หมด {18:35} พระ บิดา ของ เรา ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ จะ ทรง กระทำ แก่ ท่าน ทุก คน อย่าง นั้น ถ้า หาก ว่า ท่าน แต่ละ คน ไม่ ยก โทษ ให้ แก่ พี่น้อง ของ ท่าน ด้วย ใจ กว้าง ขวาง” {i19:1} พระ ดำรัส สอน ของ พระ เยซู เรื่อง การ หย่า ร้าง (มก.10:1-12; ลก.16:18) {19:1} เมื่อ พระ เยซู ตรัส ถ้อยคำ เหล่า นี้ เสร็จ แล้ว ได้ เสด็จ จาก แคว้น กา ลิ ลี เข้า ไป ใน เขต แดน แคว้น ยู เดีย ฟาก แม่น้ำ จอร์แดน ข้าง ตะวัน ออก {19:2} ฝูง ชน เป็น อัน มาก ได้ ตาม พระองค์ ไป แล้ว พระองค์ ทรง รักษา โรค ของ เขา ให้ หาย ที่ นั่น {19:3} พวก ฟา ริ สีมา ทดลอง พระองค์ ทูล ถาม ว่า“ ผู้ชาย จะ หย่า ภรรยา ของ ตน เพราะ เหตุ ใดๆ ก็ ตาม เป็น การ ถูกต้อง ตาม ธรรม บัญญัติ หรือ ไม่” {19:4} พระองค์ ตรัส ตอบ เขา ว่า“ พวก ท่าน ไม่ ได้ อ่าน หรือ ว่า พระ ผู้ ทรง สร้าง มนุษย์ แต่ เดิม ได้ ทรง สร้าง ให้ เป็น ชาย และ หญิง {19:5} และ ตรัส ว่า เพราะ เหตุ นั้น บุรุษ จึง ต้อง ละ บิดา มารดา ของ ตน ไป ผูกพัน อยู่ กับ ภรรยา และ เขา ทั้ง สอง จะ เป็น เนื้อ อัน เดียวกัน {19:6} เขา จึง ไม่ เป็น สอง ต่อ ไป แต่ เป็น เนื้อ อัน เดียวกัน เหตุ ฉะนั้น ซึ่ง พระเจ้า ได้ ทรง ผูกพัน กัน แล้ว อย่า ให้ มนุษย์ ทำให้ พราก จาก กัน เลย” {19:7} เขา จึง ย้อน ถาม พระองค์ ว่า“ ถ้า อย่าง นั้น ทำไม โมเสส ได้ สั่ง ให้ ทำ หนังสือ หย่า ให้ ภรรยา แล้ว ก็ หย่า ได้” {19:8} พระองค์ ตรัส แก่ เขา ว่า“ โมเสส ได้ ยอม ให้ ท่าน ทั้งหลาย หย่า ภรรยา ของ ตน เพราะ ใจ ท่าน ทั้งหลาย แข็ง กระด้าง แต่ เมื่อ เดิม มิ ได้ เป็น อย่าง นั้น {19:9} ฝ่าย เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า ผู้ ใด หย่า ภรรยา ของ ตน เพราะ เหตุ ต่างๆ เว้น แต่ เป็น ชู้ กับ ชาย อื่น แล้ว ไป มี ภรรยา ใหม่ ก็ ผิด ประเวณี [และ ผู้ ใด รับ หญิง ที่ หย่า แล้ว นั้น มา เป็น ภรรยา ก็ ผิด ประเวณี ด้วย] 21” {19:10} พวก สาวก ทูล พระองค์ ว่า“ ถ้า ลักษณะ สามี ภรรยา เป็น อย่าง นั้น ไม่ เป็น สามี ภรรยา กัน เลย ก็ ดี กว่า” {19:11} พระองค์ ทรง ตอบ เขา ว่า“ มิ ใช่ ทุก คน จะ รับ ประพฤติ ตาม ข้อ นี้ ได้ เว้น แต่ ผู้ ที่ ทรง ให้ ประพฤติ ได้ {19:12} ด้วย ว่า ผู้ ที่ เป็น ขันที ตั้งแต่ กำเนิด ก็ มี ผู้ ที่ มนุษย์ กระทำ ให้ เป็น ขันที ก็ มี ผู้ ที่ กระทำ ตัวเอง ให้ เป็น ขันที เพราะ เห็นแก่ แผ่นดิน สวรรค์ ก็ มี ใคร ถือ ได้ ก็ ให้ ถือ เอา เถิด” {i19:13} พระ เยซู ทรง อวยพร เด็ก เล็กๆ (มก.10:13-16; ลก.18:15-17) {19:13} ขณะ นั้น เขา พา เด็ก เล็กๆ มา หา พระองค์ เพื่อ จะ ให้ พระองค์ ทรง วาง พระ หัตถ์ และ อธิษฐาน แต่ เหล่า สาวก ก็ ห้ามปราม ไว้ {19:14} ฝ่าย พระ เยซู ตรัส ว่า“ จง ยอม ให้ เด็ก เล็กๆ เข้า มา หา เรา อย่า ห้าม เขา เลย เพราะ ว่า ชาว แผ่นดิน สวรรค์ เป็น ของ คน เช่น เด็ก เหล่า นั้น” {19:15} เมื่อ พระองค์ ทรง วาง พระ หัตถ์ บน เด็ก เหล่า นั้น แล้ว ก็ เสด็จ ไป จาก ที่ นั่น {i19:16} เรื่อง เศรษฐี หนุ่ม (มก.10:17-31; ลก.18:18-30) {19:16} ดู เถิด มี คน หนึ่ง มา ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน อาจารย์ ข้าพเจ้า จะ ต้อง ทำ ดี ประการ ใด จึง จะ ได้ ชีวิต นิรันดร์” {19:17} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ท่าน ถาม เรา ถึง สิ่ง ที่ ดี ทำไม ผู้ ที่ ดี มี แต่ ผู้ เดียว แต่ ถ้า ท่าน ปรารถนา จะ เข้า ใน ชีวิต ก็ ให้ ถือ รักษา พระ บัญญัติ ไว้” {19:18} คน นั้น ทูล ถาม ว่า“ คือ พระ บัญญัติ ข้อ ใด บ้าง” พระ เยซู ตรัส ว่า“ คือ ข้อ ที่ ว่า‘ อย่า ฆ่า คน อย่า ล่วง ประเวณี ผัว เมีย เขา อย่า ลัก ทรัพย์ อย่า เป็น พยาน เท็จ {19:19} จง ให้ เกียรติ แก่ บิดา มารดา ของ ตน และ จงรัก เพื่อนบ้าน เหมือน รัก ตนเอง’” {19:20} คน หนุ่ม นั้น ทูล พระองค์ ว่า“ ข้อ เหล่า นั้น ข้าพเจ้า ได้ ถือ รักษา ไว้ ทุก ประการ ข้าพเจ้า ยัง ขาด อะไร อีก บ้าง” {19:21} พระ เยซู ตรัส แก่ เขา ว่า“ ถ้า ท่าน ปรารถนา เป็น ผู้ ที่ ทำ จน ครบถ้วน จง ไป ขาย บรรดา สิ่งของ ซึ่ง ท่าน มี อยู่ แจกจ่าย ให้ คน อนาถา แล้ว ท่าน จะ มี ทรัพย์ สมบัติ ใน สวรรค์ แล้ว จง ตาม เรา มา และ เป็น สาวก ของ เรา” {19:22} เมื่อ คน หนุ่ม ได้ยิน ถ้อยคำ นั้น ก็ ออก ไป เป็น ทุกข์ เพราะ เขา มี ทรัพย์ สิ่งของ เป็น อัน มาก {19:23} พระ เยซู ตรัส กับ เหล่า สาวก ของ พระองค์ ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า คน มั่งมี จะ เข้า ใน แผ่นดิน สวรรค์ ก็ ยาก {19:24} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย อีก ว่า ตัว อูฐ จะ ลอด รู เข็ม ก็ ง่าย กว่า คน มั่งมี จะ เข้า ใน แผ่นดิน ของ พระเจ้า” {19:25} เมื่อ พวก สาวก ได้ยิน ก็ ประหลาด ใจ มาก จึง ทูล ว่า“ ถ้า อย่าง นั้น ใคร จะ รอด ได้” {19:26} พระ เยซู ทอด พระ เนตร ดู พวก สาวก และ ตรัส ว่า“ ฝ่าย มนุษย์ ก็ เหลือ กำลัง ที่ จะ ทำ ได้ แต่ พระเจ้า ทรง กระทำ ให้ สำเร็จ ได้ ทุก สิ่ง” {19:27} แล้ว เปโตร ทูล พระองค์ ว่า“ ข้า พระองค์ ทั้งหลาย ได้ สละ สิ่ง สารพัด และ ได้ ติดตาม พระองค์ มา พวก ข้า พระองค์ จะ ได้ อะไร บ้าง” {19:28} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ใน โลก ใหม่ คราว เมื่อ บุตร มนุษย์ จะ นั่ง บน พระ ที่นั่ง อัน รุ่งเรือง นั้น พวก ท่าน ที่ ได้ ติดตาม เรา มา จะ ได้ นั่ง บน บัลลังก์ สิบ สอง ที่ พิพากษา ชน อิสราเอล สิบ สอง เผ่า {19:29} ผู้ ใด ได้ สละ บ้าน หรือ พี่น้อง ชาย หญิง หรือ บิดา มารดา หรือ ลูก หรือ ไร่ นา เพราะ เห็นแก่ นาม ของ เรา ผู้ นั้น จะ ได้ ผล ร้อย เท่า และ จะ ได้ ชีวิต นิรันดร์ ด้วย {19:30} แต่ มี หลาย คน ที่ เป็น คน ต้น จะ ต้อง กลับ ไป เป็น คน สุดท้าย และ ที่ เป็น คน สุดท้าย จะ กลับ เป็น คน ต้น {i20:1} คน ทำงาน ใน สวน องุ่น {20:1} “ ด้วย แผ่นดิน สวรรค์ อุปมา เหมือน เจ้าของ สวน คน หนึ่ง ออก ไป จ้าง คน ทำงาน ใน สวน องุ่น ของ ตน แต่ เวลา เช้าตรู่ {20:2} ครั้น ตกลง กับ ลูกจ้าง วัน ละ เด นา ริ อัน แล้ว จึง ใช้ ให้ ไป ทำงาน ใน สวน องุ่น {20:3} พอ เวลา ประมาณ สาม โมง เช้า เจ้าของ สวน ก็ ออก ไป อีก เห็น คน อื่น ยืน อยู่ เปล่าๆ กลาง ตลาด {20:4} จึง พูด กับ เขา ว่า‘ ท่าน ทั้งหลาย จง ไป ทำงาน ใน สวน องุ่น ด้วย เถิด เรา จะ ให้ ค่า จ้าง แก่ พวก ท่าน ตาม สมควร’ แล้ว เขา ก็ พา กัน ไป {20:5} พอ เวลา เที่ยงวัน และ เวลา บ่าย สาม โมง เจ้าของ สวน ก็ ออก ไป อีก ทำ เหมือน ก่อน {20:6} ประมาณ บ่าย ห้า โมง ก็ ออก ไป อีก ครั้ง หนึ่ง พบ อีก พวก หนึ่ง ยืน อยู่ จึง พูด กับ เขา ว่า‘ พวก ท่าน ยืน อยู่ ที่ นี่ เปล่าๆ วัน ยัง ค่ำ ทำไม’ {20:7} เขา ตอบ ว่า‘ เพราะ ไม่ มี ใคร จ้าง พวก ข้าพเจ้า’ เจ้าของ สวน บอก ว่า‘ ท่าน ทั้งหลาย จง ไป ทำงาน ใน สวน องุ่น ด้วย เถิด’ {20:8} ครั้น ถึง เวลา พลบค่ำ เจ้าของ สวน จึง สั่ง เจ้าพนักงาน ว่า‘ จง เรียก คน ทำงาน มา และ ให้ ค่า จ้าง แก่ เขา ตั้งแต่ คน มา ทำงาน สุดท้าย จน ถึง คน ที่ มา แรก’ {20:9} คน ที่ มา ทำงาน เวลา ประมาณ บ่าย ห้า โมง นั้น ได้ ค่า จ้าง คน ละ หนึ่ง เด นา ริ อัน {20:10} ส่วน คน ที่ มา แรก นึก ว่า เขา คง จะ ได้ มาก กว่า นั้น แต่ ก็ ได้ คน ละ หนึ่ง เด นา ริ อัน เหมือน กัน {20:11} เมื่อ เขา รับ เงิน ไป แล้ว ก็ บ่น ต่อว่า เจ้าของ สวน {20:12} ว่า‘ พวก ที่ มา สุดท้าย ได้ ทำงาน ชั่วโมง เดียว และ ท่าน ได้ ให้ ค่า จ้าง แก่ เขา เท่า กัน กับ พวก เรา ที่ ทำงาน ตรากตรำ กลาง แดด ตลอด วัน’ {20:13} ฝ่าย เจ้าของ สวน ก็ ตอบ แก่ คน หนึ่ง ใน พวก นั้น ว่า‘ สหาย เอ๋ย เรา มิ ได้ โกง ท่าน เลย ท่าน ได้ ตกลง กัน แล้ว วัน ละ หนึ่ง เด นา ริ อัน มิ ใช่ หรือ {20:14} รับ ค่า จ้าง ของ ท่าน ไป เถิด เรา พอใจ จะ ให้ คน ที่ มา ทำงาน หลัง ที่สุด นั้น เท่า กัน กับ ท่าน {20:15} เรา จะ ใช้ เงิน ทอง ของ เรา ตามใจ ของ เรา เอง ไม่ ได้ หรือ ทำไม ท่าน อิจฉา เมื่อ เห็น เรา ใจ ดี’ {20:16} อย่าง นั้น แหละ คน ที่ เป็น คน สุดท้าย จะ กลับ เป็น คน ต้น และ คน ที่ เป็น คน ต้น จะ กลับ เป็น คน สุดท้าย” {i20:17} พระ เยซู ทรง ทำนาย ถึง มรณกรรม ของ พระองค์ ครั้ง ที่ สาม (มก.10:32-34; ลก.18:31-34) {20:17} เมื่อ พระ เยซู จะ เสด็จ ขึ้น ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม ก็ พา เหล่า สาวก สิบ สอง คน ไป แต่ ลำพัง และ ตรัส กับ เขา ตาม ทาง ว่า {20:18} “ เรา ทั้งหลาย จะ ขึ้น ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม และ เขา จะ มอบ บุตร มนุษย์ ไว้ กับ พวก มหา ปุโรหิต และ พวก ธรรมา จารย์ และ เขา เหล่า นั้น จะ ปรับโทษ ท่าน ถึง ตาย {20:19} และ จะ มอบ ท่าน ไว้ กับ คน ต่าง ชาติ ให้ เยาะเย้ย เฆี่ยน ตี และ ให้ ตรึง ไว้ ที่ กางเขน และ วัน ที่ สาม ท่าน จึง จะ กลับ ฟื้น ขึ้น มา ใหม่” {i20:20} คำ ทูล ของ ยาก อบ และ ยอห์น (มก.10:35-45) {20:20} ขณะ นั้น มารดา ของ บุตร แห่ง เศเบ ดี พา บุตร ทั้ง สอง มา เฝ้า พระองค์ กราบ ไหว้ ทูล ขอ สิ่ง หนึ่ง จาก พระองค์ {20:21} พระองค์ จึง ทรง ถาม นาง นั้น ว่า“ ท่าน ปรารถนา อะไร” นาง ทูล ว่า“ ขอ พระองค์ รับสั่ง ตั้ง ให้ บุตร ของ ข้า พระองค์ สอง คน นี้ นั่ง ใน ราช อาณาจักร ของ พระองค์ เบื้อง ขวา พระ หัตถ์ คน หนึ่ง เบื้อง ซ้าย คน หนึ่ง” {20:22} แต่ พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ที่ ท่าน ทั้ง สอง ขอ นั้น ท่าน ไม่ เข้าใจ ถ้วย ซึ่ง เรา จะ ดื่ม นั้น ท่าน จะ ดื่ม ได้ หรือ” เขา ทูล ว่า“ ได้ พระเจ้า ข้า” {20:23} พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย จะ ดื่ม ถ้วย ของ เรา เป็น แน่ แต่ ซึ่ง จะ นั่ง ข้าง ขวา และ ข้าง ซ้าย ของ เรา นั้น ไม่ ใช่ พนักงาน ของ เรา ที่ จะ จัด ให้ แต่ พระ บิดา ของ เรา ได้ ทรง เตรียม ไว้ สำหรับ ผู้ ใด ก็ จะ ให้ แก่ ผู้ นั้น” {20:24} เมื่อ สาวก สิบ คน นั้น ได้ยิน แล้ว ก็ มี ความ ขุ่น เคือง พี่น้อง สอง คน นั้น {20:25} พระ เยซู ทรง เรียก เขา ทั้งหลาย มา ตรัส ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย รู้ อยู่ ว่า ผู้ ครอง ของ คน ต่าง ชาติ ย่อม เป็น เจ้า เหนือ เขา และ ผู้ใหญ่ ทั้งหลาย ก็ ใช้ อำนาจ บังคับ {20:26} แต่ ใน พวก ท่าน หา เป็น อย่าง นั้น ไม่ ถ้า ผู้ ใด ใคร่ จะ ได้ เป็น ใหญ่ ใน พวก ท่าน ผู้ นั้น จะ ต้อง เป็น ผู้ ปรนนิบัติ ท่าน ทั้งหลาย {20:27} ถ้า ผู้ ใด ใคร่ จะ ได้ เป็น เอก เป็นต้น ผู้ นั้น จะ ต้อง เป็น ทาส สมัคร ของ พวก ท่าน {20:28} อย่าง ที่ บุตร มนุษย์ มิ ได้ มา เพื่อ รับ การ ปรนนิบัติ แต่ ท่าน มา เพื่อ จะ ปรนนิบัติ เขา และ ประทาน ชีวิต ของ ท่าน ให้ เป็น ค่า ไถ่ คน เป็น อัน มาก” {i20:29} คน ตาบ อด สอง คน หาย บอด (มก.10:46-52; ลก.18:35-43) {20:29} เมื่อ พระองค์ กับ เหล่า สาวก ออก ไป จาก เมือง เย รี โค ฝูง ชน เป็น อัน มาก ก็ ตาม พระองค์ ไป {20:30} และ นี่แน่ะ มี คน ตาบ อด สอง คน นั่ง อยู่ ริม หนทาง เมื่อ ได้ยิน ว่า พระ เยซู เสด็จ จึง ร้อง ว่า“ พระองค์ ผู้ เป็น บุตร ดา วิด เจ้าข้า ขอ ทรง พระ เมตตา ข้า พระองค์ เถิด” {20:31} ฝ่าย ประชาชน ก็ ห้าม เขา ให้ นิ่ง เสีย แต่ เขา ยิ่ง ร้อง ขึ้น อีก ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า พระองค์ ผู้ ทรง เป็น บุตร ดา วิด ขอ ทรง เมตตา ข้า พระองค์ เถิด” {20:32} พระ เยซู จึง หยุด ประทับ ยืน อยู่ เรียก เขา มา และ ตรัส ว่า“ ท่าน ทั้ง สอง จะ ใคร่ ให้ เรา ทำ อะไร เพื่อ ท่าน” {20:33} เขา ทูล ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ขอ ให้ นัยน์ตา ของ ข้า พระองค์ หาย บอด” {20:34} พระ เยซู มี พระทัย สงสาร ก็ ทรง ถูกต้อง นัยน์ตา เขา ใน ทันใด นั้น ตา ของ เขา ก็ เห็น ได้ และ เขา ทั้ง สอง ได้ ติดตาม พระองค์ ไป {i21:1} เสด็จ เข้า กรุง เยรูซาเล็ม อย่าง ผู้ พิชิต (มก.11:1-11; ลก.19:28-40; ยน.12:12-19) {21:1} ครั้น พระองค์ กับ พวก สาวก มา ใกล้ กรุง เยรูซาเล็ม ถึง หมู่บ้าน เบธ ฟา ยี เชิง ภูเขา มะกอก เทศ แล้ว พระ เยซู ทรง ใช้ สาวก สอง คน {21:2} สั่ง เขา ว่า“ จง เข้า ไป ใน หมู่บ้าน ที่ อยู่ ตรง หน้า ท่าน ท่าน จะ พบ แม่ ลา ตัว หนึ่ง ผูก อยู่ กับ ลูก ของ มัน จง แก้ จูง มา ให้ เรา {21:3} ถ้า มี ผู้ ใด ว่า อะไร แก่ ท่าน ท่าน จง ว่า‘ พระองค์ ต้อง ประสงค์’ แล้ว เขา จะ ปล่อย ให้ มา ทันที” {21:4} เหตุการณ์ นี้ เกิด ขึ้น เพื่อ จะ ให้ เป็น ไป ตาม พระ วจนะ ที่ ตรัส โดย ผู้ เผย พระ วจนะ ว่า {21:5} จง บอก ชาว ศิ โยน ว่า กษัตริย์ ของ ท่าน เสด็จ มา หา ท่าน โดย พระทัย อ่อน สุภาพ ทรง ลา ทรง ลูก ลา {21:6} สาวก ทั้ง สอง คน นั้น ก็ ไป ทำ ตาม พระ เยซู ตรัส สั่ง {21:7} จึง จูง แม่ ลา กับ ลูก ของ มัน มา และ เอา เสื้อ ผ้า ของ ตน ปู บน หลัง แล้ว พระองค์ ได้ ทรง ลา นั้น {21:8} ฝูง ชน เป็น อัน มาก ได้ เอา เสื้อ ผ้า ของ ตน ปู ตาม ถนน หนทาง บาง คน ก็ ตัด กิ่ง ไม้ มา ปู ตาม ถนน {21:9} ฝ่าย ฝูง ชน ซึ่ง เดิน ไป ข้าง หน้า กับ ผู้ ที่ ตาม มา ข้าง หลัง ก็ พร้อม กัน โห่ ร้อง ว่า“ โฮ ซัน นา แก่ ราช โอรส ของ ดา วิด ขอ ให้ ท่าน ผู้ ที่ เสด็จ มา ใน พระ นาม ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรง พระ เจริญ โฮ ซัน นา ใน ที่ สูง สุด” {21:10} เมื่อ พระองค์ เสด็จ เข้า ไป ใน กรุง เยรูซาเล็ม แล้ว ประชาชน ทั่ว ทั้ง กรุง ก็ พา กัน แตกตื่น ถาม ว่า“ ใคร หนอ” {21:11} ฝูง ชน ก็ ตอบ ว่า“ นี่ คือ เยซู ผู้ เผย พระ วจนะ ซึ่ง มา จาก นาซา เร็ธ แคว้น กา ลิ ลี” {i21:12} ทรง ชำระ พระ วิหาร (มก.11:15-19; ลก.19:45-48; ยน.2:13-22) {21:12} พระ เยซู จึง เสด็จ เข้า ไป ใน บริเวณ พระ วิหาร ของ พระเจ้า ทรง ขับ ไล่ บรรดา ผู้ ซื้อขาย ใน บริเวณ พระ วิหาร นั้น และ คว่ำ โต๊ะ ผู้ รับ แลก เงิน กับ ทั้ง คว่ำ ม้านั่ง ผู้ ขาย นก พิราบ เสีย {21:13} พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า“ มี พระ วจนะ เขียน ไว้ ว่า นิเวศ ของ เรา เขา จะ เรียก ว่า เป็น นิเวศ อธิษฐาน แต่ เจ้า ทั้งหลาย มา กระทำ ให้ เป็น ถ้ำ ของ พวก โจร” {21:14} คน ตาบ อด และ คน ง่อย พา กัน มา เฝ้า พระองค์ ใน บริเวณ พระ วิหาร พระองค์ ได้ รักษา เขา ให้ หาย {21:15} แต่ เมื่อ พวก ปุโรหิต กับ พวก ธรรมา จารย์ ได้ เห็น การ มหัศจรรย์ ที่ พระองค์ ทรง กระทำ ทั้ง ได้ยิน หมู่ เด็ก ร้อง ใน บริเวณ พระ วิหาร ว่า“ โฮ ซัน นา แก่ ราช โอรส ดา วิด” เขา ทั้งหลาย ก็ พา กัน แค้น เคือง {21:16} เขา ทั้งหลาย จึง ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน ไม่ ได้ยิน คำ ที่ เขา ร้อง หรือ” พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ได้ยิน แล้ว พวก ท่าน ยัง ไม่ เคย อ่าน หรือ ว่า พระองค์ ทรง กระทำ ให้ คำ สรรเสริญ อัน จริง แท้ ออก มา จาก ปาก เด็ก และ ทารก ที่ ยัง ไม่ หย่า นม” {21:17} พระองค์ ได้ ทรง ละ จาก เขา และ เสด็จ ออก จาก กรุง ไป ประทับ อยู่ ที่ หมู่บ้าน เบธานี {i21:18} ทรง สาป ต้น มะเดื่อ (มก.11:12-14;20-26) {21:18} ครั้น เวลา เช้า ขณะ เสด็จ กลับ ไป ยัง กรุง อีก ก็ ทรง หิว พระ กระยาหาร {21:19} และ เมื่อ ทอด พระ เนตร ไป ทรง เห็น ต้น มะเดื่อ ต้น หนึ่ง อยู่ ริม ทาง ก็ ทรง ดำเนิน เข้า ไป ใกล้ เห็น ต้น มะเดื่อ นั้น ไม่ มี ผล มี แต่ ใบ เท่านั้น จึง ตรัส กับ ต้น มะเดื่อ นั้น ว่า“ เจ้า จง อย่า ผลิ ผล อีก ต่อ ไป” ทันใด นั้น ต้น มะเดื่อ ก็ เหี่ยวแห้ง ไป {21:20} ครั้น เหล่า สาวก ได้ เห็น ก็ ประหลาด ใจ แล้ว ว่า“ เป็น อย่างไร หนอ ต้น มะเดื่อ จึง เหี่ยวแห้ง ไป ใน ทันใด” {21:21} ฝ่าย พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า เพียง ท่าน จะ มี ความ เชื่อ และ มิ ได้ สงสัย ท่าน จะ กระทำ ได้ เช่น ที่ เรา ได้ กระทำ แก่ ต้น มะเดื่อ นี้ ยิ่ง กว่า นั้น ถึง แม้ ท่าน จะ สั่ง ภูเขา นี้ ว่า‘ จง ลอย ไป ลง ทะเล’ ก็ จะ สำเร็จ ได้ {21:22} สิ่ง สารพัด ซึ่ง ท่าน อธิษฐาน ขอ ด้วย ความ เชื่อ ท่าน จะ ได้” {i21:23} เกิด ปัญหา เรื่อง สิทธิ อำนาจ ของ พระ เยซู (มก.11:27-33; ลก.20:1-8) {21:23} เมื่อ พระองค์ เสด็จ เข้า ไป ใน บริเวณ พระ วิหาร ใน เวลา ที่ ทรง สั่งสอน อยู่ พวก มหา ปุโรหิต และ พวก ผู้ใหญ่ ของ ประชาชน มา หา พระองค์ ทูล ถาม ว่า“ ท่าน มี สิทธิ อัน ใด จึง ได้ ทำ เช่น นี้ ใคร ให้ สิทธิ แก่ ท่าน” {21:24} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ เรา จะ ถาม ท่าน ทั้งหลาย สัก ข้อ หนึ่ง เหมือน กัน ถ้า ท่าน ตอบ ได้ เรา จะ บอก ท่าน ว่า เรา กระทำ การ นี้ โดย สิทธิ อัน ใด {21:25} คือ บัพ ติ ศมาของยอห์น นั้น มา จาก ไหน มา จาก สวรรค์ หรือ จาก มนุษย์” เขา ได้ ปรึกษา กัน ว่า“ ถ้า เรา จะ ว่า‘ มา จาก สวรรค์’ ท่าน จะ ถาม เรา ว่า‘ เหตุ ไฉน จึง ไม่ เชื่อ ยอห์นเล่า’ {21:26} แต่ ถ้า เรา จะ ว่า‘ มา จาก มนุษย์’ ก็ กลัว ประชาชน เพราะ ประชาชน ทั้งปวง ถือ ว่า ยอห์น เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ” {21:27} เขา จึง ทูล ตอบ พระ เยซู ว่า“ พวก ข้าพเจ้า ไม่ ทราบ” พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา จะ ไม่ บอก ท่าน ทั้งหลาย เหมือน กัน ว่า เรา กระทำ การ นี้ โดย สิทธิ อัน ใด {i21:28} คำ อุปมา เรื่อง บุตร สอง คน {21:28} “ แต่ ท่าน ทั้งหลาย คิด เห็น อย่างไร คน หนึ่ง มี บุตร ชาย สอง คน บิดา ไป หา บุตร คน แรก ว่า‘ ลูก เอ๋ย วัน นี้ จง ไป ทำงาน ใน สวน องุ่น เถิด’ {21:29} บุตร คน นั้น ตอบ ว่า‘ ไม่ ไป’ แต่ ภายหลัง กลับ ใจ แล้ว ไป ทำ {21:30} บิดา จึง ไป หา บุตร คน ที่ สอง พูด เช่น เดียวกัน บุตร นั้น กล่าว ว่า‘ ไป ขอ รับ’ แต่ ไม่ ไป {21:31} ก็ บุตร สอง คน นี้ คน ไหน เป็น ผู้ ทำ ตามใจ ของ บิดา เล่า” เขา ทูล ตอบ ว่า“ คือ บุตร คน แรก” พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า พวก เก็บ ภาษี และ หญิง แพศยา ก็ เข้า ใน แผ่นดิน ของ พระเจ้า ก่อน ท่าน ทั้งหลาย {21:32} ด้วย ยอห์น ได้ มา หา พวก ท่าน สอน ทาง ชอบธรรม ท่าน หา เชื่อ ไม่ แต่ พวก เก็บ ภาษี และ พวก หญิง แพศยา ได้ เชื่อ ฝ่าย ท่าน ทั้งหลาย ถึง แม้ ได้ เห็น แล้ว ภายหลัง ก็ มิ ได้ กลับ ใจ เชื่อ ยอห์น {i21:33} คำ อุปมา เรื่อง สวน องุ่น และ คน เช่า (มก.12:1-12; ลก.20:9-19) {21:33} “ จง ฟัง คำ อุปมา อีก เรื่อง หนึ่ง ว่า ยัง มี เจ้าของ สวน ผู้ หนึ่ง ได้ ทำ สวน องุ่น แล้ว ล้อม รั้ว ไว้ รอบ เขา ได้ สกัด บ่อ ย่ำ องุ่น ใน สวน และ สร้าง หอ เฝ้า ให้ ชาว สวน เช่า แล้ว ก็ ไป ต่าง ประเทศ เสีย {21:34} ครั้น ถึง ฤดู ผล องุ่น จึง ใช้ พวก บ่าว ไป หา คน เช่า สวน เพื่อ จะ รับ ผล ของ เขา {21:35} แต่ คน เช่า สวน นั้น จับ คน ของ เขา เฆี่ยน ตี เสีย คน หนึ่ง ฆ่า เสีย คน หนึ่ง เอา หิน ขว้าง เสีย ให้ ตาย คน หนึ่ง {21:36} อีก ครั้ง หนึ่ง เขา ก็ ใช้ บ่าว อื่นๆ ไป มาก กว่า ครั้ง ก่อน แต่ คน เช่า สวน ก็ ได้ ทำ แก่ เขา อย่าง นั้น อีก {21:37} ครั้ง ที่สุด เขา ก็ ใช้ บุตร ของ เขา ไป หา พูด ว่า‘ เขา คง จะ เคารพ บุตร ของ เรา’ {21:38} แต่ เมื่อ คน เช่า สวน เห็น บุตร เจ้าของ สวน มา ก็ พูด กัน ว่า‘ คน นี้ แหละ เป็น ทายาท ฆ่า เสีย เถิด แล้ว ก็ ยึด มรดก ของ เขา’ {21:39} เขา จึง พา กัน จับ บุตร นั้น ผลัก ออก ไป นอก สวน แล้ว ฆ่า เสีย {21:40} เหตุ ฉะนั้น เมื่อ เจ้าของ สวน มา ท่าน จะ ทำ อย่างไร แก่ คน เช่า สวน เหล่า นั้น” {21:41} เขา ทั้งหลาย ทูล ตอบ ว่า“ ท่าน จะ ฆ่า คน ร้าย เหล่า นั้น ให้ ตาย ร้าย และ จะ ให้ สวน นั้น แก่ คน เช่า อื่น ที่ จะ แบ่ง ผล ให้ โดย ถูกต้อง ตาม ฤดูกาล ต่อ ไป” {21:42} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย ยัง ไม่ ได้ อ่าน ใน พระ คัมภีร์ หรือ ซึ่ง ว่า ศิลา ซึ่ง ช่าง ก่อ ได้ ทอดทิ้ง เสีย ยัง ได้ เป็น ศิลา มุม เอก แล้ว การ นี้ เป็น มา จาก พระเจ้า เป็น การ มหัศจรรย์ ประจักษ์ ตา เรา {21:43} เหตุ ฉะนั้น เรา บอก ท่าน ว่า แผ่นดิน ของ พระเจ้า จะ ต้อง เอา ไป จาก ท่าน ยก ให้ แก่ ชน ชาติ หนึ่ง ซึ่ง จะ กระทำ ให้ ผล เจริญ สม กับ แผ่นดิน นั้น” {21:44} ู้ ใด ล้ม ทับ ศิลา นี้ ผู้ นั้น จะ ต้อง แตกหัก ไป แต่ ศิลา นี้ จะ ตก ทับ ผู้ ใด ก็ จะ บด ขยี้ ผู้ นั้น จน แหลก เป็น ผุยผง” {21:45} ครั้น พวก มหา ปุโรหิต กับ พวก ฟา ริ สี ได้ยิน คำ เปรียบ เหล่า นั้น ก็ หยั่งรู้ ว่า พระองค์ ตรัส เล็ง ถึง พวก เขา {21:46} เขา อยาก จะ จับ พระองค์ แต่ กลัว ประชาชน เพราะ ประชาชน นับถือ พระองค์ ว่า เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ {i22:1} คำ อุปมา เรื่อง การ เลี้ยง เนื่อง ใน พิธี อภิเษก มเหสี {22:1} พระ เยซู ตรัส แก่ เขา เป็น คำ อุปมา อีก ว่า {22:2} “ แผ่นดิน สวรรค์ อุปมา เหมือน กษัตริย์ องค์ หนึ่ง ได้ จัดการ เลี้ยง เนื่อง ใน พิธี อภิเษก มเหสี ให้ ราช โอรส ของ ท่าน {22:3} แล้ว ใช้ ข้าราชการ ไป ตาม ผู้ ที่ รับ เชิญ ใน การ นี้ แต่ เขา ไม่ ใคร่ จะ มา {22:4} ท่าน ยัง ใช้ ข้าราชการ อื่น ไป อีก รับสั่ง ให้ บอก ผู้ รับ เชิญ นั้น ว่า‘ ดู เถิด เรา ได้ จัดการ เลี้ยง ไว้ แล้ว ทั้ง วัว และ สัตว์ ขุน แล้ว ของ เรา ก็ ฆ่า ไว้ เสร็จ สิ่ง สารพัด ก็ เตรียม ไว้ พร้อม จง มา ใน การ อภิเษก นี้ เถิด’ {22:5} แต่ เขา ก็ เพิกเฉย และ ไป เสีย บาง คน ไป ไร่ นา ของ ตน บาง คน ก็ ไป ทำ การ ค้า ขาย {22:6} ฝ่าย พวก นอก นั้น ก็ จับ ข้าราชการ ทำ การ อัปยศ ต่างๆ แล้ว ฆ่า เสีย {22:7} กษัตริย์ องค์ นั้น ก็ ทรง พระ พิโรธ จึง รับสั่ง ให้ ยก กอง ทหาร ไป ปราบปราม ฆาตกร เหล่า นั้น และ ให้ เผา เมือง เขา เสีย {22:8} แล้ว ท่าน จึง รับสั่ง แก่ ข้าราชการ ว่า‘ งาน สมรส ก็ พร้อม อยู่ แต่ ผู้ ถูก เชิญ นั้น ไม่ สม กับ งาน {22:9} เหตุ ฉะนั้น จง ออก ไป ตาม ทางหลวง พบ ใครๆ ก็ ให้ เชิญ มา ใน งาน นี้’ {22:10} พวก ข้าราชการ จึง ออก ไป เชิญ คน ทั้งปวง ตาม ถนน แล้ว แต่ จะ พบ ให้ มา ทั้ง ดี และ ชั่ว จน ห้องโถง งาน สมรส นั้น เต็ม ด้วย แขก {22:11} “ แต่ เมื่อ กษัตริย์ องค์ นั้น เสด็จ ทอด พระ เนตร แขก ก็ เห็น ผู้ หนึ่ง มิ ได้ สวม เสื้อ สำหรับ งาน {22:12} จึง รับสั่ง ถาม ว่า‘ สหาย เอ๋ย เหตุ ไฉน จึง มา ที่ นี่ โดย ไม่ สวม เสื้อ สำหรับ งาน แต่งงาน’ ผู้ นั้น ก็ นิ่ง อั้น อยู่ พูด ไม่ ออก {22:13} กษัตริย์ จึง รับสั่ง แก่ พวก ข้าราชการ ว่า‘ จง มัด มือ มัด เท้า คน นี้ เอา ไป ทิ้ง เสีย ที่ มืด ภายนอก อัน เป็น ที่ ที่ มี การ ร้องไห้ ขบ เขี้ยว เคี้ยว ฟัน’ {22:14} ด้วย ผู้ รับ เชิญ ก็ มาก แต่ ผู้ ที่ ทรง เลือก ก็ น้อย” {i22:15} การ เสีย ส่วย ให้ แก่ จักรพรรดิ ซีซาร์ (มก.12:13-17; ลก.20:20-26) {22:15} ขณะ นั้น พวก ฟา ริ สี ไป ปรึกษา กัน วาง แผน ว่า จะ จับ ผิด ใน ถ้อยคำ ของ พระองค์ ให้ ได้ {22:16} จึง ใช้ พวก ศิษย์ ของ ตน กับ พวก เฮ โร ด ให้ ไป ทูล พระองค์ ว่า“ อาจารย์ เจ้าข้า ข้าพเจ้า ทั้งหลาย ทราบ อยู่ ว่า ท่าน เป็น คน สัตย์ ซื่อ ได้ สั่งสอน ทาง ของ พระเจ้า จริงๆ โดย มิ ได้ เอาใจ ผู้ ใด เพราะ ท่าน มิ ได้ เห็นแก่ หน้า ผู้ ใด {22:17} เหตุ ฉะนั้น ขอ โปรด ให้ พวก ข้าพเจ้า ทราบ ว่า ท่าน คิด เห็น อย่างไร การ ที่ จะ ส่ง ส่วย ให้ แก่ จักรพรรดิ ซีซาร์ นั้น ควร หรือ ไม่” {22:18} พระ เยซู ทรง ทราบ เจตนา ร้าย ของ เขา จึง ตรัส ว่า“ โอ คน หน้า ซื่อ ใจ คด มา จับ ผิด เรา ทำไม {22:19} จง เอา เงิน ที่ จะ เสีย ส่วย นั้น มา ให้ เรา ดู ก่อน” เขา จึง เอา เด นา ริ อัน เหรียญ หนึ่ง ถวาย พระองค์ {22:20} พระองค์ ตรัส ถาม เขา ว่า“ รูป และ คำ จารึก นี้ เป็น ของ ใคร” {22:21} เขา ทูล ว่า“ ของ ซีซาร์” แล้ว พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า“ เหตุ ฉะนั้น ของ ของ ซีซาร์ จง ถวาย แก่ ซีซาร์ และ ของ ของ พระเจ้า จง ถวาย แด่ พระเจ้า” {22:22} คำ ตรัส ตอบ ของ พระองค์ นั้น พวก เขา นึก ไม่ ถึง จึง พา กัน กลับ ไป ละ พระองค์ ไว้ {i22:23} ปัญหา เรื่อง การ คืน ชีพ (มก.12:18-27; ลก.20:27-40) {22:23} ใน วัน นั้น มี พวก สะ ดู สีมา หา พระองค์ พวก นี้ เป็น ผู้ สอน ว่า การ ฟื้น ขึ้น มา จาก ความ ตาย ไม่ มี {22:24} เขา จึง ทูล ถาม พระองค์ ว่า“ อาจารย์ เจ้าข้า โมเสส สั่ง ว่า‘ ถ้า ผู้ ใด ตาย ยัง ไม่ มี บุตร ก็ ให้ น้อง ชาย รับ พี่ สะใภ้ สืบ ตระกูล ของ พี่ ชาย ไว้’ {22:25} ใน พวก เรา มี พี่น้อง ผู้ชาย เจ็ด คน พี่ หัว ปี มี ภรรยา แล้ว ก็ ตาย เมื่อ ยัง ไม่ มี บุตร ก็ ละ ภรรยา ไว้ ให้ แก่ น้อง ชาย {22:26} ฝ่าย คน ที่ สอง ที่ สาม ก็ เช่น เดียวกัน จน ถึง คน ที่ เจ็ด {22:27} ใน ที่สุด หญิง นั้น ก็ ตาย ด้วย {22:28} เพราะ ฉะนั้น ใน วัน ที่ จะ ฟื้น ขึ้น มา จาก ความ ตาย หญิง นั้น จะ เป็น ภรรยา ของ ผู้ ใด ใน เจ็ด คน นั้น ด้วย นาง ได้ เป็น ภรรยา ของ ชาย ทั้ง เจ็ด คน แล้ว” {22:29} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ พวก ท่าน ผิด แล้ว เพราะ ท่าน ไม่ รู้ พระ คัมภีร์ หรือ ฤทธิ์ เดช ของ พระเจ้า {22:30} เมื่อ มนุษย์ ฟื้น ขึ้น มา จาก ความ ตาย นั้น จะ ไม่ มี การ สมรส หรือ ยก ให้ เป็น สามี ภรรยา กัน อีก แต่ จะ เป็น เหมือน ทูต ใน ฟ้า สวรรค์ {22:31} แต่ เรื่อง คน ตาย กลับ ฟื้น นั้น ท่าน ทั้งหลาย ยัง ไม่ ได้ อ่าน หรือ ซึ่ง พระเจ้า ได้ ตรัส ไว้ กับ พวก ท่าน ว่า {22:32} ‘ เรา เป็น พระเจ้า ของ อับราฮัม พระเจ้า ของ อิส อัค และ พระเจ้า ของ ยา โค บ’ พระองค์ มิ ได้ เป็น พระเจ้า ของ คน ตาย แต่ ทรง เป็น พระเจ้า ของ คน เป็น” {22:33} ประชาชน ทั้งปวง เมื่อ ได้ยิน ก็ ประหลาด ใจ ด้วย คำ สั่งสอน ของ พระองค์ {i22:34} พระ บัญญัติ ข้อ ใหญ่ (มก.12:28-34) {22:34} ฝ่าย พวก ฟา ริ สี เมื่อ ได้ยิน ว่า พระองค์ ทรง กระทำ ให้ พวก สะ ดู สี นิ่ง อั้น อยู่ จึง ประชุม กัน {22:35} มี บาเรียน ผู้ หนึ่ง ใน พวก เขา ทดลอง ถาม พระองค์ ว่า {22:36} “ อาจารย์ เจ้าข้า ใน ธรรม บัญญัติ นั้น ข้อ ใด สำคัญ ที่สุด” {22:37} พระ เยซู ทรง ตอบ เขา ว่า“ จงรัก พระองค์ ผู้ เป็น พระเจ้า ของ เจ้า ด้วย สุด ใจ สุด จิต ของ เจ้า และ ด้วย สิ้นสุด ความคิด ของ เจ้า {22:38} นั่นแหละ เป็น พระ บัญญัติ ข้อ ใหญ่ และ ข้อ ต้น {22:39} ข้อ ที่ สอง ก็ เหมือน กัน คือ จงรัก เพื่อนบ้าน เหมือน รัก ตนเอง {22:40} ธรรม บัญญัติ และ คำ ของ ผู้ เผย พระ วจนะ ทั้งสิ้น ก็ ขึ้น อยู่ กับ พระ บัญญัติ สอง ข้อ นี้” {i22:41} ปัญหา เรื่อง บุตร ของ ดา วิด (มก.12:35-37; ลก.20:41-44) {22:41} เมื่อ พวก ฟา ริ สี ยัง ประชุม อยู่ ที่ นั่น พระ เยซู ทรง ถาม ว่า {22:42} “ พวก ท่าน คิด อย่างไร ด้วย เรื่อง พระ คริสต์ พระองค์ ทรง เป็น เชื้อสาย ของ ผู้ ใด” เขา ตอบ ว่า“ เป็น เชื้อสาย ของ ดา วิด” {22:43} พระองค์ ตรัส ถาม เขา ว่า“ ถ้า อย่าง นั้น เป็น ไฉน ดา วิด โดย เดช พระ วิญญาณ จึง ได้ เรียก พระองค์ ว่า องค์ พระผู้เป็นเจ้า และ รับสั่ง ว่า {22:44} พระเจ้า ตรัส กับ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ของ ข้าพเจ้า ว่า‘ จง นั่ง ที่ ขวา มือ ของ เรา จน กว่า เรา จะ ปราบ ศัตรู ของ ท่าน ให้ อยู่ ใต้ เท้า ของ ท่าน’ {22:45} ถ้า ดา วิด ทรง เรียก ท่าน ว่า องค์ พระผู้เป็นเจ้า ท่าน จะ เป็น เพียง เชื้อสาย ของ ดา วิด อย่างไร ได้” {22:46} ไม่ มี ผู้ หนึ่ง ผู้ ใด อาจ ที่ จะ ตอบ พระองค์ สัก คำ หนึ่ง ตั้งแต่ วัน นั้น มา ไม่ มี ใคร กล้า ซัก ถาม พระองค์ ต่อ ไป {i23:1} พระ เยซู ทรง กล่าวโทษ พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สี (มก.12:38-40; ลก.11:37-54;20:45-47) {23:1} ครั้ง นั้น พระ เยซู ตรัส กับ ประชาชน และ พวก สาวก ของ พระองค์ ว่า {23:2} “ พวก ธรรมา จารย์ กับ พวก ฟา ริ สี นั่ง บน ที่นั่ง ของ โมเสส {23:3} เหตุ ฉะนั้น ทุก สิ่ง ซึ่ง เขา สั่งสอน พวก ท่าน จง ถือ ประพฤติ ตาม เว้น แต่ การ ประพฤติ ของ เขา อย่า ได้ ทำ ตาม เลย เพราะ เขา เป็น แต่ ผู้ สั่งสอน แต่ เขา เอง หา ทำ ตาม ไม่ {23:4} ด้วย เขา เอา ห่อ ของ หนัก วาง บน บ่า มนุษย์ ส่วน เขา เอง แม้ แต่ นิ้ว เดียว ก็ ไม่ จับ ต้อง เลย {23:5} การ กระทำ ของ เขา เป็น การ อวด เท่านั้น เขา ใช้ กลัก พระ ธรรม อย่าง ใหญ่ สวม เสื้อ ที่ มี พู่ ห้อย อัน ยาว {23:6} เขา ชอบ ที่ อัน มี เกียรติ ใน การ เลี้ยง และ ใน ธรรม ศาลา {23:7} กับ ชอบ รับ การ คำนับ ที่ กลาง ตลาด และ ชอบ ให้ เขา เรียก ว่า‘ ท่าน อาจารย์’ {23:8} ท่าน ทั้งหลาย อย่า ให้ ใคร เรียก ท่าน ว่า‘ ท่าน อาจารย์’ ด้วย ท่าน มี พระ อาจารย์ แต่ ผู้ เดียว และ ท่าน ทั้งหลาย เป็น พี่น้อง กัน ทั้งหมด {23:9} และ อย่า เรียก ผู้ ใด ใน โลก ว่า เป็น บิดา เพราะ ท่าน มี พระ บิดา แต่ ผู้ เดียว คือ ผู้ ที่ ทรง สถิต ใน สวรรค์ {23:10} อย่า ให้ ผู้ ใด เรียก ท่าน ว่า‘ พระครู’ ด้วย ว่า พระครู ของ ท่าน มี แต่ ผู้ เดียว คือ พระ คริสต์ {23:11} ผู้ ใด ที่ เป็น นาย ใหญ่ ใน พวก ท่าน ผู้ นั้น ย่อม ต้อง รับใช้ ท่าน ทั้งหลาย {23:12} ผู้ ใด จะ ยก ตัว ขึ้น ผู้ นั้น จะ ต้อง ถูก เหยียด ลง ผู้ ใด ถ่อม ตัว ลง ผู้ นั้น จะ ได้ รับ การ ยก ขึ้น {23:13} “ วิบัติ แก่ เจ้า พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สี คน หน้า ซื่อ ใจ คด เพราะ พวก เจ้า ปิด ประตู แผ่นดิน สวรรค์ ไว้ จาก มนุษย์ พวก เจ้า เอง ก็ ไม่ เข้า ไป และ เมื่อ คน อื่น จะ เข้า ไป พวก เจ้า ก็ ขัด ขวาง ไว้ {23:14} วิบัติ แก่ เจ้า พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สี คน หน้า ซื่อ ใจ คด ด้วย พวก เจ้า ริบ เอา เรือน ของ หญิง ม่าย และ แสร้ง อธิษฐาน เสีย ยืดยาว เพราะ ฉะนั้น พวก เจ้า จะ ได้ รับ พระ อาชญา มาก ยิ่ง ขึ้น {23:15} “ วิบัติ แก่ เจ้า พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สี คน หน้า ซื่อ ใจ คด ด้วย พวก เจ้า เที่ยว ไป ตาม ทาง ทะเล และ ทาง บก ทั่วไป เพื่อ จะ ได้ แม้ แต่ คน เดียว เข้า จารีต เมื่อ ได้ แล้ว ก็ ทำให้ เขา ถึง นรก ยิ่ง กว่า เจ้า เอง ถึง สอง เท่า {23:16} “ วิบัติ แก่ เจ้า คน นำทาง ตาบ อด เจ้า สอน ว่า‘ ผู้ ใด จะ สาบาน อ้าง พระ วิหาร คำ สาบาน นั้น ไม่ ผูกมัด แต่ ผู้ ใด จะ สาบาน อ้าง ทองคำ ของ พระ วิหาร ผู้ นั้น จะ ต้อง กระทำ ตาม คำ สาบาน’ {23:17} โอ คน โฉด เขลา ตาบ อด สิ่ง ไหน จะ สำคัญ กว่า ทองคำ หรือ พระ วิหาร ซึ่ง กระทำ ให้ ทองคำ นั้น ศักดิ์สิทธิ์ {23:18} และ ว่า‘ ผู้ ใด จะ สาบาน อ้าง แท่น บูชา คำ สาบาน นั้น ไม่ ผูกมัด แต่ ผู้ ใด จะ สาบาน อ้าง เครื่อง ตั้ง ถวาย บน แท่น บูชา นั้น ผู้ นั้น ต้อง กระทำ ตาม คำ สาบาน’ {23:19} ช่าง ตาบ อด กัน เสีย จริง หนอ สิ่ง ใด จะ สำคัญ กว่า เครื่อง ตั้ง ถวาย หรือ แท่น บูชา ที่ กระทำ ให้ เครื่อง ตั้ง ถวาย นั้น ศักดิ์สิทธิ์ {23:20} เหตุ ฉะนี้ ผู้ ใด จะ สาบาน อ้าง แท่น บูชา ก็ สาบาน อ้าง แท่น บูชา และ สิ่ง สารพัด ซึ่ง อยู่ บน แท่น บูชา นั้น ด้วย {23:21} ผู้ ใด จะ สาบาน อ้าง พระ วิหาร ก็ สาบาน อ้าง พระ วิหาร และ อ้าง พระองค์ ผู้ ทรง สถิต ใน พระ วิหาร นั้น ด้วย {23:22} ผู้ ใด จะ สาบาน อ้าง สวรรค์ ก็ สาบาน อ้าง พระ ที่นั่ง ของ พระเจ้า และ อ้าง พระองค์ ผู้ ประทับ บน พระ ที่นั่ง นั้น ด้วย {23:23} “ วิบัติ แก่ เจ้า พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สี คน หน้า ซื่อ ใจ คด ด้วย พวก เจ้า ถวาย ทศางค์ ของ สะระแหน่ ลูก ผักชี และ ยี่หร่า ส่วน ข้อ สำคัญ แห่ง ธรรม บัญญัติ คือ ความ ยุติธรรม ความ เมตตา ความ เชื่อ นั้น ได้ ละเลย เสีย การ ถวาย ทศางค์ พวก เจ้า ก็ ควร ปฏิบัติ แต่ ไม่ ควร ละเลย ข้อ สำคัญ นั้น ด้วย {23:24} โอ คน นำทาง ตาบ อด เจ้า กรอง ลูกน้ำ ออก แต่ กลืน ตัว อูฐ เข้า ไป {23:25} “ วิบัติ แก่ เจ้า พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สี คน หน้า ซื่อ ใจ คด ด้วย เจ้า ขัด ชำระ ถ้วย ชาม แต่ ภายนอก ส่วน ภายใน ถ้วย ชาม นั้น เต็ม ด้วย โจรกรรม และ การ มัวเมา กิเลส {23:26} โอ พวก ฟา ริ สี ตาบ อด จง ชำระ ถ้วย ชาม ภายใน เสีย ก่อน เพื่อ ข้าง นอก จะ ได้ สะอาด ด้วย {23:27} “ วิบัติ แก่ เจ้า พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สี คน หน้า ซื่อ ใจ คด เพราะ ว่า เจ้า เป็น เหมือน อุโมงค์ ฝัง ศพ ซึ่ง ฉาบ ด้วย ปูนขาว ข้าง นอก ดู งดงาม แต่ ข้าง ใน เต็ม ไป ด้วย กระดูก คน ตาย และ สารพัด โสโครก {23:28} เจ้า ทั้งหลาย ก็ เป็น อย่าง นั้น แหละ ภายนอก แล ดูเหมือน ว่า เป็น คน ชอบธรรม แต่ ภายใน เต็ม ไป ด้วย ความ เท็จ เทียม และ อธรรม {23:29} “ วิบัติ แก่ เจ้า พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สี คน หน้า ซื่อ ใจ คด ด้วย พวก เจ้า ก่อสร้าง อุโมงค์ ฝัง ศพ ของ ผู้ เผย พระ วจนะ และ ตกแต่ง อุโมงค์ ฝัง ศพ ของ ผู้ ชอบธรรม ให้ งดงาม {23:30} แล้ว กล่าว ว่า‘ ถ้า เรา ได้ อยู่ ใน สมัย บรรพบุรุษ ของ เรา นั้น จะ ได้ มี ส่วน กับ เขา ใน การ ทำ โลหิต ของ ผู้ เผย พระ วจนะ ให้ ตก ก็ หา มิ ได้’ {23:31} อย่าง นั้น เจ้า ทั้งหลาย ก็ เป็น พยาน ปรักปรำ ตนเอง ว่า เจ้า เป็น บุตร ของ ผู้ ที่ ได้ ฆ่า ผู้ เผย พระ วจนะ เหล่า นั้น {23:32} เจ้า ทั้งหลาย จง กระทำ ตาม ที่ บรรพบุรุษ ได้ กระทำ นั้น ให้ ครบถ้วน เถิด {23:33} โอ พวก งู พันธุ์ งู ร้าย เจ้า จะ พ้น โทษ นรก อย่างไร ได้ {23:34} เหตุ ฉะนั้น นี่แหละ เรา ใช้ ผู้ เผย พระ วจนะ นักปราชญ์ และ ธรรมา จารย์ต่างๆ ไป หา พวก เจ้า เจ้า ก็ จะ ฆ่า เสีย บ้าง ตรึง เสีย ที่ กางเขน บ้าง เฆี่ยน ตี ใน ธรรม ศาลา ของ เจ้า บ้าง ข่มเหง ไล่ออก จาก เมือง นี้ ไป เมือง โน้น บ้าง {23:35} ดังนั้น บรรดา โลหิต อัน ชอบธรรม ซึ่ง ตก ที่ แผ่นดิน โลก ตั้งแต่ โลหิต ของ อา แบ ล ผู้ ชอบธรรม จน ถึง โลหิต ของ เศคาริยาห์ บุตร บารัค ยา ที่ พวก เจ้า ได้ ฆ่า เสีย ใน ระหว่าง พระ วิหาร กับ แท่น บูชา นั้น คง ตก บน พวก เจ้า ทั้งหลาย {23:36} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า บรรดา ผล กรรม ชั่ว เหล่า นั้น จะ ตก กับ คน สมัย นี้ {i23:37} พระ เยซู ทรง คร่ำครวญ ถึง กรุง เยรูซาเล็ม (ลก.13:34-35) {23:37} “ โอ เยรูซาเล็มๆ ที่ ได้ ฆ่า บรรดา ผู้ เผย พระ วจนะ และ เอา หิน ขว้าง ผู้ ที่ รับใช้ มา หา เจ้า ถึง ตาย เรา ใคร่ จะ รวบรวม ลูก ของ เจ้า ไว้ เนืองๆ เหมือน แม่ ไก่ กก ลูก อยู่ ใต้ ปีก ของ มัน แต่ เจ้า ไม่ ยอม เลย หนอ {23:38} ดู เถิด นิเวศ ของ เจ้า จะ ถูก ทอดทิ้ง และ เริศร้าง {23:39} ด้วย เรา ว่า แก่ เจ้า ทั้งหลาย ว่า ตั้งแต่ นี้ ต่อ ไป เจ้า จะ ไม่ เห็น เรา อีก กว่า เจ้า จะ ออก ปาก กล่าว ว่า‘ ขอ ให้ ท่าน ผู้ เสด็จ มา ใน พระ นาม ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรง พระ เจริญ”’ {i24:1} การ ทำลาย พระ วิหาร และ หมาย สำคัญ ก่อน อวสาน (มก.13:1-2; ลก.21:5-6) {24:1} ฝ่าย พระ เยซู ทรง ออก จาก บริเวณ พระ วิหาร แล้ว ขณะ เสด็จ ไป พวก สาวก ของ พระองค์ มา ชี้ ตึก ทั้งหลาย ใน บริเวณ พระ วิหาร ให้ พระองค์ ทอด พระ เนตร {24:2} พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ สิ่ง สารพัด เหล่า นี้ พวก ท่าน เห็น แล้ว มิ ใช่ หรือ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ศิลา ที่ ซ้อน ทับ กัน อยู่ ที่ นี่ ซึ่ง จะ ไม่ ถูก ทำลาย ลง ก็ ไม่ มี” {i24:3} เริ่มต้น ของ เหตุการณ์ (มก.13:3-13; ลก.21:7-19) {24:3} เมื่อ พระ เยซู ประทับ บน ภูเขา มะกอก เทศ พวก สาวก มา เฝ้า ส่วนตัว กราบ ทูล ว่า“ ขอ ทรง โปรด ให้ ข้า พระองค์ ทั้งหลาย ทราบ ว่า เหตุการณ์ เหล่า นี้ จะ บังเกิด ขึ้น เมื่อไร สิ่ง ไร เป็น หมาย สำคัญ ว่า พระองค์ จะ เสด็จ มา และ ยุค เก่า จะ สิ้นสุด ลง” {24:4} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ระวัง ให้ ดี อย่า ให้ ผู้ ใด ล่อลวง ท่าน ให้ หลง {24:5} ด้วย ว่า จะ มี หลาย คน มา ต่าง อ้าง นาม ของ เรา ว่า ตัว เขา เป็น พระ คริสต์ เขา จะ ให้ คน เป็น อัน มาก หลง ไป {24:6} ท่าน ทั้งหลาย จะ ได้ยิน เสียง สงคราม และ ข่าวลือ เรื่อง สงคราม คอย ระวัง อย่า ตื่น ตระหนก เลย ด้วย ว่า บรรดา สิ่ง เหล่า นี้ จำ ต้อง บังเกิด ขึ้น แต่ ที่สุด ปลาย ยุค ยัง ไม่ มา ถึง {24:7} เพราะ ประชาชาติ ต่อ ประชาชาติ ราช อาณาจักร ต่อ ราช อาณาจักร จะ ต่อสู้ กัน ทั้ง จะ เกิด กันดาร อาหาร และ แผ่นดิน ไหว ใน ที่ ต่างๆ {24:8} เหตุการณ์ ทั้งปวง นี้ เป็น ขั้น แรก แห่ง ความ ทุกข์ ลำบาก ซึ่ง ต้อง มี มา ก่อน กำเนิด ยุค ใหม่ {24:9} “ ใน เวลา นั้น เขา จะ อายัด ท่าน ทั้งหลาย ไว้ ให้ ทน ทุกข์ ลำบาก และ ฆ่า ท่าน เสีย และ ประชาชาติ ต่างๆ จะ เกลียด ชัง พวก ท่าน เพราะ ความ จงรัก ภักดี ของ ท่าน ที่ มี ต่อ เรา {24:10} คราว นั้น คน เป็น อัน มาก จะ ถดถอย ไป และ อายัด กัน และ กัน ทั้ง จะ เกลียด ชัง ซึ่ง กัน และ กัน ด้วย {24:11} ผู้ เผย พระ วจนะ ปลอม หลาย คน จะ เกิด มี ขึ้น และ ล่อลวง คน เป็น อัน มาก ให้ หลง ไป {24:12} ความ รัก ของ คน ส่วน มาก จะ เยือกเย็น ลง เพราะ ความ อธรรม แผ่ กว้าง ออก ไป {24:13} แต่ ผู้ ใด ทน ได้ จน ถึง ที่สุด ผู้ นั้น จะ รอด {24:14} ข่าว ประเสริฐ เรื่อง แผ่นดิน ของ พระเจ้า จะ ได้ ประกาศ ไป ทั่ว โลก ให้ เป็น คำ พยาน แก่ บรรดา ประชาชาติ แล้ว ที่สุด ปลาย จะ มา ถึง {i24:15} ความ วิบัติ ยิ่งใหญ่ (มก.13:14-23; ลก.21:20-24) {24:15} “ เหตุ ฉะนั้น เมื่อ ท่าน ทั้งหลาย เห็น สิ่ง อัน น่า สะอิดสะเอียน ซึ่ง กระทำ ให้ เกิด ความ วิบัติ ตาม พระ วจนะ ที่ ตรัส โดย ดา เนียล ผู้ เผย พระ วจนะ นั้น ตั้ง อยู่ ใน สถาน บริสุทธิ์ (ให้ ผู้ อ่าน เข้าใจ เอา เถิด) {24:16} เวลา นั้น ให้ ผู้ ที่ อยู่ ใน แคว้น ยู เดีย หนี ไป ยัง ภูเขา {24:17} ผู้ ที่ อยู่ บน ดาดฟ้า หลังคา ตึก อย่า ให้ ลง มา เก็บ ข้าวของ ออก จาก ตึก ของ ตน {24:18} ผู้ ที่ อยู่ ตาม ทุ่ง นา อย่า ให้ กลับ ไป เอา เสื้อ ผ้า ของ ตน {24:19} แต่ ใน วัน เหล่า นั้น อนิจจา น่า สงสาร หญิง ที่ มี ครรภ์ หรือ มี ลูก อ่อน กิน นม อยู่ {24:20} จง อธิษฐาน ขอ เพื่อ การ ที่ ท่าน ต้อง หนี นั้น จะ ไม่ ตก ใน ฤดู หนาว หรือ ใน วัน สะ บา โต {24:21} ด้วย ว่า ใน คราว นั้น จะ เกิด ความ ทุกข์ ลำบาก ใหญ่ ยิ่ง อย่าง ที่ ไม่ เคย มี ตั้งแต่ เริ่ม โลก มา จน ถึง ทุก วัน นี้ และ ใน เบื้องหน้า จะ ไม่ มี ต่อ ไป อีก {24:22} ถ้า มิ ได้ ทรง ให้ วัน เหล่า นั้น ย่น สั้น เข้า จะ ไม่ มี มนุษย์ รอด ได้ เลย แต่ เพราะ ทรง เห็นแก่ ผู้ เลือกสรร จึง ทรง ให้ วัน เหล่า นั้น ย่น สั้น เข้า {24:23} ใน เวลา นั้น ถ้า ผู้ ใด จะ บอก พวก ท่าน ว่า‘ แน่ะ พระ คริสต์ อยู่ ที่ นี่’ หรือ‘ อยู่ ที่ โน่น’ อย่า ได้ เชื่อ เลย {24:24} ด้วย ว่า จะ มี พระ คริสต์ เทียม เท็จ และ ผู้ ทำนาย เทียม เท็จ หลาย คน เกิด ขึ้น ทำ หมาย สำคัญ อัน ใหญ่ และ การ มหัศจรรย์ ล่อลวง แม้ ผู้ ที่ พระเจ้า ทรง เลือกสรร ให้ หลง ถ้า เป็น ได้ {24:25} ดู เถิด เรา ได้ กล่าว เตือน ท่าน ทั้งหลาย ไว้ ก่อน แล้ว {24:26} เหตุ ฉะนั้น ถ้า ใคร จะ บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า‘ ท่าน ผู้ นั้น อยู่ ใน ถิ่น ทุรกันดาร’ ก็ จง อย่า ออก ไป หรือ จะ ว่า‘ อยู่ ที่ ห้อง ใน’ ก็ จง อย่า เชื่อ {24:27} ด้วย ว่า ฟ้า แลบ มา จาก ทิศ ตะวัน ออก ส่อง ไป จน ถึง ทิศ ตะวัน ตก ฉัน ใด การ เสด็จ มา ของ บุตร มนุษย์ ก็ จะ เป็น ฉัน นั้น {24:28} ซากศพ อยู่ ที่ไหน ฝูง นก แร้ง ก็ จะ ตอม กัน อยู่ ที่ นั่น {i24:29} เมื่อ บุตร มนุษย์ เสด็จ มา (มก.13:24-27; ลก.21:25-28) {24:29} “ แต่ พอ สิ้น ความ ทุกข์ ลำบาก แห่ง วัน เหล่า นั้น แล้ว ดวง อาทิตย์ จะ มืด ไป และ ดวง จันทร์ จะ ไม่ ส่อง แสง ดวง ดาว ทั้งปวง จะ ตก จาก ฟ้า และ บรรดา สิ่ง ที่ มี อำนาจ ใน ท้อง ฟ้า จะ สะเทือน สะท้าน {24:30} เมื่อนั้น นิมิต แห่ง บุตร มนุษย์ จะ ปรากฏ ขึ้น ใน ท้อง ฟ้า มนุษย์ ทุก ชาติ ทั่ว โลก จะ ตี อก ร้องไห้ แล้ว จะ เห็น บุตร มนุษย์ เสด็จ มา บน เมฆ ใน ท้อง ฟ้า ทรง ฤทธา นุ ภาพ และ พระ สิริ เป็น อัน มาก {24:31} พระองค์ ทรง ใช้ เหล่า ทูต สวรรค์ ของ พระองค์ มา ด้วย เสียง แตร อัน ดัง ยิ่งนัก ให้ รวบรวม คน ทั้งปวง ที่ พระองค์ ทรง เลือกสรร ไว้ แล้ว ทั้ง สี่ ทิศ นั้น ตั้งแต่ ที่สุด ฟ้า ข้าง นี้ จน ถึง ที่สุด ฟ้า ข้าง โน้น {i24:32} เรียน คำ เปรียบ เรื่อง ต้น มะเดื่อ (มก.13:28-31; ลก.21:29-33) {24:32} “ จง เรียน คำ เปรียบ เรื่อง ต้น มะเดื่อ เมื่อ แตก กิ่ง แตก ใบ ท่าน ก็ รู้ ว่า ฤดู ร้อน ใกล้ จะ ถึง แล้ว {24:33} เช่น นั้น แหละ เมื่อ ท่าน ทั้งหลาย เห็น บรรดา สิ่ง เหล่า นั้น ก็ ให้ รู้ ว่า พระองค์ เสด็จ มา ใกล้ จะ ถึง ประตู แล้ว {24:34} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า คน ใน ชั่ว อายุ นี้ จะ ไม่ ล่วงลับ ไป ก่อน สิ่ง ทั้งปวง นั้น บังเกิด ขึ้น {24:35} ฟ้า และ ดิน จะ ล่วง ไป แต่ ถ้อยคำ ของ เรา จะ สูญหาย ไป หา มิ ได้ เลย {i24:36} วัน และ โมง ที่ ไม่ มี ผู้ ใด รู้ (มก.13:32-37; ลก.17:26-30;34-36) {24:36} “ แต่ วัน นั้น โมง นั้น ไม่ มี ใคร รู้ ถึง บรรดา ทูต สวรรค์ หรือ พระ บุตร ก็ ไม่ รู้ รู้ แต่ พระ บิดา องค์ เดียว {24:37} ด้วย สมัย ของ โน อาห์ ได้ เป็น อย่างไร เมื่อ บุตร มนุษย์ เสด็จ มา ก็ จะ เป็น อย่าง นั้น {24:38} เพราะ ว่า เมื่อ ก่อน วัน น้ำ ท่วม นั้น คน ทั้งหลาย ได้ กิน และ ดื่ม กัน ทำ การ สมรส และ ยก ให้ เป็น สามี ภรรยา กัน จน ถึง วัน ที่ โน อาห์ เข้า ใน นาวา {24:39} และ น้ำ ท่วม มาก วาด เอา เขา ไป สิ้น โดย ไม่ ทัน รู้ตัว ฉัน ใด เมื่อ บุตร มนุษย์ จะ เสด็จ มา ก็ จะ เป็น ฉัน นั้น {24:40} เมื่อนั้น ชาย สอง คน อยู่ ที่ ทุ่ง นา จะ ทรง รับ คน หนึ่ง ทรง ละ คน หนึ่ง {24:41} หญิง สอง คน โม่ แป้ง อยู่ ที่ โรง โม่ จะ ทรง รับ คน หนึ่ง ทรง ละ คน หนึ่ง {24:42} เหตุ ฉะนั้น ท่าน ทั้งหลาย จง เฝ้า ระวัง อยู่ เพราะ ท่าน ไม่ รู้ ว่า องค์ พระผู้เป็นเจ้า ของ ท่าน จะ เสด็จ มา เวลา ไหน {24:43} จง จำ ไว้ ว่า ถ้า เจ้าของ บ้าน ล่วงรู้ ได้ ว่า ขโมย จะ มา ยาม ไหน เขา จะ ตื่น อยู่ และ ระวัง ไม่ ให้ ทะลวง เรือน ของ เขา ได้ {24:44} เหตุ ฉะนั้น ท่าน ทั้งหลาย จง เตรียม พร้อม ไว้ เพราะ ใน โมง ที่ ท่าน ไม่ คิด ไม่ ฝัน นั้น บุตร มนุษย์ จะ เสด็จ มา {i24:45} เรื่อง ทาส ผู้ ไม่ สัตย์ ซื่อ (ลก.12:41-48) {24:45} “ ใคร เป็น ทาส สัตย์ ซื่อ และ ฉลาด ที่ นาย ได้ ตั้ง ไว้ เหนือ พวก บ่าว ทาส สำหรับ แจก อาหาร ตาม เวลา {24:46} เมื่อ นาย มา พบ เขา กระทำ อยู่ อย่าง นั้น ทาส ผู้ นั้น ก็ จะ เป็น สุข {24:47} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า นาย จะ ตั้ง เขา ไว้ ให้ ดูแล บรรดา ข้าวของ ของ ท่าน {24:48} แต่ ถ้า ทาส นั้น ชั่ว และ คิด ใน ใจ ว่า‘ นาย ของ ข้า มา ช้า’ {24:49} แล้ว จะ ตั้งต้น โบย ตี เพื่อน ทาส และ กิน ดื่ม อยู่ กับ เพื่อน ขี้ เมา {24:50} นาย ของ ทาส ผู้ นั้น จะ มา ใน วัน ที่ เขา ไม่ คิด ใน โมง ที่ เขา ไม่ รู้ {24:51} และ จะ ทำโทษ เขา ถึง สาหัส ทั้ง จะ ขับ ไล่ ให้ เขา ไป อยู่ ใน ที่ ของ พวก คน หน้า ซื่อ ใจ คด ซึ่ง ที่ นั่น จะ มี แต่ การ ร้องไห้ ขบ เขี้ยว เคี้ยว ฟัน {i25:1} คำ อุปมา เรื่อง สาว พรหมจารี สิบ คน {25:1} “ เมื่อ ถึง วัน นั้น แผ่นดิน สวรรค์ จะ เปรียบ เหมือน หญิง พรหมจารี สิบ คน ถือ ตะเกียง ของ ตน ออก ไป รับ เจ้าบ่าว {25:2} เป็น คน โง่ ห้า คน เป็น หญิง มี ปัญญา ห้า คน {25:3} ฝ่าย คน โง่ นั้น เอา ตะเกียง ของ ตน ไป แต่ หา ได้ เอา น้ำมัน ไป ด้วย ไม่ {25:4} คน ที่ มี ปัญญา นั้น ได้ เอา น้ำมัน ใส่ กา ไป กับ ตะเกียง ของ ตน ด้วย {25:5} เมื่อ เจ้าบ่าว ยัง ช้า อยู่ ก็ พา กัน ง่วงเหงา และ หลับ ไป {25:6} ครั้น เวลา เที่ยงคืน ก็ มี เสียง ร้อง มา ว่า‘ เจ้าบ่าว มา แล้ว จง ออก มา รับ ท่าน เถิด’ {25:7} พวก หญิง พรหมจารี เหล่า นั้น ก็ ลุก ขึ้น ตกแต่ง ตะเกียง ของ ตน {25:8} พวก ที่ โง่ นั้น ก็ พูด กับ พวก ที่ มี ปัญญา ว่า‘ ขอ แบ่ง น้ำมัน ของ ท่าน ให้ เรา บ้าง ตะเกียง ของ เรา จวน จะ ดับ อยู่ แล้ว’ {25:9} พวก ที่ มี ปัญญา จึง ตอบ ว่า‘ น่า กลัว น้ำมัน จะ ไม่ พอ สำหรับ เรา และ เจ้า จง ไป หา คน ขาย ซื้อ สำหรับ ตัวเอง จะ ดี กว่า’ {25:10} เมื่อ กำลัง ไป ซื้อ นั้น เจ้าบ่าว ก็ มา ถึง ผู้ ที่ พร้อม อยู่ แล้ว ก็ ได้ ไป กับ ท่าน ใน การ เลี้ยง เนื่อง ใน งาน สมรส แล้ว ประตู ก็ ปิด {25:11} ภายหลัง หญิง พรหมจารี อีก ห้า คน ก็ มา ร้อง ว่า‘ ท่าน เจ้าข้าๆ ขอ เปิด ให้ ข้าพเจ้า เข้า ไป ด้วย’ {25:12} ฝ่าย ท่าน ตอบ ว่า‘ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า เรา ไม่ รู้จัก ท่าน’ {25:13} เหตุ ฉะนั้น จง เฝ้า ระวัง อยู่ เพราะ ท่าน ทั้งหลาย ไม่ รู้ กำหนด วัน หรือ โมง นั้น {i25:14} คำ อุปมา เรื่อง เงิน ตะ ลันต์ {25:14} “ และ ยัง เปรียบ เหมือน ชาย ผู้ หนึ่ง จะ ออก เดินทาง ไป จึง เรียก พวก ทาส ของ ตน มา ฝาก ทรัพย์ สมบัติ ไว้ {25:15} คน หนึ่ง ท่าน ให้ ห้า ตะ ลันต์ คน หนึ่ง สอง ตะ ลันต์ และ อีก คน หนึ่ง ตะ ลันต์ เดียว ตาม ความ สามารถ ของ แต่ละ คน แล้ว ท่าน ก็ ไป {25:16} คน ที่ ได้ รับ ห้า ตะ ลันต์ นั้น ก็ เอา เงิน นั้น ไป ค้า ขาย ทันที ได้ กำไร เท่าตัว {25:17} คน ที่ ได้ รับ สอง ตะ ลันต์ นั้น ก็ ได้ กำไร เท่าตัว เหมือน กัน {25:18} แต่ คน ที่ ได้ รับ ตะ ลันต์ เดียว ได้ ขุด หลุม ซ่อน เงิน ของ นาย ไว้ {25:19} ครั้น อยู่ มา ช้านาน นาย จึง มา คิด บัญชี กับ ทาส เหล่า นั้น {25:20} คน ที่ ได้ รับ ห้า ตะ ลันต์ ก็ เอา เงิน กำไร อีก ห้า ตะ ลันต์ มา ชี้แจง ว่า‘ นาย เจ้าข้า ท่าน ได้ มอบ เงิน ห้า ตะ ลันต์ ไว้ กับ ข้าพเจ้า ดู เถิด ข้าพเจ้า ได้ กำไร มา อีก ห้า ตะ ลันต์’ {25:21} นาย จึง ตอบ ว่า‘ ดี แล้ว เจ้า เป็น ทาส ดี และ สัตย์ ซื่อ เจ้า สัตย์ ซื่อ ใน ของ เล็กน้อย เรา จะ ตั้ง เจ้า ให้ ดูแล ของ มาก เจ้า จง ปรีดี ร่วม สุข กับ นาย ของ เจ้า เถิด’ {25:22} คน ที่ ได้ รับ สอง ตะ ลันต์ มา ชี้แจง ด้วย ว่า‘ นาย เจ้าข้า ท่าน ได้ มอบ เงิน สอง ตะ ลันต์ ไว้ กับ ข้าพเจ้า ดู เถิด ข้าพเจ้า ได้ กำไร มา อีก สอง ตะ ลันต์’ {25:23} นาย จึง ตอบ ว่า‘ ดี แล้ว เจ้า เป็น ทาส ดี และ สัตย์ ซื่อ เจ้า สัตย์ ซื่อ ใน ของ เล็กน้อย เรา จะ ตั้ง เจ้า ให้ ดูแล ของ มาก เจ้า จง ปรีดี ร่วม สุข กับ นาย ของ เจ้า เถิด’ {25:24} ฝ่าย คน ที่ ได้ รับ ตะ ลันต์ เดียว มา ชี้แจง ด้วย ว่า‘ นาย เจ้าข้า ข้าพเจ้า รู้ อยู่ ว่า ท่าน เป็น คน ใจ แข็ง เกี่ยว ผล ที่ ท่าน มิ ได้ หว่าน เก็บ ส่ำ สม ที่ ท่าน มิ ได้ โปรย {25:25} ข้าพเจ้า กลัว จึง เอา เงิน ตะ ลันต์ ของ ท่าน ไป ซ่อน ไว้ ใต้ ดิน ดู เถิด นี่แหละ เงิน ของ ท่าน’ {25:26} นาย จึง ตอบ ว่า‘ อ้าย ข้า ชั่วช้า และ เกียจคร้าน เจ้า ก็ รู้ หรือ ว่า เรา เกี่ยว ที่ เรา มิ ได้ หว่าน เก็บ ส่ำ สม ที่ เรา มิ ได้ โปรย {25:27} เหตุ ฉะนั้น เจ้า ควร เอา เงิน ของ เรา ไป ฝาก ไว้ ที่ ธนาคาร เมื่อ เรา มา จะ ได้ รับ เงิน ของ เรา ทั้ง ดอกเบี้ย ด้วย {25:28} เพราะ ฉะนั้น จง เอา เงิน ตะ ลันต์ เดียว นั้น จาก เขา ไป ให้ คน ที่ มี สิบ ตะ ลันต์ {25:29} ด้วย ว่า ผู้ ใด มี อยู่ แล้ว จะ เพิ่มเติม ให้ ผู้ นั้น จน มี เหลือเฟือ แต่ ผู้ ที่ ไม่ มี แม้ ว่า ซึ่ง เขา มี อยู่ ก็ จะ ต้อง เอา ไป จาก เขา {25:30} เอา อ้าย ข้า ชาติ ชั่วช้า ไป ทิ้ง เสีย ที่ มืด ภายนอก ซึ่ง ที่ นั่น จะ มี การ ร้องไห้ ขบ เขี้ยว เคี้ยว ฟัน’ {i25:31} การ พิพากษา ประชาชาติ ทั้งหลาย {25:31} “ เมื่อ บุตร มนุษย์ ทรง พระ สิริ เสด็จ มา กับ ทั้ง หมู่ ทูต สวรรค์ เมื่อนั้น พระองค์ จะ ประทับ บน พระ ที่นั่ง อัน รุ่งเรือง ของ พระองค์ {25:32} บรรดา ประชาชาติ ต่างๆ จะ ประชุม พร้อม กัน ต่อ พระ พักตร์ พระองค์ และ พระองค์ จะ ทรง แยก มนุษย์ ทั้งหลาย ออก เป็น สอง พวก เหมือน อย่าง ผู้ เลี้ยง แกะ จะ แยก แกะ ออก จาก แพะ {25:33} ส่วน ฝูง แกะ นั้น จะ ทรง จัด ให้ อยู่ เบื้อง ขวา พระ หัตถ์ ของ พระองค์ แต่ ฝูง แพะ นั้น จะ ทรง จัด ให้ อยู่ เบื้อง ซ้าย {25:34} ขณะ นั้น พระ มหา กษัตริย์ จะ ตรัส แก่ บรรดา ผู้ ที่ อยู่ เบื้อง ขวา พระ หัตถ์ ของ พระองค์ ว่า‘ ท่าน ทั้งหลาย ที่ ได้ รับ พระ พร จาก พระ บิดา ของ เรา จง มา รับ เอา ราช อาณาจักร ซึ่ง ได้ ตระเตรียม ไว้ สำหรับ ท่าน ทั้งหลาย ตั้งแต่ แรก สร้าง โลก {25:35} เพราะ ว่า เมื่อ เรา หิว ท่าน ทั้งหลาย ก็ ได้ จัด หา ให้ เรา กิน เรา กระหาย น้ำ ท่าน ก็ ให้ เรา ดื่ม เรา เป็น แขก แปลก หน้า ท่าน ก็ ได้ ต้อนรับ เรา ไว้ {25:36} เรา เปลือย กาย ท่าน ก็ ได้ ให้ เสื้อ ผ้า เรา นุ่งห่ม เมื่อ เรา เจ็บ ป่วย ท่าน ก็ ได้ มา เยี่ยม เอาใจ ใส่ เรา เมื่อ เรา ต้อง จำ อยู่ ใน พันธนาคาร ท่าน ก็ ได้ มา เยี่ยม เรา’ {25:37} เวลา นั้น บรรดา ผู้ ชอบธรรม จะ กราบ ทูล ว่า‘ พระองค์เจ้า ข้า ที่ ข้า พระองค์ เห็น พระองค์ ทรง หิว หรือ ทรง กระหาย น้ำ และ ได้ จัด มา ถวาย แด่ พระองค์ แต่ เมื่อไร {25:38} ที่ ข้า พระองค์ ได้ เห็น พระองค์ ทรง เป็น แขก แปลก หน้า และ ได้ ต้อนรับ ไว้ หรือ เปลือย พระ กาย และ ได้ สวม ฉลอง พระองค์ ให้ แต่ เมื่อไร {25:39} ที่ ข้า พระองค์ เห็น พระองค์ ประชวร หรือ ต้อง จำ อยู่ ใน พันธนาคาร และ ได้ มา เฝ้า พระองค์ นั้น แต่ เมื่อไร’ {25:40} แล้ว พระ มหา กษัตริย์ จะ ตรัส กับ เขา ว่า‘ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ซึ่ง ท่าน ได้ กระทำ แก่ คน ใด คน หนึ่ง ใน พวก พี่น้อง ของ เรา นี้ ถึง แม้ จะ ต่ำต้อย เพียง ไร ก็ เหมือน ได้ กระทำ แก่ เรา ด้วย’ {25:41} พระองค์ จะ ตรัส กับ บรรดา ผู้ ที่ อยู่ เบื้อง ซ้าย พระ หัตถ์ ของ พระองค์ ว่า‘ ท่าน ทั้งหลาย ผู้ ต้อง แช่ง สาป จง ถอย ไป จาก เรา เข้า ไป อยู่ ใน ไฟ ซึ่ง ไหม้ อยู่ เป็น นิตย์ ซึ่ง เตรียม ไว้ สำหรับ มาร ร้าย และ สมุน ของ มัน นั้น {25:42} เพราะ ว่า เมื่อ เรา หิว ท่าน ก็ มิ ได้ ให้ เรา กิน เรา กระหาย น้ำ ท่าน ก็ มิ ได้ ให้ เรา ดื่ม {25:43} เรา เป็น แขก แปลก หน้า ท่าน ก็ ไม่ ได้ ต้อนรับ เรา ไว้ เรา เปลือย กาย ท่าน ก็ ไม่ ได้ ให้ เสื้อ ผ้า เรา นุ่งห่ม เรา เจ็บ ป่วย และ ต้อง จำ อยู่ ใน พันธนาคาร ท่าน ไม่ ได้ เยี่ยม เรา’ {25:44} เขา ทั้งหลาย จะ ทูล ว่า‘ พระองค์เจ้า ข้า ที่ ข้า พระองค์ ได้ เห็น พระองค์ ทรง หิว หรือ ทรง กระหาย น้ำ หรือ ทรง เป็น แขก แปลก หน้า หรือ เปลือย พระ กาย หรือ ประชวร หรือ ต้อง จำ อยู่ ใน พันธนาคาร และ ข้า พระองค์ มิ ได้ ปรนนิบัติ พระองค์ นั้น แต่ เมื่อไร’ {25:45} เมื่อนั้น พระองค์ จะ ตรัส กับ เขา ว่า‘ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ซึ่ง ท่าน มิ ได้ กระทำ แก่ ผู้ ต่ำต้อย ที่สุด สัก คน หนึ่ง ใน พวก นี้ ก็ เหมือน ท่าน มิ ได้ กระทำ แก่ เรา ด้วย’ {25:46} และ พวก เหล่า นี้ จะ ต้อง ออก ไป รับ โทษ อยู่ เป็น นิตย์ แต่ ผู้ ชอบธรรม จะ เข้า สู่ ชีวิต นิรันดร์” {i26:1} พวก หัวหน้า ปอง ร้าย พระ เยซู (มก.14:1-2; ลก.22:1-2; ยน.11:45-53) {26:1} เมื่อ พระ เยซู ตรัส ถ้อยคำ เหล่า นี้ เสร็จ แล้ว จึง รับสั่ง แก่ พวก สาวก ของ พระองค์ ว่า {26:2} “ ท่าน ทั้งหลาย รู้ อยู่ ว่า อีก สอง วัน จะ ถึง เทศกาล ปัส กา และ บุตร มนุษย์ จะ ต้อง ถูก อายัด ไว้ ให้ เขา ตรึง ที่ กางเขน” {26:3} ครั้ง นั้น พวก มหา ปุโรหิต และ พวก ผู้ใหญ่ ของ ประชาชน ได้ ประชุม กัน ที่ สำนัก ของ มหา ปุโรหิต ประจำการ ชื่อ คา ยา ฟา ส {26:4} ปรึกษา กัน เพื่อ จะ จับ พระ เยซู ด้วย อุบาย เอา ไป ฆ่า เสีย {26:5} แต่ เขา ตกลง กัน ว่า“ ใน ช่วง เทศกาล อย่า เพิ่ง ทำ เลย เดี๋ยว ประชาชน จะ เกิด วุ่นวาย” {i26:6} พระ เยซู ทรง รับ การ ชโลม ที่ เบธานี (มก.14:3-9; ยน.12:1-8) {26:6} ใน เวลา ที่ พระ เยซู ทรง ประทับ อยู่ หมู่บ้าน เบ ธานี ใน เรือน ของ ซี โม น คน โรค เรื้อน {26:7} ขณะ เมื่อ ทรง นั่ง เสวย พระ กระยาหาร อยู่ มี หญิง ผู้ หนึ่ง ถือ ผอบ น้ำมัน หอม ราคา แพง มาก มา เฝ้า พระองค์ แล้ว เท น้ำมัน นั้น บน พระ เศียร ของ พระองค์ {26:8} พวก สาวก ของ พระองค์ เมื่อ เห็น ก็ ไม่ พอใจ จึง ว่า“ เหตุ ใด จึง ทำให้ ของ นี้ เสียเปล่า {26:9} น้ำมัน นั้น ถ้า ขาย ก็ ได้ เงิน มาก แล้ว จะ แจก ให้ คน จน ก็ ได้” {26:10} พระ เยซู ทรง ทราบ จึง ตรัส แก่ เขา ว่า“ กวน ใจ หญิง นี้ ทำไม เขา ได้ กระทำ การ ดี แก่ เรา {26:11} ด้วย ว่า คน ยากจน มี อยู่ กับ ท่าน เสมอ แต่ เรา ไม่ อยู่ กับ ท่าน เสมอ ไป {26:12} ซึ่ง หญิง นี้ ได้ เท น้ำมัน หอม บน กาย เรา เขา กระทำ เพื่อ การ ศพ ของ เรา {26:13} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า การ ซึ่ง หญิง นี้ ได้ กระทำ จะ เลื่องลือ ไป เป็น ที่ ระลึก ถึง เขา ที่ไหนๆ ที่ ข่าว ประเสริฐ นี้ จะ ประกาศ ไป ทั่ว พิภพ” {i26:14} ยู ดา ส ตกลง อายัด พระ เยซู (มก.14:10-11; ลก.22:3-6) {26:14} ครั้ง นั้น คน หนึ่ง ใน พวก สาวก สิบ สอง คน ชื่อ ยู ดา ส อิส คา ริ โอ ท ได้ ไป หา พวก มหา ปุโรหิต {26:15} ถาม ว่า“ ถ้า ข้าพเจ้า จะ ชี้ พระองค์ ให้ ท่าน จับ ท่าน ทั้งหลาย จะ ให้ ข้าพเจ้า เท่าไร” ฝ่าย เขา ก็ ให้ เงิน แก่ ยู ดา ส สาม สิบ เหรียญ เงิน {26:16} ตั้งแต่ นั้น มา ยู ดา ส คอย หา ช่อง ที่ จะ ชี้ พระองค์ ให้ แก่ เขา {i26:17} พระ เยซู ทรง รับประทาน ปัส กา กับ อัคร ทูต (มก.14:12-21; ลก.22:7-14,21-23; ยน.13:21-30) {26:17} เมื่อ วัน ต้น เทศกาล กิน ขนม ปัง ไร้ เชื้อ พวก สาวก มา ทูล ถาม พระองค์ ว่า“ จะ ให้ ข้า พระองค์ จัด เตรียม ปัส กา ให้ พระองค์ เสวย ที่ไหน” {26:18} พระองค์ จึง ตรัส ตอบ ว่า“ จง เข้า ไป หา ผู้ หนึ่ง ใน กรุง บอก เขา ว่า‘ พระ อาจารย์ ว่า“ กาล กำหนด ของ เรา มา ใกล้ แล้ว เรา จะ ถือ ปัส กา ที่ บ้าน ของ ท่าน พร้อม กับ พวก สาวก ของ เรา”’” {26:19} ฝ่าย สาวก เหล่า นั้น ก็ กระทำ ตาม รับสั่ง แล้ว ได้ จัด เตรียม ปัส กา ไว้ พร้อม {26:20} ครั้น ถึง เวลา พลบค่ำ พระองค์ ประทับ ร่วม สำรับ กับ สาวก สิบ สอง คน {26:21} เมื่อ รับประทาน กัน อยู่ จึง ตรัส ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า คน หนึ่ง ใน พวก ท่าน จะ อายัด เรา” {26:22} ฝ่าย พวก สาวก ก็ พา กัน เป็น ทุกข์ นัก ต่าง คน ต่าง ทูล ถาม พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า คือ ข้า พระองค์ หรือ” {26:23} พระองค์ ตรัส ตอบ ว่า“ ผู้ ที่ เอา อาหาร จิ้ม ใน ชาม เดียวกัน กับ เรา ผู้ นั้น แหละ ที่ จะ อายัด เรา ไว้ {26:24} บุตร มนุษย์ จะ เสด็จ ไป ตาม ที่ ได้ กล่าว ไว้ ใน พระ คัมภีร์ ว่าด้วย พระองค์ นั้น แต่ วิบัติ แก่ ผู้ ที่ จะ อายัด บุตร มนุษย์ ไว้ ถ้า คน นั้น มิ ได้ บังเกิด มา ก็ จะ ดี กว่า” {26:25} ยู ดา ส ที่ ได้ อายัด พระองค์ ทูล ถาม ว่า“ อาจารย์ เจ้าข้า คือ ข้า พระองค์ หรือ” พระองค์ ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ท่าน ว่า ถูก แล้ว” 29 {i26:26} การ ตั้ง ศีล มหา สนิท (มก.14:22-26; ลก.22:15-20;1 คร.11:23-26) {26:26} ระหว่าง อาหาร มื้อ นั้น พระ เยซู ทรง หยิบ ขนม ปัง มา และ เมื่อ ถวาย สาธุการ แล้ว ทรง หัก ส่ง ให้ แก่ เหล่า สาวก ตรัส ว่า“ จง รับ กิน เถิด นี่ เป็น กาย ของ เรา” {26:27} แล้ว พระองค์ จึง ทรง หยิบ ถ้วย โมทนา พระคุณ และ ส่ง ให้ เขา ตรัส ว่า“ จง รับ ไป ดื่ม ทุก คน เถิด {26:28} ด้วย ว่า นี่ เป็น โลหิต ของ เรา อัน เป็น โลหิต แห่ง พัน ธ สัญญา ซึ่ง ต้อง หลั่ง ออก เพื่อ ยก บาป โทษ คน เป็น อัน มาก {26:29} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า เรา จะ ไม่ ดื่ม น้ำ ผล แห่ง เถา องุ่น ต่อ ไป อีก จน วัน นั้น มา ถึง คือ วัน ที่ เรา จะ ดื่ม กัน ใหม่ กับ พวก ท่าน ใน แผ่นดิน แห่ง พระ บิดา ของ เรา” {i26:30} ทรง ทำนาย ถึง การ ที่ เปโตร จะ ปฏิเสธ พระองค์ (มก.14:26-31; ลก.22:31-34; ยน.13:36-38) {26:30} เมื่อ ร้อง เพลง สรรเสริญ แล้ว เขา ก็ พา กัน ออก ไป ยัง ภูเขา มะกอก เทศ {26:31} ครั้ง นั้น พระ เยซู ตรัส กับ เหล่า สาวก ว่า“ ใน คืน วัน นี้ ท่าน ทุก คน จะ ทิ้ง เรา ด้วย มี คำ เขียน ไว้ ใน พระ คัมภีร์ ว่า เรา จะ ประหาร ผู้ เลี้ยง แกะ และ แกะ ฝูง นั้น จะ กระจัด กระจาย ไป {26:32} แต่ เมื่อ ทรง ให้ เรา ฟื้น ขึ้น มา แล้ว เรา จะ ไป ยัง แคว้น กา ลิ ลี ก่อนหน้า ท่าน” {26:33} ฝ่าย เปโตร ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ แม้ คน ทั้งปวง จะ ทิ้ง พระองค์ ข้า พระองค์ จะ ทิ้ง ก็ หา มิ ได้ เลย” {26:34} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ใน คืน วัน นี้ ก่อน ไก่ ขัน ท่าน จะ ปฏิเสธ เรา สาม ครั้ง” {26:35} เปโตร ทูล พระองค์ ว่า“ ถึง แม้ ข้า พระองค์ จะ ต้อง ตาย กับ พระองค์ ข้า พระองค์ ก็ จะ ไม่ ปฏิเสธ พระองค์ เลย” เหล่า สาวก ก็ ทูล เช่น นั้น เหมือน กัน ทุก คน {i26:36} พระ เยซู ทรง อธิษฐาน ใน เก ทเสมนี (มก.14:32-42; ลก.22:39-46) {26:36} แล้ว พระ เยซู ทรง พา สาวก มา ยัง ที่ แห่ง หนึ่ง เรียก ว่า เก ทเสมนี แล้ว ตรัส กับ สาวก ของ พระองค์ ว่า“ จง นั่ง อยู่ ที่ นี่ ขณะ เมื่อ เรา จะ ไป อธิษฐาน ที่ โน่น” {26:37} พระองค์ ก็ พา เปโตร กับ บุตร ทั้ง สอง ของ เศเบ ดี ไป ด้วย พระองค์ ทรง โศกเศร้า และ หนัก พระทัย นัก {26:38} จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ ใจ ของ เรา เป็น ทุกข์ แทบ จะ ตาย จง เฝ้า อยู่ กับ เรา ที่ นี่ เถิด” {26:39} แล้ว เสด็จ ดำเนิน ไป อีก หน่อย หนึ่ง ก็ ซบ พระ พักตร์ ลง ถึง ดิน อธิษฐาน ว่า“ โอ พระ บิดา ของ ข้า พระองค์ ถ้า เป็น ได้ ขอ ให้ ถ้วย นี้ เลื่อน พ้น ไป จาก ข้า พระองค์ เถิด แต่ อย่างไร ก็ ดี อย่า ให้ เป็น ตามใจ ปรารถนา ของ ข้า พระองค์ แต่ ให้ เป็น ไป ตาม พระทัย ของ พระองค์” {26:40} จึง เสด็จ กลับ มา ยัง สาวก เหล่า นั้น เห็น เขา นอน หลับ อยู่ และ ตรัส กับ เปโตรว่า“ เป็น อย่างไร นะ ท่าน ทั้งหลาย จะ คอย เฝ้า อยู่ กับ เรา สัก ทุ่ม เดียว ไม่ ได้ หรือ {26:41} ท่าน ทั้งหลาย จง เฝ้า ระวัง และ อธิษฐาน เพื่อ ท่าน จะ ไม่ ต้อง ถูก ทดลอง จิต วิญญาณ พร้อม แล้ว ก็ จริง แต่ กาย ยัง อ่อน กำลัง” {26:42} พระองค์ จึง เสด็จ ไป อธิษฐาน ครั้ง ที่ สอง อีก ว่า“ ข้า แต่ พระ บิดา ของ ข้า พระองค์ ถ้า ถ้วย นี้ เลื่อน พ้น ไป จาก ข้า พระองค์ ไม่ ได้ และ ข้า พระองค์ จำ ต้อง ดื่ม แล้ว ก็ ให้ เป็น ไป ตาม น้ำ พระทัย ของ พระองค์” {26:43} ครั้น เสด็จ กลับ มา ก็ ทรง เห็น สาวก นอน หลับ อยู่ เพราะ เขา ลืม ตา ไม่ ขึ้น {26:44} จึง ทรง ละ เขา ไว้ เสด็จ ไป อธิษฐาน ครั้ง ที่ สาม เหมือน คราว ก่อนๆ อีก {26:45} แล้ว เสด็จ มา ยัง พวก สาวก ตรัส ว่า“ ท่าน จะ นอน ต่อ ไป ให้ หาย เหนื่อย อีก หรือ เวลา มา ใกล้ แล้ว บุตร มนุษย์ จะ ต้อง ถูก อายัด ไว้ ใน มือ คน บาป {26:46} ลุก ขึ้น ไป กัน เถิด ผู้ ที่ จะ อายัด เรา มา ใกล้ แล้ว” {i26:47} การ อายัด และ การ จับกุม พระ เยซู (มก.14:43-50; ลก.22:47-53; ยน.18:2-11) {26:47} พระองค์ ตรัส ยัง ไม่ ทัน ขาด คำ ยู ดา ส คน หนึ่ง ใน เหล่า สาวก สิบ สอง คน นั้น ได้ เข้า มา และ มี ประชาชน เป็น อัน มาก ถือ ดาบ ถือ ไม้ ตะบอง มา จาก พวก มหา ปุโรหิต และ พวก ผู้ใหญ่ แห่ง ประชาชน {26:48} ผู้ ที่ จะ อายัด พระองค์ นั้น ได้ ให้ อาณัติ สัญญาณ แก่ เขา ว่า“ เรา จะ จุบ คำนับ ผู้ ใด ก็ เป็น ผู้ นั้น แหละ จง จับกุม เขา ไว้” {26:49} ขณะ นั้น ยู ดา ส ตรง มา หา พระ เยซู ทูล ว่า“ สวัสดี พระ อาจารย์” แล้ว จุบ คำนับ พระองค์ {26:50} พระ เยซู ได้ ตรัส กับ เขา ว่า“ สหาย เอ๋ย มา ที่ นี่ ทำไม” คน เหล่า นั้น ก็ เข้า มา จับ พระ เยซู และ คุม ไป {26:51} ขณะ นั้น มี คน หนึ่ง ที่ อยู่ กับ พระ เยซู ยื่น มือ ชัก ดาบ ออก ฟัน หู ทาส คน หนึ่ง ของ มหา ปุโรหิต ประจำการ ขาด {26:52} พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ จง เอา ดาบ ของ ท่าน ใส่ ฝัก เสีย ด้วย ว่า บรรดา ผู้ ถือ ดาบ จะ ต้อง พินาศ เพราะ ดาบ {26:53} ท่าน คิด ว่า เรา จะ ขอ พระ บิดา ของ เรา ไม่ ได้ หรือ และ ใน ครู่ เดียว พระองค์ จะ ประทาน ทูต สวรรค์ แก่ เรา กว่า สิบ สอง กอง {26:54} แต่ ถ้า เช่น นั้น พระ คัมภีร์ ที่ ว่า จำ จะ ต้อง เป็น อย่าง นี้ จะ สำเร็จ ได้ อย่างไร” {26:55} ขณะ นั้น พระ เยซู ได้ ตรัส กับ หมู่ ชน ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย เห็น เรา เป็น โจร หรือ จึง ถือ ดาบ ถือ ตะบอง ออก มา จับ เรา เรา ได้ นั่ง สั่งสอน ใน บริเวณ พระ วิหาร ทุก วัน ท่าน ก็ หา ได้ จับ เรา ไม่ {26:56} แต่ เหตุการณ์ ที่ ได้ บังเกิด ขึ้น ครั้ง นี้ เพื่อ จะ สำเร็จ ตาม ที่ ผู้ เผย พระ วจนะ ได้ เขียน ไว้” แล้ว สาวก ทั้งหมด ก็ ได้ ละทิ้ง พระองค์ ไว้ และ พา กัน หนี ไป {i26:57} พระ เยซู ที่ หน้า สภา (มก.14:53-65; ลก.22:54-55,63-71; ยน.18:12-14,19-24) {26:57} ผู้ ที่ จับ พระ เยซู ได้ พา พระองค์ ไป ถึง บ้าน คา ยา ฟา สม หา ปุโรหิต ประจำการ ที่ พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ผู้ใหญ่ ได้ ประชุม กัน อยู่ ที่ นั่น {26:58} แต่ เปโตร ได้ ติดตาม พระองค์ ไป ห่างๆ จน ถึง ลาน บ้าน ของ ท่าน มหา ปุโรหิต แล้ว เข้า ไป นั่ง ข้าง ใน ลาน บ้าน กับ คนใช้ ของ ท่าน มหา ปุโรหิต จะ คอย ดู ว่า เรื่อง จะ จบ ลง อย่างไร {26:59} พวก มหา ปุโรหิต กับ บรรดา สมาชิก สภา จึง หา พยาน เท็จ มา เบิก ปรักปรำ พระ เยซู เพื่อ จะ ประหาร พระองค์ เสีย {26:60} แต่ ถึง แม้ มี พยาน เท็จ หลาย คน มา ให้การ ก็ หา หลักฐาน ไม่ ได้ ใน ที่สุด มี สอง คน มา ให้การ {26:61} ว่า“ คน นี้ ได้ ว่า เขา สามารถ จะ ทำลาย พระ วิหาร ของ พระเจ้า และ จะ สร้าง ขึ้น ใหม่ ใน สาม วัน” {26:62} มหา ปุโรหิต ประจำการ จึง ลุก ขึ้น ถาม พระองค์ ว่า“ ท่าน จะ ไม่ แก้ตัว ใน ข้อหา ที่ พยาน เขา ตั้ง มา นี้ หรือ” {26:63} แต่ พระ เยซู ทรง นิ่ง อยู่ ท่าน มหา ปุโรหิต จึง ว่า“ เรา ให้ ท่าน สาบาน โดย อ้าง พระเจ้า ผู้ ทรง พระ ชนม์ อยู่ ให้ บอก เรา ว่า ท่าน เป็น พระ คริสต์ พระ บุตร ของ พระเจ้า หรือ ไม่” {26:64} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ท่าน ว่า ถูก แล้ว และ ยิ่ง กว่า นั้น อีก เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า ใน เวลา เบื้องหน้า นั้น ท่าน ทั้งหลาย จะ ได้ เห็น บุตร มนุษย์ นั่ง ข้าง ขวา ของ ผู้ ทรง ฤทธา นุ ภาพ และ เสด็จ มา บน เมฆ แห่ง ฟ้า สวรรค์” {26:65} ขณะ นั้น ท่าน มหา ปุโรหิต จึง ฉีก เสื้อ ของ ตน แล้ว ว่า“ เขา พูด หมิ่น ประมาท พระเจ้า แล้ว เรา ต้องการ พยาน อะไร อีก เล่า ท่าน ทั้งหลาย ก็ ได้ยิน เขา พูด หมิ่น ประมาท พระเจ้า แล้ว {26:66} ท่าน ทั้งหลาย คิด เห็น อย่างไร” คน ทั้งปวง ก็ ตอบ ว่า“ ควร ปรับโทษ ถึง ตาย” {26:67} แล้ว เขา ถ่ม น้ำลาย รด พระ พักตร์ และ ตี พระองค์ และ บาง คน เอา มือ ตบ พระองค์ {26:68} แล้ว ว่า“ เจ้า พระ คริสต์ จง เผย ให้ เรา รู้ ว่า ใคร ตบ เจ้า” {i26:69} เปโตร ปฏิเสธ พระองค์ (มก.14:66-72; ลก.22:56-62; ยน.18:15-18,25-27) {26:69} ฝ่าย เปโตร นั่ง อยู่ นอก ตึก ที่ ลาน บ้าน มี สาวใช้ คน หนึ่ง มา พูด กับ เขา ว่า“ แก ได้ อยู่ กับ เยซู ชาว กา ลิ ลี ด้วย เหมือน กัน” {26:70} แต่ เปโตร ได้ ปฏิเสธ ต่อ หน้า คน ทั้งปวง ว่า“ ที่ เจ้า ว่า นั้น ข้า ไม่ รู้เรื่อง” {26:71} เมื่อ เปโตร ได้ ออก ไป ที่ ประตู บ้าน สาวใช้ อีก คน หนึ่ง แล เห็น จึง บอก คน ทั้งปวง ที่ อยู่ ที่ นั่น ว่า“ คน นี้ ได้ อยู่ กับ เยซู ชาว นาซา เร็ธด้วย” {26:72} เปโตร จึง ปฏิเสธ อีก ทั้ง สาบาน ว่า“ ข้า ไม่ รู้จัก คน นั้น” {26:73} อีก สัก ครู่ หนึ่ง คน ทั้งหลาย ที่ ยืน อยู่ ใกล้ๆ นั้น ก็ มา ว่า แก่ เปโตรว่า“ เจ้า เป็น คน หนึ่ง ใน พวก นั้น แน่ แล้ว ด้วย ว่า สำเนียง ของ เจ้า ส่อ ตัวเอง” {26:74} เปโตร ก็ สบถ สาบาน ใหญ่ ว่า“ ข้า ไม่ รู้จัก คน นั้น” ใน ทันใด นั้น ไก่ ก็ ขัน {26:75} เปโตร จึง ระลึก ถึง คำ ที่ พระ เยซู ตรัส ไว้ ว่า“ ก่อน ไก่ ขัน เจ้า จะ ปฏิเสธ เรา สาม ครั้ง” แล้ว เปโตร ก็ ออก ไป ข้าง นอก ร้องไห้ เป็น ทุกข์ ยิ่งนัก {i27:1} เขา นำ พระ เยซู มา หน้า ปี ลา ต (มก.15:1; ลก.23:1-2; ยน.18:28-32) {27:1} ครั้น รุ่งเช้า พวก มหา ปุโรหิต และ พวก ผู้ใหญ่ แห่ง ประชาชน ปรึกษา กัน ด้วย เรื่อง พระ เยซู เพื่อ จะ ประหาร พระองค์ เสีย {27:2} เขา จึง มัด พระองค์ พา ไป มอบ ไว้ แก่ ปี ลา ตเจ้าเมือง {i27:3} มรณกรรม ของ ยู ดา ส {27:3} เมื่อ ยู ดา ส ผู้ อายัด พระองค์ เห็น ว่า พระองค์ ต้อง ปรับโทษ ก็ กลับ ใจ นำ เงิน สาม สิบ เหรียญ นั้น มา คืน ให้ แก่ พวก มหา ปุโรหิต และ พวก ผู้ใหญ่ {27:4} กล่าว ว่า“ ข้าพเจ้า ได้ ทำบาป ที่ ได้ อายัด คน บริสุทธิ์ มา ให้ ถึง ความ ตาย” คน เหล่า นั้น จึง ว่า“ การ นั้น ไม่ ใช่ ธุระ อะไร ของ เรา เจ้า ต้อง รับ ธุระ เอา เอง” {27:5} ยู ดา ส จึง ทิ้ง เงิน นั้น ไว้ ใน พระ วิหาร และ จาก ไป แล้ว เขา ก็ ออก ไป ผูก คอ ตาย {27:6} พวก มหา ปุโรหิต จึง เก็บ เอา เงิน นั้น มา แล้ว ว่า“ เป็น การ ผิด กฎหมาย ที่ จะ เก็บ เงิน นั้น ไว้ ใน คลัง พระ วิหาร เพราะ เป็น ค่า โลหิต” {27:7} เขา ก็ ปรึกษา ตกลง กัน ว่า ให้ เอา เงิน นั้น ไป ซื้อ ทุ่ง ช่าง หม้อ ไว้ สำหรับ เป็น ที่ ฝัง ศพ คน ต่าง บ้าน ต่าง เมือง {27:8} เหตุ ฉะนั้น เขา จึง เรียก ทุ่ง นั้น ว่า ทุ่ง โลหิต จน ถึง ทุก วัน นี้ {27:9} ครั้ง นั้น ก็ สำเร็จ ตาม พระ วจนะ ที่ ตรัส โดย เย เร มีย์ ผู้ เผย พระ วจนะ ซึ่ง ว่า เขา รับ เงิน สาม สิบ เหรียญ ซึ่ง เป็น ราคา ของ ผู้ นั้น ที่ เผ่าพันธุ์ แห่ง อิสราเอล บาง คน ตี ราคา ไว้ {27:10} แล้ว ไป ซื้อ ทุ่ง ช่าง หม้อ ตาม ที่ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ได้ ทรง บัญชา ข้าพเจ้า {i27:11} ปี ลา ต ไต่ถาม พระ เยซู (มก.15:2-5; ลก.23:3-5; ยน.18:33-38) {27:11} เมื่อ พระ เยซู ทรง ยืน อยู่ ต่อ หน้า เจ้า เมือง เจ้า เมือง จึง ถาม ว่า“ ท่าน เป็น กษัตริย์ ของ พวก ยิว หรือ” พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ก็ ท่าน ว่า แล้ว นี่” {27:12} แต่ เมื่อ พวก มหา ปุโรหิต และ พวก ผู้ใหญ่ ได้ ฟ้อง กล่าวโทษ พระองค์ พระองค์ มิ ได้ ทรง ตอบ ประการ ใด {27:13} ปี ลา ต จึง กล่าว แก่ พระองค์ ว่า“ ซึ่ง เขา ได้ กล่าว ความ ปรักปรำ ท่าน เป็น หลาย ประการ นี้ ท่าน ไม่ ได้ยิน หรือ” {27:14} แต่ พระองค์ มิ ได้ ตรัส ตอบ สัก คำ เดียว เจ้า เมือง จึง อัศจรรย์ ใจ นัก {i27:15} พระ เยซู ต้อง คำ พิพากษา ให้ ถึง สิ้น พระ ชนม์ (มก.15:6-15; ลก.23:13-25; ยน.18:39-19:16) {27:15} ใน เทศกาล นั้น เจ้า เมือง เคย ปล่อย นักโทษ คน หนึ่ง ให้ แก่ หมู่ ชน ตามใจ ชอบ {27:16} คราว นั้น มี นักโทษ สำคัญ คน หนึ่ง ชื่อ บา รับ บัส {27:17} เมื่อ คน ทั้งปวง ชุมนุม กัน แล้ว ปี ลา ต ได้ ถาม เขา ว่า“ เจ้า ทั้งหลาย ปรารถนา ให้ ปล่อย ผู้ ใด บา รับ บัส หรือ เยซู ที่ เรียก ว่า พระ คริสต์” {27:18} เพราะ ท่าน รู้ อยู่ แล้ว ว่า เขา ได้ อายัด พระองค์ ไว้ ด้วย ความ อิจฉา {27:19} ขณะ เมื่อ ปี ลา ต นั่ง ว่า ราชการ อยู่ นั้น ภรรยา ของ ท่าน ได้ ใช้ คน มา เรียน ว่า“ อย่า พัวพัน กับ เรื่อง ของ คน ชอบธรรม นั้น เลย ด้วย ว่า วัน นี้ ดิฉัน ฝัน ร้าย ไม่ มี ความ สบายใจ เพราะ ท่าน ผู้ นั้น” {27:20} ฝ่าย พวก มหา ปุโรหิต และ พวก ผู้ใหญ่ ก็ ยุยง หมู่ ชน ให้ ขอ ให้ ปล่อย บา รับ บัส และ ให้ ประหาร พระ เยซู เสีย {27:21} เจ้า เมือง จึง ถาม เขา ว่า“ ใน สอง คน นี้ เจ้า จะ ให้ เรา ปล่อย คน ไหน” เขา ตอบ ว่า“ บา รับ บัส” {27:22} ปี ลา ต จึง ถาม ว่า“ ถ้า อย่าง นั้น เรา จะ ทำ อย่างไร แก่ พระ เยซู ที่ เรียก ว่า พระ คริสต์” เขา พา กัน ร้อง ว่า“ ให้ ตรึง เสีย ที่ กางเขน เถิด” {27:23} เจ้า เมือง ถาม ว่า“ ตรึง ทำไม เขา ได้ ทำ ผิด ประการ ใด” แต่ เขา ทั้งหลาย ยิ่ง ร้อง ว่า“ ให้ ตรึง เสีย ที่ กางเขน เถิด” {27:24} เมื่อ ปี ลา ต เห็น ว่า ไม่ ได้การ มี แต่ จะ เกิด วุ่นวาย ขึ้น ก็ เอา น้ำ ล้าง มือ ต่อ หน้า หมู่ ชน แล้ว ว่า“ เรา ไม่ มี ผิด ด้วย เรื่อง ความ ตาย 31 ของ คน นี้ เจ้า รับ ธุระ เอา เอง เถิด” {27:25} บรรดา หมู่ ชน เรียน ว่า“ ให้ ความ ผิด ด้วย เรื่อง ความ ตาย ของ เขา ตก อยู่ แก่ เรา ทั้ง บุตร ของ เรา ด้วย” {27:26} ท่าน จึง ปล่อย บา รับ บัส ให้ เขา และ เมื่อ ให้ โบย ตี พระ เยซู แล้ว ก็ มอบ ให้ ตรึง ไว้ ที่ กางเขน {i27:27} พวก ทหาร ล้อเลียน พระ เยซู (มก.15:16-20; ยน.19:23) {27:27} พวก ทหาร ของ เจ้า เมือง จึง พา พระ เยซู ไป ไว้ ใน ศาลา ป รี โท เรียม แล้ว ก็ รวม ทหาร ทั้ง กอง ไว้ ข้าง หน้า พระองค์ {27:28} และ เปลื้อง ฉลอง พระองค์ ออก เอา เสื้อ สี แดง เข้ม มา สวม พระองค์ {27:29} เอา หนาม สาน เป็น มงกุฎ สวม พระ เศียร พระองค์ แล้ว เอา ไม้ อ้อ ให้ ถือ ไว้ ใน พระ หัตถ์ เบื้อง ขวา ของ พระองค์ และ ได้ คุกเข่า ลง ต่อ พระ พักตร์ พระองค์ เยาะเย้ย ว่า“ กษัตริย์ ของ พวก ยิว เจ้าข้า ขอ ทรง พระ เจริญ” {27:30} แล้ว ก็ ถ่ม น้ำลาย รด และ เอา ไม้ อ้อ นั้น ตี พระ เศียร พระองค์ {27:31} เมื่อ เยาะเย้ย พระองค์ แล้ว เขา ถอด เสื้อ นั้น ออก แล้ว เอา ฉลอง พระองค์ สวม ให้ และ นำ พระองค์ ออก ไป เพื่อ จะ ตรึง เสีย ที่ กางเขน {i27:32} การ ตรึง ที่ กางเขน (มก.15:21-32; ลก.23:26-43; ยน.19:17-27) {27:32} ครั้น ออก ไป แล้ว ได้ พบ ชาว ไซ รี น คน หนึ่ง ชื่อ ซี โม น จึง เกณฑ์ ให้ แบก กางเขน ของ พระองค์ ไป {27:33} เมื่อ มา ถึง ตำบล หนึ่ง ที่ เรียก ว่า กล โก ธา แปล ว่าที่ กะโหลก ศีรษะ {27:34} เขา เอา เหล้า องุ่น เปรี้ยว ระคน กับ ของ ขม มา ถวาย พระองค์ เมื่อ พระองค์ ทรง ชิม ก็ ไม่ เสวย {27:35} ครั้น ตรึง พระองค์ ที่ กางเขน แล้ว เขา ก็ เอา ฉลอง พระองค์ มา จับ ฉลาก แบ่งปัน กัน {27:36} แล้ว ก็ นั่ง เฝ้า พระองค์ อยู่ ที่ นั่น {27:37} และ เขา ได้ เอา ถ้อยคำ ข้อหา ที่ ลงโทษ พระองค์ ไป ติด ไว้ เหนือ พระ เศียร ซึ่ง อ่าน ว่า“ ผู้ นี้ คือ เยซู กษัตริย์ ของ ชน ชาติ ยิว” {27:38} คราว นั้น เขา เอา โจร สอง คน ตรึง ไว้ พร้อม กับ พระองค์ ข้าง ขวา คน หนึ่ง ข้าง ซ้าย คน หนึ่ง {27:39} ฝ่าย คน ทั้งปวง ที่ เดิน ผ่าน ไป มา นั้น ก็ กล่าว เหยียดหยาม พระองค์ สั่น ศีรษะ เยาะเย้ย {27:40} ว่า“ เจ้า ผู้ จะ ทำลาย พระ วิหาร และ สร้าง ขึ้น ใน สาม วัน น่ะ จง ช่วย ตัวเอง ให้ รอด ถ้า เจ้า เป็น บุตร ของ พระเจ้า จง ลง มา จาก กางเขน เถิด” {27:41} พวก มหา ปุโรหิต กับ พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ผู้ใหญ่ ก็ เยาะเย้ย พระองค์ ว่า {27:42} “ เขา ช่วย คน อื่น ให้ รอด ได้ แต่ ช่วย ตัวเอง ไม่ ได้ เขา เป็น กษัตริย์ ของ ชาติ อิสราเอล ให้ เขา ลง มา จาก กางเขน เดี๋ยวนี้ เถิด เรา จะ ได้ เชื่อถือ บ้าง {27:43} เขา ไว้ใจ ใน พระเจ้า ถ้า พระองค์ พอ พระทัย ใน เขา ก็ ให้ ทรง ช่วย เขา เดี๋ยวนี้ เถิด ด้วย เขา ได้ กล่าว ว่า เขา เป็น พระ บุตร ของ พระเจ้า” {27:44} ถึง โจร ที่ ถูก ตรึง ไว้ กับ พระองค์ ก็ ยัง กล่าว คำ หยาบช้า ต่อ พระองค์ เหมือน กัน {i27:45} พระ เยซู ทรง สิ้น พระ ชนม์ (มก.15:33-41; ลก.23:44-49; ยน.19:28-30) {27:45} แล้ว ก็ บังเกิด มืดมัว ทั่ว แผ่นดิน ตั้งแต่ เวลา เที่ยงวัน จน ถึง บ่าย สาม โมง {27:46} ครั้น ประมาณ บ่าย สาม โมง พระ เยซู ทรง ร้อง เสียง ดัง ว่า“ เอ ลี เอ ลีลา มา สะบัก ธานี” แปล ว่า“ พระเจ้า ของ ข้า พระองค์ พระเจ้า ของ ข้า พระองค์ ไฉน ทรง ทอดทิ้ง ข้า พระองค์ เสีย” {27:47} บาง คน ที่ ยืน อยู่ ที่ นั่น เมื่อ ได้ยิน ก็ พูด ว่า“ คน นี้ เรียก เอ ลี ยาห์” {27:48} ใน ทันใด นั้น คน หนึ่ง ใน พวก เขา วิ่ง ไป เอา ฟองน้ำ ชุบ เหล้า องุ่น เปรี้ยว เสียบ ปลาย ไม้ อ้อ ส่ง ให้ พระองค์ เสวย {27:49} แต่ คน อื่น ร้อง ว่า“ อย่า เพ่อ ก่อน ให้ เรา คอย ดู ซิ ว่า เอ ลี ยาห์ จะ มา ช่วย เขา ให้ รอด หรือ ไม่” {27:50} ฝ่าย พระ เยซู ร้อง เสียง ดัง อีก ครั้ง หนึ่ง แล้ว สิ้น พระ ชนม์ {27:51} และ ดู เถิด ม่าน ใน พระ วิหาร ก็ ขาด ออก เป็น สอง ท่อน ตั้งแต่ บน ตลอด ล่าง แผ่นดิน ก็ ไหว ศิลา ก็ แตก ออก จาก กัน {27:52} อุโมงค์ ฝัง ศพ ก็ เปิด ออก ศพ ของ ธรรมิก ชน หลาย คน ที่ ล่วง หลับ ไป แล้ว ได้ เป็น ขึ้น มา {27:53} และ เมื่อ พระ เยซู ทรง เป็น ขึ้น มา แล้ว เขา ทั้งหลาย ก็ ออก จาก อุโมงค์ พา กัน เข้า ไป ใน นคร บริสุทธิ์ ปรากฏ แก่ คน เป็น อัน มาก {27:54} ส่วน นาย ร้อย และ ทหาร ที่ เฝ้า พระ ศพ พระ เยซู อยู่ ด้วย กัน เมื่อ ได้ เห็น แผ่นดิน ไหว และ การ ทั้งปวง ซึ่ง บังเกิด ขึ้น นั้น ก็ พา กัน ครั่น คร้าม ยิ่งนัก จึง พูด กัน ว่า“ แท้ จริง ท่าน ผู้ นี้ เป็น พระ บุตร ของ พระเจ้า” {27:55} ที่ นั่น มี หญิง หลาย คน ที่ ได้ ติดตาม พระองค์ จาก กา ลิ ลี เพื่อ จะ ปรนนิบัติ พระองค์ มอง ดู อยู่ แต่ ไกล {27:56} ใน พวก นั้น มี มา รีย์ ชาว มัก ดา ลา มา รีย์ มารดา ของ ยาก อบ และ โย เซฟ และ มารดา ของ บุตร เศเบดี {i27:57} การ ฝัง พระ ศพ ของ พระ เยซู (มก.15:42-47; ลก.23:50-56; ยน.19:38-42) {27:57} ครั้น ถึง เวลา พลบค่ำ มี เศรษฐี คน หนึ่ง มา จาก บ้าน อา ริ มา เธีย ชื่อ โย เซฟ เป็น ศิษย์ ของ พระ เยซู {27:58} ได้ เข้า ไป หา ปี ลา ต ขอ พระ ศพ พระ เยซู ปี ลา ต จึง สั่ง ให้ มอบ แก่ เขา {27:59} โย เซฟ ก็ เชิญ พระ ศพ เอา ผ้าป่าน ที่ สะอาด พัน หุ้ม ไว้ {27:60} แล้ว เชิญ พระ ศพ ไป ประดิษฐาน ไว้ ที่ อุโมงค์ ใหม่ ของ ตน ซึ่ง เขา ได้ สกัด ไว้ ใน ศิลา กลิ้ง หิน ใหญ่ ปิด ปาก อุโมงค์ ไว้ แล้ว ก็ ไป {27:61} ฝ่าย มา รีย์ ชาว มัก ดา ลา กับ มา รีย์ อีก คน หนึ่ง นั้น ก็ นั่ง อยู่ ที่ นั่น ตรง หน้า อุโมงค์ {i27:62} ทหาร ยาม ซึ่ง อยู่ ที่ อุโมงค์ {27:62} ใน วัน รุ่งขึ้น คือ วัน ถัด จาก วัน ตระเตรียม พวก มหา ปุโรหิต และ พวก ฟา ริ สี พา กัน ไป หา ปี ลา ต {27:63} เรียน ว่า“ เจ้า คุณ ขอ รับ ข้าพเจ้า ทั้งหลาย จำ ได้ ว่า คน ล่อลวง ผู้ นั้น เมื่อ ยัง มี ชีวิต อยู่ ได้ พูด ว่า‘ ล่วง ไป สาม วัน แล้ว เรา จะ เป็น ขึ้น มา ใหม่’ {27:64} เหตุ ฉะนั้น ขอ เจ้า คุณ ได้ มี บัญชา สั่ง เฝ้า อุโมงค์ ให้ แข็งแรง จน ถึง วัน ที่ สาม เกลือก ว่า สาวก ของ เขา จะ มา ลัก เอา ศพ ไป แล้ว จะ ประกาศ แก่ ประชาชน ว่า เขา เป็น ขึ้น มา จาก ความ ตาย แล้ว และ การ หลอกลวง ครั้ง นี้ จะ ร้ายแรง ยิ่ง กว่า ครั้ง ก่อน อีก” {27:65} ปี ลา ต จึง บอก เขา ว่า“ พวก ท่าน จง เอา ยาม ไป เถิด จง ไป เฝ้า ให้ แข็งแรง เท่า ที่ ทำ ได้” {27:66} เขา จึง ไป ทำ อุโมงค์ ให้ มั่นคง ประทับ ตรา ไว้ ที่ หิน และ วาง ยาม ประจำ อยู่ {i28:1} การ คืน พระ ชนม์ (มก.16:1-8; ลก.24:1-12; ยน.20:1-10) {28:1} ภายหลัง วัน สะ บา โต เวลา ใกล้ รุ่งเช้า วัน ต้น สัปดาห์ มา รีย์ ชาว มัก ดา ลา กับ มา รีย์ อีก คน หนึ่ง นั้น มา ดู อุโมงค์ {28:2} ใน ทันใด นั้น ได้ เกิด แผ่นดิน ไหว ใหญ่ ยิ่งนัก มี ทูต ของ พระเจ้า องค์ หนึ่ง ได้ ลง มา จาก สวรรค์ กลิ้ง ก้อน หิน นั้น ออก จาก ปาก อุโมงค์ แล้ว ก็ นั่ง อยู่ บน หิน นั้น {28:3} สัณฐาน ของ ทูต นั้น เหมือน แสง ฟ้า แลบ เสื้อ ก็ ขาว เหมือน หิมะ {28:4} ยาม ที่ เฝ้า อยู่ นั้น กลัว ทูต องค์ นั้น จน ตัว สั่น และ เป็น เหมือน คน ตาย {28:5} ทูต สวรรค์ นั้น จึง กล่าว แก่ หญิง นั้น ว่า“ อย่า กลัว เลย เรา รู้ แล้ว ว่า พวก เจ้า ทั้งหลาย มา หา พระ เยซู ซึ่ง ถูก ตรึง ไว้ ที่ กางเขน {28:6} พระองค์ หา ได้ ประทับ อยู่ ที่ นี่ ไม่ ทรง เป็น ขึ้น มา แล้ว ตาม ซึ่ง พระองค์ ได้ ตรัส ไว้ นั้น มา ดู ที่ ซึ่ง พระองค์ ได้ บรรทม อยู่ นั้น {28:7} แล้ว จง รีบ ไป บอก พวก สาวก ของ พระองค์ เถิด ว่า พระองค์ ทรง เป็น ขึ้น มา จาก ความ ตาย แล้ว และ พระองค์ เสด็จ ไป ยัง แคว้น กา ลิ ลี ก่อน เจ้า ทั้งหลาย เจ้า ทั้งหลาย จะ เห็น พระองค์ ที่ นั่น นี่แหละ เรา ก็ บอก เจ้า แล้ว” {28:8} หญิง เหล่า นั้น ก็ ไป จาก อุโมงค์ โดย เร็ว ทั้ง กลัว ทั้ง ยินดี เป็น อัน มาก วิ่ง ไป บอก พวก สาวก ของ พระองค์ {28:9} ดู เถิด พระ เยซู ได้ เสด็จ พบ เขา และ ตรัส ว่า“ จง จำเริญ เถิด” หญิง เหล่า นั้น ก็ มาก อด พระ บาท นมัสการ พระองค์ {28:10} พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ อย่า กลัว เลย จง ไป บอก พวก พี่น้อง ของ เรา ให้ ไป ยัง กา ลิ ลี จะ ได้ พบ เรา ที่ นั่น” {i28:11} คำ รายงาน ของ ทหาร ยาม {28:11} เมื่อ หญิง เหล่า นั้น กำลัง ไป มี ยาม บาง คน ใน พวก ที่ เฝ้า อุโมงค์ นั้น เข้า ไป ใน เมือง เล่า เหตุการณ์ ทั้งปวง ซึ่ง บังเกิด ขึ้น นั้น ให้ พวก มหา ปุโรหิต ฟัง {28:12} เมื่อ พวก มหา ปุโรหิต ประชุม ปรึกษา กัน กับ พวก ผู้ใหญ่ แล้ว ก็ แจก เงิน เป็น อัน มาก ให้ แก่ พวก ทหาร {28:13} สั่ง ว่า“ พวก เจ้า จง พูด ว่า‘ พวก สาวก ของ เขา มา ลัก เอา ศพ ไป ใน เวลา กลางคืน เมื่อ เรา นอน หลับ อยู่’ {28:14} ถ้า ความ นี้ ทราบ ถึง หู เจ้า เมือง เรา จะ พูด แก้ไข ให้ พวก เจ้า พ้น โทษ” {28:15} ครั้น พวก ทหาร ได้ รับ เงิน แล้ว จึง ทำ ตาม คำ แนะนำ และ ความ นี้ ก็ เลื่องลือ ไป ใน บรรดา พวก ยิว จน ทุก วัน นี้ {i28:16} พระ เยซู ทรง รับสั่ง แก่ อัคร ทูต สิบ เอ็ด คน (มก.16:14-18; ลก.24:36-49; ยน.20:19-23) {28:16} แต่ สาวก สิบ เอ็ด คน นั้น ก็ ได้ ไป ยัง กา ลิ ลี ถึง ภูเขา ที่ พระ เยซู ได้ ทรง กำหนด ไว้ {28:17} และ เมื่อ เห็น พระองค์ จึง กราบ ลง นมัสการ แต่ บาง คน ยัง สงสัย อยู่ {28:18} พระ เยซู จึง เสด็จ เข้า มา ใกล้ แล้ว ตรัส กับ เขา ว่า“ ฤทธา นุ ภาพ ทั้งสิ้น ใน สวรรค์ ก็ ดี ใน แผ่นดิน โลก ก็ ดี ทรง มอบ ไว้ แก่ เรา แล้ว {28:19} เหตุ ฉะนั้น เจ้า ทั้งหลาย จง ออก ไป สั่งสอน ชน ทุก ชาติ ให้ เป็น สาวก ของ เรา ให้ รับ บัพ ติ ศ มา ใน พระ นาม แห่ง พระ บิดา พระ บุตร และ พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ {28:20} สอน เขา ให้ ถือ รักษา สิ่ง สารพัด ซึ่ง เรา ได้ สั่ง พวก เจ้า ไว้ นี่แหละ เรา จะ อยู่ กับ เจ้า ทั้งหลาย เสมอ ไป จน กว่า จะ สิ้น ยุค”