{i1:1} พระ วาทะ บังเกิด เป็น มนุษย์ {1:1} ใน ปฐม กาล พระ วาทะ ดำรง อยู่ และ พระ วาทะ ทรง สถิต อยู่ กับ พระเจ้า และ พระ วาทะ ทรง เป็น พระเจ้า {1:2} ใน ปฐม กาล พระองค์ ทรง ดำรง อยู่ กับ พระเจ้า {1:3} พระเจ้า ทรง สร้าง สิ่ง ทั้งปวง ขึ้น มา โดย พระ วาทะ ใน บรรดา สิ่ง ที่ เป็น มา นั้น ไม่ มี สัก สิ่ง เดียว ที่ ได้ เป็น มา นอกเหนือ พระ วาทะ {1:4} พระองค์ ทรง เป็น แหล่ง ชีวิต และ ชีวิต นั้น เป็น ความ สว่าง ของ มนุษย์ {1:5} ความ สว่าง ส่อง เข้า มา ใน ความ มืด และ ความ มืด หา ได้ ชนะ ความ สว่าง ไม่ {1:6} มี ชาย คน หนึ่ง ที่ พระเจ้า ทรง ใช้ มา ชื่อ ยอห์น {1:7} ท่าน มา เพื่อ เป็น สักขี พยาน เพื่อ เป็น พยาน ให้ แก่ ความ สว่าง นั้น เพื่อ คน ทั้งปวง จะ ได้ มี ความ เชื่อ เพราะ ท่าน {1:8} ท่าน ไม่ ใช่ ความ สว่าง นั้น แต่ ท่าน มา เพื่อ เป็น พยาน ให้ แก่ ความ สว่าง นั้น {1:9} ความ สว่าง แท้ ที่ ทำให้ มนุษย์ ทุก คน เห็น ความ จริง นั้น ได้ แม้ ขณะ นั้น กำลัง เข้า มา ใน โลก {1:10} พระองค์ ทรง อยู่ ใน โลก ซึ่ง พระเจ้า ทรง สร้าง ขึ้น มา ทาง พระองค์ แต่ โลก หา ได้ รู้จัก พระองค์ ไม่ {1:11} พระองค์ ได้ เสด็จ มา ยัง บ้านเมือง ของ พระองค์ และ ชาว บ้าน ชาว เมือง ของ พระองค์ ไม่ ได้ ต้อนรับ พระองค์ {1:12} แต่ ส่วน บรรดา ผู้ ที่ ต้อนรับ พระองค์ ผู้ ที่ เชื่อ ใน พระ นาม ของ พระองค์ พระองค์ ก็ ทรง ประทาน สิทธิ ให้ เป็น บุตร ของ พระเจ้า {1:13} ซึ่ง ใน ฐานะ นั้น เป็น ผู้ ที่ มิ ได้ เกิด จาก เลือดเนื้อ หรือ กาม หรือ ความ ประสงค์ ของ มนุษย์ แต่ เกิด จาก พระเจ้า {1:14} พระ วาทะ ได้ ทรง บังเกิด เป็น มนุษย์ และ ทรง อยู่ ท่ามกลาง เรา บริบูรณ์ ด้วย พระคุณ และ ความ จริง เรา ทั้งหลาย ได้ เห็น พระ สิริ ของ พระองค์ คือ พระ สิริ อัน สม กับ พระ บุตร องค์ เดียว ของ พระ บิดา {1:15} ยอห์น ได้ เป็น พยาน ให้ แก่ พระองค์ และ ร้อง ประกาศ ว่า“ นี่แหละ คือ พระองค์ ผู้ ที่ ข้าพเจ้า ได้ กล่าว ถึง ว่า พระองค์ ผู้ เสด็จ มา ภายหลัง ข้าพเจ้า ทรง เป็น ใหญ่ กว่า ข้าพเจ้า เพราะ ว่า พระองค์ ทรง ดำรง อยู่ ก่อน ข้าพเจ้า” {1:16} และ เรา ทั้งหลาย ได้ รับ จาก ความ บริบูรณ์ ของ พระองค์ เป็น พระคุณ ซ้อน พระคุณ {1:17} เพราะ ว่า พระเจ้า ได้ ทรง ประทาน ธรรม บัญญัติ นั้น ทาง โมเสส ส่วน พระคุณ และ ความ จริง มา ทาง พระ เยซู คริสต์ {1:18} ไม่ มี ใคร เคย เห็น พระเจ้า เลย พระ บุตร องค์ เดียว ผู้ ทรง สถิต อยู่ ใน พระ ทรวง ของ พระ บิดา พระองค์ ได้ ทรง สำแดง พระเจ้า แล้ว {i1:19} คำ พยาน ของ ยอห์น ผู้ ให้ บัพ ติ ศมา (มธ.3:1-12; มก.1:7-8; ลก.3:15-17) {1:19} นี่ เป็น คำ พยาน ของ ยอห์น คือ เมื่อ พวก ยิว ส่ง พวก ปุโรหิต และ พวก เล วี จาก กรุง เยรูซาเล็ม ไป ถาม ท่าน ว่า“ ท่าน คือ ผู้ ใด” {1:20} ท่าน ได้ ยอมรับ ท่าน มิ ได้ ปฏิเสธ คือ ได้ ยอมรับ ว่า“ ข้าพเจ้า ไม่ ใช่ พระ คริสต์” {1:21} เขา ทั้งหลาย จึง ถาม ว่า“ ถ้า เช่น นั้น ท่าน เป็น ใคร เล่า ท่าน เป็น เอ ลี ยาห์หรือ” ท่าน ตอบ ว่า“ ข้าพเจ้า ไม่ ใช่ เอ ลี ยาห์”“ ท่าน เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ นั้น หรือ” และ ท่าน ตอบ ว่า“ มิ ได้” {1:22} คน เหล่า นั้น จึง ถาม ว่า“ ท่าน เป็น ใคร ขอ ให้ เรา ได้ รับ คำ ตอบ เพื่อ จะ ได้ ไป บอก ผู้ ที่ ใช้ เรา มา ท่าน กล่าว ว่า ท่าน เป็น ใคร” {1:23} ท่าน ตอบ ว่า“ เรา เป็น เสียง ของ ผู้ ที่ ร้อง ประกาศ ใน ถิ่น ทุรกันดาร ว่า‘ จง กระทำ มรรคา ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ให้ ตรง ไป’ ตาม ที่ อิส ยาห์ ผู้ เผย พระ วจนะ ได้ กล่าว ไว้” {1:24} ฝ่าย ผู้ ที่ พวก ฟา ริ สี ส่ง ไป นั้น {1:25} เขา เหล่า นั้น ก็ ได้ ถาม ท่าน ว่า“ ถ้า ท่าน ไม่ ใช่ พระ คริสต์ หรือ เอ ลี ยาห์ หรือ ผู้ เผย พระ วจนะ นั้น แล้ว ทำไม ท่าน จึง ทำ พิธี บัพ ติ ศมา” {1:26} ยอห์น ได้ ตอบ เขา เหล่า นั้น ว่า“ ข้าพเจ้า ให้ บัพ ติ ศ มา ด้วย น้ำ แต่ มี พระองค์ หนึ่ง ซึ่ง ประทับ อยู่ ใน หมู่ พวก ท่าน นั้น ท่าน ไม่ รู้จัก {1:27} พระองค์ นั้น แหละ มา ภายหลัง ข้าพเจ้า แม้ สาย รัด ฉลอง พระ บาท ของ พระองค์ ข้าพเจ้า ก็ ไม่ บังควร ที่ จะ แก้” {1:28} เหตุการณ์ นี้ เกิด ขึ้น ที่ หมู่บ้าน เบ ธานี ฟาก แม่น้ำ จอร์แดน ข้าง ตะวัน ออก อัน เป็น ที่ ซึ่ง ยอห์น กำลัง ให้ บัพ ติ ศมาอยู่ {i1:29} จง ดู พระ เมษ โปดก ของ พระเจ้า {1:29} วัน รุ่งขึ้น ยอห์น เห็น พระ เยซู กำลัง เสด็จ มา ทาง ท่าน ท่าน จึง กล่าว ว่า“ จง ดู พระ เมษ โปดก ของ พระเจ้า ผู้ ทรง รับ ความ ผิด บาป ของ โลก ไป เสีย {1:30} พระองค์ นี้ แหละ ที่ ข้าพเจ้า ได้ กล่าว ว่า‘ ภายหลัง ข้าพเจ้า จะ มี ผู้ หนึ่ง เสด็จ มา เป็น ใหญ่ กว่า ข้าพเจ้า เพราะ ว่า พระองค์ ทรง ดำรง อยู่ ก่อน ข้าพเจ้า’ {1:31} ข้าพเจ้า เอง ก็ ไม่ ได้ รู้จัก พระองค์ แต่ เพื่อ ให้ พระองค์ ทรง เป็น ที่ ประจักษ์ แก่ พวก อิสราเอล ข้าพเจ้า จึง ได้ มา ให้ บัพ ติ ศ มา ด้วย น้ำ” {1:32} และ ยอห์น กล่าว เป็น พยาน ว่า“ ข้าพเจ้า เห็น พระ วิญญาณ เหมือน ดัง นก พิราบ เสด็จ ลง มา จาก สวรรค์ และ ทรง สถิต บน พระองค์ {1:33} ข้าพเจ้า เอง ไม่ รู้จัก พระองค์ แต่ พระองค์ ทรง ใช้ ให้ ข้าพเจ้า ให้ บัพ ติ ศ มา ด้วย น้ำ ได้ ตรัส กับ ข้าพเจ้า ว่า‘ เมื่อ เจ้า เห็น พระ วิญญาณ เสด็จ ลง มา สถิต อยู่ บน ผู้ ใด ผู้ นั้น แหละ เป็น ผู้ ให้ บัพ ติ ศ มา ด้วย พระ วิญญาณ บริสุทธิ์’ {1:34} และ ข้าพเจ้า ก็ ได้ เห็น แล้ว และ ได้ เป็น พยาน ว่า พระองค์ นี้ แหละ เป็น พระ บุตร ของ พระเจ้า” {i1:35} สาวก พวก แรก {1:35} รุ่งขึ้น อีก วัน หนึ่ง ยอห์น กำลัง ยืน อยู่ กับ สาวก ของ ท่าน สอง คน {1:36} และ ท่าน มอง ดู พระ เยซู ขณะ ที่ พระองค์ ทรง ดำเนิน และ กล่าว ว่า“ จง ดู พระ เมษ โปดก ของ พระเจ้า” {1:37} สาวก สอง คน นั้น ได้ยิน ท่าน พูด เช่น นี้ เขา จึง ติดตาม พระ เยซู ไป {1:38} พระ เยซู ทรง เหลียว กลับ มา และ เห็น เขา ตาม พระองค์ ไป จึง ตรัส ถาม เขา ว่า“ ท่าน หา อะไร” และ เขา ทั้ง สอง ทูล พระองค์ ว่า“ รับ บี (ซึ่ง แปล ว่า อาจารย์) ท่าน อยู่ ที่ไหน” {1:39} พระองค์ ตรัส ตอบ เขา ว่า“ มา ดู เถิด” เขา ก็ ไป และ เห็น ที่ ซึ่ง พระองค์ ทรง พำนัก และ วัน นั้น เขา ก็ ได้ พัก อยู่ กับ พระองค์ เพราะ ขณะ นั้น ประมาณ สี่ โมง เย็น แล้ว {1:40} คน หนึ่ง ใน สอง คน ที่ ได้ยิน ยอห์น พูด และ ได้ ติดตาม พระองค์ ไป นั้น คือ อัน ดรูว์ น้อง ชาย ของ ซี โม นเปโตร {1:41} แล้ว อัน ดรูว์ ก็ ไป หา ซี โม น พี่ ชาย ของ ตน ก่อน และ บอก เขา ว่า“ เรา ได้ พบ พระ เม สสิยาห์ 3 แล้ว” (ซึ่ง แปล ว่า พระ คริสต์) {1:42} อัน ดรูว์ จึง พา ซี โม น ไป เฝ้า พระ เยซู พระ เยซู ทรง ทอด พระ เนตร เขา แล้ว จึง ตรัส ว่า“ ท่าน คือ ซี โม นบุตรยอห์น ซี นะ เขา จะ เรียก ท่าน ว่า เค ฟา ส” (ซึ่ง แปล ว่า ศิลา) {i1:43} ทรง เรียก ฟีลิปและนาธานาเอล {1:43} รุ่งขึ้น พระ เยซู ตั้ง พระทัย จะ เสด็จ ไป ยัง แคว้น กา ลิ ลี พระองค์ ทรง พบ ฟีลิป จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ จง ตาม เรา มา” {1:44} ฟีลิปมาจากเบธ ไซ ดา เมือง ของ อัน ดรูว์และเปโตร {1:45} ฟีลิป ไป หา นา ธา นา เอ ลบ อก เขา ว่า“ เรา ได้ พบ พระองค์ ผู้ ที่ โมเสส ได้ กล่าว ถึง ใน หนังสือ ธรรม บัญญัติ และ ที่ พวก ผู้ เผย พระ วจนะ ได้ กล่าว ถึง คือ พระ เยซู ชาว นาซา เร็ธ บุตร โย เซฟ” {1:46} นา ธานาเอล ถาม เขา ว่า“ สิ่ง ดี อัน ใด จะ มา จาก นาซา เร็ธได้หรือ” ฟีลิปตอบว่า“ มา ดู เถิด” {1:47} พระ เยซู ทรง เห็น นา ธานาเอล มา หา พระองค์ จึง ตรัส ถึง เรื่อง ของ ตัว เขา ว่า“ ดู เถิด ชน อิสราเอล แท้ ใน ตัว เขา ไม่ มี อุบาย” {1:48} นา ธานาเอล ทูล ถาม พระองค์ ว่า“ พระองค์ ทรง รู้จัก ข้า พระองค์ ได้ อย่างไร” พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ก่อน ที่ ฟีลิป จะ เรียก ท่าน เมื่อ ท่าน อยู่ ที่ ใต้ ต้น มะเดื่อ นั้น เรา เห็น ท่าน” {1:49} นา ธานาเอล ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ รับ บี พระองค์ ทรง เป็น พระ บุตร ของ พระเจ้า พระองค์ ทรง เป็น กษัตริย์ ของ ชน ชาติ อิสราเอล” {1:50} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ เพราะ เรา บอก ท่าน ว่า เรา เห็น ท่าน อยู่ ใต้ ต้น มะเดื่อ นั้น ท่าน จึง เชื่อ หรือ ท่าน จะ ได้ เห็น เหตุการณ์ ใหญ่ กว่า นั้น อีก” {1:51} และ พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ท่าน จะ ได้ เห็น ท้อง ฟ้า เบิก ออก และ บรรดา ทูต สวรรค์ ของ พระเจ้า ขึ้น และ ลง อยู่ เหนือ บุตร มนุษย์” {i2:1} งาน สมรส ที่ หมู่บ้าน คา นา {2:1} วัน ที่ สาม มี งาน สมรส ที่ หมู่บ้าน คา นา แคว้น กา ลิ ลี และ มารดา ของ พระ เยซู ก็ อยู่ ที่ นั่น {2:2} พระ เยซู และ สาวก ของ พระองค์ ได้ รับ เชิญ ไป ใน งาน นั้น {2:3} เมื่อ เหล้า องุ่น หมด แล้ว มารดา ของ พระ เยซู ทูล พระองค์ ว่า“ เขา ไม่ มี เหล้า องุ่น” {2:4} พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ หญิง เอ๋ย ให้ เป็น ธุระ ของ ข้าพเจ้า เถิด เวลา ของ ข้าพเจ้า ยัง มา ไม่ ถึง” {2:5} มารดา ของ พระองค์ จึง บอก พวก คนใช้ ว่า“ จง กระทำ ตาม ที่ ท่าน สั่ง เจ้า เถิด” {2:6} มี โอ่ง หิน ตั้ง อยู่ ที่ นั่น หก ใบ ตาม ธรรมเนียม การ ชำระ ของ พวก ยิว จุ น้ำ โอ่ง ละ สี่ ห้า ถัง {2:7} พระ เยซู ตรัส สั่ง เขา ว่า“ จง ตัก น้ำ ใส่ โอ่ง ให้ เต็ม เถิด” และ เขา ก็ ตัก น้ำ เต็ม โอ่ง เสมอ ปาก {2:8} แล้ว พระองค์ ตรัส สั่ง เขา ว่า“ จง ตัก เอา ไป ให้ เจ้าภาพ เถิด” เขา ก็ เอา ไป ให้ {2:9} เมื่อ เจ้าภาพ ชิม น้ำ ที่ กลาย เป็น เหล้า องุ่น แล้ว และ ไม่ รู้ ว่า มา จาก ไหน (แต่ คนใช้ ที่ ตัก น้ำ นั้น รู้) เจ้าภาพ จึง เรียก เจ้าบ่าว มา {2:10} และ พูด กับ เขา ว่า“ ใครๆ เขา ก็ เอา เหล้า องุ่น อย่าง ดี มา ให้ ก่อน เมื่อ ได้ ดื่ม กัน มาก แล้ว จึง เอา ที่ ไม่ สู้ ดี มา แต่ ท่าน เก็บ เหล้า องุ่น อย่าง ดี ไว้ จน ถึง บัดนี้” {2:11} นี่ เป็น การ กระทำ อัน เป็น หมาย สำคัญ ครั้ง แรก ของ พระ เยซู ทรง กระทำ ที่ บ้าน คา นา แคว้น กา ลิ ลี และ ได้ ทรง สำแดง พระ สิริ ของ พระองค์ และ สาวก ของ พระองค์ ก็ ได้ วางใจ ใน พระองค์ {2:12} ภายหลัง เหตุการณ์ นี้ พระองค์ ก็ เสด็จ ต่อ ไป ยัง เมือง คา เป อร นา อุ ม พร้อม กับ มารดา และ น้อง ชาย และ สาวก ของ พระองค์ และ อยู่ ที่ นั่น เพียง ไม่ กี่ วัน {i2:13} ทรง ชำระ พระ วิหาร (มธ.21:12-13; มก.11:15-18; ลก.19:45-46) {2:13} เทศกาล ปัส กา ของ พวก ยิว ใกล้ เข้า มา แล้ว พระ เยซู เสด็จ ขึ้น ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม {2:14} ใน บริเวณ พระ วิหาร พระองค์ ทรง เห็น คน ขาย วัว ขาย แกะ ขาย นก พิราบ และ คน รับ แลก เงิน ที่ กำลัง แลก เงิน อยู่ {2:15} พระองค์ ทรง เอา เชือก ทำ เป็น แส้ ไล่ คน เหล่า นั้น พร้อม กับ แกะ และ วัว ออก ไป จาก บริเวณ พระ วิหาร และ พระองค์ ทรง เท เงิน และ คว่ำ โต๊ะ ของ คน รับ แลก เงิน {2:16} และ พระองค์ ตรัส แก่ บรรดา คน ขาย นก พิราบ ว่า“ จง เอา ของ เหล่า นี้ ไป เสีย อย่า ทำ พระ นิเวศ ของ พระ บิดา เรา ให้ เป็น แหล่ง ค้า ขาย” {2:17} พวก สาวก ของ พระองค์ ก็ ระลึก ขึ้น ได้ ถึง คำ ที่ เขียน ไว้ ว่า“ ความ ร้อนใจ ใน เรื่อง พระ นิเวศ ของ พระองค์ จะ ท่วมท้น ข้า พระองค์” {2:18} พวก ยิว จึง ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน จะ แสดง หมาย สำคัญ อะไร ให้ เรา เห็น ว่า ท่าน มี อำนาจ กระทำ การ เช่น นี้ ได้” {2:19} พระ เยซู จึง ตรัส ตอบ เขา ทั้งหลาย ว่า“ ถ้า ทำลาย วิหาร นี้ เสีย เรา จะ ยก ขึ้น ใน สาม วัน” {2:20} พวก ยิว จึง ทูล ว่า“ พระ วิหาร นี้ เขา สร้าง ถึง สี่ สิบ หก ปี จึง สำเร็จ และ ท่าน จะ ยก ขึ้น ใหม่ ใน สาม วัน หรือ” {2:21} แต่ พระ วิหาร ที่ พระองค์ ตรัส ถึง นั้น คือ พระ กาย ของ พระองค์ {2:22} เหตุ ฉะนั้น เมื่อ พระองค์ ทรง ถูก ชุบ ให้ เป็น ขึ้น มา แล้ว พวก สาวก ของ พระองค์ ก็ ระลึก ได้ ว่า พระองค์ ตรัส ดังนี้ และ เขา ก็ เชื่อ พระ คัมภีร์ และ พระ ดำรัส ที่ พระ เยซู ได้ ตรัส แล้ว นั้น {i2:23} พระ เยซู ทรง รู้จัก มนุษย์ ทุก คน {2:23} เมื่อ พระองค์ ประทับ ณ กรุง เยรูซาเล็ม ใน เทศกาล ปัส กา มี คน เป็น อัน มาก ได้ วางใจ ใน พระ นาม ของ พระองค์ เมื่อ เขา ได้ เห็น หมาย สำคัญ ที่ พระองค์ ได้ ทรง กระทำ {2:24} แต่ พระ เยซู มิ ได้ ทรง วาง พระทัย ใน คน เหล่า นั้น {2:25} เพราะ พระองค์ ทรง รู้จัก มวล มนุษย์ และ สำหรับ พระองค์ ไม่ มี ความ จำเป็น ที่ จะ มี พยาน ใน เรื่อง มนุษย์ ด้วย พระองค์ เอง ทรง ทราบ ว่า อะไร มี อยู่ ใน มนุษย์ {i3:1} พระ เยซู กับ นิ โค เด มัส {3:1} มี ชาย คน หนึ่ง ใน พวก ฟา ริ สี ชื่อ นิ โค เด มัส เป็น ขุนนาง ของ พวก ยิว {3:2} ชาย ผู้ นี้ ได้ มา หา พระ เยซู ใน เวลา กลางคืน ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน อาจารย์ เจ้าข้า พวก ข้าพเจ้า ทราบ อยู่ ว่า ท่าน เป็น ครู ที่ มา จาก พระเจ้า เพราะ ไม่ มี ผู้ ใด กระทำ หมาย สำคัญ ซึ่ง ท่าน ได้ กระทำ นั้น ได้ นอกจาก ว่า พระเจ้า ทรง สถิต อยู่ ด้วย” {3:3} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ถ้า ผู้ ใด ไม่ ได้ บังเกิด ใหม่ ผู้ นั้น จะ เห็น แผ่นดิน ของ พระเจ้า ไม่ ได้” {3:4} นิ โค เด มัส ทูล พระองค์ ว่า“ คน ชรา แล้ว จะ บังเกิด ใหม่ อย่างไร ได้ จะ เข้า ใน ครรภ์ มารดา ครั้ง ที่ สอง และ บังเกิด ใหม่ ได้ หรือ” {3:5} พระ เยซู ตรัส ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ถ้า ผู้ ใด ไม่ ได้ บังเกิด ใหม่ จาก น้ำ และ พระ วิญญาณ ผู้ นั้น จะ เข้า ใน แผ่นดิน ของ พระเจ้า ไม่ ได้ {3:6} ซึ่ง บังเกิด จาก เนื้อ หนัง ก็ เป็น เนื้อ หนัง และ ซึ่ง บังเกิด จาก พระ วิญญาณ ก็ เป็น วิญญาณ {3:7} อย่า ประหลาด ใจ ที่ เรา บอก ท่าน ว่า ท่าน ทั้งหลาย ต้อง บังเกิด ใหม่ {3:8} ลม ใคร่ จะ พัด ไป ข้าง ไหน ก็ พัด ไป ข้าง นั้น และ ท่าน ได้ยิน เสียง ลม นั้น แต่ ท่าน ไม่ รู้ ว่า ลม มา จาก ไหน และ ไป ที่ไหน คน ที่ บังเกิด จาก พระ วิญญาณ 7 ก็ เป็น อย่าง นั้น ทุก คน” {3:9} นิ โค เด มัส ทูล พระองค์ ว่า“ เหตุการณ์ อย่าง นี้ จะ เป็น ไป อย่างไร ได้” {3:10} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ท่าน เป็น อาจารย์ ของ ชน อิสราเอล และ ท่าน ยัง ไม่ เข้าใจ สิ่ง เหล่า นี้ หรือ {3:11} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า พวก เรา พูด สิ่ง ที่ เรา รู้ และ เป็น พยาน ถึง สิ่ง ที่ เรา ได้ เห็น แต่ ท่าน ทั้งหลาย หา ได้ รับ คำ พยาน ของ เรา ไม่ {3:12} ถ้า เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ถึง สิ่ง ฝ่าย โลก และ ท่าน ไม่ เชื่อ ถ้า เรา บอก ท่าน ถึง สิ่ง ฝ่าย สวรรค์ ท่าน จะ เชื่อ ได้ อย่างไร {3:13} ไม่ มี ผู้ ใด ได้ ขึ้น ไป สู่ สวรรค์ นอกจาก ท่าน ที่ ลง มา จาก สวรรค์ คือ บุตร มนุษย์ {3:14} โมเสส ได้ ยก งู ขึ้น ใน ถิ่น ทุรกันดาร ฉัน ใด บุตร มนุษย์ จะ ต้อง ถูก ยก ขึ้น ฉัน นั้น {3:15} เพื่อ ทุก คน ที่ วางใจ ใน พระองค์ จะ ได้ ชีวิต นิรันดร์” {3:16} เพราะ ว่า พระเจ้า ทรง รัก โลก จน ได้ ทรง ประทาน พระ บุตร องค์ เดียว ของ พระองค์ เพื่อ ทุก คน ที่ วางใจ ใน พระ บุตร นั้น จะ ไม่ พินาศ แต่ มี ชีวิต นิรันดร์ {3:17} เพราะ ว่า พระเจ้า ทรง ให้ พระ บุตร เข้า มา ใน โลก มิ ใช่ เพื่อ พิพากษา ลงโทษ โลก แต่ เพื่อ ช่วย กู้ โลก ให้ รอด โดย พระ บุตร นั้น {3:18} ผู้ ที่ วางใจ ใน พระ บุตร ก็ ไม่ ต้อง ถูก พิพากษา ลงโทษ ส่วน ผู้ ที่ มิ ได้ วางใจ ก็ ต้อง ถูก พิพากษา ลงโทษ อยู่ แล้ว เพราะ เขา มิ ได้ วางใจ ใน พระ นาม พระ บุตร องค์ เดียว ของ พระเจ้า {3:19} หลักการ พิพากษา มี อย่าง นี้ คือ ความ สว่าง ได้ เข้า มา ใน โลก แล้ว แต่ มนุษย์ ได้ รัก ความ มืด มาก กว่า รัก ความ สว่าง เพราะ กิจการ ของ เขา เลว ทราม {3:20} เพราะ ทุก คน ที่ ประพฤติ ชั่ว ก็ เกลียด ความ สว่าง และ ไม่ มา ถึง ความ สว่าง ด้วย กลัว ว่า การ กระทำ ของ ตน จะ ปรากฏ {3:21} แต่ ผู้ ที่ ประพฤติ ชอบ ก็ มา สู่ ความ สว่าง เพื่อ ให้ เห็น ว่า การ กระทำ ของ เขา นั้น ได้ กระทำ โดย พึ่ง พระเจ้า {i3:22} พระองค์ ต้อง ทรง ยิ่งใหญ่ ขึ้น แต่ ข้าพเจ้า ต้อง ด้อย ลง {3:22} หลัง จาก นั้น พระ เยซู ก็ เสด็จ เข้า ไป ใน แคว้น ยู เดีย กับ สาวก ของ พระองค์ และ ทรง ประทับ ที่ นั่น กับ เขา และ ทรง ให้ บัพ ติ ศมา {3:23} ยอห์น ก็ ให้ บัพ ติ ศ มา อยู่ ที่ อาย โนน ใกล้ หมู่บ้าน สาลิ ม เพราะ ที่ นั่น มี น้ำ มาก และ ผู้คน ก็ พา กัน มา รับ บัพ ติ ศมา {3:24} เพราะ ยอห์น ยัง ไม่ ติด คุก {3:25} เกิด การ โต้เถียง กัน ขึ้น ระหว่าง สาวก ของ ยอห์น และ ยิว ผู้ หนึ่ง เรื่อง การ ชำระ มลทิน {3:26} สาวก ของ ยอห์น จึง ไป หา ยอห์น และ พูด ว่า“ อาจารย์ เจ้าข้า ท่าน ที่ อยู่ กับ อาจารย์ ที่ ฟาก แม่น้ำ จอร์แดน ข้าง ตะวัน ออก ผู้ ที่ อาจารย์ เป็น พยาน ถึง นั้น นี่แน่ะ ท่าน ผู้ นั้น ให้ บัพ ติ ศ มา และ ผู้คน ต่าง ก็ พา กัน ไป หา ท่าน” {3:27} ยอห์นตอบว่า“ ไม่ มี มนุษย์ ผู้ ใด ได้ รับ สิ่ง ใด เลย นอกจาก ที่ พระเจ้า ทรง ประทาน จาก สวรรค์ ให้ เขา {3:28} ท่าน ทั้งหลาย เอง ก็ ได้ เป็น พยาน ของ ข้าพเจ้า ว่า ข้าพเจ้า ได้ พูด ว่า ข้าพเจ้า มิ ใช่ พระ คริสต์ แต่ ข้าพเจ้า ได้ รับ พระ บัญชา ให้ นำ เสด็จ พระองค์ {3:29} ท่าน ที่ มี เจ้าสาว นั่นแหละ คือ เจ้าบ่าว สหาย ของ เจ้าบ่าว ที่ ยืน ฟัง เจ้าบ่าว ก็ ชื่นชม ยินดี อย่าง ยิ่ง เมื่อ ได้ยิน เสียง ของ เจ้าบ่าว ฉะนั้น ความ ปีติ ยินดี ของ ข้าพเจ้า จึง เต็ม เปี่ยม แล้ว {3:30} พระองค์ ต้อง ทรง ยิ่งใหญ่ ขึ้น แต่ ข้าพเจ้า ต้อง ด้อย ลง” {i3:31} ผู้ ซึ่ง เสด็จ มา จาก สวรรค์ {3:31} พระองค์ ผู้ เสด็จ มา จาก เบื้องบน ทรง เป็น ใหญ่ เหนือ ทุก สิ่ง ผู้ ที่ มา จาก โลก ก็ เป็น ฝ่าย โลก และ พูด ตาม อย่าง โลก พระองค์ ผู้ เสด็จ มา จาก สวรรค์ ทรง เป็น ใหญ่ เหนือ ทุก สิ่ง {3:32} พระองค์ ทรง เป็น พยาน ถึง สิ่ง ซึ่ง พระองค์ ทรง เห็น และ ทรง สดับ แต่ ไม่ มี ผู้ ใด รับ คำ พยาน ของ พระองค์ {3:33} ผู้ ที่ รับ คำ พยาน ของ พระองค์ ก็ ประทับ ตรา ลง ว่า พระเจ้า ทรง สัตย์ จริง {3:34} เพราะ พระองค์ ผู้ ที่ พระเจ้า ทรง ใช้ มา นั้น ทรง กล่าว พระ วจนะ ของ พระเจ้า เพราะ พระเจ้า มิ ได้ ประทาน พระ วิญญาณ อย่าง จำกัด {3:35} พระ บิดา ทรง รัก พระ บุตร และ ทรง มอบ ทุก สิ่ง ไว้ ใน พระ หัตถ์ ของ พระองค์ {3:36} ผู้ ที่ วางใจ ใน พระ บุตร ก็ มี ชีวิต นิรันดร์ ผู้ ที่ ไม่ เชื่อฟัง พระ บุตร ก็ จะ ไม่ ได้ เห็น ชีวิต แต่ พระ พิโรธ ของ พระเจ้า ตก อยู่ กับ เขา {i4:1} พระ เยซู กับ หญิง ชาว สะ มา เรีย {4:1} เมื่อ พระ เยซู ทรง ทราบ ว่า พวก ฟา ริ สี ได้ยิน ข่าว ว่า พระองค์ ทรง มี สาวก และ ให้ บัพ ติ ศ มา มาก กว่า ยอห์น {4:2} (ความ จริง พระ เยซู ไม่ ได้ ทรง ให้ บัพ ติ ศ มา เอง แต่ สาวก ของ พระองค์ เป็น ผู้ ให้) {4:3} พระองค์ จึง เสด็จ ออก จาก แคว้น ยู เดีย และ กลับ ไป ยัง แคว้น กา ลิ ลี อีก {4:4} พระองค์ จำ ต้อง เสด็จ ผ่าน แคว้น สะ มา เรีย {4:5} พระองค์ จึง เสด็จ ไป ถึง เมือง หนึ่ง ชื่อ สิ คาร์ ใน แคว้น สะ มา เรีย ใกล้ ที่ดิน ซึ่ง ยา โค บ ให้ แก่ โย เซฟ บุตร ของ ตน {4:6} บ่อ น้ำ ของ ยา โค บอ ยู่ ที่ นั่น พระ เยซู ทรง ดำเนิน ทาง มา เหน็ดเหนื่อย จึง ประทับ ลง ที่ ข้าง บ่อ นั้น เป็น เวลา ประมาณ เที่ยง {4:7} มี หญิง ชาว สะ มา เรีย คน หนึ่ง มา ตัก น้ำ พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ ขอ น้ำ ให้ เรา ดื่ม บ้าง” {4:8} ขณะ นั้น สาวก ของ พระองค์ เข้า ไป ซื้อ อาหาร ใน เมือง {4:9} หญิง ชาว สะ มา เรีย ทูล พระองค์ ว่า“ ไฉน ท่าน ผู้ เป็น ยิว จึง ขอ น้ำ ดื่ม จาก ดิฉัน ผู้ เป็น หญิง ชาว สะ มา เรีย” (เพราะ พวก ยิว ไม่ คบหา ชาว สะ มา เรียเลย) {4:10} พระ เยซู ตรัส ตอบ นาง ว่า“ ถ้า เจ้า ได้ รู้จัก ของ ที่ พระเจ้า ประทาน และ รู้จัก ผู้ ที่ พูด กับ เจ้า ว่า‘ ขอ น้ำ ให้ เรา ดื่ม บ้าง’ เจ้า ก็ คง จะ ได้ ขอ จาก ท่าน ผู้ นั้น และ ท่าน ผู้ นั้น ก็ คง จะ ให้ น้ำ ธำรง ชีวิต แก่ เจ้า” {4:11} นาง ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน เจ้า คะ ท่าน ไม่ มี ถัง ตัก และ บ่อ นี้ ก็ ลึก ท่าน จะ ได้ น้ำ ธำรง ชีวิต นั้น มา จาก ไหน {4:12} ท่าน เป็น ใหญ่ กว่า ยา โค บ บรรพบุรุษ ของ เรา ผู้ ได้ ให้ บ่อ น้ำ นี้ แก่ เรา หรือ และ ยา โค บ เอง ก็ ได้ ดื่ม จาก บ่อ นี้ รวม ทั้ง บุตร และ ฝูง สัตว์ ของ ท่าน ด้วย” {4:13} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ทุก คน ที่ ดื่ม น้ำ นี้ จะ กระหาย อีก {4:14} แต่ ผู้ ที่ ดื่ม น้ำ ซึ่ง เรา จะ ให้ แก่ เขา นั้น จะ ไม่ กระหาย อีก เลย น้ำ ซึ่ง เรา จะ ให้ เขา นั้น จะ บังเกิด เป็น บ่อ น้ำพุ ใน ตัว เขา พลุ่ง ขึ้น ถึง ชีวิต นิรันดร์” {4:15} นาง ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน เจ้า คะ ขอ น้ำ นั้น ให้ ดิฉัน เถิด เพื่อ ดิฉัน จะ ได้ ไม่ กระหาย อีก และ จะ ได้ ไม่ ต้อง มา ตัก ที่ นี่” {4:16} พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ ไป เรียก ผัว ของ เจ้า มา นี่ เถิด” {4:17} นาง ทูล พระองค์ ว่า“ ดิฉัน ไม่ มี ผัว ค่ะ” พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ เจ้า พูด ถูก แล้ว ว่า ผัว ไม่ มี {4:18} เพราะ เจ้า ได้ มี ผัว ห้า คน แล้ว และ คน ที่ เจ้า มี อยู่ เดี๋ยวนี้ ก็ ไม่ ใช่ ผัว ของ เจ้า เรื่อง นี้ เจ้า พูด จริง” {4:19} นาง ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน เจ้า คะ ดิฉัน เห็น จริง แล้ว ว่า ท่าน เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ {4:20} บรรพบุรุษ ของ พวก เรา นมัสการ ที่ ภูเขา นี้ แต่ พวก ท่าน ว่า ตำบล ที่ ควร นมัสการ นั้น คือ เยรูซาเล็ม” {4:21} พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ หญิง เอ๋ย เชื่อ เรา เถิด คง มี วัน หนึ่ง ที่ พวก เจ้า จะ มิ ได้ ไหว้ นมัสการ พระ บิดา เฉพาะ ที่ ภูเขา นี้ หรือ ที่ เยรูซาเล็ม {4:22} ซึ่ง เจ้า นมัสการ นั้น เจ้า ไม่ รู้จัก ซึ่ง พวก เรา นมัสการ เรา รู้จัก เพราะ ความ รอด นั้น มา จาก พวก ยิว {4:23} แต่ วาระ นั้น ใกล้ เข้า มา แล้ว และ บัดนี้ ก็ ถึง แล้ว คือ เมื่อ ผู้ ที่ นมัสการ อย่าง ถูกต้อง จะ นมัสการ พระ บิดา ด้วย จิต วิญญาณ และ ความ จริง เพราะ ว่า พระ บิดา ทรง แสวง หา คน เช่น นั้น นมัสการ พระองค์ {4:24} พระเจ้า ทรง เป็น พระ วิญญาณ และ ผู้ ที่ นมัสการ พระองค์ ต้อง นมัสการ ด้วย จิต วิญญาณ และ ความ จริง” {4:25} นาง ทูล พระองค์ ว่า“ ดิฉัน ทราบ ว่า พระ เม สสิยาห์ (ที่ เรียก ว่า พระ คริสต์) จะ เสด็จ มา เมื่อ พระองค์ เสด็จ มา พระองค์ จะ ทรง ชี้แจง ทุก สิ่ง แก่ เรา” {4:26} พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ เรา ที่ พูด กับ เจ้า คือ ท่าน ผู้ นั้น” {4:27} ขณะ นั้น สาวก ของ พระองค์ ก็ มา ถึง เขา ประหลาด ใจ ที่ พระองค์ ทรง สนทนา กับ ผู้หญิง แต่ ไม่ มี ใคร ถาม ว่า“ พระองค์ ทรง ประสงค์ อะไร” หรือ“ ทำไม พระองค์ จึง ทรง สนทนา กับ นาง” {4:28} หญิง นั้น จึง ทิ้ง หม้อน้ำ ไว้ และ เข้า ไป ใน เมือง บอก คน ทั้งปวง ว่า {4:29} “ มา เถิด มา ดู ท่าน ผู้ หนึ่ง ที่ เล่า ถึง สิ่ง สารพัด ซึ่ง ฉัน ได้ กระทำ ท่าน ผู้ นี้ จะ เป็น พระ คริสต์ ได้ ไหม” {4:30} คน ทั้งหลาย จึง พา กัน ออก จาก เมือง ไป หา พระองค์ {4:31} ใน ระหว่าง นั้น พวก สาวก ทูล เชิญ พระองค์ ว่า“ พระ อาจารย์ เจ้าข้า เชิญ รับประทาน เถิด” {4:32} แต่ พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา มี อาหาร รับประทาน ที่ ท่าน ทั้งหลาย ไม่ รู้” {4:33} พวก สาวก จึง ถาม กัน ว่า“ มี ใคร เอา อาหาร มา ถวาย พระองค์ แล้ว หรือ” {4:34} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ อาหาร ของ เรา คือ การ กระทำ ตาม พระทัย ของ พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา และ ทำให้ งาน ของ พระองค์ สำเร็จ {4:35} ท่าน ทั้งหลาย ว่า อีก สี่ เดือน จะ ถึง ฤดู เกี่ยว ข้าว มิ ใช่ หรือ เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า เงย หน้า ขึ้น ดู นา เถิด ว่า ทุ่ง นา เหลือง อร่าม ถึง เวลา เกี่ยว แล้ว {4:36} คน เกี่ยว ก็ กำลัง ได้ รับ ค่า จ้าง และ กำลัง ส่ำ สม พืช ผล ไว้ สำหรับ ชีวิต นิรันดร์ เพื่อ ทั้งคน หว่าน และ คน เกี่ยว จะ ชื่นชม ยินดี ด้วย กัน {4:37} เพราะ ใน เรื่อง นี้ คำ ที่ กล่าว ไว้ นี้ เป็น ความ จริง คือ‘ คน หนึ่ง หว่าน และ อีก คน หนึ่ง เกี่ยว’ {4:38} เรา ใช้ ท่าน ทั้งหลาย ไป เกี่ยว สิ่ง ที่ ท่าน มิ ได้ ลงแรง ทำ คน อื่น ได้ ลงแรง ทำ และ ท่าน ได้ รับ ประโยชน์ จาก แรง ของ เขา” {4:39} ชาว สะ มา เรีย เป็น อัน มาก ที่ มา จาก เมือง นั้น ได้ มี ศรัทธา ใน พระองค์ เพราะ คำ พยาน ของ หญิง ผู้ นั้น ที่ ว่า“ ท่าน เล่า ถึง สิ่ง สารพัด ซึ่ง ฉัน ได้ ทำ” {4:40} ฉะนั้น เมื่อ ชาว สะ มา เรีย มา ถึง พระองค์ เขา จึง ทูล เชิญ พระองค์ ให้ ประทับ อยู่ กับ เขา และ พระองค์ ก็ ประทับ ที่ นั่น สอง วัน {4:41} และ คน อื่น เป็น จำนวน มาก ได้ วางใจ เพราะ พระ ดำรัส ของ พระองค์ {4:42} เขา เหล่า นั้น พูด กับ หญิง นั้น ว่า“ ตั้งแต่ นี้ ไป ที่ เรา เชื่อ นั้น มิ ใช่ เพราะ คำ ของ เจ้า แต่ เพราะ เรา ได้ยิน เอง และ เรา รู้ ว่า ท่าน องค์ นี้ แหละ เป็น พระ ผู้ ช่วย โลก ให้ รอด ที่ แท้ จริง” {i4:43} พระ เยซู ทรง รักษา บุตร ชาย ของ ข้าราชการ คน หนึ่ง {4:43} ครั้น ล่วง ไป สอง วันพระ องค์ ก็ เสด็จ ออก จาก ที่ นั่น ไป ยัง แคว้น กา ลิ ลี {4:44} เพราะ พระ เยซู เอง ทรง เป็น พยาน ว่า ผู้ เผย พระ วจนะ นั้น ไม่ ได้ รับ เกียรติ ใน เมือง ของ ตน {4:45} ฉะนั้น เมื่อ พระองค์ เสด็จ ไป ถึง แคว้น กา ลิ ลี ชาว กา ลิ ลี ได้ ต้อนรับ พระองค์ เพราะ เขา ได้ เห็น ทุก สิ่ง ซึ่ง พระองค์ ได้ ทรง กระทำ ใน เทศกาล ณ กรุง เยรูซาเล็ม เพราะ เขา ทั้งหลาย ก็ ได้ ไป ใน เทศกาล นั้น ด้วย {4:46} ฉะนั้น พระองค์ จึง ได้ เสด็จ ไป ยัง หมู่บ้าน คา นา แคว้น กา ลิ ลี อีก อัน เป็น ที่ ซึ่ง พระองค์ ทรง กระทำ ให้ น้ำ กลาย เป็น เหล้า องุ่น และ ที่ เมือง คา เป อร นา อุ ม มี ข้าราชการ คน หนึ่ง บุตร ชาย ของ ท่าน ป่วย หนัก {4:47} เมื่อ ท่าน ได้ ทราบ ข่าว ว่า พระ เยซู ได้ เสด็จ จาก แคว้น ยู เดีย ไป ยัง แคว้น กา ลิ ลี แล้ว ท่าน จึง ไป ทูล อ้อนวอน พระองค์ ให้ เสด็จ ไป รักษา บุตร ของ ตน เพราะ บุตร จวน จะ ตาย แล้ว {4:48} พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ ถ้า พวก ท่าน ไม่ เห็น หมาย สำคัญ และ การ อัศจรรย์ ท่าน ก็ จะ ไม่ เชื่อ” {4:49} ข้าราชการ ผู้ นั้น ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ขอ เสด็จ ไป ก่อน ที่ บุตร ของ ข้า พระองค์ จะ ตาย” {4:50} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ กลับ ไป เถิด บุตร ของ ท่าน จะ ไม่ ตาย” ข้าราชการ ผู้ นั้น เชื่อ พระ ดำรัส ที่ พระ เยซู ตรัส กับ ท่าน จึง ทูล ลา ไป {4:51} ขณะ ที่ ท่าน กลับ ไป นั้น พวก บ่าว ของ ท่าน ได้ มา พบ และ เรียน ท่าน ว่า บุตร ของ ท่าน หาย แล้ว {4:52} ท่าน จึง ถาม ถึง เวลา ที่ บุตร ค่อย ทุเลา ขึ้น นั้น และ พวก บ่าว ก็ เรียน ท่าน ว่า“ ไข้ หาย เมื่อ วาน นี้ เวลา บ่าย โมง” {4:53} บิดา จึง รู้ ว่า ชั่วโมง นั้น เป็น เวลา ที่ พระ เยซู ได้ ตรัส กับ ตน ว่า“ บุตร ของ ท่าน จะ ไม่ ตาย” และ ท่าน เอง ก็ เชื่อ พร้อม ทั้ง ครัว เรือน ของ ท่าน ด้วย {4:54} นี่ เป็น หมาย สำคัญ ที่ สอง ซึ่ง พระ เยซู ทรง กระทำ เมื่อ พระองค์ เสด็จ จาก แคว้น ยู เดีย ไป ยัง แคว้น กา ลิ ลี {i5:1} การ รักษา โรค ที่ สระ น้ำ {5:1} หลัง จาก นั้น ก็ ถึง เทศกาล ของ พวก ยิว และ พระ เยซู ก็ เสด็จ ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม {5:2} ใน กรุง เยรูซาเล็ม ที่ ริม ประตู แกะ มี สระ อยู่ สระ หนึ่ง ภาษา ฮีบรู เรียก สระ นั้น ว่า เบธซาธา เป็น ที่ ซึ่ง มี ศาลา ห้า หลัง {5:3} ใน ศาลา เหล่า นั้น มี คน ป่วย เป็น อัน มาก คน ตาบ อด คน ง่อย และ คน เป็น อัมพาต นอน อยู่ {5:4} ด้วย มี ทูต สวรรค์ องค์ หนึ่ง ลง มาก วน น้ำ ใน สระ นั้น เป็น ครั้ง คราว เมื่อ น้ำ กระเพื่อม นั้น ผู้ ใด ก้าว ลง ไป ใน น้ำ ก่อน ก็ จะ หาย จาก โรค ที่ เขา เป็นอยู่ นั้น {5:5} ที่ นั่น มี ชาย คน หนึ่ง ป่วย มา สาม สิบ แปด ปี แล้ว {5:6} เมื่อ พระ เยซู ทอด พระ เนตร คน นั้น และ ทรง ทราบ ว่า เขา ป่วย อยู่ อย่าง นั้น นาน แล้ว พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า“ เจ้า ปรารถนา จะ หาย โรค หรือ” {5:7} คน ป่วย นั้น ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ ท่าน เจ้าข้า เมื่อ น้ำ กำลัง กระเพื่อม นั้น ไม่ มี ผู้ ใด ที่ จะ เอา ตัว ข้าพเจ้า ลง ไป ใน สระ และ เมื่อ ข้าพเจ้า กำลัง ไป คน อื่น ก็ ลง ไป ก่อน แล้ว” {5:8} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ จง ลุก ขึ้น ยก แคร่ ของ เจ้า เดิน ไป เถิด” {5:9} ใน ทันใด นั้น คน นั้น ก็ หาย โรค และ เขา ก็ ยก แคร่ ของ เขา เดิน ไป วัน นั้น เป็น วัน สะ บา โต {5:10} ดังนั้น พวก ยิว จึง พูด กับ ชาย ที่ หาย โรค นั้น ว่า“ วัน นี้ เป็น วัน สะ บา โต ที่ เจ้า แบก แคร่ ไป นั้น ก็ ผิด ธรรม บัญญัติ” {5:11} คน นั้น จึง ตอบ เขา เหล่า นั้น ว่า“ ท่าน ที่ รักษา ข้าพเจ้า ให้ หาย โรค ได้ สั่ง ข้าพเจ้า ว่า‘ จง ยก แคร่ ของ เจ้า แบก เดิน ไป เถิด’” {5:12} เขา เหล่า นั้น ถาม คน นั้น ว่า“ คน ที่ สั่ง เจ้า ว่า‘ จง ยก แคร่ ของ เจ้า แบก เดิน ไป เถิด’ นั้น เป็น ผู้ ใด” {5:13} คน ที่ ได้ รับ การ รักษา ให้ หาย โรค นั้น ไม่ รู้ ว่า เป็น ผู้ ใด เพราะ พระ เยซู เสด็จ หลบ ไป แล้ว เนื่อง จาก ขณะ นั้น มี คน อยู่ ที่ นั่น เป็น อัน มาก {5:14} ภายหลัง พระ เยซู ได้ ทรง พบ คน นั้น ใน บริเวณ พระ วิหาร และ ตรัส กับ เขา ว่า“ นี่แน่ะ เจ้า หาย โรค แล้ว อย่า ทำบาป อีก มิ ฉะนั้น เหตุ ร้าย กว่า นั้น จะ เกิด กับ เจ้า” {5:15} ชาย คน นั้น ก็ ได้ ออก ไป บอก พวก ยิว ว่า ท่าน ที่ ได้ รักษา เขา ให้ หาย โรค นั้น คือ พระ เยซู {5:16} เหตุ ฉะนั้น พวก ยิว จึง ข่มเหง พระ เยซู เพราะ พระองค์ ทรง กระทำ เช่น นั้น ใน วัน สะ บา โต {5:17} แต่ พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ พระ บิดา ของ เรา ยัง ทรง ทำ อยู่ เรื่อยๆ และ เรา ก็ ทำ ด้วย” {5:18} เหตุ ฉะนั้น พวก ยิว ยิ่ง แสวง โอกาส ที่ จะ ฆ่า พระองค์ มิ ใช่ เพราะ พระองค์ ล่วง กฎ วัน สะ บา โต เท่านั้น แต่ ยัง ได้ เรียก พระเจ้า ว่า เป็น บิดา ของ ตน ด้วย ซึ่ง เป็น การ กระทำ ตน เสมอ กับ พระเจ้า {i5:19} อำนาจ หน้าที่ ของ พระ บุตร {5:19} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า พระ บุตร จะ กระทำ สิ่ง ใด ตามใจ ไม่ ได้ นอกจาก ที่ ได้ เห็น พระ บิดา ทรง กระทำ เพราะ สิ่ง ใด ที่ พระ บิดา ทรง กระทำ สิ่ง นั้น พระ บุตร จึง ทรง กระทำ ด้วย {5:20} เพราะ ว่า พระ บิดา ทรง รัก พระ บุตร และ ทรง สำแดง ให้ พระ บุตร เห็น ทุก สิ่ง ที่ พระองค์ ทรง กระทำ และ พระองค์ จะ ทรง สำแดง ให้ พระ บุตร เห็น การ ที่ ยิ่งใหญ่ กว่า นั้น อีก ซึ่ง ท่าน ทั้งหลาย จะ ประหลาด ใจ {5:21} เพราะ พระ บิดา ทรง ทำให้ คน ที่ ตาย แล้ว ฟื้น ขึ้น มา มี ชีวิต ฉัน ใด ถ้า พระ บุตร ปรารถนา จะ กระทำ ให้ ผู้ ใด มี ชีวิต ก็ จะ กระทำ เหมือน กัน ฉัน นั้น {5:22} เพราะ ว่า พระ บิดา มิ ได้ ทรง พิพากษา ผู้ ใด แต่ พระองค์ ได้ ทรง มอบ การ พิพากษา ทั้งสิ้น ไว้ กับ พระ บุตร {5:23} เพื่อ คน ทั้งปวง จะ ได้ ถวาย เกียรติ แด่ พระ บุตร เหมือน ที่ เขา ถวาย เกียรติ แด่ พระ บิดา ผู้ ใด ไม่ ถวาย เกียรติ แด่ พระ บุตร ผู้ นั้น ก็ ไม่ ถวาย เกียรติ แด่ พระ บิดา ผู้ ทรง ใช้ พระ บุตร มา {5:24} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ถ้า ผู้ ใด ฟัง คำ ของ เรา และ วางใจ ใน พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา ผู้ นั้น ก็ มี ชีวิต นิรันดร์ และ ไม่ ถูก พิพากษา แต่ ได้ ผ่าน พ้น ความ ตาย ไป สู่ ชีวิต แล้ว {5:25} “ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า เวลา ที่ กำหนด นั้น ใกล้ จะ ถึง แล้ว และ บัดนี้ ก็ ถึง แล้ว คือ เมื่อ ผู้ ที่ ตาย แล้ว จะ ได้ยิน พระ สุรเสียง แห่ง พระ บุตร ของ พระเจ้า และ บรรดา ผู้ ที่ ได้ยิน จะ มี ชีวิต {5:26} เพราะ ว่า พระ บิดา ทรง มี ชีวิต ใน พระองค์ เอง ฉัน ใด พระองค์ ก็ ได้ ทรง ประทาน ให้ พระ บุตร มี ชีวิต ใน พระองค์ ฉัน นั้น {5:27} และ ได้ ทรง ประทาน ให้ พระ บุตร มี สิทธิ อำนาจ ที่ จะ พิพากษา เพราะ พระองค์ ทรง เป็น บุตร มนุษย์ {5:28} อย่า ประหลาด ใจ ใน ข้อ นี้ เลย เพราะ ใกล้ จะ ถึง เวลา ที่ บรรดา ผู้ ที่ อยู่ ใน อุโมงค์ ฝัง ศพ จะ ได้ยิน พระ สุรเสียง ของ พระองค์ {5:29} และ จะ ได้ ออก มา บรรดา ผู้ ที่ ได้ ประพฤติ ดี ก็ ฟื้น ขึ้น สู่ ชีวิต บรรดา ผู้ ที่ ได้ ประพฤติ ชั่ว ก็ จะ ฟื้น ขึ้น สู่ การ พิพากษา {i5:30} บรรดา พยาน ของ พระ เยซู {5:30} “ เรา จะ ทำ สิ่ง ใด ตาม อำเภอ ใจ ไม่ ได้ เรา ได้ยิน อย่างไร เรา ก็ พิพากษา อย่าง นั้น และ การ พิพากษา ของ เรา ก็ ยุติธรรม เพราะ เรา มิ ได้ มุ่ง ที่ จะ ทำ ตามใจ ของ เรา เอง แต่ ตาม พระ ประสงค์ ของ พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {5:31} ถ้า เรา เป็น พยาน ให้ แก่ ตัว เรา เอง คำ พยาน ของ เรา ก็ ไม่ จริง {5:32} มี อีก ผู้ หนึ่ง ที่ เป็น พยาน ให้ แก่ เรา และ เรา รู้ ว่า คำ พยาน ที่ พระองค์ ทรง เป็น พยาน ให้ แก่ เรา นั้น เป็น ความ จริง {5:33} ท่าน ทั้งหลาย ได้ ใช้ คน ไป หา ยอห์นและยอห์น ก็ ได้ เป็น พยาน ให้ แก่ ความ จริง {5:34} มิ ใช่ ว่า คำ พยาน ซึ่ง เรา ได้ รับ นั้น มา จาก มนุษย์ แต่ ที่ เรา กล่าว สิ่ง เหล่า นี้ ก็ เพื่อ ให้ ท่าน ทั้งหลาย รอด {5:35} ยอห์น เป็น โคม ที่ จุด สว่าง ไสว และ ท่าน ทั้งหลาย ก็ พอใจ ที่ จะ ชื่นชม ยินดี ชั่ว ขณะ หนึ่ง ใน ความ สว่าง ของ ยอห์นนั้น {5:36} แต่ คำ พยาน ที่ เรา มี นั้น ยิ่งใหญ่ กว่า คำ พยาน ของ ยอห์น เพราะ ว่า งาน ที่ พระ บิดา ทรง มอบ ให้ เรา ทำให้ สำเร็จ งาน นี้ แหละ ที่ เรา กำลัง ทำ อยู่ เป็น พยาน ให้ แก่ เรา ว่า พระ บิดา ทรง ใช้ เรา มา {5:37} และ พระ บิดา ผู้ ทรง ใช้ เรา มา พระองค์ เอง ก็ ได้ ทรง เป็น พยาน ให้ แก่ เรา ท่าน ทั้งหลาย ไม่ เคย ได้ยิน พระ สุรเสียง ของ พระองค์ และ ไม่ เคย เห็น รูปร่าง ของ พระองค์ {5:38} และ ท่าน ทั้งหลาย ไม่ มี พระ ดำรัส ของ พระองค์ อยู่ ใน ตัว ท่าน เพราะ ว่า ท่าน ทั้งหลาย มิ ได้ วางใจ ใน พระองค์ ผู้ ที่ พระ บิดา ทรง ใช้ มา นั้น {5:39} ท่าน ทั้งหลาย ค้น ดู ใน พระ คัมภีร์ เพราะ ท่าน คิด ว่า ใน นั้น มี ชีวิต นิรันดร์ และ พระ คัมภีร์ นั้น เป็น พยาน ให้ แก่ เรา {5:40} แต่ ท่าน ทั้งหลาย ไม่ ยอม มา หา เรา เพื่อ จะ ได้ ชีวิต {5:41} เรา ไม่ คอย รับ เกียรติ จาก มนุษย์ {5:42} แต่ เรา รู้ ว่า ท่าน ไม่ มี ความ รัก พระเจ้า ใน ตัว ท่าน {5:43} เรา ได้ มา ใน พระ นาม พระ บิดา ของ เรา และ ท่าน ทั้งหลาย มิ ได้ รับ เรา ถ้า ผู้ อื่น มา ใน นาม ของ เขา เอง ท่าน ทั้งหลาย ก็ จะ รับ ผู้ นั้น {5:44} ผู้ ที่ ได้ รับ ยศ ศักดิ์ จาก กันเอง และ มิ ได้ แสวง หา ยศ ศักดิ์ ซึ่ง มา จาก พระองค์ ผู้ ทรง เป็น พระเจ้า แต่ องค์ เดียว ท่าน จะ เชื่อ ผู้ นั้น ได้ อย่างไร {5:45} อย่า คิด ว่า เรา จะ ฟ้อง ท่าน ทั้งหลาย ต่อ พระ บิดา มี ผู้ ฟ้อง ท่าน แล้ว คือ โมเสส ผู้ ซึ่ง ท่าน ทั้งหลาย หวังใจ อยู่ {5:46} ถ้า ท่าน ทั้งหลาย เชื่อ โมเสส ท่าน ทั้งหลาย ก็ คง จะ เชื่อ เรา เพราะ โมเสส ได้ เขียน กล่าว ถึง เรา {5:47} แต่ ถ้า ท่าน ทั้งหลาย ไม่ เชื่อ เรื่อง ที่ โมเสส เขียน แล้ว ท่าน จะ เชื่อ ถ้อยคำ ของ เรา อย่างไร ได้” {i6:1} การ เลี้ยง คน ห้า พัน (มธ.14:13-21; มก.6:30-44; ลก.9:10-17) {6:1} หลัง จาก นั้น พระ เยซู ก็ เสด็จ ไป ข้าม ทะเลสาบ กา ลิ ลี คือ ทะเล ทิเบเรียส {6:2} คน เป็น อัน มาก ได้ ตาม พระองค์ ไป เพราะ เขา เหล่า นั้น ได้ เห็น หมาย สำคัญ ที่ พระองค์ ได้ ทรง กระทำ ต่อ บรรดา คน ป่วย {6:3} พระ เยซู เสด็จ ขึ้น ไป บน ภูเขา และ ประทับ กับ เหล่า สาวก ของ พระองค์ {6:4} ขณะ นั้น ใกล้ จะ ถึง ปัส กา ซึ่ง เป็น เทศกาล ของ พวก ยิว แล้ว {6:5} พระ เยซู ทรง เงย พระ พักตร์ ทอด พระ เนตร เห็น คน เป็น อัน มาก พา กัน มา หา พระองค์ พระองค์ จึง ตรัส กับ ฟีลิปว่า“ ทำ อย่างไร เรา จึง จะ ซื้อ อาหาร ให้ คน เหล่า นี้ กิน ได้” {6:6} พระองค์ ตรัส อย่าง นั้น เพื่อ จะ ลอง ใจ ฟีลิป เพราะ พระองค์ ทรง ทราบ แล้ว ว่า พระองค์ จะ ทรง กระทำ ประการ ใด {6:7} ฟีลิป ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ สอง ร้อย เหรียญ เด นา ริ อัน ก็ ไม่ พอ ซื้อ อาหาร ให้ เขา กิน กัน คน ละ เล็ก ละ น้อย” {6:8} สาวก คน หนึ่ง ของ พระองค์ คือ อัน ดรูว์ น้อง ชาย ของ ซี โม นเปโตร ทูล พระองค์ ว่า {6:9} “ ที่ นี่ มี เด็ก คน หนึ่ง มี ขนม บา ร ลี ห้า ก้อน กับ ปลา สอง ตัว แต่ เท่านั้น จะ พอ อะไร กับ คน มาก อย่าง นี้” {6:10} พระ เยซู ตรัส ว่า“ ให้ คน ทั้งปวง นั่ง ลง เถิด” ที่ นั่น มี หญ้า มาก คน เหล่า นั้น จึง นั่ง ลง นับ แต่ ผู้ชาย ได้ ประมาณ ห้า พัน คน {6:11} แล้ว พระ เยซู ก็ ทรง หยิบ ขนม ปัง นั้น เมื่อ โมทนา พระคุณ แล้ว ก็ ทรง แจก แก่ บรรดา คน ที่นั่ง อยู่ นั้น และ ให้ ปลา ด้วย ตาม ที่ เขา ปรารถนา {6:12} เมื่อ เขา ทั้งหลาย กิน อิ่ม แล้ว พระ เยซู ตรัส กับ เหล่า สาวก ของ พระองค์ ว่า“ จง เก็บ เศษ อาหาร ที่ เหลือ ไว้ อย่า ให้ มี สิ่ง ใด ตกหล่น” {6:13} เขา จึง เก็บ เศษ ขนม บา ร ลี ห้า ก้อน ซึ่ง เหลือ จาก ที่ คน ทั้งหลาย ได้ กิน แล้ว นั้น ใส่ กระบุง ได้ สิบ สอง กระบุง เต็ม {6:14} เมื่อ คน ทั้งหลาย ได้ เห็น หมาย สำคัญ ซึ่ง พระองค์ ได้ ทรง กระทำ เขา ก็ พูด กัน ว่า“ แท้ จริง ท่าน ผู้ นี้ เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ นั้น ที่ ทรง กำหนด ให้ มา ใน โลก” {6:15} เมื่อ พระ เยซู ทรง ทราบ ว่า เขา ทั้งหลาย จะ มา จับ พระองค์ ไป ตั้ง ให้ เป็น กษัตริย์ พระองค์ ก็ เสด็จ ไป ที่ ภูเขา อีก แต่ ลำพัง {i6:16} พระ เยซู ทรง ดำเนิน บน ทะเลสาบ (มธ.14:22-27; มก.6:45-52) {6:16} พอ ค่ำ ลง เหล่า สาวก ของ พระองค์ ก็ ได้ ไป ที่ ทะเลสาบ {6:17} แล้ว ลง เรือ ข้าม ฟาก ไป ยัง คา เป อร นา อุ ม มืด แล้ว แต่ พระ เยซู ก็ ยัง มิ ได้ เสด็จ ไป ถึง เขา {6:18} ทะเล ก็ กำเริบ ขึ้น เพราะ ลม พัด กล้า {6:19} เมื่อ เขา ทั้งหลาย ตี กรรเชียง ไป ได้ ประมาณ ห้า หก กิโลเมตร เขา ก็ เห็น พระ เยซู เสด็จ ดำเนิน มา บน ทะเล ใกล้ เรือ เขา ต่าง ก็ ตกใจ กลัว {6:20} แต่ พระองค์ ตรัส แก่ เขา ว่า“ นี่ เรา เอง แหละ อย่า กลัว เลย” {6:21} ดังนั้น เขา จึง รับ พระองค์ ขึ้น เรือ ด้วย ความ ยินดี แล้ว ทันใด นั้น เรือ ก็ ถึง ฝั่ง ที่ เขา จะ ไป นั้น {i6:22} ประชาชน ตาม หา พระ เยซู {6:22} วัน รุ่งขึ้น คน ที่ เหลือ อยู่ ฝั่ง ข้าง โน้น เห็น ว่า ก่อน นั้น มี เรือ อยู่ ที่ นั่น เพียง ลำ เดียว และ เห็น ว่า พระ เยซู มิ ได้ เสด็จ ลง เรือ ลำ นั้น ไป กับ เหล่า สาวก เหล่า สาวก ของ พระองค์ ไป ตาม ลำพัง เท่านั้น {6:23} แต่ ก็ มี เรือ ลำ อื่น มา จาก ทิเบเรียส ผ่าน มา ใกล้ ตำบล ที่ เขา ได้ กิน ขนม ปัง หลัง จาก ที่ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ได้ ทรง ขอบพระคุณ แล้ว {6:24} เหตุ ฉะนั้น เมื่อ ประชาชน เห็น ว่า พระ เยซู และ เหล่า สาวก ไม่ ได้ อยู่ ที่ นั่น เขา จึง ลง เรือ ไป ตาม หา พระ เยซู ที่ เมือง คา เป อร นา อุ ม {i6:25} พระ เยซู คือ อาหาร แห่ง ชีวิต {6:25} ครั้น เขา ได้ พบ พระองค์ ที่ ฝั่ง ทะเลสาบ ข้าง โน้น แล้ว เขา ทั้งหลาย ทูล พระองค์ ว่า“ พระ อาจารย์ เจ้าข้า ท่าน มา ที่ นี่ เมื่อไร” {6:26} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ท่าน ทั้งหลาย ตาม หา เรา มิ ใช่ เพราะ ได้ เห็น หมาย สำคัญ แต่ เพราะ ได้ กิน ขนม ปัง อิ่ม {6:27} อย่า ขวนขวาย หา อาหาร ที่ เสื่อม สิ้น ไป แต่ จง หา อาหาร ที่ ดำรง อยู่ คือ อาหาร แห่ง ชีวิต นิรันดร์ ซึ่ง บุตร มนุษย์ จะ ให้ แก่ ท่าน เพราะ พระเจ้า คือ พระ บิดา ได้ ทรง ประทับ ตรา มอบ อำนาจ แก่ พระ บุตร แล้ว” {6:28} แล้ว เขา ทั้งหลาย ก็ ทูล พระองค์ ว่า“ ข้าพเจ้า ทั้งหลาย จะ ต้อง ทำ ประการ ใด จึง จะ ทำงาน ของ พระเจ้า ได้” {6:29} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ งาน ของ พระเจ้า นั้น คือ การ ที่ ท่าน วางใจ ใน ท่าน ที่ พระองค์ ทรง ใช้ มา” {6:30} เขา ทั้งหลาย จึง ทูล พระองค์ ว่า“ ถ้า เช่น นั้น ท่าน จะ กระทำ หมาย สำคัญ อะไร เพื่อ ข้าพเจ้า ทั้งหลาย จะ เห็น และ วางใจ ใน ท่าน ท่าน จะ กระทำ อะไร บ้าง {6:31} บรรพบุรุษ ของ ข้าพเจ้า ทั้งหลาย ได้ กิน มา นา ใน ถิ่น ทุรกันดาร ตาม ที่ มี คำ เขียน ไว้ ว่า‘ ท่าน ได้ ให้ เขา กิน อาหาร จาก สวรรค์’” {6:32} พระ เยซู ก็ ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า มิ ใช่ โมเสส ที่ ให้ อาหาร จาก สวรรค์ นั้น แก่ ท่าน แต่ พระ บิดา ของ เรา ประทาน อาหาร แท้ ซึ่ง มา จาก สวรรค์ ให้ แก่ ท่าน ทั้งหลาย {6:33} เพราะ ว่า อาหาร ของ พระเจ้า นั้น คือ ท่าน ที่ ลง มา จาก สวรรค์ และ ประทาน ชีวิต ให้ แก่ โลก” {6:34} เขา ทั้งหลาย จึง ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน เจ้าข้า โปรด ให้ อาหาร นั้น แก่ ข้าพเจ้า ทั้งหลาย เสมอ ไป เถิด” {6:35} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา เป็น อาหาร แห่ง ชีวิต ผู้ ที่ มา หา เรา จะ ไม่ หิว และ ผู้ ที่ วางใจ ใน เรา จะ ไม่ กระหาย อีก เลย {6:36} แต่ เรา ได้ บอก ท่าน ทั้งหลาย แล้ว ว่า ท่าน ได้ เห็น เรา แล้ว แต่ ก็ ไม่ เชื่อ {6:37} สารพัด ที่ พระ บิดา ทรง ประทาน แก่ เรา จะ มา สู่ เรา และ ผู้ ที่ มา หา เรา เรา ก็ จะ ไม่ ทิ้ง เขา เลย {6:38} เพราะ ว่า เรา ได้ ลง มา จาก สวรรค์ มิ ใช่ เพื่อ กระทำ ตาม ความ ประสงค์ ของ เรา เอง แต่ เพื่อ กระทำ ตาม พระ ประสงค์ ของ พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {6:39} และ พระ ประสงค์ ของ พระ บิดา ผู้ ทรง ใช้ เรา มา นั้น ก็ คือ ให้ เรา รักษา บรรดา ผู้ ที่ พระองค์ ได้ ทรง มอบ ไว้ กับ เรา มิ ให้ หาย ไป สัก คน เดียว แต่ ให้ ฟื้น ขึ้น มา ใน วัน ที่สุด {6:40} เพราะ นี่แหละ เป็น พระ ประสงค์ ของ พระ บิดา ของ เรา ที่ จะ ให้ ทุก คน ที่ เห็น พระ บุตร และ วางใจ ใน พระ บุตร ได้ มี ชีวิต นิรันดร์ และ เรา จะ ให้ ผู้ นั้น ฟื้น ขึ้น มา ใน วัน สุดท้าย” {6:41} พวก ยิว จึง ซุบซิบ กัน เรื่อง พระองค์ เพราะ พระองค์ ตรัส ว่า“ เรา เป็น อาหาร ซึ่ง ลง มา จาก สวรรค์” {6:42} เขา ทั้งหลาย ว่า“ คน นี้ เป็น เยซู ลูก ของ โย เซฟ มิ ใช่ หรือ พ่อ แม่ ของ เขา เรา ก็ รู้จัก เหตุ ใด คน นี้ จึง พูด ว่า‘ เรา ได้ ลง มา จาก สวรรค์’” {6:43} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา เหล่า นั้น ว่า“ อย่า ซุบซิบ กัน เลย {6:44} ไม่ มี ผู้ ใด มา ถึง เรา ได้ นอกจาก พระ บิดา ผู้ ทรง ใช้ เรา มา จะ ทรง ชักนำ ให้ เขา มา และ เรา จะ ให้ ผู้ นั้น ฟื้น ขึ้น มา ใน วัน สุดท้าย {6:45} มี คำ เขียน ไว้ ใน คัมภีร์ ผู้ เผย พระ วจนะ ว่า‘ พระเจ้า จะ ทรง สั่งสอน เขา ทุก คน’ ทุก คน ที่ ได้ยิน ได้ ฟัง และ ได้ เรียนรู้ จาก พระ บิดา ก็ มา ถึง เรา {6:46} ไม่ มี ผู้ ใด ได้ เห็น พระ บิดา นอกจาก ท่าน ที่ มา จาก พระเจ้า ท่าน นั้น แหละ ได้ เห็น พระ บิดา แล้ว {6:47} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ผู้ ที่ วางใจ ใน เรา ก็ มี ชีวิต นิรันดร์ {6:48} เรา เป็น อาหาร แห่ง ชีวิต {6:49} บรรพบุรุษ ของ ท่าน ทั้งหลาย ได้ กิน มา นา ใน ถิ่น ทุรกันดาร และ สิ้น ชีวิต {6:50} แต่ นี่ เป็น อาหาร ที่ ลง มา จาก สวรรค์ เพื่อ ให้ ผู้ ที่ ได้ กิน แล้ว ไม่ ตาย {6:51} เรา เป็น อาหาร ที่ ธำรง ชีวิต ซึ่ง ลง มา จาก สวรรค์ ถ้า ผู้ ใด กิน อาหาร นี้ ผู้ นั้น จะ มี ชีวิต นิรันดร์ และ อาหาร ที่ เรา จะ ให้ เพื่อ เห็นแก่ ชีวิต ของ โลก นั้น ก็ คือ เลือดเนื้อ ของ เรา” {6:52} แล้ว พวก ยิว ก็ ทุ่มเถียง กัน ว่า“ ผู้ นี้ จะ เอา เนื้อ ของ เขา ให้ เรา กิน ได้ อย่างไร” {6:53} พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ถ้า ท่าน ไม่ กิน เนื้อ และ ไม่ ดื่ม โลหิต ของ บุตร มนุษย์ ท่าน ก็ ไม่ มี ชีวิต ใน ตัว ท่าน {6:54} ผู้ ที่ กิน เนื้อ และ ดื่ม โลหิต ของ เรา ก็ มี ชีวิต นิรันดร์ และ เรา จะ ให้ ผู้ นั้น ฟื้น ขึ้น มา ใน วัน สุดท้าย {6:55} เพราะ ว่า เนื้อ ของ เรา เป็น อาหาร แท้ และ โลหิต ของ เรา ก็ เป็น ของ ดื่ม แท้ {6:56} ผู้ ที่ กิน เนื้อ และ ดื่ม โลหิต ของ เรา ผู้ นั้น ก็ อยู่ กับ เรา และ เรา อยู่ กับ เขา {6:57} พระ บิดา ผู้ ทรง ดำรง พระ ชนม์ ได้ ทรง ใช้ เรา มา และ เรา มี ชีวิต เพราะ พระ บิดา นั้น ฉัน ใด ผู้ ที่ กิน เรา ผู้ นั้น ก็ จะ มี ชีวิต เพราะ เรา ฉัน นั้น {6:58} นี่แหละ เป็น อาหาร ซึ่ง ลง มา จาก สวรรค์ ไม่ เหมือน กับ อาหาร ที่ พวก บรรพบุรุษ ได้ กิน และ สิ้น ชีวิต ผู้ ที่ กิน อาหาร นี้ จะ มี ชีวิต นิรันดร์” {6:59} คำ เหล่า นี้ พระองค์ ได้ ตรัส ใน ธรรม ศาลา ขณะ ที่ พระองค์ ทรง สั่งสอน อยู่ ที่ เมือง คา เป อร นา อุ ม {i6:60} ถ้อยคำ ที่ ให้ มี ชีวิต นิรันดร์ {6:60} เมื่อ เหล่า สาวก ของ พระองค์ หลาย คน ได้ ฟัง เช่น นั้น ก็ พูด ว่า“ ถ้อยคำ เหล่า นี้ ยาก นัก ใคร จะ ฟัง ได้” {6:61} แต่ พระ เยซู ทรง ตระหนัก ว่า เหล่า สาวก ของ พระองค์ ซุบซิบ กัน ถึง เรื่อง นั้น จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ เรื่อง นี้ ทำให้ ท่าน ทั้งหลาย ลำบาก ใจ หรือ {6:62} ถ้า ท่าน จะ ได้ เห็น บุตร มนุษย์ เสด็จ ขึ้น ไป ยัง ที่ ที่ ท่าน อยู่ แต่ ก่อน นั้น ท่าน จะ ว่า อย่างไร {6:63} จิต วิญญาณ เป็น ที่ ให้ มี ชีวิต ส่วน เนื้อ หนัง ไม่ มี ประโยชน์ อัน ใด ถ้อยคำ ซึ่ง เรา ได้ กล่าว กับ ท่าน ทั้งหลาย นั้น เป็น จิต วิญญาณ และ เป็น ชีวิต {6:64} แต่ ใน พวก ท่าน มี บาง คน ที่ ไม่ เชื่อ” เพราะ พระ เยซู ทรง ทราบ แต่ แรก ว่า ผู้ ใด ไม่ เชื่อ พระองค์ และ เป็น ผู้ ใด ที่ จะ อายัด พระองค์ ไว้ {6:65} และ พระองค์ ตรัส ว่า“ เหตุ ฉะนั้น เรา จึง ได้ บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า‘ ไม่ มี ผู้ ใด จะ มา ถึง เรา ได้ นอกจาก พระ บิดา จะ ทรง โปรด ผู้ นั้น’” {6:66} ตั้งแต่ นั้น มา สาวก ของ พระองค์ หลาย คน ก็ ท้อถอย ไม่ ติดตาม พระองค์ ต่อ ไป อีก {6:67} พระ เยซู ตรัส กับ สิบ สอง คน นั้น ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย ก็ จะ จาก เรา ไป ด้วย หรือ” {6:68} ซี โม นเปโตร ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า พวก ข้า พระองค์ จะ จาก ไป หา ผู้ ใด เล่า พระองค์ มี ถ้อยคำ ซึ่ง ให้ มี ชีวิต นิรันดร์ {6:69} และ ข้า พระองค์ ทั้งหลาย ก็ เชื่อ และ มา ทราบ แล้ว ว่า พระองค์ ทรง เป็น องค์ บริสุทธิ์ ของ พระเจ้า” {6:70} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ เรา เลือก พวก ท่าน สิบ สอง คน มิ ใช่ หรือ และ คน หนึ่ง ใน พวก ท่าน เป็น มาร ร้าย” {6:71} พระองค์ ทรง หมาย ถึง ยู ดา ส บุตร ของ ซี โม น อิส คา ริ โอ ท เพราะ ว่า เขา เป็น ผู้ ที่ จะ อายัด พระองค์ ไว้ คือ คน หนึ่ง ใน สาวก สิบ สอง คน {i7:1} พวก น้องๆ ของ พระ เยซู ไม่ วางใจ ใน พระองค์ {7:1} หลัง จาก นั้น พระ เยซู ก็ ได้ เสด็จ ไป ตาม ที่ ต่างๆ ใน แคว้น กา ลิ ลี ไม่ ประสงค์ ที่ จะ เสด็จ ไป ใน แคว้น ยู เดีย เพราะ พวก ยิว หา โอกาส ที่ จะ ฆ่า พระองค์ {7:2} ขณะ นั้น ใกล้ จะ ถึง เทศกาล อยู่ เพิง ของ พวก ยิว แล้ว {7:3} พวก น้องๆ ของ พระองค์ จึง ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน จง ออก จาก ที่ นี่ ไป ยัง แคว้น ยู เดีย เพื่อ ให้ เหล่า สาวก ของ ท่าน ได้ เห็น กิจการ ที่ ท่าน กำลัง กระทำ อยู่ {7:4} เพราะ ว่า ไม่ มี ผู้ ใด แอบ ทำ สิ่ง ใด เงียบๆ เมื่อ ผู้ นั้น อยาก ให้ ตัว ปรากฏ ถ้า ท่าน กระทำ การ เหล่า นี้ ก็ จง สำแดง ตัว ให้ ปรากฏ แก่ โลก เถิด” {7:5} แม้ พวก น้องๆ ของ พระองค์ ก็ มิ ได้ วางใจ ใน พระองค์ {7:6} พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ ยัง ไม่ ถึง เวลา ของ เรา แต่ เวลา ของ พวก ท่าน มี อยู่ เสมอ {7:7} โลก จะ เกลียด ชัง พวก ท่าน ไม่ ได้ แต่ โลก เกลียด ชัง เรา เพราะ เรา เป็น พยาน ว่า การ งาน ของ โลก นั้น ชั่ว ร้าย {7:8} พวก ท่าน จง ขึ้น ไป ใน เทศกาล เถิด เรา จะ ยัง ไม่ ขึ้น ไป ใน เทศกาล นั้น เพราะ ว่า ยัง ไม่ ถึง กำหนด เวลา ของ เรา” {7:9} เมื่อ ตรัส เช่น นั้น แล้ว พระองค์ ก็ ยัง คง ประทับ อยู่ ใน แคว้น กา ลิ ลี ต่อ ไป {i7:10} พระ เยซู ใน เทศกาล อยู่ เพิง {7:10} แต่ เมื่อ พวก น้องๆ ของ พระองค์ ขึ้น ไป ใน งาน เทศกาล นั้น แล้ว พระองค์ ก็ เสด็จ ตาม ขึ้น ไป ด้วย แต่ ไป อย่าง เงียบๆ ไม่ เปิดเผย {7:11} พวก ยิว มอง หา พระองค์ ใน งาน เทศกาล นั้น และ ถาม ว่า“ คน นั้น อยู่ ที่ไหน” {7:12} และ ประชาชน ก็ ซุบซิบ กัน ถึง พระองค์ เป็น อัน มาก บาง คน พูด ว่า“ เขา เป็น คน ดี” บาง คน ว่า“ ไม่ ใช่ เขา ทำให้ ประชาชน หลงผิด ไป” {7:13} แต่ ไม่ มี ผู้ ใด กล้า พูด ถึง พระองค์ อย่าง เปิดเผย เพราะ กลัว พวก ยิว {7:14} ครั้น ถึง วัน กลาง เทศกาล นั้น พระ เยซู ได้ เสด็จ เข้า ไป ใน บริเวณ พระ วิหาร และ ทรง สั่งสอน {7:15} พวก ยิว พา กัน ประหลาด ใจ และ พูด ว่า“ คน นี้ จะ รู้ พระ ธรรม ได้ อย่างไร ใน เมื่อ ไม่ เคย เรียน เลย” {7:16} พระ เยซู จึง ตรัส ตอบ เขา ว่า“ คำ สอน ของ เรา ไม่ ใช่ ของ เรา เอง แต่ เป็น ของ พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {7:17} ถ้า ผู้ ใด ตั้งใจ ประพฤติ ตาม พระ ประสงค์ ของ พระองค์ ผู้ นั้น ก็ จะ รู้ ว่า คำ สอน นั้น มา จาก พระเจ้า หรือ ว่า เรา พูด ตามใจ ชอบ ของ เรา เอง {7:18} ผู้ ใด ที่ พูด ตามใจ ชอบ ของ ตนเอง ผู้ นั้น ย่อม แสวง เกียรติ สำหรับ ตนเอง แต่ ผู้ ที่ แสวง เกียรติ ให้ พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ ตน มา ผู้ นั้น แหละ เป็น คน จริง ไม่ มี อธรรม เลย {7:19} โมเสส ได้ ให้ ธรรม บัญญัติ แก่ ท่าน ทั้งหลาย มิ ใช่ หรือ แต่ ไม่ มี ผู้ ใด ใน พวก ท่าน ประพฤติ ตาม ธรรม บัญญัติ นั้น ท่าน ทั้งหลาย หา โอกาส ที่ จะ ฆ่า เรา ทำไม” {7:20} คน เหล่า นั้น ตอบ ว่า“ ท่าน มี ผี สิง อยู่ ใคร เล่า ที่ หา โอกาส จะ ฆ่า ท่าน” {7:21} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ เรา ได้ ทำ สิ่ง หนึ่ง และ ท่าน ทั้งหลาย ประหลาด ใจ ใน สิ่ง นั้น {7:22} โมเสส ได้ ให้ ท่าน ทั้งหลาย เข้า สุหนัต (มิ ใช่ ได้ มา จาก โมเสส แต่ มา จาก บรรพบุรุษ) และ ใน วัน สะ บา โต ท่าน ทั้งหลาย ก็ ยัง ให้ คน เข้า สุหนัต {7:23} ถ้า ใน วัน สะ บา โต คน เข้า สุหนัต เพื่อ มิ ให้ ล่วงละเมิด ธรรม บัญญัติ ของ โมเสส แล้ว ท่าน ทั้งหลาย จะ โกรธ เรา เพราะ เรา ทำให้ ชาย ผู้ หนึ่ง หาย โรค เป็น ปกติ ใน วัน สะ บา โต หรือ {7:24} อย่า ตัดสิน ตาม ที่ เห็น ภายนอก แต่ จง ตัดสิน อย่าง ยุติธรรม เถิด” {i7:25} นี่ หรือ พระ คริสต์ {7:25} เพราะ ฉะนั้น ชาว กรุง เยรูซาเล็ม บาง คน จึง พูด ว่า“ คน นี้ มิ ใช่ หรือ ที่ เขา หา โอกาส จะ ฆ่า เสีย {7:26} นี่ อย่างไร ล่ะ ท่าน กำลัง พูด อยู่ อย่าง เปิดเผย และ เขา ทั้งหลาย ก็ ไม่ ได้ ว่า อะไร ท่าน เลย พวก เจ้าหน้าที่ รู้ แน่ แล้ว หรือ ว่า คน นี้ เป็น พระ คริสต์ {7:27} แต่ เรา รู้ ว่า คน นี้ มา จาก ไหน เมื่อ พระ คริสต์ เสด็จ มา นั้น จะ ไม่ มี ผู้ ใด รู้ เลย ว่า พระองค์ มา จาก ไหน” {7:28} ดังนั้น พระ เยซู จึง ทรง ประกาศ ขณะ ที่ ทรง สั่งสอน อยู่ ใน บริเวณ พระ วิหาร ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย รู้จัก เรา และ รู้ ว่า เรา มา จาก ไหน แต่ เรา มิ ได้ มา ตาม ลำพัง เรา เอง พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา นั้น ทรง สัตย์ จริง แต่ ท่าน ทั้งหลาย ไม่ รู้จัก พระองค์ {7:29} เรา รู้จัก พระองค์ เพราะ เรา มา จาก พระองค์ และ พระองค์ ได้ ทรง ใช้ เรา มา” {7:30} เขา ทั้งหลาย จึง หา โอกาส ที่ จะ จับ พระองค์ แต่ ไม่ มี ผู้ ใด ยื่น มือ แตะ ต้อง พระองค์ เพราะ ยัง ไม่ ถึง กำหนด เวลา ของ พระองค์ {7:31} แต่ มี หลาย คน ใน หมู่ ประชาชน นั้น ได้ วางใจ ใน พระองค์ และ พูด ว่า“ เมื่อ พระ คริสต์ เสด็จ มา นั้น พระองค์ จะ ทรง กระทำ หมาย สำคัญ มาก ยิ่ง กว่า ที่ ผู้ นี้ ได้ กระทำ หรือ” {i7:32} ใช้ เจ้าหน้าที่ ไป จับ พระ เยซู {7:32} เมื่อ พวก ฟา ริ สี ได้ยิน ประชาชน ซุบซิบ กัน เรื่อง พระองค์ อย่าง นั้น พวก มหา ปุโรหิต และ พวก ฟา ริ สี จึง ใช้ เจ้าหน้าที่ ไป จับ พระองค์ {7:33} พระ เยซู ตรัส ว่า“ เรา จะ อยู่ กับ ท่าน ทั้งหลาย ต่อ ไป อีก หน่อย แล้ว จะ กลับ ไป หา พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {7:34} ท่าน ทั้งหลาย จะ แสวง หา เรา แต่ จะ ไม่ พบ เรา และ ที่ ซึ่ง เรา อยู่ นั้น ท่าน จะ เข้า ไป ไม่ ได้” {7:35} พวก ยิว จึง พูด กัน ว่า“ คน นี้ จะ ไป ไหน ที่ เรา จะ หา เขา ไม่ พบ เขา ตั้งใจ จะ ไป หา คน ที่ กระจัด กระจาย ไป อยู่ ใน หมู่ พวก ต่าง ชาติ และ สั่งสอน พวก ต่าง ชาติ หรือ {7:36} เขา หมายความ ว่า อย่างไร ที่ พูด ว่า‘ ท่าน ทั้งหลาย จะ แสวง หา เรา แต่ จะ ไม่ พบ เรา’ และ‘ ที่ ซึ่ง เรา อยู่ นั้น ท่าน จะ เข้า ไป ไม่ ได้’” {i7:37} แม่น้ำ ที่ มี น้ำ ธำรง ชีวิต {7:37} ใน วัน สุดท้าย ของ งาน เทศกาล ซึ่ง เป็น วัน ใหญ่ นั้น พระ เยซู ทรง ยืน และ ประกาศ ว่า“ ถ้า ผู้ ใด กระหาย ผู้ นั้น จง มา หา เรา และ ดื่ม {7:38} ผู้ ที่ วางใจ ใน เรา ตาม ที่ มี คำ เขียน ไว้ แล้ว ว่า‘ แม่น้ำ ที่ มี น้ำ ธำรง ชีวิต จะ ไหล ออก มา จาก ภายใน ผู้ นั้น’” {7:39} สิ่ง ที่ พระ เยซู ตรัส นั้น หมาย ถึง พระ วิญญาณ ซึ่ง ผู้ ที่ วางใจ ใน พระองค์ จะ ได้ รับ เหตุ ว่า ยัง ไม่ ได้ ประทาน พระ วิญญาณ ให้ เพราะ พระ เยซู ยัง มิ ได้ ประสบ เกียรติ กิจ {i7:40} ผู้ มี อำนาจ มี ความเห็น แตกแยก กัน {7:40} เมื่อ ประชาชน ได้ ฟัง ดังนั้น บาง คน ก็ พูด ว่า“ ท่าน ผู้ นี้ เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ นั้น แน่” {7:41} คน อื่นๆ ก็ พูด ว่า“ ท่าน ผู้ นี้ เป็น พระ คริสต์” แต่ บาง คน พูด ว่า“ พระ คริสต์ จะ มา จาก กา ลิ ลี หรือ {7:42} พระ คัมภีร์ กล่าว ไว้ มิ ใช่ หรือ ว่า พระ คริสต์ จะ มา จาก เชื้อ พระ วงศ์ ของ ดา วิด และ มา จาก หมู่บ้าน เบธเลเฮม ชนบท ซึ่ง ดา วิด เคย อยู่ นั้น” {7:43} เหตุ ฉะนั้น ประชาชน จึง มี ความเห็น แตกแยก กัน ใน เรื่อง พระองค์ {7:44} บาง คน ใคร่ จะ จับ พระองค์ แต่ ไม่ มี ผู้ ใด ยื่น มือ แตะ ต้อง พระองค์ เลย {7:45} เจ้าหน้าที่ จึง กลับ ไป หา พวก มหา ปุโรหิต และ พวก ฟา ริ สี และ พวก นั้น กล่าว กับ เจ้าหน้าที่ ว่า“ ทำไม เจ้า จึง ไม่ จับ เขา มา” {7:46} เจ้าหน้าที่ ตอบ ว่า“ ไม่ เคย มี ผู้ ใด พูด เหมือน คน นั้น เลย” {7:47} พวก ฟา ริ สี ตอบ เขา ว่า“ พวก เจ้า ถูก ชักจูง ให้ หลง ไป ด้วย แล้ว หรือ {7:48} มี ผู้ ใด ใน หมู่ เจ้าหน้าที่ หรือ พวก ฟา ริ สี ศรัทธา ใน ผู้ นั้น หรือ {7:49} แต่ ประชาชน หมู่ นี้ ที่ ไม่ รู้ ธรรม บัญญัติ ก็ ต้อง ถูก สาปแช่ง อยู่ แล้ว” {7:50} นิ โค เด มัส ผู้ ที่ ได้ มา หา พระองค์ คราว ก่อน นั้น และ เป็น คน หนึ่ง ใน พวก เขา ได้ กล่าว แก่ พวก เขา ว่า {7:51} “ กฎหมาย ของ เรา ตัดสิน คน ใด โดย ที่ ยัง ไม่ ได้ ฟัง เขา ก่อน และ รู้ ว่า เขา ได้ ทำ อะไร บ้าง หรือ” {7:52} เขา ทั้งหลาย ตอบ นิ โค เด มัสว่า“ ท่าน มา จาก กา ลิ ลี ด้วย หรือ จง ค้น หา ดู เถิด แล้ว ท่าน จะ เห็น ว่า ไม่ มี ผู้ เผย พระ วจนะ เกิด ขึ้น มา จาก กา ลิ ลี” {i7:53} ผู้หญิง คน หนึ่ง ถูก จับ ฐาน ล่วง ประเวณี {7:53} 13 [ต่าง คน ต่าง กลับ ไป บ้าน ของ ตน {8:1} แต่ พระ เยซู เสด็จ ไป ยัง ภูเขา มะกอก เทศ {8:2} ใน ตอน เช้าตรู่ พระองค์ เสด็จ เข้า ใน บริเวณ พระ วิหาร อีก คน ทั้งหลาย พา กัน มา หา พระองค์ พระองค์ ก็ ประทับ นั่ง และ เริ่ม สั่งสอน เขา {8:3} พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สี ได้ พา ผู้หญิง คน หนึ่ง มา หญิง ผู้ นี้ ถูก จับ ฐาน ล่วง ประเวณี และ เขา ให้ หญิง ผู้ นี้ ยืน อยู่ หน้า ฝูง ชน {8:4} เขา ทูล พระองค์ ว่า“ พระ อาจารย์ เจ้าข้า หญิง คน นี้ ถูก จับ เมื่อ กำลัง ล่วง ประเวณี อยู่ {8:5} ใน ธรรม บัญญัติ นั้น โมเสส สั่ง ให้ เรา เอา หิน ขว้าง คน เช่น นี้ ให้ ตาย ส่วน ท่าน จะ ว่า อย่างไร ใน เรื่อง นี้” {8:6} เขา พูด อย่าง นี้ เพื่อ ทดลอง พระองค์ หวัง จะ หา เหตุ ฟ้อง พระองค์ แต่ พระ เยซู ทรง น้อม พระ กาย ลง เอา นิ้ว พระ หัตถ์ เขียน ที่ดิน {8:7} และ เมื่อ พวก เขา ยัง ทูล ถาม อยู่ เรื่อยๆ พระองค์ ก็ ทรง ลุก ขึ้น ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ผู้ ใด ใน พวก ท่าน ที่ ไม่ มี ผิด ก็ ให้ ผู้ นั้น เอา หิน ขว้าง เขา ก่อน” {8:8} แล้ว พระองค์ ก็ ทรง น้อม พระ กาย ลง เอา นิ้ว พระ หัตถ์ เขียน ที่ดิน อีก {8:9} แต่ เมื่อ เขา ทั้งหลาย ได้ยิน ดังนั้น เขา ทั้งหลาย จึง ออก ไป ที ละ คนๆ เริ่ม จาก คน เฒ่า คน แก่ เหลือ แต่ พระ เยซู ตาม ลำพัง กับ หญิง คน นั้น ที่ อยู่ ต่อ พระ พักตร์ พระองค์ {8:10} พระ เยซู ทรง เงย พระ พักตร์ ขึ้น ตรัส กับ นาง ว่า“ หญิง เอ๋ย พวก เขา ไป ไหน หมด ไม่ มี ใคร เอา โทษ เจ้า หรือ” {8:11} นาง นั้น ทูล ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ไม่ มี ผู้ ใด เลย” และ พระ เยซู ตรัส ว่า“ เรา ก็ ไม่ เอา โทษ เจ้า เหมือน กัน จง ไป เถิด และ อย่า ทำ ผิด อีก”] {i8:12} พระ เยซู ทรง เป็น ความ สว่าง ของ โลก {8:12} อีก ครั้ง หนึ่ง พระ เยซู ตรัส กับ เขา ทั้งหลาย ว่า“ เรา เป็น ความ สว่าง ของ โลก ผู้ ที่ ตาม เรา มา จะ ไม่ เดิน ใน ความ มืด แต่ จะ มี ความ สว่าง แห่ง ชีวิต” {8:13} พวก ฟา ริ สี จึง กล่าว กับ พระองค์ ว่า“ ท่าน เป็น พยาน ให้ แก่ ตัวเอง คำ พยาน ของ ท่าน ไม่ เป็น ความ จริง” {8:14} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ แม้ เรา เป็น พยาน ให้ แก่ ตัว เรา เอง คำ พยาน ของ เรา ก็ เป็น ความ จริง เพราะ เรา รู้ ว่า เรา มา จาก ไหน และ จะ ไป ที่ไหน แต่ พวก ท่าน ไม่ รู้ ว่า เรา มา จาก ไหน และ จะ ไป ที่ไหน {8:15} ท่าน ทั้งหลาย ย่อม พิพากษา ตาม ทาง โลก เรา มิ ได้ พิพากษา ผู้ ใด {8:16} แต่ ถึง แม้ ว่า เรา จะ พิพากษา การ พิพากษา ของ เรา ก็ ถูกต้อง เพราะ เรา มิ ได้ พิพากษา โดย ลำพัง แต่ เรา พิพากษา ร่วม กับ พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {8:17} ใน ธรรม บัญญัติ ของ ท่าน ก็ มี คำ เขียน ไว้ ว่า คำ พยาน ของ สอง คน ก็ เป็น ที่ เชื่อถือ ได้ {8:18} เรา เป็น พยาน ให้ แก่ ตัว เรา เอง และ พระ บิดา ผู้ ทรง ใช้ เรา มา ก็ เป็น พยาน ให้ แก่ เรา ด้วย” {8:19} เหตุ ฉะนั้น เขา จึง ทูล พระองค์ ว่า“ พระ บิดา ของ ท่าน อยู่ ที่ไหน” พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ตัว เรา ก็ ดี พระ บิดา ของ เรา ก็ ดี ท่าน ทั้งหลาย ไม่ รู้จัก ถ้า ท่าน รู้จัก เรา ท่าน ก็ จะ รู้จัก พระ บิดา ของ เรา ด้วย” {8:20} พระ เยซู ตรัส คำ เหล่า นี้ ที่ คลัง เงิน เมื่อ กำลัง สั่งสอน อยู่ ใน บริเวณ พระ วิหาร แต่ ไม่ มี ผู้ ใด จับกุม พระองค์ เพราะ ว่า ยัง ไม่ ถึง กำหนด เวลา ของ พระองค์ {i8:21} ที่ ซึ่ง เรา จะ ไป นั้น ท่าน ไป ไม่ ได้ {8:21} พระองค์ ตรัส กับ เขา อีก ว่า“ เรา จะ จาก ไป และ ท่าน ทั้งหลาย จะ แสวง หา เรา และ จะ ตาย เพราะ บาป ของ ท่าน ที่ ซึ่ง เรา จะ ไป นั้น ท่าน ทั้งหลาย จะ ไป ไม่ ได้” {8:22} พวก ยิว จึง พูด กัน ว่า“ เขา จะ ฆ่า ตัว ตาย หรือ เพราะ เขา พูด ว่า‘ ที่ ซึ่ง เรา จะ ไป นั้น ท่าน ทั้งหลาย จะ ไป ไม่ ได้’” {8:23} พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย เป็น ของ เบื้อง ล่าง เรา เป็น ของ เบื้องบน ท่าน เป็น ของ โลก นี้ เรา ไม่ ได้ เป็น ของ โลก นี้ {8:24} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย ว่า ท่าน จะ ตาย เพราะ บาป ของ ท่าน เพราะ ว่า ถ้า ท่าน มิ ได้ เชื่อ ว่า เรา เป็น ผู้ นั้น ท่าน จะ ต้อง ตาย ใน การ บาป ของ ตัว” {8:25} เขา ถาม พระองค์ ว่า“ ท่าน คือ ใคร เล่า” พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา เป็น ดัง ที่ เรา ได้ บอก ท่าน ทั้งหลาย แต่ แรก นั้น {8:26} เรา ก็ ยัง มี เรื่อง อีก มาก ที่ จะ พูด และ พิพากษา ท่าน แต่ พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา นั้น ทรง เป็น สัตย์ จริง และ สิ่ง ที่ เรา ได้ยิน จาก พระองค์ เรา กล่าว แก่ โลก” {8:27} เขา ทั้งหลาย ไม่ ทราบ ว่า พระองค์ ตรัส กับ เขา ถึง เรื่อง พระ บิดา {8:28} พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ เมื่อ ท่าน ทั้งหลาย จะ ได้ ยก บุตร มนุษย์ ขึ้น ไว้ แล้ว เมื่อนั้น ท่าน ก็ จะ รู้ ว่า เรา คือ ผู้ นั้น และ รู้ ว่า เรา มิ ได้ ทำ สิ่ง ใด ตามใจ ชอบ แต่ พระ บิดา ได้ ทรง สอน เรา อย่างไร เรา จึง กล่าว อย่าง นั้น {8:29} และ พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา ก็ ทรง สถิต อยู่ กับ เรา พระองค์ มิ ได้ ทรง ทิ้ง เรา ไว้ ตาม ลำพัง เพราะ ว่า เรา ทำ ตาม ชอบ พระทัย พระองค์ เสมอ” {8:30} เมื่อ พระ เยซู ตรัส ดังนี้ ก็ มี คน เป็น อัน มาก วางใจ ใน พระองค์ {i8:31} สัจจะ จะ กระทำ ให้ ท่าน เป็น ไท {8:31} พระ เยซู จึง ตรัส กับ พวก ยิว ที่ ศรัทธา ใน พระองค์ แล้ว ว่า“ ถ้า ท่าน ทั้งหลาย ดำรง อยู่ ใน คำ ของ เรา ท่าน ก็ เป็น สาวก ของ เรา อย่าง แท้ จริง {8:32} และ ท่าน ทั้งหลาย จะ รู้จัก สัจจะ และ สัจจะ จะ ทำให้ ท่าน ทั้งหลาย เป็น ไท” {8:33} เขา ทั้งหลาย ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ เรา สืบ เชื้อสาย มา จาก อับราฮัม และ ไม่ เคย เป็น ทาส ใคร เลย เหตุ ไฉน ท่าน จึง กล่าว ว่า‘ ท่าน ทั้งหลาย จะ เป็น ไท’” {8:34} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ทั้งหลาย ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ทุก คน ที่ ทำบาป ก็ เป็น ทาส ของ บาป {8:35} ทาส มิ ได้ อยู่ ใน ครัว เรือน ตลอด ไป บุตร ต่างหาก อยู่ ตลอด ไป {8:36} เหตุ ฉะนั้น ถ้า พระ บุตร ทรง กระทำ ให้ ท่าน ทั้งหลาย เป็น ไท ท่าน ก็ เป็น ไท จริงๆ {8:37} เรา รู้ ว่า ท่าน ทั้งหลาย เป็น เชื้อสาย ของ อับราฮัม แต่ ท่าน ก็ หา โอกาส ที่ จะ ฆ่า เรา เสีย เพราะ ว่า ท่าน ไม่ เชื่อ คำ ของ เรา {8:38} เรา พูด ถึง สิ่ง ที่ เรา ได้ เห็น เมื่อ อยู่ กับ พระ บิดา ของ เรา และ ท่าน ทำ สิ่ง ที่ ท่าน ได้ยิน มา จาก พ่อ ของ ท่าน” {i8:39} พ่อ ของ ท่าน คือ มาร {8:39} เขา ทั้งหลาย ทูล พระองค์ ว่า“ อับราฮัม เป็น บิดา ของ เรา” พระ เยซู ตรัส กับ เขา ทั้งหลาย ว่า“ ถ้า ท่าน ทั้งหลาย เป็น บุตร ของ อับราฮัม แล้ว ท่าน ก็ จะ ทำ สิ่ง ที่ อับราฮัม ได้ กระทำ {8:40} แต่ บัดนี้ ท่าน ทั้งหลาย หา โอกาส ที่ จะ ฆ่า เรา ซึ่ง เป็น ผู้ ที่ ได้ บอก ท่าน ถึง สัจจะ ที่ เรา ได้ยิน มา จาก พระเจ้า อับราฮัม มิ ได้ กระทำ อย่าง นี้ {8:41} ท่าน ทั้งหลาย ย่อม กระทำ สิ่ง ที่ บิดา ของ ท่าน ทำ” เขา ทูล พระองค์ ว่า“ เรา มิ ได้ เกิด จาก การ ล่วง ประเวณี เรา มี พระ บิดา องค์ เดียว คือ พระเจ้า” {8:42} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ถ้า พระเจ้า เป็น พระ บิดา ของ ท่าน แล้ว ท่าน ก็ จะ รัก เรา เพราะ เรา มา จาก พระเจ้า และ อยู่ นี่ แล้ว เรา มิ ได้ มา ตามใจ ชอบ ของ เรา เอง แต่ พระองค์ ทรง ใช้ เรา มา {8:43} เหตุ ไฉน ท่าน จึง ไม่ เข้าใจ ถ้อยคำ ที่ เรา พูด นั่น เป็น เพราะ ท่าน ทน ฟัง คำ ของ เรา ไม่ ได้ {8:44} ท่าน ทั้งหลาย มา จาก พ่อ ของ ท่าน คือ มาร และ ท่าน ใคร่ จะ ทำ ตาม ความ ปรารถนา ของ พ่อ ท่าน มัน เป็น ผู้ ฆ่า คน ตั้งแต่ ปฐม กาล และ มิ ได้ ตั้ง อยู่ ใน สัจจะ เพราะ มัน ไม่ มี สัจจะ เมื่อ มัน พูด เท็จ มัน ก็ พูด ตาม สันดาน ของ มัน เอง เพราะ มัน เป็น ผู้ มุสา และ เป็น พ่อ ของ การ มุสา {8:45} แต่ ท่าน ทั้งหลาย มิ ได้ เชื่อ เรา เพราะ เรา พูด ความ จริง {8:46} มี ผู้ ใด ใน พวก ท่าน หรือ ที่ ชี้ ให้ เห็น ว่า เรา ได้ ทำ ผิด ถ้า เรา พูด ความ จริง ทำไม ท่าน จึง ไม่ เชื่อ เรา {8:47} ผู้ ที่ มา จาก พระเจ้า ก็ ย่อม ฟัง พระ วจนะ ของ พระเจ้า ท่าน ทั้งหลาย มิ ได้ มา จาก พระเจ้า เหตุ ฉะนั้น ท่าน จึง ไม่ ฟัง” {i8:48} เรา ดำรง อยู่ ก่อน อับราฮัม เกิด {8:48} พวก ยิว ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ ที่ เรา พูด ว่า ท่าน เป็น ชาว สะ มา เรีย และ มี ผี สิง นั้น ไม่ จริง หรือ” {8:49} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ เรา ไม่ มี ผี สิง แต่ เรา ถวาย พระ เกียรติ แด่ พระ บิดา ของ เรา และ ท่าน ลบหลู่ เกียรติ เรา {8:50} เรา มิ ได้ แสวง หา เกียรติ ของ เรา เอง แต่ มี ผู้ หา ให้ และ พระองค์ นั้น จะ ทรง พิพากษา {8:51} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ถ้า ผู้ ใด ประพฤติ ตาม คำ ของ เรา ผู้ นั้น จะ ไม่ ประสบ ความ ตาย เลย” {8:52} พวก ยิว ทูล พระองค์ ว่า“ เดี๋ยวนี้ เรา รู้ แล้ว ว่า ท่าน มี ผี สิง อับราฮัม ก็ ตาย ไป แล้ว และ พวก ผู้ เผย พระ วจนะ ก็ ตาย ไป แล้ว เช่น เดียวกัน และ ท่าน พูด ว่า‘ ถ้า ผู้ ใด ประพฤติ ตาม คำ ของ เรา ผู้ นั้น จะ ไม่ ชิม ความ ตาย เลย’ {8:53} ท่าน เป็น ใหญ่ กว่า อับราฮัม บิดา ของ เรา ที่ ตาย ไป แล้ว หรือ พวก ผู้ เผย พระ วจนะ ก็ ตาย ไป แล้ว ด้วย ท่าน อวดอ้าง ว่า ท่าน เป็น ผู้ ใด เล่า” {8:54} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ถ้า เรา ให้ เกียรติ แก่ ตัว เรา เอง เกียรติ ของ เรา ก็ ไม่ มี ความหมาย พระองค์ ผู้ ทรง ให้ เกียรติ แก่ เรา นั้น คือ พระ บิดา ของ เรา ผู้ ซึ่ง พวก ท่าน กล่าว ว่า เป็น พระเจ้า ของ พวก ท่าน {8:55} ท่าน ไม่ รู้จัก พระองค์ แต่ เรา รู้จัก พระองค์ ถ้า เรา กล่าว ว่า เรา ไม่ รู้จัก พระองค์ เรา ก็ จะ เป็น คน มุสา เหมือน กับ ท่าน แต่ เรา รู้จัก พระองค์ และ ประพฤติ ตาม พระ ดำรัส ของ พระองค์ {8:56} อับราฮัม บิดา ของ ท่าน ชื่นชม ยินดี ที่ จะ ได้ เห็น วัน ของ เรา และ ท่าน ก็ ได้ เห็น แล้ว และ มี ความ ยินดี” {8:57} พวก ยิว ก็ ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน อายุ ยัง ไม่ ถึง ห้า สิบ ปี และ ท่าน เคย เห็น อับราฮัม หรือ” {8:58} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า เรา ดำรง อยู่ ก่อน อับราฮัม เกิด” {8:59} คน เหล่า นั้น จึง หยิบ ก้อน หิน ขึ้น จะ ขว้าง พระองค์ แต่ พระ เยซู ทรง หลบ และ เสด็จ ออก ไป จาก บริเวณ พระ วิหาร {i9:1} พระ เยซู ทรง รักษา คน ตาบ อด แต่ กำเนิด {9:1} เมื่อ พระองค์ เสด็จ ดำเนิน ไป นั้น ทรง เห็น ชาย คน หนึ่ง ตาบ อด แต่ กำเนิด {9:2} และ พวก สาวก ของ พระองค์ ทูล ถาม พระองค์ ว่า“ พระ อาจารย์ เจ้าข้า ใคร ได้ ทำ ผิด บาป ชาย คน นี้ หรือ บิดา มารดา ของ เขา เขา จึง เกิด มาตา บอด” {9:3} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ มิ ใช่ ว่า ชาย คน นี้ หรือ บิดา มารดา ของ เขา ได้ ทำบาป แต่ เขา เกิด มาตา บอด เพื่อ ให้ พระ ราชกิจ ของ พระเจ้า ปรากฏ ใน ตัว เขา {9:4} เรา ต้อง กระทำ พระ ราชกิจ ของ พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา เมื่อ ยัง วัน อยู่ เมื่อ ถึง กลางคืน ไม่ มี ผู้ ใด ทำงาน ได้ {9:5} ตราบ ใด ที่ เรา ยัง อยู่ ใน โลก เรา เป็น ความ สว่าง ของ โลก” {9:6} เมื่อ ตรัส ดังนั้น แล้ว พระองค์ ก็ ทรง บ้วน น้ำลาย ลง ที่ดิน แล้ว ทรง เอา น้ำลาย นั้น ทำ เป็น โคลน ทา ที่ ตา ของ คน ตาบ อด {9:7} แล้ว ตรัส สั่ง เขา ว่า“ จง ไป ล้าง โคลน ออก เสีย ใน สระ สิ โลอัมเถิด” (สิ โลอัม แปล ว่า ใช้ ไป) เขา จึง ไป ล้าง แล้ว กลับ มา ก็ เห็น ได้ {9:8} เพื่อนบ้าน และ บรรดา คน ที่ เคย เห็น ชาย คน นั้น เป็น คน ขอทาน มา ก่อน ก็ พูด กัน ว่า“ คน นี้ ใช่ ไหม ที่ เคย นั่ง ขอทาน” {9:9} บาง คน ก็ พูด ว่า“ ใช่ คน นั้น แหละ” คน อื่น ว่า“ ไม่ ใช่ แต่ เขา เหมือน คน นั้น” ตัว เขา เอง พูด ว่า“ ข้าพเจ้า คือ คน นั้น” {9:10} เขา ทั้งหลาย จึง ถาม เขา ว่า“ ตา ของ เจ้า หาย บอด ได้ อย่างไร” {9:11} เขา ตอบ ว่า“ ชาย คน หนึ่ง ชื่อ เยซู ได้ ทำ โคลน ทา ตา ของ ข้าพเจ้า และ บอก ข้าพเจ้า ว่า‘ จง ไป ที่ สระ สิ โลอัม แล้ว ล้าง โคลน ออก เสีย’ ข้าพเจ้า ก็ ได้ ไป ล้าง ตา จึง มอง เห็น ได้” {9:12} เขา จึง ถาม ว่า“ ผู้ นั้น อยู่ ที่ไหน” คน นั้น บอก ว่า“ ข้าพเจ้า ไม่ ทราบ” {i9:13} พวก ฟา ริ สี สอบสวน เรื่อง การ รักษา คน ตาบ อด {9:13} เขา จึง พา คน ที่ แต่ ก่อน ตาบ อด นั้น ไป หา พวก ฟา ริ สี {9:14} วัน ที่ พระ เยซู ทรง ทำ โคลน ทา ตา ชาย คน นั้น ให้ หาย บอด เป็น วัน สะ บา โต {9:15} พวก ฟา ริ สี ก็ ได้ ถาม เขา อีก ว่า ทำ อย่างไร ตา เขา จึง มอง เห็น และ เขา บอก คน เหล่า นั้น ว่า“ เขา เอา โคลน ทา ตา ของ ข้าพเจ้า และ ข้าพเจ้า ก็ ล้าง ออก แล้ว จึง มอง เห็น” {9:16} พวก ฟา ริ สี บาง คน พูด ว่า“ ชาย คน นี้ ไม่ ได้ มา จาก พระเจ้า เพราะ เขา มิ ได้ รักษา วัน สะ บา โต” แต่ คน อื่น พูด ว่า“ คน บาป จะ ทำ หมาย สำคัญ เช่น นั้น ได้ อย่างไร” พวก เขา ก็ แตกแยก กัน {9:17} เขา จึง พูด กับ คน ตาบ อด อีก ว่า“ เจ้า คิด อย่างไร เรื่อง คน นั้น ใน เมื่อ เขา ได้ ทำให้ ตา ของ เจ้า หาย บอด” ชาย คน นั้น ตอบ ว่า“ ท่าน เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ” {9:18} พวก ยิว ไม่ เชื่อ ว่า ชาย คน นั้น ตาบ อด และ กลับ มอง เห็น จน กระทั่ง เขา ได้ เรียก บิดา มารดา ของ คน ที่ ตาก ลับ มอง เห็น ได้ นั้น มา {9:19} แล้ว ถาม ว่า“ ชาย คน นี้ เป็น บุตร ของ เจ้า หรือ ที่ เจ้า บอก ว่า ตาบ อด มา แต่ กำเนิด ทำไม เดี๋ยวนี้ เขา จึง มอง เห็น” {9:20} บิดา มารดา ของ ชาย คน นั้น ตอบ ว่า“ ข้าพเจ้า ทราบ ว่า คน นี้ เป็น บุตร ของ ข้าพเจ้า และ ทราบ ว่า เขา เกิด มาตา บอด {9:21} แต่ ไม่ รู้ ว่า ทำไม เดี๋ยวนี้ เขา จึง มอง เห็น ใคร ทำให้ ตา ของ เขา หาย บอด ข้าพเจ้า ก็ ไม่ ทราบ จง ถาม เขา เถิด เขา โต แล้ว เขา คง เล่า เรื่อง ของ เขา เอง ได้” {9:22} ที่ บิดา มารดา ของ เขา พูด อย่าง นั้น ก็ เพราะ กลัว พวก ยิว เพราะ พวก ยิว ตกลง กัน แล้ว ว่า ถ้า ผู้ ใด ยอมรับ ว่า ผู้ นั้น เป็น พระ คริสต์ จะ ต้อง อเปหิ ผู้ นั้น เสีย จาก ธรรม ศาลา {9:23} เหตุ ฉะนั้น บิดา มารดา ของ เขา จึง พูด ว่า“ เขา โต แล้ว ถาม ตัว เขา เอง เถิด” {9:24} คน เหล่า นั้น จึง เรียก คน ที่ แต่ ก่อน ตาบ อด นั้น มา หา เป็น ครั้ง ที่ สอง และ บอก เขา ว่า“ จง สรรเสริญ พระเจ้า เถิด เรา รู้ อยู่ ว่า ชาย คน นั้น เป็น คน บาป” {9:25} เขา ตอบ ว่า“ ท่าน นั้น เป็น คน บาป หรือ ไม่ ข้าพเจ้า ไม่ ทราบ สิ่ง เดียว ที่ ข้าพเจ้า ทราบ ก็ คือ ว่า ข้าพเจ้า เคย ตาบ อด แต่ เดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้า มอง เห็น ได้ แล้ว” {9:26} คน เหล่า นั้น จึง ถาม เขา ว่า“ เขา ทำ อะไร กับ เจ้า บ้าง เขา ทำ อย่างไร ตา ของ เจ้า จึง หาย บอด” {9:27} ชาย คน นั้น ตอบ เขา ว่า“ ข้าพเจ้า บอก ท่าน แล้ว และ ท่าน ไม่ ฟัง ทำไม ท่าน จึง อยาก ฟัง อีก อยาก เป็น สาวก ของ ท่าน ผู้ นั้น ด้วย หรือ” {9:28} และ เขา ทั้งหลาย จึง เย้ย ชาย คน นั้น ว่า“ เอ็ง เป็น ศิษย์ ของ เขา แต่ เรา เป็น ศิษย์ ของ โมเสส {9:29} เรา รู้ ว่า พระเจ้า ได้ ตรัส กับ โมเสส แต่ คน นั้น เรา ไม่ รู้ ว่า เขา มา จาก ไหน” {9:30} ชาย คน นั้น ตอบ ว่า“ เออ ช่าง ประหลาด จริงๆ ที่ พวก ท่าน ไม่ รู้ ว่า ท่าน ผู้ นั้น มา จาก ไหน แต่ ท่าน ผู้ นั้น ก็ ยัง ได้ ทำให้ ตา ของ ข้าพเจ้า หาย บอด {9:31} พวก เรา รู้ ว่า พระเจ้า มิ ได้ ฟัง คน บาป แต่ ถ้า ผู้ ใด ยำเกรง พระเจ้า และ กระทำ ตาม พระทัย พระองค์ พระองค์ ก็ ทรง ฟัง ผู้ นั้น {9:32} ตั้งแต่ เริ่ม มี โลก มา แล้ว ไม่ เคย มี ใคร ได้ยิน ว่า มี ผู้ ใด ทำให้ ตา ของ คน ที่ บอด แต่ กำเนิด มอง เห็น ได้ {9:33} ถ้า ท่าน ผู้ นั้น ไม่ ได้ มา จาก พระเจ้า แล้ว ก็ คง ไม่ สามารถ ทำ ได้” {9:34} เขา ทั้งหลาย ตอบ คน นั้น ว่า“ เอ็ง เกิด มา ใน การ บาป ทั้งนั้น และ เอ็ง จะ มา สอน เรา หรือ” แล้ว เขา จึง อเปหิ คน นั้น เสีย {i9:35} ความ บอด ของ วิญญาณ จิต {9:35} พระ เยซู ทรง ได้ยิน ว่า เขา ได้ อเปหิ คน นั้น เสีย แล้ว เมื่อ พระองค์ ทรง พบ ชาย คน นั้น จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ เจ้า วางใจ ใน บุตร มนุษย์ หรือ” {9:36} ชาย คน นั้น ทูล ตอบ ว่า“ ท่าน เจ้าข้า ผู้ ใด เป็น บุตร มนุษย์ ซึ่ง ข้าพเจ้า จะ วางใจ ใน พระองค์ ได้” {9:37} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ เจ้า ได้ เห็น ท่าน แล้ว ท่าน ผู้ นั้น เอง ที่ กำลัง พูด อยู่ กับ เจ้า” {9:38} เขา จึง ทูล ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ข้า พระองค์ วางใจ” แล้ว เขา ก็ กราบ ไหว้ พระองค์ {9:39} พระ เยซู ตรัส ว่า“ เรา เข้า มา ใน โลก เพื่อ แก่ การ พิพากษา เพื่อ ให้ คน ทั้งหลาย ที่ มอง ไม่ เห็น กลับ มอง เห็น และ คน ที่ มอง เห็น กลับ ตาบ อด” {9:40} เมื่อ พวก ฟา ริ สี ที่ อยู่ ใกล้ พระองค์ ได้ยิน อย่าง นั้น จึง กล่าว แก่ พระองค์ ว่า“ เรา ตาบ อด ด้วย หรือ” {9:41} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ถ้า พวก ท่าน ตาบ อด พวก ท่าน ก็ จะ ไม่ มี ความ ผิด บาป แต่ บัดนี้ ท่าน พูด ว่า‘ เรา มอง เห็น’ เหตุ ฉะนั้น ความ ผิด บาป ของ ท่าน จึง ยัง มี อยู่ {i10:1} คำ อุปมา เรื่อง คอก แกะ {10:1} “ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ผู้ ที่ มิ ได้ เข้า ไป ใน คอก แกะ ทาง ประตู แต่ ปีน เข้า ไป ทาง อื่น นั้น เป็น ขโมย และ โจร {10:2} แต่ ผู้ ที่ เข้า ทาง ประตู ก็ เป็น ผู้ เลี้ยง แกะ {10:3} นาย ประตู จึง เปิด ประตู ให้ ผู้ นั้น แกะ ย่อม ฟัง เสียง ของ ท่าน ท่าน เรียก ชื่อ แกะ ของ ท่าน และ นำ ออก ไป {10:4} เมื่อ ท่าน ต้อน แกะ ของ ท่าน ออก ไป หมด แล้ว ก็ เดิน นำ หน้า และ แกะ ก็ ตาม ท่าน ไป เพราะ รู้จัก เสียง ของ ท่าน {10:5} ส่วน ผู้ อื่น แกะ จะ ไม่ ตาม เลย แต่ จะ หนี ไป จาก เขา เพราะ ไม่ รู้จัก เสียง ของ ผู้ อื่น” {10:6} คำ เปรียบ นั้น พระ เยซู ได้ ตรัส กับ เขา ทั้งหลาย แต่ เขา ไม่ เข้าใจ ความหมาย ของ พระ ดำรัส ที่ พระองค์ ตรัส กับ เขา เลย {i10:7} พระ เยซู ทรง เป็น ผู้ เลี้ยงดู แล ที่ ดี {10:7} พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา อีก ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า เรา เป็น ประตู ของ แกะ ทั้งหลาย {10:8} บรรดา ผู้ ที่ มา ก่อน เรา นั้น เป็น ขโมย และ โจร แต่ ฝูง แกะ ก็ มิ ได้ ฟัง เขา {10:9} เรา เป็น ประตู ถ้า ผู้ ใด เข้า ไป ทาง เรา ผู้ นั้น ก็ จะ รอด เขา จะ เข้า ออก แล้ว ก็ จะ พบ อาหาร {10:10} ขโมย นั้น ย่อม มา เพื่อ จะ ลัก และ ฆ่า และ ทำลาย เสีย เรา ได้ มา เพื่อ เขา ทั้งหลาย จะ ได้ ชีวิต และ จะ ได้ อย่าง ครบ บริบูรณ์ {10:11} เรา เป็น ผู้ เลี้ยง ที่ ดี ผู้ เลี้ยง ที่ ดี นั้น ย่อม สละ ชีวิต ของ ตน เพื่อ ฝูง แกะ {10:12} ผู้ ที่ รับจ้าง มิ ได้ เป็น ผู้ เลี้ยง แกะ และ ฝูง แกะ ไม่ เป็น ของ เขา เมื่อ เห็น สุนัข ป่า มา เขา จึง ละทิ้ง ฝูง แกะ หนี ไป สุนัข ป่า ก็ ชิง เอา แกะ ไป เสีย และ ทำให้ ฝูง แกะ กระจัด กระจาย ไป {10:13} เขา หนี เพราะ เขา เป็น ลูกจ้าง และ ไม่ เป็นห่วง แกะ เลย {10:14} เรา เป็น ผู้ เลี้ยง ที่ ดี เรา รู้จัก แกะ ของ เรา และ แกะ ของ เรา ก็ รู้จัก เรา {10:15} ดัง ที่ พระ บิดา ทรง รู้จัก เรา และ เรา รู้จัก พระ บิดา และ ชีวิต ของ เรา เรา สละ เพื่อ แกะ {10:16} แกะ อื่น ซึ่ง มิ ได้ เป็น ของ คอก นี้ เรา ก็ มี อยู่ แกะ เหล่า นั้น เรา ก็ ต้อง พา มา ด้วย และ แกะ เหล่า นั้น จะ ฟัง เสียง ของ เรา แล้ว จะ รวม เป็น ฝูง เดียว และ มี ผู้ เลี้ยง เพียง ผู้ เดียว {10:17} ด้วย เหตุ นี้ พระ บิดา จึง ทรง รัก เรา เพราะ เรา สละ ชีวิต ของ เรา เพื่อ จะ รับ ชีวิต นั้น คืน มา อีก {10:18} ไม่ มี ผู้ ใด ชิง ชีวิต ไป จาก เรา ได้ แต่ เรา สละ ชีวิต ด้วย ใจ สมัคร ของ เรา เอง เรา มี สิทธิ ที่ จะ สละ ชีวิต นั้น และ มี สิทธิ ที่ จะ รับ คืน อีก คำ กำชับ นี้ เรา ได้ รับ มา จาก พระ บิดา ของ เรา” {10:19} พระ ดำรัส นี้ ทำให้ พวก ยิว แตกแยก กัน อีก {10:20} พวก เขา หลาย คน พูด ว่า“ เขา มี ผี สิง และ เป็น บ้า ไป ฟัง เขา ทำไม” {10:21} พวก อื่น ก็ พูด ว่า“ คำ อย่าง นี้ ไม่ เป็น คำ ของ ผู้ ที่ มี ผี สิง ผี จะ ทำให้ คน ตาบ อด มอง เห็น ได้ หรือ” {i10:22} พวก ยิว ปฏิเสธ ไม่ รับ พระ เยซู {10:22} ขณะ นั้น เป็น เทศกาล ฉลอง พระ วิหาร ที่ กรุง เยรูซาเล็ม {10:23} เป็น ฤดู หนาว พระ เยซู ทรง ดำเนิน อยู่ ใน บริเวณ พระ วิหาร ที่ เฉลียง ของ ซา โลม อน {10:24} พวก ยิว ก็ พา กัน มา ห้อมล้อม พระองค์ และ ทูล ว่า“ จะ ให้ ใจ เรา แขวน อยู่ นาน สัก เท่าใด ถ้า ท่าน เป็น พระ คริสต์ ก็ จง บอก เรา ให้ ชัด แจ้ง เถิด” {10:25} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ทั้งหลาย ว่า“ เรา ได้ บอก ท่าน ทั้งหลาย แล้ว และ ท่าน ไม่ เชื่อ สิ่ง ซึ่ง เรา ได้ กระทำ ใน พระ นาม พระ บิดา ของ เรา ก็ เป็น พยาน ให้ แก่ เรา {10:26} แต่ ท่าน ทั้งหลาย ไม่ เชื่อ เพราะ ท่าน มิ ได้ เป็น แกะ ของ เรา {10:27} แกะ ของ เรา ย่อม ฟัง เสียง ของ เรา และ เรา รู้จัก แกะ เหล่า นั้น และ แกะ นั้น ตาม เรา {10:28} เรา ให้ ชีวิต นิรันดร์ แก่ แกะ นั้น แกะ นั้น จะ ไม่ พินาศ เลย และ จะ ไม่ มี ผู้ ใด แย่งชิง แกะ เหล่า นั้น ไป จาก มือ ของ เรา ได้ {10:29} พระ บิดา ของ เรา ผู้ ประทาน แกะ นั้น ให้ แก่ เรา เป็น ใหญ่ กว่า ทุก สิ่ง และ ไม่ มี ผู้ ใด อาจ ชิง แกะ นั้น ไป จาก พระ หัตถ์ ของ พระ บิดา ของ เรา ได้ {10:30} เรา กับ พระ บิดา เป็น อัน หนึ่ง อัน เดียวกัน” {10:31} พวก ยิว จึง หยิบ ก้อน หิน ขึ้น มา อีก จะ ขว้าง พระองค์ ให้ ตาย {10:32} พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา ได้ สำแดง ให้ ท่าน เห็น การ ดี หลาย ประการ ของ พระ บิดา ของ เรา ท่าน ทั้งหลาย หยิบ ก้อน หิน จะ ขว้าง เรา ให้ ตาย เพราะ การ กระทำ ข้อ ใด เล่า” {10:33} พวก ยิว ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ เรา จะ ขว้าง ท่าน มิ ใช่ เพราะ การ กระทำ ดี แต่ เพราะ การ พูด หมิ่น ประมาท พระเจ้า เพราะ ท่าน เป็น เพียง มนุษย์ แต่ ตั้ง ตัว เป็น พระเจ้า” {10:34} พระ เยซู ตรัส ว่า“ ใน พระ ธรรม ของ ท่าน มี คำ เขียน ไว้ มิ ใช่ หรือ ว่า‘ เรา ได้ กล่าว ว่า ท่าน ทั้งหลาย เป็น พระ’ {10:35} ถ้า พระ ธรรม นั้น เรียก ผู้ ที่ รับ พระ วจนะ ของ พระเจ้า ว่า เขา เป็น พระ (และ จะ ฝ่าฝืน พระ คัมภีร์ ไม่ ได้) {10:36} ท่าน ทั้งหลาย จะ กล่าวหา ท่าน ที่ พระ บิดา ได้ ทรง ตั้ง ไว้ และ ทรง ใช้ เข้า มา ใน โลก ว่า‘ ท่าน กล่าว คำ หมิ่น ประมาท พระเจ้า’ เพราะ เรา ได้ กล่าว ว่า‘ เรา เป็น บุตร ของ พระเจ้า’ อย่าง นั้น หรือ {10:37} ถ้า เรา ไม่ ปฏิบัติ พระ ราชกิจ ของ พระ บิดา ของ เรา ก็ อย่า วางใจ ใน เรา เลย {10:38} แต่ ถ้า เรา ปฏิบัติ พระ ราชกิจ นั้น แม้ ว่า ท่าน มิ ได้ วางใจ ใน เรา ก็ จง วางใจ เพราะ พระ ราชกิจ นั้น เถิด เพื่อ ท่าน จะ ได้ รู้ และ เข้าใจ ว่า พระ บิดา ทรง อยู่ ใน เรา และ เรา อยู่ ใน พระ บิดา” {10:39} พวก เขา พยายาม จะ จับ พระองค์ อีก ครั้ง หนึ่ง แต่ พระองค์ ทรง รอด พ้น จาก มือ เขา ไป ได้ {10:40} พระองค์ เสด็จ ข้าม แม่น้ำ จอร์แดน อีก และ ไป ถึง ตำบล ที่ เมื่อ ก่อน นั้น ยอห์น ให้ บัพ ติ ศ มา และ พระองค์ ทรง พัก อยู่ ที่ นั่น {10:41} คน เป็น อัน มาก พา กัน มา หา พระองค์ กล่าว ว่า“ ยอห์น มิ ได้ ทำ หมาย สำคัญ ใดๆ เลย แต่ ทุก สิ่ง ซึ่ง ยอห์น ได้ กล่าว ถึง ท่าน ผู้ นี้ เป็น ความ จริง” {10:42} และ มี คน หลาย คน ที่ นั่น ได้ วางใจ ใน พระองค์ {i11:1} มรณกรรม ของ ลา ซา รัส {11:1} มี ชาย คน หนึ่ง ชื่อ ลา ซา รัส กำลัง ป่วย อยู่ ที่ หมู่บ้าน เบ ธานี ซึ่ง เป็น ชนบท ที่ มา รีย์และมารธา พี่ สาว ของ เธอ อยู่ นั้น {11:2} มา รีย์ ผู้ นี้ คือ หญิง ที่ เอา น้ำมัน หอม ชโลม พระองค์ และ เอา ผม ของ นาง เช็ด พระ บาท ของ พระองค์ ลา ซา รัส น้อง ชาย ของ เธอ กำลัง ป่วย อยู่ {11:3} ดังนั้น พี่ สาว ทั้ง สอง จึง ให้ คน ไป เฝ้า พระ เยซู ทูล ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ผู้ ที่ พระองค์ ทรง รัก นั้น กำลัง ป่วย อยู่” {11:4} แต่ เมื่อ พระ เยซู ทรง ได้ยิน แล้ว ก็ ตรัส ว่า“ โรค นั้น จะ ไม่ ถึง ตาย แต่ เกิด ขึ้น เพื่อ เชิดชู พระ เกียรติ ของ พระเจ้า เพื่อ ให้ พระ บุตร ของ พระเจ้า ทรง ได้ รับ เกียรติ เพราะ โรค นั้น” {11:5} พระ เยซู ทรง รัก มาร ธา และ น้อง สาว ของ เธอ และ ลา ซา รัส {11:6} ครั้น พระองค์ ทรง ได้ยิน ว่า ลา ซา รัส ป่วย อยู่ พระองค์ จึง ทรง พัก อยู่ ที่ ที่ พระองค์ ทรง อยู่ นั้น อีก สอง วัน {11:7} หลัง จาก นั้น พระองค์ ก็ ตรัส กับ พวก สาวก ว่า“ เรา เข้า ไป ใน แคว้น ยู เดีย กัน อีก เถิด” {11:8} พวก สาวก ทูล พระองค์ ว่า“ พระ อาจารย์ เจ้าข้า เมื่อ เร็วๆ นี้ พวก ยิว หา โอกาส เอา หิน ขว้าง พระองค์ ให้ ตาย แล้ว พระองค์ ยัง จะ เสด็จ ไป ที่ นั่น อีก หรือ” {11:9} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ กลางวัน มี สิบ สอง ชั่วโมง มิ ใช่ หรือ ถ้า ผู้ ใด เดิน ใน ตอน กลางวัน เขา ก็ จะ ไม่ สะดุด เพราะ เขา เห็น ความ สว่าง ของ โลก นี้ {11:10} แต่ ถ้า ผู้ ใด เดิน ใน ตอน กลางคืน เขา ก็ จะ สะดุด เพราะ ไม่ มี ความ สว่าง ใน ตัว เขา” {11:11} พระองค์ ตรัส ดังนั้น แล้ว จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ ลา ซา รัส สหาย ของ เรา หลับ ไป แล้ว แต่ เรา ไป เพื่อ จะ ปลุก เขา ให้ ตื่น” {11:12} พวก สาวก ทูล ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ถ้า เขา หลับ อยู่ เขา ก็ คง จะ หาย ดี” {11:13} พระ เยซู ตรัส ถึง ความ ตาย ของ ลา ซา รัส แต่ พวก สาวก คิด ว่า พระองค์ ตรัส ถึง การ นอน หลับ พักผ่อน {11:14} ฉะนั้น พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ตรงๆ ว่า“ ลา ซา รัสตายแล้ว {11:15} เพื่อ เห็นแก่ ท่าน ทั้งหลาย เรา จึง ยินดี ที่ เรา มิ ได้ อยู่ ที่ นั่น เพื่อ ท่าน จะ ได้ เชื่อ เรา ไป หา เขา กัน เถิด” {11:16} โธมัส ที่ เรียก ว่า แฝด จึง พูด กับ เพื่อน สาวก ว่า“ พวก เรา ไป กับ พระองค์ ด้วย เถิด เพื่อ จะ ได้ ตาย ด้วย กัน กับ พระองค์” {i11:17} พระ เยซู ทรง เป็น เหตุ ให้ คน เป็น ขึ้น และ มี ชีวิต {11:17} ครั้น พระ เยซู เสด็จ มา ถึง ก็ ทรง ทราบ ว่า เขา เอา ลา ซา รัส ไป ไว้ ใน อุโมงค์ ฝัง ศพ สี่ วัน แล้ว {11:18} หมู่บ้าน เบ ธานี อยู่ ใกล้ กรุง เยรูซาเล็ม ห่าง กัน ประมาณ สาม กิโลเมตร {11:19} พวก ยิว หลาย คน ได้ มา หา มาร ธาและมารีย์ เพื่อ จะ ปลอบโยน เธอ เรื่อง น้อง ชาย ของ เธอ {11:20} ครั้น มาร ธา รู้ ข่าว ว่า พระ เยซู กำลัง เสด็จ มา เธอ ก็ ออก ไป ต้อนรับ พระองค์ แต่ มา รีย์ นั่ง อยู่ ใน เรือน {11:21} มาร ธา ทูล พระ เยซู ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ถ้า พระองค์ อยู่ ที่ นี่ น้อง ชาย ของ ข้า พระองค์ ก็ คง ไม่ ตาย {11:22} ถึง แม้ เดี๋ยวนี้ ข้า พระองค์ ก็ ทราบ ว่า สิ่ง ใดๆ ที่ พระองค์ จะ ทูล ขอ จาก พระเจ้า พระเจ้า จะ ทรง โปรด ประทาน แก่ พระองค์” {11:23} พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ น้อง ชาย ของ เจ้า จะ ฟื้น ขึ้น มา อีก” {11:24} มาร ธา ทูล พระองค์ ว่า“ ข้า พระองค์ ทราบ แล้ว ว่า เขา จะ ฟื้น ขึ้น มา อีก ใน วัน สุดท้าย เมื่อ คน ทั้งปวง จะ ฟื้น ขึ้น มา” {11:25} พระ เยซู ตรัส กับ เธอ ว่า“ เรา เป็น เหตุ ให้ คน ทั้งปวง เป็น ขึ้น และ มี ชีวิต ผู้ ที่ วางใจ ใน เรา นั้น ถึง แม้ ว่า เขา ตาย แล้ว ก็ ยัง จะ มี ชีวิต อีก {11:26} และ ทุก คน ที่ มี ชีวิต และ วางใจ ใน เรา จะ ไม่ ตาย เลย เจ้า เชื่อ อย่าง นี้ ไหม” {11:27} มาร ธา ทูล พระองค์ ว่า“ เชื่อ พระองค์เจ้า ข้า ข้า พระองค์ เชื่อ ว่า พระองค์ ทรง เป็น พระ คริสต์ พระ บุตร ของ พระเจ้า ที่ เสด็จ มา ใน โลก” {i11:28} พระ เยซู ทรง พระ กันแสง {11:28} เมื่อ เธอ ทูล ดังนี้ แล้ว เธอ ก็ กลับ ไป เรียก มา รีย์ น้อง สาว กระซิบ ว่า“ พระ อาจารย์ เสด็จ มา แล้ว และ ทรง เรียก เจ้า” {11:29} เมื่อ มา รีย์ ได้ยิน แล้ว เธอ ก็ รีบ ลุก ขึ้น ไป เฝ้า พระองค์ {11:30} ฝ่าย พระ เยซู ยัง ไม่ เสด็จ เข้า ไป ใน หมู่บ้าน แต่ ยัง ประทับ อยู่ ณ ที่ ซึ่ง มาร ธา พบ พระองค์ นั้น {11:31} เมื่อ พวก ยิว ที่ อยู่ กับ มา รีย์ ใน เรือน กำลัง ปลอบโยน เธอ อยู่ เห็น มา รีย์ รีบ ลุก ขึ้น เดิน ออก ไป เขา ทั้งหลาย จึง ตาม เธอ ไป นึก ว่า เธอ จะ ไป ร้องไห้ ที่ อุโมงค์ {11:32} ครั้น มา รีย์ มา ถึง ที่ ซึ่ง พระ เยซู ประทับ อยู่ และ เห็น พระองค์ แล้ว จึง กราบ ลง ที่ พระ บาท ของ พระองค์ ทูล ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ถ้า พระองค์ ประทับ อยู่ ที่ นี่ น้อง ชาย ของ ข้า พระองค์ ก็ คง ไม่ ตาย” {11:33} เมื่อ พระ เยซู ทรง เห็น เธอ ร้องไห้ และ พวก ยิว ที่ มา กับ เธอ ก็ ร้องไห้ ด้วย พระองค์ ก็ ทรง สะเทือน พระทัย และ ทรง เป็น ทุกข์ {11:34} พระองค์ ตรัส ว่า“ พวก เจ้า เอา ศพ เขา ไป ไว้ ที่ไหน” เขา ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า เชิญ เสด็จ มา ดู เถิด” {11:35} พระ เยซู ทรง พระ กันแสง {11:36} พวก ยิว จึง กล่าว ว่า“ ดู ซิ พระองค์ ทรง รัก เขา เพียง ไร” {11:37} แต่ บาง คน ก็ พูด ว่า“ ท่าน ผู้ นี้ ทำให้ คน ตาบ อด มอง เห็น จะ ทำให้ คน นี้ ไม่ ตาย ไม่ ได้ หรือ” {i11:38} ลา ซา รัสฟื้นขึ้น {11:38} พระ เยซู ทรง สะเทือน พระทัย อีก จึง เสด็จ มา ถึง อุโมงค์ ฝัง ศพ อุโมงค์ นั้น เป็น ถ้ำ มี หิน ก้อน หนึ่ง วาง ปิด ปาก ไว้ {11:39} พระ เยซู ตรัส ว่า“ จง เอา หิน ออก เสีย” มาร ธา พี่ สาว ของ ผู้ ตาย จึง ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ป่านนี้ ศพ มี กลิ่น เหม็น แล้ว เพราะ ว่า เขา ตาย มา สี่ วัน แล้ว” {11:40} พระ เยซู ตรัส กับ เธอ ว่า“ เรา บอก เจ้า แล้ว มิ ใช่ หรือ ว่า ถ้า เจ้า เชื่อ เจ้า ก็ จะ ได้ เห็น ความ ยิ่งใหญ่ ของ พระเจ้า” {11:41} พวก เขา จึง เอา หิน ออก พระ เยซู ทรง แหงน พระ พักตร์ ขึ้น ตรัส ว่า“ ข้า แต่ พระ บิดา ข้า พระองค์ ขอบพระคุณ พระองค์ ที่ พระองค์ ทรง โปรด ฟัง ข้า พระองค์ {11:42} ข้า พระองค์ ทราบ ว่า พระองค์ ทรง ฟัง ข้า พระองค์ อยู่ เสมอ แต่ ที่ ข้า พระองค์ กล่าว อย่าง นี้ ก็ เพราะ เห็นแก่ ประชาชน ที่ ยืน อยู่ ที่ นี่ เพื่อ เขา จะ ได้ เชื่อ ว่า พระองค์ ทรง ใช้ ข้า พระองค์ มา” {11:43} เมื่อ พระองค์ ตรัส ดังนั้น แล้ว จึง เปล่ง พระ สุรเสียง ตรัส ว่า“ ลา ซา รัส เอ๋ย ออก มา เถิด” {11:44} ผู้ ตาย นั้น ก็ ออก มา มี ผ้า พัน มือ และ เท้า และ ที่ หน้า ก็ มี ผ้า พัน อยู่ ด้วย พระ เยซู ตรัส กับ เขา ทั้งหลาย ว่า“ จง แก้ ผ้า ที่ พัน ออก เสีย แล้ว ปล่อย เขา เถิด” {i11:45} การ ปอง ร้าย พระ เยซู (มธ.26:1-5; มก.14:1-2; ลก.22:1-2) {11:45} ดังนั้น พวก ยิว หลาย คน ที่ มา หา มา รีย์ และ ได้ เห็น การ กระทำ ของ พระ เยซู ก็ วางใจ ใน พระองค์ {11:46} แต่ พวก เขา บาง คน ไป หา พวก ฟา ริ สี เล่า เหตุการณ์ ที่ พระ เยซู ได้ ทรง กระทำ ให้ ฟัง {11:47} ฉะนั้น พวก มหา ปุโรหิต และ พวก ฟา ริ สี ก็ เรียก ประชุม สมาชิก สภา แล้ว ว่า“ เรา จะ ทำ อย่างไร กัน เพราะ ว่า ชาย ผู้ นี้ ทำ สิ่ง ที่ เป็น หมาย สำคัญ หลาย ประการ {11:48} ถ้า เรา ปล่อย เขา ไว้ อย่าง นี้ คน ทั้งปวง จะ เชื่อถือ เขา แล้ว พวก โรม ก็ จะ มา ทำลาย ทั้ง พระ วิหาร และ ชาติ ของ เรา” {11:49} แต่ คน หนึ่ง ใน พวก เขา ชื่อ คา ยา ฟา ส เป็น มหา ปุโรหิต ประจำการ ใน ปี นั้น กล่าว แก่ เขา ทั้งหลาย ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย ไม่ รู้ อะไร เสีย เลย {11:50} และ ไม่ รู้ ว่า มัน จะ เป็น ประโยชน์ แก่ ท่าน ทั้งหลาย ถ้า จะ ให้ คน ตาย เสีย คน หนึ่ง แทน ที่ จะ ให้ คน ทั้ง ชาติ ต้อง พินาศ” {11:51} เขา มิ ได้ กล่าว อย่าง นั้น ตามใจ ชอบ แต่ เพราะ ว่า เขา เป็น มหา ปุโรหิต ประจำการ ใน ปี นั้น จึง กล่าว เป็น คำ พยากรณ์ ว่า พระ เยซู จะ สิ้น พระ ชนม์ แทน ชน ชาติ นั้น {11:52} และ มิ ใช่ แทน ชน ชาติ นั้น อย่าง เดียว แต่ เพื่อ จะ รวบรวม บุตร ทั้งหลาย ของ พระเจ้า ที่ กระจัด กระจาย ไป นั้น ให้ เข้า เป็น พวก เดียวกัน {11:53} ตั้งแต่ วัน นั้น เป็นต้น มา เขา ทั้งหลาย จึง คิด อ่าน จะ ฆ่า พระองค์ เสีย {11:54} เหตุ ฉะนั้น พระ เยซู จึง ไม่ เสด็จ ใน หมู่ พวก ยิว อย่าง เปิดเผย อีก แต่ ได้ เสด็จ ออก จาก ที่ นั่น ไป ยัง ถิ่น ที่ อยู่ ใกล้ ถิ่น ทุรกันดาร ถึง เมือง หนึ่ง ชื่อ เอฟ รา อิม และ ทรง พัก อยู่ ที่ นั่น กับ พวก สาวก {11:55} ขณะ นั้น ใกล้ จะ ถึง เทศกาล ปัส กา ของ พวก ยิว แล้ว และ คน เป็น อัน มาก ได้ ออก จาก หัว เมือง นั้น ขึ้น ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม ก่อน เทศกาล ปัส กา เพื่อ จะ ชำระ ตัว {11:56} เขา ทั้งหลาย พา กัน มอง หา พระ เยซู และ เมื่อ เขา ทั้งหลาย ยืน อยู่ ใน บริเวณ พระ วิหาร เขา ก็ พูด กัน ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย คิด เห็น อย่างไร พระองค์ จะ ไม่ เสด็จ มา ใน งาน เทศกาล นี้ หรือ” {11:57} ฝ่าย พวก มหา ปุโรหิต และ พวก ฟา ริ สี ได้ ออก คำ สั่ง ไว้ ว่า ถ้า ผู้ ใด รู้ ว่า พระองค์ อยู่ ที่ไหน ก็ ให้ มาบ อก พวก เขา เพื่อ จะ ได้ ไป จับ พระองค์ {i12:1} พระ เยซู ทรง รับ การ ชโลม ที่ เบธานี (มธ.26:6-13; มก.14:3-9) {12:1} ก่อน ปัส กา หก วันพระ เยซู เสด็จ มา ถึง หมู่บ้าน เบ ธานี ซึ่ง เป็น ที่ อยู่ ของ ลา ซา รัส ผู้ ซึ่ง พระองค์ ทรง ให้ ฟื้น ขึ้น จาก ตาย {12:2} ที่ นั่น เขา จัด งาน เลี้ยง พระองค์ มาร ธา ก็ ปรนนิบัติ อยู่ และ ลา ซา รัส ก็ เป็น คน หนึ่ง ที่ ร่วม รับประทาน อาหาร กับ พระองค์ {12:3} มา รีย์ เอา น้ำมัน หอม นา ร ดา บริสุทธิ์ หนัก ประมาณ ครึ่ง กิโลกรัม ซึ่ง มี ราคา แพง มาก มา ชโลม พระ บาท พระ เยซู และ เอา ผม ของ เธอ เช็ด พระ บาท ของ พระองค์ เรือน ก็ หอม ฟุ้ง ไป ด้วย กลิ่น น้ำมัน นั้น {12:4} แต่ สาวก คน หนึ่ง ของ พระองค์ ชื่อ ยู ดา ส อิส คา ริ โอ ท (คือ คน ที่ จะ อายัด พระองค์ ไว้) พูด ว่า {12:5} “ เหตุ ไฉน จึง ไม่ ขาย น้ำมัน นั้น เป็น เงิน สัก สาม ร้อย เด นา ริ อัน แล้ว แจก ให้ แก่ คน จน” {12:6} เขา พูด อย่าง นั้น มิ ใช่ เพราะ เขา เอาใจ ใส่ คน จน แต่ เพราะ เขา เป็น คน หัวขโมย คือ เขา ได้ ถือ กล่อง เก็บ เงิน และ ได้ ยักยอก เงิน ที่ ใส่ ไว้ ใน นั้น ไป {12:7} พระ เยซู ตรัส ว่า“ ช่าง เขา เถิด ให้ เขา เก็บ น้ำมัน นี้ ไว้ จน ถึง วัน ฝัง ศพ ของ เรา {12:8} เพราะ ว่า มี คน จน อยู่ กับ ท่าน เสมอ แต่ เรา จะ ไม่ อยู่ กับ ท่าน เสมอ” {i12:9} การ ปอง ร้าย ลา ซา รัส {12:9} ฝ่าย พวก ยิว เป็น อัน มาก รู้ ว่า พระองค์ ประทับ อยู่ ที่ นั่น จึง มา เฝ้า พระองค์ ไม่ ใช่ เพราะ เห็นแก่ พระ เยซู เท่านั้น แต่ อยาก เห็น ลา ซา รัส ผู้ ซึ่ง พระองค์ ได้ ทรง ให้ ฟื้น ขึ้น มา จาก ตาย ด้วย {12:10} ดังนั้น พวก มหา ปุโรหิต จึง คิด จะ ฆ่า ลา ซา รัสเสียด้วย {12:11} เพราะ ลา ซา รัส เป็นต้น เหตุ ที่ ทำให้ พวก ยิว หลาย คน ออก จาก พวก เขา ไป เชื่อถือ พระ เยซู {i12:12} เสด็จ เข้า กรุง เยรูซาเล็ม อย่าง ผู้ พิชิต (มธ.21:1-11; มก.11:1-11; ลก.19:28-40) {12:12} วัน รุ่งขึ้น เมื่อ คน เป็น อัน มาก ที่ มา ใน งาน เทศกาล นั้น ได้ยิน ว่า พระ เยซู เสด็จ มา ถึง กรุง เยรูซาเล็ม {12:13} เขา ก็ พา กัน ถือ ทาง อินทผลัม ออก ไป ต้อนรับ พระองค์ ร้อง ว่า“ โฮ ซัน นา ขอ ให้ พระองค์ ผู้ เสด็จ มา ใน พระ นาม ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า คือ พระ มหา กษัตริย์ แห่ง อิสราเอล ทรง พระ เจริญ” {12:14} และ พระ เยซู ทรง พบ ลูก ลา ตัว หนึ่ง จึง ทรง ลา นั้น เหมือน ดัง ที่ มี คำ เขียน ไว้ ว่า {12:15} “ ธิดา แห่ง ศิ โยน เอ๋ย อย่า กลัว เลย จง ดู กษัตริย์ ของ เธอ ทรง ลูก ลา เสด็จ มา” {12:16} ที แรก พวก สาวก ของ พระองค์ ไม่ เข้าใจ ใน เหตุการณ์ นั้น แต่ เมื่อ พระ เยซู ทรง ประสบ เกียรติ กิจ แล้ว เขา จึง ระลึก ได้ ว่า มี คำ เช่น นั้น เขียน ไว้ กล่าว ถึง พระองค์ และ คน ทั้งหลาย ได้ กระทำ อย่าง นั้น ถวาย พระองค์ {12:17} คน ทั้งปวง ซึ่ง ได้ อยู่ กับ พระองค์ เมื่อ พระองค์ ได้ ทรง เรียก ลา ซา รัส ให้ ออก มา จาก อุโมงค์ ฝัง ศพ และ ทรง ให้ เขา ฟื้น ขึ้น มา จาก ความ ตาย ก็ เป็น พยาน ใน สิ่ง ที่ เขา ได้ยิน และ ได้ เห็น {12:18} เหตุ ที่ ประชาชน พา กัน ไป หา พระองค์ ก็ เพราะ เขา ได้ยิน ว่า พระองค์ ทรง กระทำ หมาย สำคัญ นั้น {12:19} พวก ฟา ริ สี จึง พูด กัน ว่า“ ท่าน เห็น ไหม ว่า ท่าน ทำ อะไร ไม่ ได้ เลย ดู ซิ โลก ตาม เขา ไป หมด แล้ว” {i12:20} พวก ต่าง ชาติ บาง คน แสวง หา พระ เยซู {12:20} ใน หมู่ คน ทั้งหลาย ที่ ขึ้น ไป นมัสการ ใน งาน เทศกาล นั้น มี พวก กรีก บ้าง {12:21} พวก กรีก นั้น จึง ไป หา ฟีลิป ซึ่ง มา จาก หมู่บ้าน เบธ ไซ ดา ใน แคว้น กา ลิ ลี แล้ว พูด กับ เขา ว่า“ ท่าน เจ้าข้า พวก ข้าพเจ้า จะ ใคร่ เห็น พระ เยซู” {12:22} ฟีลิป จึง ไป บอก อัน ดรูว์แล้วอันดรูว์กับฟีลิป จึง ไป ทูล พระ เยซู {12:23} และ พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ถึง เวลา แล้ว ที่ บุตร มนุษย์ จะ ประสบ เกียรติ กิจ {12:24} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ถ้า เมล็ด ข้าว ไม่ ได้ ตกลง ไป ใน ดิน และ เปื่อย เน่า ไป ก็ จะ คง อยู่ เป็น เมล็ด เดียว แต่ ถ้า เปื่อย เน่า ไป แล้ว ก็ จะ งอก ขึ้น เกิด ผล มาก {12:25} ผู้ ใด ที่ รัก ชีวิต ของ ตน ก็ ต้อง เสีย ชีวิต และ ผู้ ที่ ชัง ชีวิต ของ ตน ใน โลก นี้ ก็ จะ ธำรง ชีวิต นั้น ไว้ นิรันดร์ {12:26} ถ้า ผู้ ใด จะ รับใช้ เรา ผู้ นั้น ก็ ต้อง ตาม เรา มา และ เรา อยู่ ที่ไหน ผู้ รับใช้ ของ เรา จะ อยู่ ที่ นั่น ด้วย ถ้า ผู้ ใด รับใช้ เรา พระ บิดา ก็ จะ ทรง ประทาน เกียรติ แก่ ผู้ นั้น {i12:27} บุตร มนุษย์ จะ ต้อง ถูก ยก ขึ้น {12:27} “ บัดนี้ จิตใจ ของ เรา เป็น ทุกข์ และ เรา จะ พูด อย่างไร จะ ว่า‘ ข้า แต่ พระ บิดา ขอ ทรง โปรด ช่วย ข้า พระองค์ ให้ พ้น จาก การย์ แห่ง กาล นี้ 17’ อย่าง นั้น หรือ หา มิ ได้ เพราะ ด้วย ความ ประสงค์ นี้ เอง เรา จึง มา ถึง การย์ แห่ง กาล นี้ {12:28} ข้า แต่ พระ บิดา ขอ ให้ พระ นาม ของ พระองค์ จง ได้ รับ เกียรติ” แล้ว ก็ มี พระ สุรเสียง ดัง มา จาก ฟ้า ว่า“ เรา ได้ ให้ รับ เกียรติ แล้ว และ เรา จะ ให้ รับ เกียรติ อีก” {12:29} คน ทั้งหลาย ที่ ยืน อยู่ ที่ นั่น ได้ยิน เสียง นั้น และ พูด ว่า ฟ้า ร้อง คน อื่นๆ ก็ พูด ว่า“ ทูต สวรรค์ องค์ หนึ่ง ได้ กล่าว กับ พระองค์” {12:30} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ เสียง นั้น เกิด ขึ้น เพื่อ ท่าน ทั้งหลาย ไม่ ใช่ เพื่อ เรา {12:31} บัดนี้ ถึง เวลา ที่ จะ พิพากษา โลก นี้ แล้ว เดี๋ยวนี้ เจ้า โลก นี้ จะ ถูก กำจัด ออก ไป {12:32} เมื่อ เรา ถูก ยก ขึ้น จาก แผ่นดิน โลก แล้ว เรา ก็ จะ ชักนำ คน เป็น อัน มาก ให้ มา หา เรา” {12:33} พระองค์ ตรัส เช่น นั้น เพื่อ สำแดง ว่า พระองค์ จะ สิ้น พระ ชนม์ อย่างไร {12:34} คน ทั้งหลาย จึง ทูล พระองค์ ว่า“ ข้าพเจ้า ทราบ จาก พระ ธรรม ว่า พระ คริสต์ จะ อยู่ เป็น นิตย์ เหตุ ไฉน ท่าน จึง ว่า‘ บุตร มนุษย์ จะ ต้อง ถูก ยก ขึ้น’ บุตร มนุษย์ นั้น คือ ผู้ ใด เล่า” {12:35} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ความ สว่าง จะ อยู่ ไป กับ ท่าน ทั้งหลาย อีก หน่อย หนึ่ง เมื่อ ยัง มี ความ สว่าง อยู่ ก็ จง เดิน ไป เถิด เกรง ว่า ความ มืด จะ ตาม มา ทัน ท่าน ผู้ ที่ เดิน อยู่ ใน ความ มืด ย่อม ไม่ รู้ ว่า ตน ไป ทาง ไหน {12:36} เมื่อ ท่าน ทั้งหลาย มี ความ สว่าง ก็ จง วางใจ ใน ความ สว่าง นั้น เพื่อ จะ ได้ เป็น ลูก แห่ง ความ สว่าง” เมื่อ พระ เยซู ตรัส ดังนั้น แล้ว ก็ ทรง จาก เขา ไป และ ซ่อน พระองค์ ให้ พ้น จาก พวก เขา {i12:37} ความ ไม่ เชื่อถือ ของ พวก ยิว {12:37} ถึง แม้ ว่า พระองค์ ได้ ทรง กระทำ หมาย สำคัญ หลาย ประการ ที เดียว ให้ เขา เห็น เขา ทั้งหลาย ก็ ยัง ไม่ วางใจ ใน พระองค์ {12:38} ทั้งนี้ เพื่อ จะ สำเร็จ ตาม คำ ของ อิส ยาห์ ผู้ เผย พระ วจนะ ซึ่ง ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ผู้ ใด จะ เชื่อ สิ่ง ที่ เรา ได้ ประกาศ และ พระ กร ของ พระเจ้า ได้ ทรง สำแดง แก่ ผู้ ใด” {12:39} ฉะนั้น พวก เขา จึง เชื่อ ไม่ ได้ เพราะ อิส ยาห์ ได้ กล่าว ไว้ อีก ว่า {12:40} “ พระองค์ ได้ ทรง ปิด ตา ของ เขา ทั้งหลาย และ ทำใจ ของ เขา ให้ มืดมัว ไป เกรง ว่า เขา จะ เห็นด้วย ตา ของ เขา และ เข้าใจ ด้วย จิตใจ ของ เขา และ หัน กลับ มา ให้ เรา รักษา เขา ให้ หาย” {12:41} อิส ยาห์ กล่าว ดังนี้ เพราะ ว่า ท่าน ได้ เห็น พระ สิริ ของ พระองค์ และ ได้ กล่าว ถึง พระองค์ {12:42} อย่างไร ก็ ดี แม้ ใน พวก เจ้าหน้าที่ เอง ก็ มี หลาย คน ศรัทธา ใน พระองค์ แต่ เขา ไม่ ยอมรับ พระองค์ อย่าง เปิดเผย เพราะ กลัว พวก ฟา ริ สี เขา กลัว ว่า จะ ถูก อเปหิ ออก จาก ธรรม ศาลา {12:43} เพราะ ว่า เขา รัก การ สรรเสริญ ของ มนุษย์ มาก กว่า การ สรรเสริญ ของ พระเจ้า {i12:44} พระ ดำรัส ของ พระ เยซู เป็น หลัก พิพากษา {12:44} และ พระ เยซู ทรง ประกาศ ว่า“ บรรดา ผู้ ที่ วางใจ ใน เรา นั้น หา ได้ วางใจ ใน เรา เอง ไม่ แต่ วางใจ ใน พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {12:45} และ ผู้ ที่ เห็น เรา ก็ เห็น พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {12:46} เรา เข้า มา ใน โลก เป็น ความ สว่าง เพื่อ ทุก คน ที่ วางใจ ใน เรา จะ มิ ได้ อยู่ ใน ความ มืด {12:47} ถ้า ผู้ ใด ได้ยิน ถ้อยคำ ของ เรา และ ไม่ กระทำ ตาม เรา ก็ ไม่ พิพากษา ผู้ นั้น เพราะ ว่า เรา มิ ได้ มา เพื่อ จะ พิพากษา โลก แต่ มา เพื่อ จะ ช่วย โลก ให้ รอด {12:48} ถ้า ผู้ ใด ไม่ ยอมรับ เรา และ ไม่ รับ คำ ของ เรา ผู้ นั้น จะ มี สิ่ง หนึ่ง พิพากษา เขา คำ ที่ เรา ได้ กล่าว แล้ว นั้น แหละ จะ พิพากษา เขา ใน วัน สุดท้าย {12:49} เพราะ เรา มิ ได้ กล่าว ตามใจ เรา เอง แต่ ซึ่ง เรา กล่าว และ พูด นั้น พระ บิดา ผู้ ทรง ใช้ เรา มา พระองค์ นั้น ได้ ทรง บัญชา ให้ แก่ เรา {12:50} เรา รู้ ว่า พระ บัญชา ของ พระองค์ นั้น เป็น ชีวิต นิรันดร์ เหตุ ฉะนั้น สิ่ง ที่ เรา พูด นั้น เรา ก็ พูด ตาม ที่ พระ บิดา ทรง บัญชา เรา” {i13:1} พระ เยซู ทรง ล้าง เท้า ของ พวก สาวก {13:1} ก่อน ถึง งาน เทศกาล ปัส กา พระ เยซู ทรง ทราบ ว่า ถึง เวลา แล้ว ที่ พระองค์ จะ ทรง จาก โลก นี้ ไป หา พระ บิดา พระองค์ ทรง รัก พวก ของ พระองค์ ซึ่ง อยู่ ใน โลก นี้ พระองค์ ทรง รัก เขา จน ถึง ที่สุด {13:2} ขณะ เมื่อ รับประทาน อาหาร เย็น อยู่ นั้น (มาร ได้ ดลใจ ยู ดา ส อิส คา ริ โอ ท บุตร ของ ซี โม น ให้ อายัด พระองค์ ไว้) {13:3} พระ เยซู ทรง ทราบ ว่า พระ บิดา ได้ ประทาน สิ่ง ทั้งปวง ให้ อยู่ ใน พระ หัตถ์ ของ พระองค์ และ ทรง ทราบ ว่า พระองค์ มา จาก พระเจ้า และ จะ ไป หา พระเจ้า {13:4} พระองค์ ทรง ลุก ขึ้น จาก การ รับประทาน อาหาร ทรง ถอด ฉลอง พระองค์ ออก วาง ไว้ และ ทรง เอา ผ้าเช็ดตัว คาด เอว ของ พระองค์ {13:5} แล้ว ก็ ทรง เท น้ำ ลง ใน อ่าง และ ทรง เอา น้ำ ล้าง เท้า ของ พวก สาวก และ เช็ด ด้วย ผ้า ที่ ทรง คาด เอว ไว้ นั้น {13:6} พระองค์ ทรง มา ถึง ซี โม นเปโตรและเปโตร ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า พระองค์ จะ ทรง ล้าง เท้า ของ ข้า พระองค์ หรือ” {13:7} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ สิ่ง ที่ เรา กระทำ ใน ขณะ นี้ ท่าน ยัง ไม่ รู้เรื่อง แต่ ภายหลัง ท่าน จะ เข้าใจ” {13:8} เปโตร ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์ จะ ทรง ล้าง เท้า ของ ข้า พระองค์ ไม่ ได้” พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ถ้า เรา ไม่ ล้าง ท่าน แล้ว ท่าน จะ มี ส่วน ใน เรา ไม่ ได้” {13:9} ซี โม นเปโตร ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า มิ ใช่ แต่ เท้า ของ ข้า พระองค์ เท่านั้น แต่ ขอ ทรง โปรด ล้าง ทั้ง มือ และ ศีรษะ ด้วย” {13:10} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ผู้ ที่ อาบ น้ำ แล้ว ไม่ จำเป็น ต้อง ชำระ กาย อีก ล้าง แต่ เท้า เท่านั้น เพราะ สะอาด หมด ทั้ง ตัว แล้ว พวก ท่าน ก็ สะอาด แล้ว แต่ ไม่ ใช่ ทุก คน” {13:11} เพราะ พระองค์ ทรง ทราบ ว่า ใคร จะ อายัด พระองค์ ไว้ เหตุ ฉะนั้น พระองค์ จึง ตรัส ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย ไม่ สะอาด ทุก คน” {13:12} เมื่อ พระองค์ ทรง ล้าง เท้า เขา ทั้งหลาย แล้ว พระองค์ ก็ ทรง ฉลอง พระองค์ และ ประทับ ลง ตรัส กับ เขา ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย เข้าใจ ใน สิ่ง ที่ เรา ได้ กระทำ แก่ ท่าน หรือ {13:13} ท่าน ทั้งหลาย เรียก เรา ว่า พระ อาจารย์ และ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ท่าน เรียก ถูก แล้ว เพราะ เรา เป็น เช่น นั้น {13:14} ฉะนั้น ถ้า เรา ผู้ เป็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า และ พระ อาจารย์ ของ ท่าน ได้ ล้าง เท้า ของ พวก ท่าน พวก ท่าน ก็ ควร จะ ล้าง เท้า ของ กัน และ กัน ด้วย {13:15} เพราะ ว่า เรา ได้ วาง แบบ แก่ ท่าน แล้ว เพื่อ ให้ ท่าน ทำ เหมือน ดัง ที่ เรา ได้ กระทำ แก่ ท่าน ด้วย {13:16} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า บ่าว จะ เป็น ใหญ่ กว่า นาย ก็ ไม่ ได้ และ ทูต จะ เป็น ใหญ่ กว่า ผู้ ที่ ใช้ เขา ไป ก็ หา มิ ได้ {13:17} เมื่อ ท่าน รู้ ดังนี้ แล้ว และ ท่าน ประพฤติ ตาม ท่าน ก็ เป็น สุข {13:18} เรา มิ ได้ พูด ถึง พวก ท่าน สิ้น ทุก คน เรา รู้จัก ผู้ ที่ เรา ได้ เลือก ไว้ แล้ว แต่ จะ ต้อง เป็น จริง ตาม ข้อ พระ คัมภีร์ ที่ ว่า‘ ผู้ ที่ รับประทาน อาหาร ของ เรา ได้ ยก ส้น เท้า ใส่ เรา’ {13:19} เรา บอก ท่าน ทั้งหลาย เดี๋ยวนี้ ก่อน ที่ เรื่อง นี้ จะ เกิด ขึ้น เพื่อ ว่า เมื่อ เรื่อง นี้ เกิด ขึ้น แล้ว ท่าน จะ ได้ เชื่อ ว่า เรา คือ ผู้ นั้น {13:20} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ผู้ ใด ได้ รับ ผู้ ที่ เรา ใช้ ไป ผู้ นั้น ก็ รับ เรา ด้วย และ ผู้ ใด ได้ รับ เรา ผู้ นั้น ได้ รับ พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา” {i13:21} พระ เยซู ทรง ทำนาย ถึง การ ที่ ยู ดา ส ทรยศ ต่อ พระองค์ (มธ.26:20-25; มก.14:17-21; ลก.22:21-23) {13:21} เมื่อ พระ เยซู ตรัส ดังนั้น แล้ว พระองค์ ก็ ทรง เป็น ทุกข์ ใน พระทัย และ ตรัส เป็น พยาน ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า คน หนึ่ง ใน พวก ท่าน จะ อายัด เรา ไว้” {13:22} เหล่า สาวก จึง มอง หน้า กัน และ สงสัย ว่า คน ที่ พระองค์ ตรัส ถึง นั้น คือ ผู้ ใด {13:23} ที่ สำรับ มี สาวก คน หนึ่ง ที่ พระองค์ ทรง รัก ได้ เอน กาย อยู่ ใกล้ พระ ทรวง ของ พระองค์ {13:24} ซี โม นเปโตร จึง พยัก หน้า ให้ เขา ทูล ถาม พระองค์ ว่า คน ที่ พระองค์ ตรัส ถึง นั้น คือ ผู้ ใด {13:25} ขณะ ที่ ยัง เอน กาย อยู่ ใกล้ พระ ทรวง ของ พระองค์ สาวก คน นั้น ก็ ทูล ถาม พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า คน นั้น คือ ใคร” {13:26} พระองค์ ตรัส ตอบ ว่า“ คน นั้น คือ ผู้ ที่ เรา จะ เอา อาหาร นี้ จิ้ม แล้ว ยื่น ให้” เมื่อ พระองค์ ทรง เอา อาหาร นั้น จิ้ม แล้ว ก็ ทรง ยื่น ให้ แก่ ยู ดา ส บุตร ซี โม น อิส คา ริ โอ ท {13:27} เมื่อ ยู ดา ส รับประทาน อาหาร นั้น แล้ว ซาตาน ก็ เข้า สิง ใน ใจ เขา พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ ท่าน จะ ทำ อะไร ก็ จง ทำ เร็วๆ เถิด” {13:28} ไม่ มี ผู้ ใด ใน บรรดา ผู้ ที่ เอน กาย ร่วม สำรับ เข้าใจ ว่า เหตุ ใด พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา เช่น นั้น {13:29} บาง คน คิด ว่า เพราะ ยู ดา ส ถือ กล่อง เก็บ เงิน พระองค์ จึง ตรัส บอก เขา ว่า“ จง ไป ซื้อ สิ่ง ที่ เรา ต้องการ สำหรับ งาน เทศกาล นี้” หรือ ตรัส บอก เขา ว่า เขา ควร จะ ให้ ทาน แก่ คน จน บ้าง {13:30} ดังนั้น เมื่อ ยู ดา ส รับ อาหาร ชิ้น นั้น แล้ว เขา ก็ ออก ไป ทันที ขณะ นั้น เป็น เวลา กลางคืน {i13:31} พระ บัญญัติ ใหม่ {13:31} เมื่อ เขา ออก ไป แล้ว พระ เยซู จึง ตรัส ว่า“ บัดนี้ บุตร มนุษย์ ได้ รับ เกียรติ แล้ว และ พระเจ้า ทรง ได้ รับ เกียรติ เพราะ บุตร มนุษย์ {13:32} ถ้า พระเจ้า ได้ รับ เกียรติ เพราะ พระองค์ ท่าน พระเจ้า ก็ จะ ทรง ประทาน ให้ พระองค์ ท่าน มี เกียรติ ใน พระองค์ ท่าน เอง และ พระเจ้า จะ ทรง ให้ มี เกียรติ เดี๋ยวนี้ {13:33} ลูก เอ๋ย เรา ยัง จะ อยู่ กับ เจ้า ทั้งหลาย อีก ขณะ หนึ่ง เจ้า จะ เสาะ หา เรา และ ดัง ที่ เรา ได้ พูด กับ พวก ยิว แล้ว บัดนี้ เรา จะ พูด กับ เจ้า คือ‘ ที่ เรา ไป นั้น เจ้า ทั้งหลาย ไป ไม่ ได้’ {13:34} เรา ให้ บัญญัติ ใหม่ ไว้ แก่ เจ้า ทั้งหลาย คือ ให้ เจ้า รัก ซึ่ง กัน และ กัน เรา รัก เจ้า ทั้งหลาย มา แล้ว อย่างไร เจ้า จงรัก กัน และ กัน ด้วย อย่าง นั้น {13:35} ถ้า เจ้า ทั้งหลาย รัก กัน และ กัน ดังนี้ แหละ คน ทั้งปวง ก็ จะ รู้ ได้ ว่า เจ้า ทั้งหลาย เป็น สาวก ของ เรา” {i13:36} ทรง ทำนาย ถึง การ ที่ เปโตรจะปฏิเสธ (มธ.26:31-35; มก.14:27-31; ลก.22:31-34) {13:36} ซี โม นเปโตร ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า พระองค์ จะ เสด็จ ไป ที่ไหน” พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ที่ ซึ่ง เรา จะ ไป นั้น ท่าน จะ ตาม เรา ไป เดี๋ยวนี้ ไม่ ได้ แต่ ภายหลัง ท่าน จะ ตาม ไป” {13:37} เปโตร ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า เหตุ ใด ข้า พระองค์ จึง ตาม พระองค์ ไป เดี๋ยวนี้ ไม่ ได้ ข้า พระองค์ จะ สละ ชีวิต เพื่อ พระองค์” {13:38} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ท่าน จะ สละ ชีวิต ของ ท่าน เพื่อ เรา หรือ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ก่อน ไก่ ขัน ท่าน จะ ปฏิเสธ เรา สาม ครั้ง” {i14:1} พระ เยซู ทรง เป็น ทาง ไป สู่ พระ บิดา {14:1} “ อย่า ให้ ใจ ท่าน ทั้งหลาย วิตก เลย ท่าน วางใจ ใน พระเจ้า 19 จง วางใจ ใน เรา ด้วย {14:2} ใน พระ นิเวศ ของ พระ บิดา เรา มี ที่ อยู่ เป็น อัน มาก ถ้า ไม่ มี เรา คง ได้ บอก ท่าน แล้ว เพราะ เรา ไป จัด เตรียม ที่ ไว้ สำหรับ ท่าน ทั้งหลาย {14:3} เมื่อ เรา ไป จัด เตรียม ที่ ไว้ สำหรับ ท่าน แล้ว เรา จะ กลับ มา อีก รับ ท่าน ไป อยู่ กับ เรา เพื่อ ว่า เรา อยู่ ที่ไหน ท่าน ทั้งหลาย จะ ได้ อยู่ ที่ นั่น ด้วย {14:4} และ ท่าน รู้จัก ทาง ที่ เรา จะ ไป นั้น” {14:5} โธมัส ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า พวก ข้า พระองค์ ไม่ ทราบ ว่า พระองค์ จะ เสด็จ ไป ที่ไหน พวก ข้า พระองค์ จะ รู้จัก ทาง นั้น ได้ อย่างไร” {14:6} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา เป็น ทาง นั้น เป็น ความ จริง และ เป็น ชีวิต ไม่ มี ผู้ ใด มา ถึง พระ บิดา ได้ นอกจาก จะ มา ทาง เรา {14:7} ถ้า ท่าน ทั้งหลาย รู้จัก เรา แล้ว ท่าน ก็ จะ รู้จัก พระ บิดา ของ เรา ด้วย ตั้งแต่ นี้ ไป ท่าน ก็ จะ รู้จัก พระองค์ และ ได้ เห็น พระองค์” {14:8} ฟีลิป ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ขอ สำแดง พระ บิดา ให้ ข้า พระองค์ ทั้งหลาย ได้ เห็น ก็ พอใจ ข้า พระองค์ แล้ว” {14:9} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ฟีลิป เอ๋ย เรา ได้ อยู่ กับ ท่าน นาน ถึง เพียง นี้ และ ท่าน ยัง ไม่ รู้จัก เรา อีก หรือ ผู้ ที่ ได้ เห็น เรา ก็ ได้ เห็น พระ บิดา ท่าน จะ พูด ได้ อย่างไร อีก ว่า‘ ขอ สำแดง พระ บิดา ให้ ข้า พระองค์ ทั้งหลาย เห็น’ {14:10} ท่าน ไม่ เชื่อ หรือ ว่า เรา อยู่ ใน พระ บิดา และ พระ บิดา ทรง อยู่ ใน เรา คำ ซึ่ง เรา กล่าว แก่ ท่าน ทั้งหลาย นั้น เรา มิ ได้ กล่าว ตามใจ ชอบ แต่ พระ บิดา ผู้ ทรง สถิต อยู่ ใน เรา ได้ ทรง กระทำ พระ ราชกิจ ของ พระองค์ {14:11} จง เชื่อ เรา เถิด ว่า เรา อยู่ ใน พระ บิดา และ พระ บิดา ทรง อยู่ ใน เรา หรือ มิ ฉะนั้น ก็ จง เชื่อ เพราะ กิจการ เหล่า นั้น เถิด {14:12} “ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ผู้ ที่ วางใจ ใน เรา จะ กระทำ กิจการ ซึ่ง เรา ได้ กระทำ นั้น ด้วย และ เขา จะ กระทำ กิจ ที่ ยิ่งใหญ่ กว่า นั้น อีก เพราะ ว่า เรา จะ ไป ถึง พระ บิดา ของ เรา {14:13} สิ่ง ใด ที่ ท่าน ทั้งหลาย จะ ขอ ใน นาม ของ เรา เรา จะ กระทำ สิ่ง นั้น เพื่อ ว่า พระ บิดา จะ ทรง ได้ รับ เกียรติ อัน ยิ่งใหญ่ ทาง พระ บุตร {14:14} สิ่ง ใด ที่ ท่าน ขอ ใน นาม ของ เรา เรา จะ กระทำ สิ่ง นั้น {i14:15} ทรง สัญญา จะ ประทาน พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ {14:15} “ ถ้า ท่าน ทั้งหลาย รัก เรา ท่าน ก็ จะ ประพฤติ ตาม บัญญัติ ของ เรา {14:16} เรา จะ ทูล ขอ พระ บิดา และ พระองค์ จะ ประทาน ผู้ ช่วย อีก ผู้ หนึ่ง ให้ แก่ ท่าน เพื่อ จะ ได้ อยู่ กับ ท่าน ตลอด ไป {14:17} คือ พระ วิญญาณ แห่ง ความ จริง ซึ่ง โลก รับ ไว้ ไม่ ได้ เพราะ แล ไม่ เห็น และ ไม่ รู้จัก พระองค์ ท่าน ทั้งหลาย รู้จัก พระองค์ เพราะ พระองค์ ทรง สถิต อยู่ กับ ท่าน และ จะ ประทับ อยู่ ใน ท่าน {14:18} “ เรา จะ ไม่ ละทิ้ง ท่าน ทั้งหลาย ไว้ ให้ เปล่าเปลี่ยว เรา จะ มา หา ท่าน {14:19} อีก หน่อย หนึ่ง โลก ก็ จะ ไม่ เห็น เรา แต่ ท่าน ทั้งหลาย จะ เห็น เรา เพราะ เรา ดำรง อยู่ ท่าน ทั้งหลาย ก็ จะ ดำรง อยู่ ด้วย {14:20} ใน วัน นั้น ท่าน ทั้งหลาย จะ รู้ ว่า เรา อยู่ ใน พระ บิดา และ ท่าน อยู่ ใน เรา และ เรา อยู่ ใน ท่าน {14:21} ผู้ ใด ที่ มี บัญญัติ ของ เรา และ ประพฤติ ตาม บัญญัติ นั้น ผู้ นั้น แหละ เป็น ผู้ ที่ รัก เรา และ ผู้ ที่ รัก เรา นั้น พระ บิดา ของ เรา จะ ทรง รัก เขา และ เรา จะ รัก เขา และ จะ สำแดง ตัว ให้ ปรากฏ แก่ เขา” {14:22} ยู ดา ส (มิ ใช่ อิส คา ริ โอ ท) ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า เหตุ ใด พระองค์ จึง จะ สำแดง พระองค์ แก่ พวก ข้า พระองค์ แต่ ไม่ ทรง สำแดง แก่ โลก” {14:23} พระองค์ ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ถ้า ผู้ ใด รัก เรา ผู้ นั้น จะ ประพฤติ ตาม คำ ของ เรา และ พระ บิดา จะ ทรง รัก เขา แล้ว พระ บิดา กับ เรา จะ มา หา เขา และ จะ อยู่ กับ เขา {14:24} ผู้ ที่ ไม่ รัก เรา ก็ ไม่ ประพฤติ ตาม คำ ของ เรา และ คำ ซึ่ง ท่าน ได้ยิน นี้ ไม่ ใช่ คำ ของ เรา แต่ เป็น พระ วจนะ ของ พระ บิดา ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {14:25} “ เรา ได้ กล่าว คำ เหล่า นี้ แก่ ท่าน ทั้งหลาย เมื่อ เรา ยัง อยู่ กับ ท่าน {14:26} แต่ องค์ ผู้ ช่วย คือ พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ ซึ่ง พระ บิดา จะ ทรง ใช้ มา ใน นาม ของ เรา นั้น จะ ทรง สอน ท่าน ทั้งหลาย ทุก สิ่ง และ จะ ให้ ท่าน ระลึก ถึง ทุก สิ่ง ที่ เรา ได้ กล่าว ไว้ แก่ ท่าน แล้ว {14:27} เรา มอบ สันติสุข ไว้ ให้ แก่ ท่าน ทั้งหลาย สันติสุข ของ เรา ที่ ให้ แก่ ท่าน นั้น เรา ให้ ท่าน ไม่ เหมือน โลก ให้ อย่า ให้ ใจ ของ ท่าน วิตก และ อย่า กลัว เลย {14:28} ท่าน ได้ยิน เรา กล่าว แก่ ท่าน ว่า‘ เรา จะ จาก ไป และ จะ กลับ มา หา ท่าน’ ถ้า ท่าน รัก เรา ท่าน ก็ จะ ชื่นชม ยินดี ที่ เรา ไป หา พระ บิดา เพราะ พระ บิดา ทรง เป็น ใหญ่ กว่า เรา {14:29} และ บัดนี้ เรา ได้ บอก ท่าน ทั้งหลาย ก่อน ที่ เหตุการณ์ นั้น จะ เกิด ขึ้น เพื่อ ว่า เมื่อ เหตุการณ์ นั้น เกิด ขึ้น แล้ว ท่าน ทั้งหลาย จะ ได้ เชื่อ {14:30} แต่ นี้ ไป เรา จะ ไม่ สนทนา กับ ท่าน ทั้งหลาย นาน เช่น นี้ อีก เพราะ ว่า เจ้า โลก จะ มา ผู้ นั้น ไม่ มี สิทธิ อำนาจ อะไร เหนือ เรา {14:31} แต่ เรา ได้ กระทำ ตาม ที่ พระ บิดา ได้ ทรง บัญชา เรา เพื่อ โลก จะ ได้ รู้ ว่า เรา รัก พระ บิดา จง ลุก ขึ้น ให้ เรา ทั้งหลาย ไป กัน เถิด {i15:1} พระ เยซู คือ เถา องุ่น แท้ {15:1} “ เรา เป็น เถา องุ่น แท้ และ พระ บิดา ของ เรา ทรง เป็น ผู้ ดูแล รักษา {15:2} แขนง ทุก แขนง ใน เรา ที่ ไม่ ออก ผล พระองค์ ก็ ทรง ตัด ทิ้ง เสีย และ แขนง ทุก แขนง ที่ ออก ผล พระองค์ ก็ ทรง ลิด เพื่อ ให้ ออก ผล มาก ขึ้น {15:3} ท่าน ทั้งหลาย ได้ รับ การ ชำระ ให้ สะอาด แล้ว ด้วย ถ้อยคำ ที่ เรา ได้ กล่าว แก่ ท่าน {15:4} จง เข้า สนิท อยู่ ใน เรา และ เรา เข้า สนิท อยู่ ใน ท่าน แขนง จะ ออก ผล เอง ไม่ ได้ นอกจาก จะ ติด อยู่ กับ เถา ฉัน ใด ท่าน ทั้งหลาย ก็ จะ เกิด ผล ไม่ ได้ นอกจาก จะ เข้า สนิท อยู่ ใน เรา ฉัน นั้น {15:5} เรา เป็น เถา องุ่น ท่าน ทั้งหลาย เป็น แขนง ผู้ ที่ เข้า สนิท อยู่ ใน เรา และ เรา เข้า สนิท อยู่ ใน เขา ผู้ นั้น ก็ จะ เกิด ผล มาก เพราะ ถ้า แยก จาก เรา แล้ว ท่าน จะ ทำ สิ่ง ใด ไม่ ได้ เลย {15:6} ถ้า ผู้ ใด มิ ได้ เข้า สนิท อยู่ ใน เรา ผู้ นั้น ก็ ต้อง ถูก ตัด ทิ้ง เสีย เหมือน แขนง แล้ว ก็ เหี่ยวแห้ง ไป และ ถูก เก็บ เอา ไป เผา ไฟ {15:7} ถ้า ท่าน ทั้งหลาย เข้า สนิท อยู่ ใน เรา และ ถ้อยคำ ของ เรา ฝัง อยู่ ใน ท่าน แล้ว ท่าน จะ ขอ สิ่ง ใด ซึ่ง ท่าน ปรารถนา ก็ จะ ได้ สิ่ง นั้น {15:8} พระ บิดา ของ เรา ทรง ได้ รับ เกียรติ เพราะ เหตุ นี้ คือ เมื่อ ท่าน ทั้งหลาย เกิด ผล มาก ท่าน ก็ เป็น สาวก ของ เรา {15:9} พระ บิดา ทรง รัก เรา ฉัน ใด เรา ก็ รัก ท่าน ทั้งหลาย ฉัน นั้น จง ยึดมั่น อยู่ ใน ความ รัก ของ เรา {15:10} ถ้า ท่าน ทั้งหลาย ประพฤติ ตาม บัญญัติ ของ เรา ท่าน ก็ จะ ยึดมั่น อยู่ ใน ความ รัก ของ เรา เหมือน ดัง ที่ เรา ประพฤติ ตาม พระ บัญญัติ ของ พระ บิดา และ ยึดมั่น อยู่ ใน ความ รัก ของ พระองค์ {15:11} นี่ คือ สิ่ง ที่ เรา ได้ บอก แก่ ท่าน ทั้งหลาย แล้ว เพื่อ ให้ ความ ยินดี ของ เรา ดำรง อยู่ ใน ท่าน และ ให้ ความ ยินดี ของ ท่าน เต็ม เปี่ยม {15:12} “ พระ บัญญัติ ของ เรา คือ ให้ ท่าน ทั้งหลาย รัก กัน เหมือน ดัง ที่ เรา ได้ รัก ท่าน {15:13} ไม่ มี ผู้ ใด มี ความ รัก ที่ ยิ่งใหญ่ กว่า นี้ คือ การ ที่ ผู้ หนึ่ง ผู้ ใด จะ สละ ชีวิต ของ ตน เพื่อ มิตรสหาย ของ ตน {15:14} ถ้า ท่าน ทั้งหลาย ประพฤติ ตาม ที่ เรา สั่ง ท่าน ท่าน ก็ จะ เป็น มิตรสหาย ของ เรา {15:15} เรา จะ ไม่ เรียก ท่าน ทั้งหลาย ว่า บ่าว อีก เพราะ บ่าว ไม่ ทราบ ว่า นาย ทำ อะไร แต่ เรา เรียก ท่าน ว่า มิตรสหาย เพราะ ว่า ทุก สิ่ง ที่ เรา ได้ยิน จาก พระ บิดา ของ เรา เรา ได้ สำแดง แก่ ท่าน แล้ว {15:16} ท่าน ทั้งหลาย ไม่ ได้ เลือก เรา แต่ เรา ได้ เลือก ท่าน ทั้งหลาย และ ได้ แต่งตั้ง ท่าน ทั้งหลาย ไว้ ให้ ท่าน ไป เกิด ผล และ เพื่อ ให้ ผล ของ ท่าน คง อยู่ เพื่อ ว่า เมื่อ ท่าน ทูล ขอ สิ่ง ใด จาก พระ บิดา ใน นาม ของ เรา พระองค์ จะ ได้ ประทาน สิ่ง นั้น ให้ แก่ ท่าน {15:17} สิ่ง ที่ เรา สั่ง ท่าน ทั้งหลาย ไว้ ก็ คือ ท่าน จงรัก กัน และ กัน {i15:18} ความ เกลียด ชัง ของ โลก {15:18} “ ถ้า โลก นี้ เกลียด ชัง ท่าน ทั้งหลาย ก็ จง รู้ ว่า โลก ได้ เกลียด ชัง เรา ก่อน {15:19} ถ้า ท่าน ทั้งหลาย เป็น ของ โลก โลก ก็ จะ รัก ท่าน ซึ่ง เป็น ของ โลก แต่ เพราะ ท่าน ไม่ ใช่ ของ โลก เพราะ เรา ได้ เลือก ท่าน ออก จาก โลก เหตุ ฉะนั้น โลก จึง เกลียด ชัง ท่าน {15:20} จง ระลึก ถึง คำ ที่ เรา ได้ กล่าว แก่ ท่าน ทั้งหลาย แล้ว ว่า‘ บ่าว มิ ได้ เป็น ใหญ่ กว่า นาย’ ถ้า เขา ข่มเหง เรา เขา ก็ จะ ข่มเหง ท่าน ทั้งหลาย ด้วย ถ้า เขา ปฏิบัติ ตาม คำ ของ เรา เขา ก็ จะ ปฏิบัติ ตาม คำ ของ ท่าน ทั้งหลาย ด้วย {15:21} แต่ ทุก สิ่ง ที่ เขา จะ กระทำ แก่ พวก ท่าน นั้น ก็ เพราะ นาม ของ เรา เพราะ เขา ไม่ รู้จัก พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {15:22} ถ้า เรา ไม่ ได้ มา สั่งสอน เขา เขา ก็ คง จะ ไม่ มี บาป แต่ บัดนี้ เขา ไม่ มี ข้อ แก้ตัว ใน เรื่อง บาป ของ เขา {15:23} ผู้ ที่ เกลียด ชัง เรา ก็ เกลียด ชัง พระ บิดา ของ เรา ด้วย {15:24} ถ้า ณ ท่ามกลาง พวก เขา เรา มิ ได้ กระทำ สิ่ง ซึ่ง ไม่ มี ผู้ อื่น ได้ กระทำ เลย พวก เขา ก็ จะ ไม่ มี บาป แต่ เดี๋ยวนี้ เขา ก็ ได้ เห็น และ เกลียด ชัง ทั้ง ตัว เรา และ พระ บิดา ของ เรา {15:25} ทั้งนี้ ก็ เพื่อ จะ ได้ เป็น จริง ตาม ที่ เขียน ไว้ ใน พระ ธรรม ของ เขา ที่ ว่า เขา ได้ เกลียด ชัง เรา โดย ไม่ มี สาเหตุ {15:26} แต่ เมื่อ องค์ พระ ผู้ ช่วย ที่ เรา จะ ใช้ มา จาก พระ บิดา หา ท่าน ทั้งหลาย คือ พระ วิญญาณ แห่ง ความ จริง ผู้ ทรง มา จาก พระ บิดา นั้น ได้ เสด็จ มา แล้ว พระองค์ ก็ จะ ทรง เป็น พยาน ให้ แก่ เรา {15:27} และ ท่าน ทั้งหลาย ก็ จะ เป็น พยาน ด้วย เพราะ ว่า ท่าน ได้ อยู่ กับ เรา ตั้งแต่ แรก แล้ว {16:1} “ เรา บอก สิ่ง เหล่า นี้ แก่ ท่าน ทั้งหลาย ก็ เพื่อ ไม่ ให้ ท่าน ท้อถอย {16:2} เขา จะ อเปหิ ท่าน เสีย จาก ธรรม ศาลา แท้ จริง วัน หนึ่ง ทุก คน ที่ ประหาร ชีวิต ของ ท่าน จะ คิด ว่า เขา ทำ การ นั้น เป็น การ ปฏิบัติ พระเจ้า {16:3} เขา จะ กระทำ ดังนั้น เพราะ เขา ไม่ รู้จัก พระ บิดา และ ไม่ รู้จัก เรา {16:4} แต่ ที่ เรา บอก สิ่ง เหล่า นี้ ให้ ท่าน ฟัง ก็ เพื่อ ว่า เมื่อ ถึง เวลา นั้น ท่าน จะ ได้ ระลึก ว่า เรา ได้ บอก ท่าน ไว้ แล้ว“ เรา มิ ได้ บอก เรื่อง นี้ แก่ ท่าน ทั้งหลาย แต่ แรก เพราะ ว่า เรา ยัง อยู่ กับ ท่าน {i16:5} งาน ของ พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ {16:5} แต่ บัดนี้ เรา กำลัง จะ ไป หา พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา และ ไม่ มี ใคร ใน พวก ท่าน ถาม เรา ว่า‘ พระองค์ จะ เสด็จ ไป ที่ไหน’ {16:6} แต่ เพราะ เรา ได้ บอก เรื่อง นี้ แก่ พวก ท่าน จิตใจ ของ ท่าน จึง มี แต่ ความ ทุกข์ โศก {16:7} อย่างไร ก็ ตาม เรา จะ บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย คือ การ ที่ เรา จาก ไป นั้น ก็ เพื่อ ประโยชน์ ของ ท่าน เพราะ ถ้า เรา ไม่ ไป องค์ พระ ผู้ ช่วย ก็ จะ ไม่ เสด็จ มา หา ท่าน แต่ ถ้า เรา ไป แล้ว เรา ก็ จะ ใช้ พระองค์ มา หา ท่าน {16:8} เมื่อ พระองค์ นั้น เสด็จ มา แล้ว พระองค์ จะ ทรง กระทำ ให้ โลก รู้แจ้ง ใน เรื่อง ความ ผิด ความ ชอบธรรม และ การ พิพากษา {16:9} ใน เรื่อง ความ ผิด นั้น คือ เพราะ เขา ไม่ วางใจ ใน เรา {16:10} ใน เรื่อง ความ ชอบธรรม นั้น คือ เพราะ เรา ไป หา พระ บิดา และ ท่าน ทั้งหลาย จะ ไม่ เห็น เรา อีก {16:11} ใน เรื่อง การ พิพากษา นั้น คือ เพราะ เจ้า โลก นี้ ถูก พิพากษา แล้ว {16:12} “ เรา ยัง มี อีก หลาย สิ่ง ที่ จะ บอก แก่ ท่าน ทั้งหลาย แต่ เดี๋ยวนี้ ท่าน ยัง รับ ไว้ ไม่ ได้ {16:13} เมื่อ พระ วิญญาณ แห่ง ความ จริง จะ เสด็จ มา แล้ว พระองค์ จะ นำ ท่าน ทั้งหลาย ไป สู่ ความ จริง ทั้งมวล เพราะ พระองค์ จะ ไม่ ตรัส โดย พลการ แต่ พระองค์ จะ ตรัส สิ่ง ที่ พระองค์ ทรง ได้ยิน และ พระองค์ จะ ทรง แจ้ง ให้ ท่าน ทั้งหลาย รู้ ถึง สิ่ง เหล่า นั้น ที่ จะ เกิด ขึ้น {16:14} พระองค์ จะ ทรง ให้ เรา ได้ รับ เกียรติ เพราะ ว่า พระองค์ จะ ทรง เอา สิ่ง ที่ เป็น ของ เรา มา สำแดง แก่ ท่าน ทั้งหลาย {16:15} ทุก สิ่ง ที่ พระ บิดา ทรง มี นั้น เป็น ของ เรา เหตุ ฉะนั้น เรา จึง กล่าว ว่า พระ วิญญาณ ทรง เอา สิ่ง ซึ่ง เป็น ของ เรา นั้น มา สำแดง แก่ ท่าน ทั้งหลาย {i16:16} ความ เศร้าโศก จะ กลาย เป็น ความ ชื่นชม ยินดี {16:16} “ อีก หน่อย ท่าน ทั้งหลาย ก็ จะ ไม่ เห็น เรา และ ต่อ ไป อีก หน่อย ท่าน ก็ จะ เห็น เรา” {16:17} สาวก บาง คน ของ พระองค์ พูด กัน ว่า“ ที่ พระองค์ ตรัส กับ เรา ว่า‘ อีก หน่อย ท่าน ทั้งหลาย ก็ จะ ไม่ เห็น เรา และ ต่อ ไป อีก หน่อย ท่าน ก็ จะ เห็น เรา’ และ‘ เพราะ เรา ไป ถึง พระ บิดา’ เหล่า นี้ หมายความ ว่า อะไร” {16:18} เขา พูด กัน ว่า“‘ อีก หน่อย’ นั้น หมายความ ว่า อะไร เรา ไม่ ทราบ ว่า‘ อีก หน่อย’ ที่ พระองค์ ตรัส นั้น หมายความ ว่า อะไร” {16:19} พระ เยซู ทรง ทราบ ว่า เขา อยาก ทูล ถาม พระองค์ พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย ถาม กัน อยู่ หรือ ว่า เรา หมายความ ว่า อะไร ที่ พูด ว่า‘ อีก หน่อย ท่าน ก็ จะ ไม่ เห็น เรา และ ต่อ ไป อีก หน่อย ท่าน ก็ จะ เห็น เรา’ {16:20} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ท่าน จะ ร้องไห้ และ คร่ำครวญ แต่ โลก จะ ชื่นชม ยินดี ท่าน ทั้งหลาย จะ ทุกข์ โศก แต่ ความ ทุกข์ โศก ของ ท่าน จะ กลับ กลาย เป็น ความ ชื่นชม ยินดี {16:21} เมื่อ ผู้หญิง จะ คลอด บุตร นาง ก็ มี แต่ ความ ทุกข์ เพราะ ถึง กำหนด แล้ว แต่ เมื่อ คลอด บุตร แล้ว นาง ก็ ไม่ คิด ถึง ความ เจ็บ ปวด นั้น เลย เพราะ มี ความ ชื่นชม ยินดี ที่ คน หนึ่ง เกิด มา ใน โลก {16:22} ฉัน ใด ก็ ดี ขณะ นี้ ท่าน ทั้งหลาย มี ความ ทุกข์ แต่ เรา จะ มา หา ท่าน อีก และ ใจ ท่าน จะ ชื่นชม ยินดี และ ไม่ มี ผู้ ใด จะ ช่วงชิง ความ ชื่นชม ยินดี ไป จาก ท่าน ได้ {16:23} ใน วัน นั้น ท่าน จะ ไม่ ถาม อะไร เรา อีก เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ทั้งหลาย ว่า ถ้า ท่าน ขอ สิ่ง ใด จาก พระ บิดา พระองค์ จะ ประทาน สิ่ง นั้น ให้ แก่ ท่าน ใน นาม ของ เรา {16:24} แม้ จน บัดนี้ ท่าน ยัง ไม่ ได้ ขอ สิ่ง ใด ใน นาม ของ เรา จง ขอ เถิด แล้ว จะ ได้ เพื่อ ความ ชื่นชม ยินดี ของ ท่าน จะ มี เต็ม เปี่ยม {i16:25} “ เรา ได้ ชนะ โลก แล้ว” {16:25} “ เรา พูด เรื่อง นี้ กับ ท่าน เป็น คำ อรรถ วัน หนึ่ง เรา จะ ไม่ พูด กับ ท่าน เป็น คำ อรรถ อีก แต่ จะ บอก ท่าน ถึง เรื่อง พระ บิดา อย่าง แจ่มแจ้ง {16:26} ใน วัน นั้น พวก ท่าน จะ ทูล ขอ ใน นาม ของ เรา และ เรา จะ ไม่ บอก ท่าน ว่า เรา จะ อ้อนวอน พระ บิดา เพื่อ ท่าน {16:27} เพราะ ว่า พระ บิดา เอง ก็ ทรง รัก ท่าน ทั้งหลาย เพราะ ท่าน รัก เรา และ เชื่อ ว่า เรา มา จาก พระ บิดา {16:28} เรา มา จาก พระ บิดา และ ได้ เข้า มา ใน โลก แล้ว เรา จะ จาก โลก นี้ ไป ถึง พระ บิดา อีก” {16:29} เหล่า สาวก ของ พระองค์ ทูล ว่า“ นี่แน่ะ บัดนี้ พระองค์ ตรัส อย่าง แจ่มแจ้ง แล้ว มิ ได้ ตรัส เป็น คำ อรรถ {16:30} เดี๋ยวนี้ พวก ข้า พระองค์ รู้ แน่ ว่า พระองค์ ทรง ทราบ ทุก สิ่ง และ ไม่ จำเป็น ที่ ผู้ ใด จะ ทูล ถาม พระองค์ อีก ด้วย เหตุ นี้ ข้า พระองค์ เชื่อ ว่า พระองค์ ทรง มา จาก พระเจ้า” {16:31} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ เดี๋ยวนี้ ท่าน ทั้งหลาย เชื่อ แล้ว หรือ {16:32} ดู เถิด เวลา จะ มา และ เวลา นั้น ก็ ถึง แล้ว ที่ ท่าน จะ ต้อง กระจัด กระจาย ไป ยัง ที่ อยู่ ของ ท่าน ทุก คน และ จะ ทิ้ง เรา ไว้ แต่ ผู้ เดียว แต่ เรา หา ได้ อยู่ ผู้ เดียว ไม่ เพราะ พระ บิดา ทรง สถิต อยู่ กับ เรา {16:33} เรา ได้ บอก เรื่อง นี้ แก่ ท่าน เพื่อ ท่าน จะ ได้ มี สันติสุข ใน เรา ใน โลก นี้ ท่าน จะ ประสบ ความ ทุกข์ ยาก แต่ จง ชื่น ใจ เถิด เพราะ ว่า เรา ได้ ชนะ โลก แล้ว” {i17:1} พระ เยซู ทรง อธิษฐาน เพื่อ สาวก ของ พระองค์ {17:1} เมื่อ พระ เยซู ตรัส ดังนั้น แล้ว พระองค์ ก็ ทรง แหงน พระ พักตร์ ขึ้น ดู ฟ้า และ ตรัส ว่า“ พระ บิดา เจ้าข้า ถึง เวลา แล้ว ขอ ทรง โปรด ให้ พระ บุตร ของ พระองค์ ได้ รับ เกียรติ เพื่อ พระ บุตร จะ ได้ ถวาย เกียรติ แด่ พระองค์ {17:2} ดัง ที่ พระองค์ ได้ ทรง โปรด ให้ พระ บุตร มี อำนาจ เหนือ มนุษย์ ทั้งสิ้น เพื่อ ให้ พระ บุตร ประทาน ชีวิต นิรันดร์ แก่ คน ที่ พระองค์ ทรง มอบ แก่ พระ บุตร นั้น {17:3} และ นี่แหละ คือ ชีวิต นิรันดร์ คือ ที่ เขา รู้จัก พระองค์ ผู้ ทรง เป็น พระเจ้า เที่ยงแท้ องค์ เดียว และ รู้จัก พระ เยซู คริสต์ ที่ พระองค์ ทรง ใช้ มา {17:4} ข้า พระองค์ ได้ ถวาย เกียรติ แด่ พระองค์ ใน โลก เพราะ ข้า พระองค์ ได้ กระทำ กิจ ที่ พระองค์ ทรง ให้ ข้า พระองค์ กระทำ นั้น สำเร็จ แล้ว {17:5} บัดนี้ พระ บิดา เจ้าข้า ขอ ทรง โปรด ให้ ข้า พระองค์ ได้ รับ เกียรติ ต่อ พระ พักตร์ ของ พระองค์ คือ เกียรติ ซึ่ง ข้า พระองค์ ได้ มี ร่วม กับ พระองค์ ก่อน ที่ โลก นี้ มี มา {17:6} “ ข้า พระองค์ ได้ สำแดง พระ นาม ของ พระองค์ แก่ คน ทั้งหลาย ที่ พระองค์ ได้ ประทาน ให้ แก่ ข้า พระองค์ จาก มวล มนุษย์ โลก คน เหล่า นั้น เป็น ของ พระองค์ แล้ว และ พระองค์ ได้ ประทาน เขา ให้ แก่ ข้า พระองค์ และ เขา ได้ ปฏิบัติ ตาม พระ ดำรัส ของ พระองค์ แล้ว {17:7} บัดนี้ เขา ทั้งหลาย รู้ ว่า ทุก สิ่ง ที่ พระองค์ ได้ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ นั้น มา จาก พระองค์ {17:8} เพราะ ว่า พระ ดำรัส ที่ พระองค์ ตรัส ประทาน ให้ แก่ ข้า พระองค์ นั้น ข้า พระองค์ ได้ ให้ เขา แล้ว และ เขา ได้ รับ ไว้ และ เขา รู้ แน่ ว่า ข้า พระองค์ มา จาก พระองค์ และ เขา เชื่อ แล้ว ว่า พระองค์ ได้ ทรง ใช้ ข้า พระองค์ มา {17:9} ข้า พระองค์ อธิษฐาน เพื่อ เขา ข้า พระองค์ มิ ได้ อธิษฐาน เพื่อ โลก แต่ เพื่อ คน เหล่า นั้น ที่ พระองค์ ได้ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ เพราะ ว่า เขา เป็น ของ พระองค์ {17:10} ทุก สิ่ง ซึ่ง เป็น ของ ข้า พระองค์ ก็ เป็น ของ พระองค์ และ ทุก สิ่ง ซึ่ง เป็น ของ พระองค์ ก็ เป็น ของ ข้า พระองค์ และ ข้า พระองค์ มี เกียรติ ใน สิ่ง เหล่า นั้น {17:11} บัดนี้ ข้า พระองค์ จะ ไม่ อยู่ ใน โลก นี้ อีก แต่ พวก เขา ยัง อยู่ ใน โลก นี้ และ ข้า พระองค์ กำลัง จะ ไป หา พระองค์ ข้า แต่ พระ บิดา ผู้ บริสุทธิ์ ขอ พระองค์ ทรง โปรด พิทักษ์ รักษา บรรดา ผู้ ที่ พระองค์ ได้ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ ไว้ โดย พระ นาม ของ พระองค์ เพื่อ เขา จะ ได้ เป็น อัน หนึ่ง อัน เดียวกัน เหมือน ดัง ข้า พระองค์ กับ พระองค์ {17:12} เมื่อ ข้า พระองค์ ยัง อยู่ กับ คน เหล่า นั้น ข้า พระองค์ ก็ ได้ พิทักษ์ รักษา พวก เขา ผู้ ซึ่ง พระองค์ ได้ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ ไว้ โดย พระ นาม ของ พระองค์ และ ข้า พระองค์ ได้ ปกป้อง เขา ไว้ และ ไม่ มี ผู้ หนึ่ง ผู้ ใด เสีย ไป นอกจาก ลูก แห่ง ความ พินาศ เพื่อ ให้ เป็น จริง ตาม ข้อ พระ ธรรม {17:13} แต่ บัดนี้ ข้า พระองค์ กำลัง จะ ไป หา พระองค์ ข้า พระองค์ กล่าว ถึง สิ่ง เหล่า นี้ ใน โลก เพื่อ ให้ เขา ได้ รับ ความ ชื่นชม ยินดี ของ ข้า พระองค์ อย่าง เต็ม เปี่ยม {17:14} ข้า พระองค์ ได้ มอบ พระ ดำรัส ของ พระองค์ ให้ แก่ เขา แล้ว และ โลก นี้ ได้ เกลียด ชัง เขา เพราะ เขา ไม่ ใช่ ของ โลก เหมือน ดัง ที่ ข้า พระองค์ ไม่ ใช่ ของ โลก {17:15} ข้า พระองค์ ไม่ ได้ ขอ ให้ พระองค์ เอา เขา ออก ไป จาก โลก แต่ ขอ ปกป้อง เขา ไว้ ให้ พ้น จาก มาร ร้าย {17:16} เขา ไม่ ใช่ ของ โลก เหมือน ดัง ที่ ข้า พระองค์ ไม่ ใช่ ของ โลก {17:17} ขอ ทรง โปรด ชำระ เขา ให้ บริสุทธิ์ ด้วย ความ จริง พระ วจนะ ของ พระองค์ เป็น ความ จริง {17:18} พระองค์ ทรง ใช้ ข้า พระองค์ มา ใน โลก ฉัน ใด ข้า พระองค์ ก็ ใช้ เขา ไป ใน โลก ฉัน นั้น {17:19} ข้า พระองค์ ชำระ ตัว ถวาย เพราะ เห็นแก่ เขา เพื่อ ให้ เขา รับ การ ทรง ชำระ แต่งตั้ง ไว้ โดย สัจจะ ด้วย เช่น กัน {17:20} “ ข้า พระองค์ มิ ได้ อธิษฐาน เพื่อ คน เหล่า นี้ พวก เดียว แต่ เพื่อ คน ทั้งปวง ที่ วางใจ ใน ข้า พระองค์ เพราะ ถ้อยคำ ของ เขา {17:21} เพื่อ เขา ทั้งหลาย จะ ได้ เป็น อัน หนึ่ง อัน เดียวกัน ดัง ที่ พระองค์ คือ พระ บิดา ทรง สถิต ใน ข้า พระองค์ และ ข้า พระองค์ ใน พระองค์ เพื่อ ให้ เขา เป็น อัน หนึ่ง อัน เดียวกัน กับ พระองค์ และ กับ ข้า พระองค์ ด้วย เพื่อ โลก จะ ได้ เชื่อ ว่า พระองค์ ทรง ใช้ ข้า พระองค์ มา {17:22} เกียรติ ซึ่ง พระองค์ ได้ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ ข้า พระองค์ ได้ มอบ ให้ แก่ เขา เพื่อ เขา จะ ได้ เป็น อัน หนึ่ง อัน เดียวกัน ดัง ที่ พระองค์ กับ ข้า พระองค์ เป็น อัน หนึ่ง อัน เดียวกัน นั้น {17:23} ข้า พระองค์ อยู่ ใน เขา และ พระองค์ ทรง อยู่ ใน ข้า พระองค์ เพื่อ เขา ทั้งหลาย จะ ได้ เป็น อัน หนึ่ง อัน เดียวกัน อย่าง สมบูรณ์ เพื่อ โลก จะ ได้ รู้ ว่า พระองค์ ทรง ใช้ ข้า พระองค์ มา และ พระองค์ ทรง รัก เขา เหมือน ดัง ที่ พระองค์ ทรง รัก ข้า พระองค์ {17:24} พระ บิดา เจ้าข้า ข้า พระองค์ ปรารถนา ให้ คน เหล่า นั้น ที่ พระองค์ ได้ ประทาน ให้ แก่ ข้า พระองค์ อยู่ กับ ข้า พระองค์ ใน ที่ ซึ่ง ข้า พระองค์ อยู่ นั้น เพื่อ เขา จะ ได้ เห็น ความ ยิ่งใหญ่ ของ ข้า พระองค์ ซึ่ง พระองค์ ได้ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ เพราะ พระองค์ ทรง รัก ข้า พระองค์ ก่อน ที่ จะ ทรง สร้าง โลก {17:25} ข้า แต่ พระ บิดา ผู้ ทรง ธรรม โลก นี้ ไม่ รู้จัก พระองค์ แต่ ข้า พระองค์ รู้จัก พระองค์ และ คน เหล่า นี้ รู้ ว่า พระองค์ ทรง ใช้ ข้า พระองค์ มา {17:26} ข้า พระองค์ ได้ กระทำ ให้ เขา รู้จัก พระ นาม ของ พระองค์ และ จะ กระทำ ให้ เขา รู้ อีก เพื่อ ความ รัก ที่ พระองค์ ได้ ทรง รัก ข้า พระองค์ จะ ดำรง อยู่ ใน เขา ข้า พระองค์ อยู่ ใน เขา” {i18:1} การ อายัด และ การ จับกุม พระ เยซู (มธ.26:47-56; มก.14:43-50; ลก.22:47-53) {18:1} เมื่อ พระ เยซู ตรัส ดังนี้ แล้ว พระองค์ ได้ เสด็จ ออก ไป กับ เหล่า สาวก ของ พระองค์ ข้าม ห้วย ขิด โร น ไป ยัง สวน แห่ง หนึ่ง พระองค์ เสด็จ เข้า ไป ใน สวน นั้น กับ เหล่า สาวก {18:2} ยู ดา ส ผู้ ที่ จะ อายัด พระองค์ ก็ รู้จัก สวน นั้น ด้วย เพราะ ว่า พระ เยซู กับ เหล่า สาวก เคย มา พบ กัน ที่ นั่น บ่อยๆ {18:3} ยู ดา ส ก็ พา พวก ทหาร กับ เจ้าหน้าที่ มา จาก พวก ปุโรหิต และ พวก ฟา ริ สี ถือ โคม ถือ ไต้ และ เครื่อง อาวุธ ไป ที่ นั่น ด้วย {18:4} พระ เยซู ทรง ทราบ ทุก สิ่ง ที่ จะ เกิด ขึ้น กับ พระองค์ พระองค์ จึง เสด็จ ออก ไป ถาม เขา ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย มา หา ใคร” {18:5} เขา ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ มา หา เยซู ชาว นาซา เร็ธ” พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา คือ ผู้ นั้น แหละ” ยู ดา ส ผู้ อายัด พระองค์ ก็ ยืน อยู่ กับ คน เหล่า นั้น {18:6} เมื่อ พระองค์ ตรัส กับ เขา ทั้งหลาย ว่า“ เรา คือ ผู้ นั้น แหละ” เขา ทั้งหลาย ได้ ถอย หลัง และ ล้ม ลง ที่ดิน {18:7} พระองค์ ตรัส ถาม เขา อีก ว่า“ ท่าน มา หา ใคร” เขา ทูล ตอบ ว่า“ มา หา เยซู ชาว นาซา เร็ธ” {18:8} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ เรา บอก ท่าน แล้ว ว่า เรา คือ ผู้ นั้น ถ้า ท่าน แสวง หา เรา ก็ จง ปล่อย คน เหล่า นี้ ไป เถิด” {18:9} ทั้งนี้ ก็ เพื่อ ให้ เป็น จริง ตาม พระ ดำรัส ซึ่ง พระองค์ ตรัส ว่า“ คน เหล่า นั้น ซึ่ง พระองค์ ได้ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ ไม่ ได้เสีย ไป สัก คน เดียว” {18:10} ซี โม นเปโตร มี ดาบ จึง ชัก ออก ฟัน ทาส คน หนึ่ง ของ มหา ปุโรหิต ผู้ ประจำการ ถูก หู ข้าง ขวา ขาด ไป ทาส คน นั้น ชื่อ มัลคัส {18:11} พระ เยซู ตรัส กับ เปโตรว่า“ จง เอา ดาบ ใส่ ฝัก เสีย เรา จะ ไม่ ดื่ม ถ้วย ซึ่ง พระ บิดา ของ เรา ประทาน แก่ เรา หรือ” {i18:12} พระ เยซู ทรง ถูก นำ ไป พบ มหา ปุโรหิต (มธ.26:57-58; มก.14:53-54; ลก.22:54) {18:12} พวก พล ทหาร กับ นาย ทหาร และ เจ้าหน้าที่ ของ พวก ยิว จึง จับ พระ เยซู มัด ไว้ {18:13} แล้ว พา พระองค์ ไป หา อัน นา ส ก่อน เพราะ อัน นา ส เป็น พ่อตา ของ คา ยา ฟา ส ผู้ ซึ่ง เป็น มหา ปุโรหิต ประจำการ ใน ปี นั้น {18:14} คา ยา ฟา ส ผู้ นี้ แหละ ที่ แนะนำ พวก ยิว ว่า ควร ให้ คน หนึ่ง ตาย แทน พลเมือง ทั้งหมด {i18:15} เปโตร ปฏิเสธ พระ เยซู (มธ.26:69-70; มก.14:66-68; ลก.22:55-57) {18:15} ซี โม นเปโตร กับ สาวก อีก คน หนึ่ง ได้ ติดตาม พระ เยซู ไป สาวก คน นั้น รู้จัก กับ มหา ปุโรหิต ผู้ ประจำการ เขา ได้ เข้า ไป กับ พระ เยซู ถึง ลาน บ้าน ของ มหา ปุโรหิต {18:16} แต่ เปโตร ยืน อยู่ ข้าง นอก ริม ประตู สาวก อีก คน หนึ่ง นั้น ที่ รู้จัก กับ มหา ปุโรหิต ได้ ออก ไป พูด กับ หญิง ที่ เฝ้า ประตู แล้ว ก็ พา เปโตรเข้าไป {18:17} ผู้หญิง คน ที่ เฝ้า ประตู ถาม เปโตรว่า“ ท่าน เป็น พวก สาวก ของ คน นั้น ด้วย หรือ” เขา ตอบ ว่า“ ไม่ เป็น” {18:18} พวก บ่าว กับ เจ้าหน้าที่ ก็ ยืน อยู่ ที่ นั่น เอา ถ่าน มา ก่อ ไฟ เพราะ อากาศ หนาว แล้ว ก็ ยืน ผิง ไฟ กัน เปโตร ก็ ยืน ผิง ไฟ อยู่ กับ เขา ด้วย {i18:19} มหา ปุโรหิต สอบถาม พระ เยซู (มธ.26:59-66; มก.14:55-64; ลก.22:66-71) {18:19} มหา ปุโรหิต ก็ ได้ ถาม พระ เยซู ถึง เหล่า สาวก ของ พระองค์ และ คำ สอน ของ พระองค์ {18:20} พระ เยซู ตรัส ตอบ ท่าน ว่า“ เรา ได้ กล่าว ให้ โลก ฟัง โดย เปิดเผย เรา สั่งสอน เสมอ ทั้ง ใน ธรรม ศาลา และ ที่ ใน บริเวณ พระ วิหาร ที่ พวก ยิว เคย ชุมนุม กัน เรา ไม่ ได้ สอน สิ่ง ใด อย่าง ลับๆ เลย {18:21} ท่าน ถาม เรา ทำไม จง ถาม ผู้ ที่ ได้ ฟัง เรา ว่า เรา ได้ พูด อะไร กับ เขา เขา รู้ ว่า เรา สอน อะไร” {18:22} เมื่อ พระองค์ ตรัส ดังนั้น แล้ว เจ้าหน้าที่ คน หนึ่ง ซึ่ง ยืน อยู่ ที่ นั่น ได้ ตบ พระ พักตร์ พระ เยซู แล้ว พูด ว่า“ เจ้า ตอบ มหา ปุโรหิต อย่าง นั้น หรือ” {18:23} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ถ้า เรา พูด ผิด จง เป็น พยาน ใน สิ่ง ที่ ผิด นั้น แต่ ถ้า เรา พูด ถูก ท่าน ตบ เรา ทำไม” {18:24} อัน นา ส จึง ให้ พา พระ เยซู ซึ่ง ถูก มัด อยู่ ไป หา คา ยา ฟา ส ผู้ เป็น มหา ปุโรหิต ประจำการ {i18:25} เปโตร ปฏิเสธ พระ เยซู อีก (มธ.26:71-75; มก.14:69-72; ลก.22:58-62) {18:25} ขณะ นั้น ซี โม นเปโตร กำลัง ยืน ผิง ไฟ อยู่ คน เหล่า นั้น ถาม เปโตรว่า“ เจ้า เป็น สาวก ของ คน นั้น ด้วย หรือ” เปโตรปฏิเสธว่า“ ไม่ เป็น” {18:26} ทาส คน หนึ่ง ของ มหา ปุโรหิต ซึ่ง เป็น ญาติ กับ คน ที่ เปโตร ฟัน หู ขาด ก็ ได้ ถาม ว่า“ ข้า เห็น เจ้า กับ ท่าน ผู้ นั้น ใน สวน ไม่ ใช่ หรือ” {18:27} เปโตร ปฏิเสธ อีก ครั้ง หนึ่ง และ ใน ทันใด นั้น ไก่ ก็ ขัน {i18:28} พระ เยซู ทรง พบ กับ ปี ลา ต (มธ.27:1-2,11-14; มก.15:1-5; ลก.23:1-5) {18:28} เขา ก็ ได้ พา พระ เยซู ออก ไป จาก บ้าน ของ คา ยา ฟา ส ไป ยัง ศาล ป รี โท เรียม เป็น เวลา เช้าตรู่ พวก เขา เอง ไม่ ได้ เข้า ไป ใน ศาล ป รี โท เรียม เพื่อ ไม่ ให้ เป็น มลทิน และ จะ ได้ กิน ปัสกาได้ {18:29} ปี ลา ต จึง ออก มา หา เขา เหล่า นั้น แล้ว ถาม ว่า“ พวก ท่าน มี เรื่อง อะไร มา ฟ้อง คน นี้” {18:30} เขา ตอบ ท่าน ว่า“ ถ้า เขา ไม่ ใช่ ผู้ร้าย พวก ข้าพเจ้า ก็ คง จะ ไม่ มอบ เขา ไว้ กับ ท่าน” {18:31} ปี ลา ตก ล่า ว แก่ เขา ว่า“ พวก ท่าน จง เอา คน นี้ ไป พิพากษา ตาม กฎหมาย ของ ท่าน เถิด” พวก ยิว จึง เรียน ท่าน ว่า“ การ ที่ พวก ข้าพเจ้า จะ ประหาร ชีวิต คน ใด คน หนึ่ง นั้น เป็น การ ผิด กฎหมาย” {18:32} ทั้งนี้ เพื่อ ให้ เป็น จริง ตาม พระ ดำรัส ของ พระ เยซู ซึ่ง ตรัส ไว้ ว่า พระองค์ จะ ทรง สิ้น พระ ชนม์ อย่างไร {18:33} ปี ลา ต จึง เข้า ไป ใน ศาล ป รี โท เรียม อีก และ เรียก พระ เยซู มา ทูล ถาม ว่า“ ท่าน เป็น กษัตริย์ ของ พวก ยิว หรือ” {18:34} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ท่าน ถาม อย่าง นั้น ตาม ความ เข้าใจ ของ ท่าน เอง หรือ หรือ ว่า คน อื่น บอก ท่าน ถึง เรื่อง ของ เรา” {18:35} ปี ลา ต ทูล ตอบ ว่า“ เรา เป็น ยิว หรือ ชน ชาติ ของ ท่าน เอง และ พวก มหา ปุโรหิต ได้ อายัด ท่าน ไว้ กับ เรา ท่าน ทำ ผิด อะไร” {18:36} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ราช อำนาจ ของ เรา มิ ได้ เป็น ของ โลก นี้ ถ้า ราช อำนาจ ของ เรา มา จาก โลก นี้ คน ของ เรา ก็ คง จะ ได้ ต่อสู้ ไม่ ให้ เรา ตก อยู่ ใน เงื้อมมือ ของ พวก ยิว แต่ ราช อำนาจ ของ เรา มิ ได้ มา จาก โลก นี้” {18:37} ปี ลา ต จึง ทูล พระองค์ ว่า“ ถ้า เช่น นั้น ท่าน ก็ เป็น กษัตริย์ น่ะ ซี” พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ท่าน พูด ว่า เรา เป็น กษัตริย์ เพราะ เหตุ นี้ เรา จึง เกิด มา และ เข้า มา ใน โลก เพื่อ เป็น พยาน ให้ แก่ สัจจะ คน ทั้งปวง ซึ่ง อยู่ ฝ่าย สัจจะ ย่อม ฟัง เสียง ของ เรา” {18:38} ปี ลา ต ทูล ถาม พระองค์ ว่า“ สัจจะ คือ อะไร” เมื่อ ถาม ดังนั้น แล้ว ท่าน ก็ ออก ไป หา พวก ยิว อีก และ บอก เขา ว่า“ เรา ไม่ เห็น คน นั้น มี ความ ผิด {i18:39} พระ เยซู ทรง ถูก พิพากษา ให้ สิ้น พระ ชนม์ (มธ.27:15-31; มก.15:6-20; ลก.23:13-25) {18:39} แต่ พวก ท่าน มี ธรรมเนียม ให้ เรา ปล่อย คน หนึ่ง ให้ แก่ ท่าน ใน เทศกาล ปัส กา ท่าน จะ ให้ เรา ปล่อย กษัตริย์ ของ พวก ยิว ให้ แก่ ท่าน หรือ” {18:40} คน ทั้งหลาย จึง ร้อง ขึ้น อีก ว่า“ อย่า ปล่อย คน นี้ แต่ จง ปล่อย บา รับ บัส” บา รับ บัส เป็น โจร {19:1} ปี ลา ต จึง เอา พระ เยซู ไป ให้ โบย ตี {19:2} และ พวก ทหาร ก็ เอา หนาม สาน เป็น มงกุฎ สวม พระ เศียร ของ พระองค์ และ ให้ พระองค์ สวม เสื้อ สี ม่วง {19:3} แล้ว เขา ก็ มา หา พระองค์ ทูล ว่า“ ท่าน กษัตริย์ ของ พวก ยิว ขอ ทรง พระ เจริญ” และ เขา ก็ ตบ พระ พักตร์ พระองค์ {19:4} ปี ลา ต ก็ ออก ไป อีก และ กล่าว แก่ เขา ทั้งหลาย ว่า“ ดู เถิด เรา พา คน นี้ ออก มา มอบ ให้ ท่าน ทั้งหลาย เพื่อ ให้ ท่าน รู้ ว่า เรา ไม่ เห็น ว่า เขา มี ความ ผิด สิ่ง ใด เลย” {19:5} พระ เยซู จึง เสด็จ ออก มา ทรง มงกุฎ ทำ ด้วย หนาม และ ทรง เสื้อ สี ม่วง ปี ลา ต จึง กล่าว แก่ เขา ทั้งหลาย ว่า“ คน นี้ อย่างไร ล่ะ” {19:6} เมื่อ พวก มหา ปุโรหิต และ พวก เจ้าหน้าที่ ได้ เห็น พระองค์ เขา ทั้งหลาย ร้อง อึง ว่า“ ตรึง เขา เสีย ตรึง เขา เสีย” ปี ลา ตก ล่า ว แก่ เขา ว่า“ พวก ท่าน เอา เขา ไป ตรึง เอง เถิด เพราะ เรา ไม่ เห็น ว่า เขา มี ความ ผิด เลย” {19:7} พวก ยิว ตอบ ท่าน ว่า“ พวก เรา มี กฎหมาย และ ตาม กฎหมาย นั้น เขา ควร จะ ตาย เพราะ เขา ได้ ตั้ง ตัว เป็น พระ บุตร ของ พระเจ้า” {19:8} ครั้น ปี ลา ต ได้ยิน ดังนั้น ท่าน ก็ ตกใจ กลัว มาก ขึ้น {19:9} ท่าน เข้า ไป ใน ศาล ป รี โท เรียม อีก และ ทูล พระ เยซู ว่า“ ท่าน มา จาก ไหน” แต่ พระ เยซู มิ ได้ ตรัส ตอบ ประการ ใด {19:10} ปี ลา ต จึง ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน จะ ไม่ พูด กับ เรา หรือ ท่าน ไม่ รู้ หรือ ว่า เรา มี อำนาจ ที่ จะ ปล่อย ท่าน และ มี อำนาจ ที่ จะ ตรึง ท่าน ที่ กางเขน ได้” {19:11} พระ เยซู ตรัส ตอบ ท่าน ว่า“ ท่าน จะ มี อำนาจ เหนือ เรา ไม่ ได้ นอกจาก จะ ประทาน จาก เบื้องบน ให้ แก่ ท่าน เหตุ ฉะนั้น ผู้ ที่ อายัด เรา ไว้ กับ ท่าน จึง มี ความ ผิด มาก กว่า ท่าน” {19:12} ตั้งแต่ นั้น ไป ปี ลา ต ก็ หา โอกาส ที่ จะ ปล่อย พระองค์ แต่ พวก ยิว ร้อง อึง ว่า“ ถ้า ท่าน ปล่อย ชาย คน นี้ ท่าน ก็ ไม่ ใช่ มิตร ของ ซีซาร์ ทุก คน ที่ ตั้ง ตัว เป็น กษัตริย์ ก็ เป็น ปฏิปักษ์ ต่อ ซีซาร์” {19:13} เมื่อ ปี ลา ต ได้ยิน ดังนั้น ท่าน จึง พา พระ เยซู ออก มา แล้ว นั่ง บัลลังก์ พิพากษา ณ ที่ เรียก ว่า ลาน ปู ศิลา ภาษา ฮีบรู เรียก ว่า กับ บา ธา {19:14} วัน นั้น เป็น วัน เตรียม ปัส กา เวลา ประมาณ เที่ยง ท่าน พูด กับ พวก ยิว ว่า“ นี่ คือ กษัตริย์ ของ ท่าน ทั้งหลาย” {19:15} เขา ทั้งหลาย ร้อง อึง ว่า“ เอา เขา ไป เสีย เอา เขา ไป เสีย ตรึง เขา เสีย ที่ กางเขน” ปี ลา ต พูด กับ เขา ว่า“ ท่าน จะ ให้ เรา ตรึง กษัตริย์ ของ ท่าน ทั้งหลาย ที่ กางเขน หรือ” พวก มหา ปุโรหิต ตอบ ว่า“ เว้น แต่ ซีซาร์ แล้ว เรา ไม่ มี กษัตริย์” {19:16} แล้ว ปี ลา ต ก็ มอบ พระองค์ ให้ เขา พา ไป ตรึง ที่ กางเขน {i19:17} การ ตรึง ที่ กางเขน (มธ.27:32-44; มก.15:21-32; ลก.23:26-43) {19:17} เขา จึง พา พระ เยซู ไป และ พระองค์ ทรง แบก กางเขน ของ พระองค์ ไป ยัง ที่ ซึ่ง เรียก ว่า กะโหลก ศีรษะ ภาษา ฮีบรู เรียก ว่า กล โก ธา {19:18} ณ ที่ นั้น เขา ตรึง พระองค์ ไว้ ที่ กางเขน กับ คน อีก สอง คน คน ละ ข้าง และ พระ เยซู ทรง อยู่ กลาง {19:19} ปี ลา ต ให้ เขียน ป้าย ติด ไว้ บน กางเขน อ่าน ว่า“ เยซู ชาว นาซา เร็ธ กษัตริย์ ของ พวก ยิว” {19:20} พวก ยิว เป็น อัน มาก ได้ อ่าน ป้าย นี้ เพราะ ที่ ซึ่ง เขา ตรึง พระ เยซู นั้น อยู่ ใกล้ กับ กรุง และ ป้าย นั้น เขียน ไว้ เป็น ภาษา ฮีบรู ภาษา ลาติน และ ภาษา กรีก {19:21} ฉะนั้น พวก มหา ปุโรหิต ของ พวก ยิว จึง เรียน ปี ลา ตว่า“ ขอ อย่า เขียน ว่า‘ กษัตริย์ ของ พวก ยิว’ แต่ ขอ เขียน ว่า‘ คน นี้ บอก ว่า เรา เป็น กษัตริย์ ของ พวก ยิว’” {19:22} ปี ลา ตตอบว่า“ สิ่ง ใด ที่ เรา เขียน แล้ว ก็ แล้ว ไป” {19:23} ครั้น พวก ทหาร ตรึง พระ เยซู ไว้ ที่ กางเขน แล้ว เขา ทั้งหลาย ก็ เอา ฉลอง พระองค์ มา แบ่ง ออก เป็น สี่ ส่วน ให้ ทหาร คน ละ ส่วน เว้น แต่ ฉลอง พระองค์ ชั้น ใน ฉลอง พระองค์ ชั้น ใน นั้น ไม่ มี ตะเข็บ ทอ ตั้งแต่ บน ตลอด ล่าง {19:24} เหตุ ฉะนั้น เขา จึง ปรึกษา กัน ว่า“ เรา อย่า ฉีก แบ่ง กัน เลย แต่ ให้ เรา จับ ฉลาก กัน จะ ได้ รู้ ว่า ใคร จะ ได้” ทั้งนี้ เพื่อ ให้ เป็น จริง ตาม ข้อ พระ ธรรม ที่ ว่า“ เสื้อ ผ้า ของ ข้า พระองค์ เขา ก็ แบ่ง กัน ส่วน เสื้อ ของ ข้า พระองค์ เขา จับ ฉลาก กัน” {19:25} พวก ทหาร ได้ กระทำ ดังนี้ ผู้ ที่ ยืน อยู่ ข้าง กางเขน ของ พระ เยซู นั้น มี มารดา ของ พระองค์ กับ น้า สาว ของ พระองค์ มา รีย์ ภรรยา ของ เค ลโอปัสและมารีย์ ชาว มัก ดา ลา {19:26} เมื่อ พระ เยซู ทอด พระ เนตร เห็น มารดา ของ พระองค์ และ สาวก คน ที่ พระองค์ ทรง รัก ยืน อยู่ ใกล้ พระองค์ จึง ตรัส กับ มารดา ของ พระองค์ ว่า“ หญิง เอ๋ย จง ดู บุตร ของ ท่าน เถิด” {19:27} แล้ว พระองค์ ตรัส กับ สาวก คน นั้น ว่า“ จง ดู มารดา ของ ท่าน เถิด” ตั้งแต่ เวลา นั้น มา สาวก คน นั้น ก็ รับ มารดา ของ พระองค์ มา อยู่ ใน บ้าน ของ ตน {i19:28} มรณกรรม ของ พระ เยซู (มธ.27:45-56; มก.15:33-41; ลก.23:44-49) {19:28} หลัง จาก นั้น พระ เยซู ทรง ทราบ ว่า ทุก สิ่ง สำเร็จ แล้ว เพื่อ ให้ เป็น จริง ตาม พระ ธรรม พระองค์ จึง ตรัส ว่า“ เรา กระหาย น้ำ” {19:29} มี ภาชนะ ใส่ น้ำส้ม องุ่น วาง อยู่ ที่ นั่น เขา จึง เอา ฟองน้ำ ชุบ น้ำส้ม องุ่น ใส่ ปลาย ไม้ หุ สบ ชู ขึ้น ให้ ถึง พระ โอษฐ์ ของ พระองค์ {19:30} เมื่อ พระ เยซู ทรง รับ น้ำส้ม องุ่น แล้ว พระองค์ ตรัส ว่า“ สำเร็จ แล้ว” และ ทรง ก้ม พระ เศียร ลง สิ้น พระ ชนม์ {i19:31} เขา แทง สีข้าง ของ พระ เยซู {19:31} วัน นั้น เป็น วัน เตรียม พวก ยิว จึง ขอ ให้ ปี ลา ต ทุบ ขา ของ ผู้ ที่ ถูก ตรึง ให้ หัก และ ให้ เอา ศพ ไป เสีย เพื่อ ไม่ ให้ ศพ ค้าง อยู่ ที่ กางเขน ใน วัน สะ บา โต (เพราะ วัน สะ บา โต นั้น เป็น วัน ใหญ่) {19:32} ดังนั้น พวก ทหาร จึง มา ทุบ ขา ของ คน ที่ หนึ่ง และ ขา ของ อีก คน หนึ่ง ที่ ถูก ตรึง อยู่ กับ พระองค์ {19:33} แต่ เมื่อ เขา มา ถึง พระ เยซู และ เห็น ว่า พระองค์ สิ้น พระ ชนม์ แล้ว เขา จึง มิ ได้ ทุบ ขา ของ พระองค์ {19:34} แต่ ทหาร คน หนึ่ง เอา ทวน แทง ที่ สีข้าง ของ พระองค์ และ โลหิต กับ น้ำ ก็ ไหล ออก มา ทันที {19:35} คน นั้น ที่ เห็น ก็ เป็น พยาน และ คำ พยาน ของ เขา ก็ เป็น ความ จริง และ เขา ก็ รู้ ว่า เขา พูด ความ จริง เพื่อ ท่าน ทั้งหลาย จะ ได้ เชื่อ {19:36} เพราะ สิ่ง เหล่า นี้ เกิด ขึ้น เพื่อ ให้ เป็น จริง ตาม ข้อ พระ ธรรม ซึ่ง ว่า“ พระ อัฐิ ของ พระองค์ จะ ไม่ หัก สัก ชิ้น เดียว” {19:37} และ มี ข้อ พระ ธรรม อีก ข้อ หนึ่ง ว่า“ พวก เขา จะ มอง ดู พระองค์ ผู้ ที่ เขา ได้ แทง” {i19:38} การ ฝัง พระ ศพ พระ เยซู (มธ.27:57-61; มก.15:42-47; ลก.23:50-56) {19:38} หลัง จาก นี้ โย เซฟ ชาว อา ริ มา เธีย ซึ่ง เป็น สาวก ลับๆ ของ พระ เยซู เพราะ เขา กลัว พวก ยิว ก็ ได้ ขอ พระ ศพ พระ เยซู จาก ปี ลา ต และ ปี ลา ต ก็ ยอม ให้ โย เซฟ จึง มา อัญเชิญ พระ ศพ พระองค์ ไป {19:39} ฝ่าย นิ โค เด มัส ซึ่ง ตอน แรก ไป หา พระองค์ ใน เวลา กลางคืน นั้น ก็ มา ด้วย เขา นำ เครื่อง หอม ผสม คือ มดยอบ กับ กฤษณา หนัก ประมาณ สาม สิบ กว่า กิโลกรัม มา ด้วย {19:40} เขา อัญเชิญ พระ ศพ พระ เยซู ลง มา เอา ผ้าป่าน กับ เครื่อง หอม พัน พระ ศพ นั้น ตาม ธรรมเนียม ฝัง ศพ ของ พวก ยิว {19:41} ใน ตำบล ที่ พระองค์ ถูก ตรึง ที่ กางเขน นั้น มี สวน แห่ง หนึ่ง ใน สวน นั้น มี อุโมงค์ ฝัง ศพ ใหม่ ที่ ยัง ไม่ ได้ ฝัง ศพ ผู้ ใด เลย {19:42} เพราะ วัน นั้น เป็น วัน เตรียม ของ พวก ยิว และ เพราะ อุโมงค์ นั้น อยู่ ใกล้ เขา จึง บรรจุ พระ ศพ พระ เยซู ไว้ ที่ นั่น {i20:1} การ คืน พระ ชนม์ (มธ.28:1-10; มก.16:1-8; ลก.24:1-12) {20:1} วัน อาทิตย์ เวลา เช้ามืด มา รีย์ ชาว มัก ดา ลา มา ถึง อุโมงค์ ฝัง ศพ นาง เห็น หิน ออก จาก ปาก อุโมงค์ อยู่ แล้ว {20:2} นาง จึง วิ่ง ไป หา ซี โม นเปโตร และ สาวก อีก คน หนึ่ง ที่ พระ เยซู ทรง รัก นั้น และ พูด กับ เขา ว่า“ เขา เอา องค์ พระผู้เป็นเจ้า ออก ไป จาก อุโมงค์ แล้ว และ พวก เรา ไม่ รู้ ว่า เขา เอา พระองค์ ไป ไว้ ที่ไหน” {20:3} เปโตร จึง ออก ไป ยัง อุโมงค์ กับ สาวก คน นั้น {20:4} เขา วิ่ง ไป ทั้ง สอง คน แต่ สาวก คน นั้น วิ่ง เร็ว กว่า เปโตร จึง มา ถึง อุโมงค์ ก่อน {20:5} เขา ก้ม ลง มอง ดู เห็น ผ้าป่าน วาง อยู่ แต่ เขา ไม่ ได้ เข้า ไป ข้าง ใน {20:6} ซี โม นเปโตร ตาม มา ถึง ภายหลัง แล้ว เข้า ไป ใน อุโมงค์ เห็น ผ้าป่าน วาง อยู่ {20:7} และ ผ้า พัน พระ เศียร ของ พระองค์ ไม่ ได้ วาง อยู่ กับ ผ้า อื่น แต่ พับ ไว้ ต่างหาก {20:8} แล้ว สาวก คน นั้น ที่ มา ถึง ก่อน ก็ ตาม เข้า ไป ด้วย เขา ได้ เห็น และ เชื่อ {20:9} เพราะ ว่า ขณะ นั้น เขา ยัง ไม่ เข้าใจ ข้อ พระ ธรรม ที่ เขียน ไว้ ว่า พระองค์ จะ ต้อง ฟื้น ขึ้น มา จาก ความ ตาย {20:10} แล้ว สาวก ทั้ง สอง ก็ กลับ ไป ยัง บ้าน ของ ตน {i20:11} พระ เยซู ทรง ปรากฏ แก่ มา รีย์ มัก ดา ลา (มก.16:9-11) {20:11} ฝ่าย มา รีย์ ยัง ยืน ร้องไห้ อยู่ นอก อุโมงค์ ขณะ ที่ ร้องไห้ อยู่ เธอ ก้ม ลง มอง ดู ที่ อุโมงค์ {20:12} และ ได้ เห็น ทูต สวรรค์ สอง องค์ สวม เสื้อ ขาว นั่ง อยู่ ณ ที่ ซึ่ง เขา วาง พระ ศพ พระ เยซู องค์ หนึ่ง อยู่ เบื้อง พระ เศียร องค์ หนึ่ง อยู่ เบื้อง พระ บาท {20:13} ทูต ทั้ง สอง พูด กับ มา รีย์ว่า“ หญิง เอ๋ย ร้องไห้ ทำไม” เธอ ตอบ ว่า“ เพราะ เขา เอา องค์ พระผู้เป็นเจ้า ของ ข้าพเจ้า ไป เสีย แล้ว และ ข้าพเจ้า ไม่ ทราบ ว่า เขา เอา พระองค์ ไป ไว้ ที่ไหน” {20:14} เมื่อ มา รีย์ พูด อย่าง นั้น แล้ว ก็ หัน กลับ มา และ เห็น พระ เยซู ประทับ ยืน อยู่ แต่ ไม่ ทราบ ว่า เป็น องค์ พระ เยซู {20:15} พระ เยซู ตรัส ถาม ว่า“ หญิง เอ๋ย ร้องไห้ ทำไม เจ้า ตาม หา ผู้ ใด” มา รีย์ สำคัญ ว่า พระองค์ เป็น คน ทำ สวน จึง ตอบ ว่า“ นาย เจ้าข้า ถ้า ท่าน เอา พระองค์ ไป ขอบ อก ให้ ดิฉัน รู้ ว่า เอา พระองค์ ไป ไว้ ที่ไหน ดิฉัน จะ ได้ รับ พระองค์ ไป” {20:16} พระ เยซู ตรัส กับ เธอ ว่า“ มา รีย์เอ๋ย” มา รีย์ จึง หัน มา ทูล พระองค์ เป็น ภาษา ฮีบรู ว่า“ รับ โบ นี” (ซึ่ง แปล ว่า อาจารย์) {20:17} พระ เยซู ตรัส กับ เธอ ว่า“ อย่า หน่วงเหนี่ยว เรา ไว้ เพราะ เรา ยัง มิ ได้ ขึ้น ไป หา พระ บิดา ของ เรา แต่ จง ไป หา พวก พี่น้อง ของ เรา และ บอก เขา ว่า เรา จะ ขึ้น ไป หา พระ บิดา ของ เรา และ พระ บิดา ของ ท่าน ทั้งหลาย ไป หา พระเจ้า ของ เรา และ พระเจ้า ของ ท่าน ทั้งหลาย” {20:18} มา รีย์ มัก ดา ลา จึง ไป บอก พวก สาวก ว่า“ ข้าพเจ้า ได้ เห็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า แล้ว” และ เธอ ได้ บอก เขา ทั้งหลาย ว่า พระองค์ ได้ ตรัส คำ เหล่า นั้น กับ เธอ {i20:19} พระ เยซู ทรง ปรากฏ แก่ สาวก ของ พระองค์ (มธ.28:16-20; มก.16:14-18; ลก.24:36-49) {20:19} ค่ำ วัน นั้น ซึ่ง เป็น วัน อาทิตย์ เมื่อ สาวก ปิด ประตู ห้อง ที่ พวก เขา อยู่ แล้ว เพราะ กลัว พวก ยิว พระ เยซู ได้ เสด็จ เข้า มา ประทับ ยืน อยู่ ท่ามกลาง เขา ตรัส ว่า“ สันติสุข จง ดำรง อยู่ กับ ท่าน ทั้งหลาย เถิด” {20:20} ครั้น พระองค์ ตรัส อย่าง นั้น แล้ว พระองค์ ทรง ให้ เขา ดู พระ หัตถ์ และ สีข้าง ของ พระองค์ เมื่อ พวก สาวก เห็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า แล้ว ก็ มี ความ ยินดี {20:21} พระ เยซู ตรัส กับ เขา อีก ว่า“ สันติสุข จง ดำรง อยู่ กับ ท่าน ทั้งหลาย เถิด พระ บิดา ทรง ใช้ เรา มา ฉัน ใด เรา ก็ ใช้ ท่าน ทั้งหลาย ไป ฉัน นั้น” {20:22} ครั้น พระองค์ ตรัส ดังนั้น แล้ว จึง ทรง ระบาย ลมหายใจ ออก เหนือ เขา ตรัส กับ เขา ว่า“ จง รับ พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ เถิด {20:23} ถ้า ท่าน จะ ยก ความ ผิด บาป ของ ผู้ ใด ความ ผิด บาป นั้น ก็ จะ ถูก ยก เสีย และ ถ้า ท่าน จะ ให้ ความ ผิด บาป ติด อยู่ กับ ผู้ ใด ความ ผิด บาป ก็ จะ ติด อยู่ กับ ผู้ นั้น” {i20:24} โธมัสไม่เชื่อ {20:24} ฝ่าย โธมัส ที่ เขา เรียก กัน ว่า แฝด ซึ่ง เป็น สาวก คน หนึ่ง ใน สิบ สอง คน นั้น ไม่ ได้ อยู่ กับ พวก เขา เมื่อ พระ เยซู เสด็จ มา {20:25} สาวก อื่นๆ จึง บอก โธมัสว่า“ เรา ได้ เห็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า แล้ว” แต่ โธมัส ตอบ เขา เหล่า นั้น ว่า“ ถ้า ข้า ไม่ เห็น รอย ตะปู ที่ พระ หัตถ์ ของ พระองค์ และ ไม่ ได้ เอา นิ้ว ของ ข้า แยง เข้า ไป ที่ รอย ตะปู นั้น และ ไม่ ได้ เอา มือ ของ ข้า แยง เข้า ไป ที่ สีข้าง ของ พระองค์ แล้ว ข้า จะ ไม่ เชื่อ เลย” {20:26} ครั้น ล่วง ไป แปด วัน แล้ว เหล่า สาวก ของ พระองค์ อยู่ ด้วย กัน ใน บ้าน นั้น อีก และ โธมัส ก็ อยู่ กับ พวก เขา ด้วย ประตู ปิด แล้ว แต่ พระ เยซู เสด็จ เข้า มา ประทับ ยืน อยู่ ท่ามกลาง เขา และ ตรัส ว่า“ สันติสุข จง ดำรง อยู่ กับ ท่าน ทั้งหลาย เถิด” {20:27} แล้ว พระองค์ ตรัส กับ โธมัสว่า“ จง ยื่น นิ้ว มา ที่ นี่ และ ดู มือ ของ เรา จง ยื่น มือ ออก คลำ ที่ สีข้าง ของ เรา อย่า ขาด ความ เชื่อ เลย จง เชื่อ เถิด” {20:28} โธมัส ทูล พระองค์ ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ของ ข้า พระองค์ และ พระเจ้า ของ ข้า พระองค์” {20:29} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ เพราะ ท่าน ได้ เห็น เรา ท่าน จึง เชื่อ หรือ ผู้ ที่ ไม่ เห็น เรา แต่ เชื่อ ก็ เป็น สุข” {i20:30} จุด ประสงค์ ของ หนังสือ นี้ {20:30} พระ เยซู ได้ ทรง กระทำ หมาย สำคัญ อื่นๆ อีก หลาย ประการ ต่อ หน้า สาวก เหล่า นั้น ซึ่ง ไม่ ได้ บันทึก ไว้ ใน หนังสือ เล่ม นี้ {20:31} แต่ การ ที่ ได้ บันทึก เหตุการณ์ เหล่า นี้ ไว้ ก็ เพื่อ ท่าน ทั้งหลาย จะ ได้ เชื่อ ว่า พระ เยซู ทรง เป็น พระ คริสต์ พระ บุตร ของ พระเจ้า และ เมื่อ มี ความ เชื่อ แล้ว ท่าน ก็ จะ มี ชีวิต โดย พระ นาม ของ พระองค์ {i21:1} พระ เยซู ทรง ปรากฏ แก่ สาวก เจ็ด คน {21:1} ต่อ มา พระ เยซู ได้ ทรง สำแดง พระองค์ แก่ เหล่า สาวก อีก ครั้ง หนึ่ง ที่ ทะเล ทิเบเรียส พระองค์ ทรง สำแดง พระองค์ อย่าง นี้ {21:2} คือ ซี โม นเปโตรโธมัส ที่ เรียก ว่า แฝด นา ธานาเอล ชาว บ้าน คา นา แคว้น กา ลิ ลี บุตร ทั้ง สอง ของ เศเบ ดี และ สาวก ของ พระองค์ อีก สอง คน กำลัง อยู่ ด้วย กัน {21:3} ซี โม นเป โต รบ อก เขา ว่า“ ข้า จะ ไป จับ ปลา” เขา ทั้งหลาย จึง พูด กับ ท่าน ว่า“ เรา จะ ไป ด้วย” แล้ว พวก เขา ก็ ออก ไป ลง เรือ แต่ คืน นั้น เขา จับ ปลา ไม่ ได้ เลย {21:4} ครั้น รุ่งเช้า พระ เยซู ประทับ ยืน อยู่ ที่ ฝั่ง แต่ เหล่า สาวก ไม่ รู้ ว่า เป็น พระ เยซู {21:5} พระ เยซู ตรัส ถาม เขา ว่า“ ลูก เอ๋ย มี ปลา บ้าง หรือ เปล่า” เขา ตอบ ว่า“ ไม่ มี” {21:6} พระองค์ ตรัส กับ เขา ทั้งหลาย ว่า“ จง ทอด อวน ลง ทาง ด้าน ขวา เรือ เถิด แล้ว จะ ได้ ปลา บ้าง” เขา จึง ทอด อวน ลง และ ได้ ปลา เป็น อัน มาก จน ลาก อวน ขึ้น ไม่ ได้ {21:7} สาวก คน ที่ พระ เยซู ทรง รัก บอก เปโตรว่า“ เป็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า” เมื่อ เปโตร ได้ยิน ว่า เป็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า เขา ก็ หยิบ เสื้อ มา สวม เพราะ ตัว เปล่า อยู่ แล้ว ก็ กระโดด ลง ทะเล {21:8} แต่ สาวก คน อื่นๆ นั้น นั่ง เรือ มา และ ลาก อวน ที่ ติด ปลา เต็ม นั้น มา ด้วย เพราะ เขา อยู่ ไม่ ห่าง จาก ฝั่ง นัก ไกล ประมาณ หนึ่ง ร้อย เมตร เท่านั้น {21:9} เมื่อ เขา ขึ้น มา บน ฝั่ง เขา ก็ เห็น ถ่าน ติด ไฟ อยู่ มี ปลา วาง อยู่ ข้าง บน และ มี ขนม ปัง {21:10} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ทั้งหลาย ว่า“ เอา ปลา ที่ ได้ เมื่อกี้ นี้ มา บ้าง” {21:11} ซี โม นเปโตร จึง ลง ไป ใน เรือ แล้ว ลาก อวน ขึ้น ฝั่ง อวน ติด ปลา ใหญ่ เต็ม มี หนึ่ง ร้อย ห้า สิบ สาม ตัว ถึง มาก อย่าง นั้น อวน ก็ ไม่ ขาด {21:12} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ทั้งหลาย ว่า“ มา รับประทาน อาหาร กัน เถิด” พวก สาวก ไม่ มี ใคร กล้า ถาม พระองค์ ว่า“ ท่าน คือ ใคร” เพราะ เขา รู้ อยู่ ว่า เป็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า {21:13} พระ เยซู ทรง เข้า มา หยิบ ขนม ปัง แจก ให้ เขา และ ทรง หยิบ ปลา แจก ด้วย {21:14} นี่ เป็น ครั้ง ที่ สาม ที่ พระ เยซู ทรง สำแดง พระองค์ แก่ พวก สาวก หลัง จาก ที่ ทรง ให้ พระองค์ คืน พระ ชนม์ แล้ว {i21:15} “ จง เลี้ยง แกะ ของ เรา” {21:15} เมื่อ รับประทาน อาหาร เสร็จ แล้ว พระ เยซู ตรัส กับ ซี โม นเปโตรว่า“ ซี โม นบุตรยอห์น เอ๋ย เจ้า รัก เรา มาก กว่า เหล่า นี้ หรือ” เขา ทูล พระองค์ ว่า“ เป็น ความ จริง พระเจ้า ข้า พระองค์ ทรง ทราบ ว่า ข้า พระองค์ รัก พระองค์” พระองค์ ตรัส สั่ง เขา ว่า“ จง เลี้ยง ลูก แกะ ของ เรา เถิด” {21:16} พระองค์ ตรัส กับ เขา ครั้ง ที่ สอง ว่า“ ซี โม นบุตรยอห์น เอ๋ย เจ้า รัก เรา หรือ” เขา ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ เป็น ความ จริง พระเจ้า ข้า พระองค์ ทรง ทราบ ว่า ข้า พระองค์ รัก พระองค์” พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า“ จง ดูแล แกะ ของ เรา เถิด” {21:17} พระองค์ ตรัส กับ เขา ครั้ง ที่ สาม ว่า“ ซี โม นบุตรยอห์น เอ๋ย เจ้า รัก เรา หรือ” เปโตร ก็ เป็น ทุกข์ ใจ ที่ พระองค์ ตรัส ถาม เขา ครั้ง ที่ สาม ว่า“ เจ้า รัก เรา หรือ” เขา จึง ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า พระองค์ ทรง ทราบ ทุก สิ่ง พระองค์ ทรง ทราบ ว่า ข้า พระองค์ รัก พระองค์” พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ จง เลี้ยง แกะ ของ เรา เถิด {21:18} เรา บอก ความ จริง แก่ เจ้า ว่า เมื่อ เจ้า ยัง หนุ่ม เจ้า คาด เอว ของ เจ้า เอง และ เดิน ไป ไหนๆ ตาม ที่ เจ้า ปรารถนา แต่ เมื่อ เจ้า แก่ แล้ว เจ้า จะ เหยียด มือ ของ เจ้า ออก และ คน อื่น จะ คาด เอว เจ้า และ พา เจ้า ไป ที่ ที่ เจ้า ไม่ ปรารถนา จะ ไป” {21:19} (ที่ พระองค์ ตรัส อย่าง นั้น เพื่อ แสดง ว่า เปโตร จะ ถวาย เกียรติ แด่ พระเจ้า ด้วย การ ตาย อย่างไร) ครั้น พระองค์ ตรัส อย่าง นั้น แล้ว จึง สั่ง เปโตรว่า“ จง ตาม เรา มา เถิด” {i21:20} สาวก คน ที่ พระองค์ ทรง รัก {21:20} เปโตร เหลียว หลัง เห็น สาวก คน ที่ พระองค์ ทรง รัก ตาม มา สาวก คน นั้น คือ คน ที่ เอน ตัว ลง ที่ พระ ทรวง ของ พระองค์ เมื่อ รับประทาน อาหาร อยู่ นั้น และ ทูล ถาม ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า ผู้ ที่ จะ อายัด พระองค์ คือ ใคร” {21:21} เมื่อ เปโตร เห็น สาวก คน นั้น จึง ทูล ถาม พระ เยซู ว่า“ พระองค์เจ้า ข้า คน นี้ จะ เป็น อย่างไร” {21:22} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ถ้า เรา อยาก จะ ให้ เขา อยู่ จน เรา มา นั้น จะ เป็น เรื่อง อะไร ของ เจ้า เล่า เจ้า จง ตาม เรา มา เถิด” {21:23} เหตุ ฉะนั้น คำ ที่ ว่า สาวก คน นั้น จะ ไม่ ตาย จึง ลือ ไป ท่ามกลาง พวก พี่น้อง พระ เยซู มิ ได้ ตรัส แก่ เขา ว่า สาวก คน นั้น จะ ไม่ ตาย แต่ ตรัส ว่า“ ถ้า เรา อยาก จะ ให้ เขา อยู่ จน เรา มา นั้น จะ เป็น เรื่อง อะไร ของ เจ้า เล่า” {21:24} สาวก คน นี้ แหละ ที่ เป็น พยาน ถึง เหตุการณ์ เหล่า นี้ และ เป็น ผู้ ที่ บันทึก สิ่ง เหล่า นี้ ไว้ และ เรา ทราบ ว่า คำ พยาน ของ เขา เป็น ความ จริง {21:25} มี อีก หลาย สิ่ง ที่ พระ เยซู ได้ ทรง กระทำ ถ้า จะ เขียน ไว้ ให้ หมด ทุก สิ่ง ข้าพเจ้า คาด ว่า แม้ หมด ทั้ง โลก ก็ น่า จะ ไม่ พอ ไว้ หนังสือ ที่ จะ เขียน นั้น