{i1:1} พระ วาทะ ทรง เกิด เป็น มนุษย์ {1:1} ใน ปฐม กาล พระ วาทะ ทรง ดำรง อยู่ และ พระ วาทะ ทรง อยู่ กับ พระเจ้า และ พระ วาทะ ทรง เป็น พระเจ้า {1:2} ใน ปฐม กาล พระองค์ ทรง อยู่ กับ พระเจ้า {1:3} พระเจ้า ทรง สร้าง สรรพ สิ่ง ขึ้น มา โดย พระ วาทะ ใน บรรดา สิ่ง ที่ เป็นอยู่ นั้น ไม่ มี สัก สิ่ง เดียว ที่ เป็นอยู่ นอกเหนือ พระ วาทะ {1:4} พระองค์ ทรง เป็น แหล่ง ชีวิต และ ชีวิต นั้น เป็น ความ สว่าง ของ มนุษย์ {1:5} ความ สว่าง ส่อง เข้า มา ใน ความ มืด และ ความ มืด ไม่ อาจ เอา ชนะ ความ สว่าง ได้ {1:6} มี ชาย คน หนึ่ง ที่ พระเจ้า ทรง ใช้ มา ชื่อ ยอห์น {1:7} ท่าน มา ใน ฐานะ สักขี พยาน เพื่อ เป็น พยาน ให้ แก่ ความ สว่าง นั้น เพื่อ ว่า ทุก คน จะ ได้ เชื่อ เพราะ ท่าน {1:8} ท่าน ไม่ ใช่ ความ สว่าง นั้น แต่ ท่าน มา เพื่อ เป็น พยาน ให้ แก่ ความ สว่าง นั้น {1:9} ความ สว่าง แท้ ที่ ทำให้ มนุษย์ ทุก คน เห็น ความ จริง ได้ นั้น กำลัง เข้า มา ใน โลก {1:10} พระองค์ ทรง อยู่ ใน โลก ที่ พระเจ้า ทรง สร้าง ขึ้น มา ทาง พระองค์ แต่ โลก ไม่ รู้จัก พระองค์ {1:11} พระองค์ เสด็จ มา ยัง บ้านเมือง ของ พระองค์ แต่ ชาว บ้าน ชาว เมือง ของ พระองค์ ไม่ ต้อนรับ พระองค์ {1:12} แต่ ทุก คน ที่ ยอมรับ พระองค์ คือ คน ที่ เชื่อ ใน พระ นาม ของ พระองค์ นั้น พระองค์ ก็ จะ ประทาน สิทธิ ให้ เป็น ลูก ของ พระเจ้า {1:13} ซึ่ง ใน ฐานะ นั้น พวก เขา ไม่ ได้ เกิด จาก เลือดเนื้อ หรือ กาม หรือ ความ ประสงค์ ของ มนุษย์ แต่ เกิด จาก พระเจ้า {1:14} พระ วาทะ ทรง เกิด เป็น มนุษย์ และ ทรง อยู่ ท่ามกลาง เรา เรา เห็น พระ สิริ ของ พระองค์ คือ พระ สิริ ที่ สม กับ พระ บุตร องค์ เดียว ของ พระ บิดา บริบูรณ์ ด้วย พระคุณ และ ความ จริง {1:15} ยอห์น เป็น พยาน ให้ กับ พระองค์ และ ร้อง ประกาศ ว่า“ นี่แหละ คือ พระองค์ ผู้ ที่ ข้าพเจ้า กล่าว ถึง ว่า พระองค์ ผู้ เสด็จ มา ภายหลัง ข้าพเจ้า ทรง เป็น ใหญ่ กว่า ข้าพเจ้า เพราะ ว่า พระองค์ ทรง ดำรง อยู่ ก่อน ข้าพเจ้า” {1:16} เพราะ เรา ได้ รับ พระคุณ ซ้อน พระคุณ จาก ความ บริบูรณ์ ของ พระองค์ {1:17} คือ ว่า เรา ได้ ธรรม บัญญัติ นั้น มา ทาง โมเสส ส่วน พระคุณ และ ความ จริง มา ทาง พระ เยซู คริสต์ {1:18} ไม่ มี ใคร เคย เห็น พระเจ้า เลย แต่ พระ บุตร องค์ เดียว ผู้ สถิต ใน พระ ทรวง ของ พระ บิดา ทรง สำแดง พระเจ้า แล้ว {i1:19} คำ พยาน ของ ยอห์น ผู้ ให้ บัพ ติ ศมา (มธ.3:1-12; มก.1:2-8; ลก.3:15-17) {1:19} นี่ เป็น คำ พยาน ของ ยอห์น คือ เมื่อ พวก ยิว ส่ง พวก ปุโรหิต และ พวก เล วี จาก กรุง เยรูซาเล็ม ไป ถาม ท่าน ว่า“ ท่าน คือ ใคร?” {1:20} ท่าน ก็ ยอมรับ และ ไม่ ได้ ปฏิเสธ คือ ยอมรับ ว่า“ ข้าพเจ้า ไม่ ใช่ พระ คริสต์” {1:21} พวก เขา จึง ถาม ว่า“ ถ้า อย่าง นั้น ท่าน เป็น ใคร? ท่าน เป็น เอ ลี ยาห์หรือ?” ยอห์นตอบว่า“ ข้าพเจ้า ไม่ ใช่ เอ ลี ยาห์”“ ท่าน เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ คน นั้น หรือ?” และ ยอห์นตอบว่า“ ไม่ ใช่” {1:22} พวก เขา จึง ถาม ว่า“ แล้ว ท่าน เป็น ใคร? ขอ ให้ ตอบ มา จะ ได้ ไป บอก คน ที่ ใช้ เรา มา ท่าน จะ ตอบ เรื่อง ตัว ท่าน ว่า อย่างไร?” {1:23} ท่าน ตอบ ว่า“ เรา เป็น เสียง ของ คน ที่ ร้อง ประกาศ ใน ถิ่น ทุรกันดาร ว่า‘ จง ทำ มรรคา ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ให้ ตรง ไป’ ตาม ที่ อิส ยาห์ ผู้ เผย พระ วจนะ กล่าว ไว้” {1:24} พวก ฟา ริ สี เป็น คน ส่ง พวก เขา ไป หา ยอห์น {1:25} พวก เขา จึง ถาม ยอห์นว่า“ ถ้า ท่าน ไม่ ใช่ พระ คริสต์ หรือ เอ ลี ยาห์ หรือ ผู้ เผย พระ วจนะ คน นั้น แล้ว ทำไม ท่าน ถึง ให้ บัพ ติ ศมา?” {1:26} ยอห์น ตอบ เขา ว่า“ ข้าพเจ้า ให้ บัพ ติ ศ มา ด้วย น้ำ แต่ มี คน หนึ่ง ยืน อยู่ ท่ามกลาง พวก ท่าน ที่ ท่าน ไม่ รู้จัก {1:27} ท่าน ผู้ นั้น มา ภายหลัง ข้าพเจ้า แม้ แต่ สาย รัด รองเท้า ของ ท่าน ข้าพเจ้า ก็ ไม่ สมควร ที่ จะ แก้” {1:28} เหตุการณ์ นี้ เกิด ขึ้น ที่ หมู่บ้าน เบ ธานี ฟาก แม่น้ำ จอร์แดน ข้าง โน้น ที่ ซึ่ง ยอห์น กำลัง ให้ บัพ ติ ศมา {i1:29} พระ เมษ โปดก ของ พระเจ้า {1:29} วัน รุ่งขึ้น ยอห์น เห็น พระ เยซู กำลัง เสด็จ มา หา ท่าน ท่าน จึง กล่าว ว่า“ จง ดู พระ เมษ โปดก ของ พระเจ้า ผู้ ทรง รับ บาป ของ โลก ไป {1:30} พระองค์ นี้ แหละ ที่ ข้าพเจ้า กล่าว ว่า‘ ภายหลัง ข้าพเจ้า จะ มี ผู้ หนึ่ง ที่ ยิ่งใหญ่ กว่า ข้าพเจ้า เสด็จ มา เพราะ ว่า พระองค์ ทรง ดำรง อยู่ ก่อน ข้าพเจ้า’ {1:31} ข้าพเจ้า เอง ไม่ รู้จัก พระองค์ แต่ เพื่อ ให้ พระองค์ เป็น ที่ ประจักษ์ แก่ อิสราเอล ข้าพเจ้า จึง ให้ บัพ ติ ศ มา ด้วย น้ำ” {1:32} และ ยอห์น กล่าว เป็น พยาน ว่า“ ข้าพเจ้า เห็น พระ วิญญาณ เสด็จ ลง มา จาก สวรรค์ เหมือน ดัง นก พิราบ และ สถิต กับ พระองค์ {1:33} ข้าพเจ้า เอง ไม่ รู้จัก พระองค์ แต่ พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ ข้าพเจ้า มา ให้ บัพ ติ ศ มา ด้วย น้ำ ได้ ตรัส กับ ข้าพเจ้า ว่า‘ เมื่อ เห็น พระ วิญญาณ เสด็จ ลง มา สถิต อยู่ กับ คน ใด คน นั้น แหละ จะ เป็น คน ให้ บัพ ติ ศ มา ด้วย พระ วิญญาณ บริสุทธิ์’ {1:34} และ ข้าพเจ้า ก็ เห็น แล้ว และ เป็น พยาน ว่า พระองค์ นี้ แหละ เป็น พระ บุตร ของ พระเจ้า” {i1:35} สาวก พวก แรก ของ พระ เยซู {1:35} รุ่งขึ้น ยอห์น ยืน อยู่ ที่ นั่น อีก กับ ศิษย์ ของ ท่าน สอง คน {1:36} และ ท่าน มอง ดู พระ เยซู ขณะ ที่ พระองค์ เสด็จ ผ่าน ไป และ ท่าน กล่าว ว่า“ จง ดู พระ เมษ โปดก ของ พระเจ้า” {1:37} ศิษย์ สอง คน นั้น ได้ยิน ท่าน พูด อย่าง นี้ ก็ ติดตาม พระ เยซู ไป {1:38} พระ เยซู ทรง เหลียว กลับ และ ทอด พระ เนตร เห็น เขา ทั้ง สอง ตาม พระองค์ มา จึง ตรัส ถาม เขา ว่า“ ท่าน หา อะไร?” เขา ทั้ง สอง ทูล พระองค์ ว่า“ รับ บี (ซึ่ง แปล ว่า ท่าน อาจารย์) ท่าน พัก อยู่ ที่ไหน?” {1:39} พระองค์ ตรัส ตอบ พวก เขา ว่า“ มา ดู เถิด” เขา ก็ ไป และ เห็น ที่ ซึ่ง พระองค์ ประทับ และ วัน นั้น ก็ พัก อยู่ กับ พระองค์ เพราะ ขณะ นั้น ประมาณ สี่ โมง เย็น แล้ว {1:40} คน หนึ่ง ใน สอง คน นั้น ที่ ได้ยิน ยอห์น พูด และ ติดตาม พระองค์ ไป คือ อัน ดรูว์ น้อง ชาย ของ ซี โม นเปโตร {1:41} แล้ว อัน ดรูว์ ก็ ไป หา ซี โม น พี่ ชาย ของ ตน ก่อน และ บอก เขา ว่า“ เรา พบ พระ เม สสิยาห์แล้ว” (ซึ่ง แปล ว่า พระ คริสต์) {1:42} อัน ดรูว์ จึง พา ซี โม น ไป เฝ้า พระ เยซู เมื่อ พระ เยซู ทอด พระ เนตร เขา แล้ว ก็ ตรัส ว่า“ ท่าน คือ ซี โม นบุตรยอห์น คน จะ เรียก ท่าน ว่า เค ฟา ส” (ซึ่ง แปล ว่า ศิลา) {i1:43} พระ เยซู ทรง เรียก ฟีลิปและนาธานาเอล {1:43} รุ่งขึ้น พระ เยซู ตั้ง พระทัย จะ เสด็จ ไป ยัง แคว้น กา ลิ ลี พระองค์ ทรง พบ ฟีลิป จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ จง ตาม เรา มา” {1:44} ฟีลิปมาจากเบธ ไซ ดา เมือง ของ อัน ดรูว์และเปโตร {1:45} ฟีลิป ไป หา นา ธานาเอล และ บอก เขา ว่า“ เรา พบ คน ที่ โมเสส กล่าว ถึง ใน หนังสือ ธรรม บัญญัติ และ คน ที่ พวก ผู้ เผย พระ วจนะ กล่าว ถึง คือ เยซู ชาว นาซา เร็ธ บุตร โย เซฟ” {1:46} นา ธานาเอล ถาม เขา ว่า“ สิ่ง ดีๆ จะ มา จาก นาซา เร็ธได้หรือ?” ฟีลิปตอบว่า“ มา ดู เถอะ” {1:47} พระ เยซู ทอด พระ เนตร เห็น นา ธานาเอล มา หา พระองค์ จึง ตรัส เกี่ยว กับ ตัว เขา ว่า“ นี่แหละ ชาว อิสราเอล แท้ ใน ตัว เขา ไม่ มี อุบาย” {1:48} นา ธานาเอล ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน รู้จัก ข้าพเจ้า ได้ อย่างไร?” พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ เรา เห็น ท่าน อยู่ ใต้ ต้น มะเดื่อ ก่อน ที่ ฟีลิป จะ เรียก ท่าน” {1:49} นา ธานาเอล ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ รับ บี พระองค์ เป็น พระ บุตร ของ พระเจ้า พระองค์ ทรง เป็น กษัตริย์ ของ อิสราเอล” {1:50} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ เพราะ เรา บอก ท่าน ว่า เรา เห็น ท่าน อยู่ ใต้ ต้น มะเดื่อ ท่าน จึง เชื่อ หรือ? ท่าน จะ เห็น เหตุการณ์ ใหญ่ กว่า นั้น อีก” {1:51} แล้ว พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน ว่า ท่าน จะ เห็น ท้อง ฟ้า แหวก ออก และ พวก ทูต สวรรค์ ของ พระเจ้า ขึ้น ลง อยู่ เหนือ บุตร มนุษย์” {i2:1} งาน สมรส ที่ หมู่บ้าน คา นา {2:1} วัน ที่ สาม มี งาน สมรส ที่ หมู่บ้าน คา นา ใน แคว้น กา ลิ ลี มารดา ของ พระ เยซู ก็ อยู่ ที่ นั่น {2:2} พระ เยซู และ สาวก ของ พระองค์ ได้ รับ เชิญ ไป ใน งาน นั้น {2:3} เมื่อ เหล้า องุ่น หมด แล้ว มารดา ของ พระ เยซู พูด กับ พระองค์ ว่า“ เขา ไม่ มี เหล้า องุ่น” {2:4} พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ หญิง เอ๋ย ไม่ ใช่ ธุระ ของ ท่าน เวลา ของ เรา ยัง มา ไม่ ถึง” {2:5} มารดา ของ พระองค์ จึง บอก พวก คนใช้ ว่า“ จง ทำ ตาม ที่ ท่าน สั่ง เจ้า เถิด” {2:6} มี โอ่ง หิน ตั้ง อยู่ ที่ นั่น หก ใบ เพื่อ ชำระ ตาม ธรรมเนียม ของ พวก ยิว จุ น้ำ โอ่ง ละ ประมาณ หนึ่ง ร้อย ลิตร {2:7} พระ เยซู ตรัส สั่ง พวก คนใช้ ว่า“ จง ตัก น้ำ ใส่ โอ่ง ให้ เต็ม เถิด” แล้ว พวก เขา ก็ ตัก น้ำ เต็ม โอ่ง เสมอ ปาก {2:8} แล้ว พระองค์ ตรัส สั่ง พวก เขา ว่า“ จง ตัก เอา ไป ให้ เจ้าภาพ เถิด” เขา ก็ เอา ไป ให้ {2:9} เมื่อ เจ้าภาพ ชิม น้ำ ที่ กลาย เป็น เหล้า องุ่น แล้ว และ ไม่ รู้ ว่า มา จาก ไหน (แต่ คนใช้ ที่ ตัก น้ำ นั้น รู้) เจ้าภาพ จึง เรียก เจ้าบ่าว มา {2:10} และ พูด กับ เขา ว่า“ ใครๆ เขา ก็ เอา เหล้า องุ่น อย่าง ดี มา ให้ ก่อน เมื่อ ดื่ม กัน มาก แล้ว จึง เอา ที่ ไม่ ค่อย ดี มา แต่ ท่าน เก็บ เหล้า องุ่น อย่าง ดี ไว้ จน ถึง เดี๋ยวนี้” {2:11} หมาย สำคัญ ครั้ง แรก นี้ พระ เยซู ทรง ทำ ที่ หมู่บ้าน คา นา ใน แคว้น กา ลิ ลี และ ทรง แสดง พระ สิริ ของ พระองค์ พวก สาวก ของ พระองค์ ก็ วางใจ พระองค์ {2:12} ภายหลัง เหตุการณ์ นี้ พระองค์ เสด็จ ต่อ ไป ยัง เมือง คา เป อร นา อุ ม พร้อม กับ มารดา และ บรรดา น้อง ชาย และ พวก สาวก ของ พระองค์ และ พัก อยู่ ที่ นั่น เพียง ไม่ กี่ วัน {i2:13} การ ทรง ชำระ พระ วิหาร (มธ.21:12-13; มก.11:15-17; ลก.19:45-46) {2:13} เทศกาล ปัส กา ของ พวก ยิว ใกล้ เข้า มา แล้ว พระ เยซู เสด็จ ขึ้น ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม {2:14} พระองค์ ทอด พระ เนตร เห็น คน ขาย วัว ขาย แกะ ขาย นก พิราบ และ คน รับ แลก เงิน นั่ง อยู่ ตาม บริเวณ พระ วิหาร {2:15} พระองค์ ทรง เอา เชือก ทำ เป็น แส้ ไล่ คน เหล่า นั้น พร้อม กับ แกะ และ วัว ออก ไป จาก บริเวณ พระ วิหาร และ พระองค์ ทรง เท เงิน และ ทรง คว่ำ โต๊ะ ของ บรรดา คน รับ แลก เงิน {2:16} และ พระองค์ ตรัส กับ พวก คน ขาย นก พิราบ ว่า“ เอา ของ พวก นี้ ออก ไป อย่า ทำให้ พระ นิเวศ ของ พระ บิดา เรา กลาย เป็น ตลาด” {2:17} พวก สาวก ของ พระองค์ ก็ ระลึก ขึ้น ได้ ถึง คำ ที่ เขียน ไว้ ว่า“ ความ ร้อนใจ ใน เรื่อง พระ นิเวศ ของ พระองค์ จะ ท่วมท้น ข้า พระองค์” {2:18} พวก ยิว จึง ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน จะ แสดง หมาย สำคัญ อะไร ให้ เรา เห็น ว่า ท่าน มี สิทธิ์ ทำ การ เช่น นี้ ได้?” {2:19} พระ เยซู จึง ตรัส ตอบ พวก เขา ว่า“ ถ้า ทำลาย วิหาร นี้ เรา จะ สร้าง ขึ้น ภายใน สาม วัน” {2:20} พวก ยิว จึง ทูล ว่า“ วิหาร นี้ เขา ได้ ใช้ เวลา ก่อสร้าง ถึง สี่ สิบ หก ปี แล้ว และ ท่าน จะ สร้าง ขึ้น ใหม่ ภายใน สาม วัน หรือ?” {2:21} แต่ วิหาร ที่ พระองค์ ตรัส ถึง นั้น คือ พระ กาย ของ พระองค์ {2:22} เพราะ ฉะนั้น เมื่อ พระเจ้า ทรง ให้ พระองค์ เป็น ขึ้น มา แล้ว พวก สาวก ของ พระองค์ ก็ ระลึก ได้ ว่า พระองค์ ตรัส อย่าง นี้ และ พวก เขา ก็ เชื่อ พระ คัมภีร์ และ พระ ดำรัส ที่ พระ เยซู ตรัส นั้น {i2:23} พระ เยซู ทรง รู้จัก มนุษย์ ทุก คน {2:23} ขณะ พระองค์ ประทับ ที่ กรุง เยรูซาเล็ม ใน เทศกาล ปัส กา นั้น มี คน จำนวน มาก วางใจ ใน พระ นาม ของ พระองค์ เพราะ พวก เขา เห็น หมาย สำคัญ ที่ พระองค์ ทรง ทำ {2:24} แต่ ส่วน พระ เยซู เอง ไม่ ได้ วาง พระทัย คน เหล่า นั้น {2:25} เพราะ พระองค์ ทรง รู้จัก มนุษย์ ทุก คน และ พระองค์ ไม่ จำเป็น ที่ จะ ต้อง มี ใคร มา เป็น พยาน เรื่อง มนุษย์ เพราะ พระองค์ เอง ทรง ทราบ ว่า อะไร อยู่ ใน ตัว มนุษย์ {i3:1} พระ เยซู กับ นิ โค เด มัส {3:1} มี ชาย คน หนึ่ง ใน พวก ฟา ริ สี ชื่อ นิ โค เด มัส เป็น ขุนนาง ของ พวก ยิว {3:2} คน นี้ มา หา พระ เยซู ตอน กลางคืน ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน อาจารย์ เรา ทราบ ว่า ท่าน เป็น ครู ที่ มา จาก พระเจ้า เพราะ ไม่ มี ใคร ทำ หมาย สำคัญ ที่ ท่าน ทำ นั้น ได้ นอกจาก พระเจ้า สถิต กับ เขา” {3:3} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง กับ ท่าน ว่า ถ้า คน ใด ไม่ ได้ เกิด ใหม่ คน นั้น ไม่ สามารถ เห็น แผ่นดิน ของ พระเจ้า” {3:4} นิ โค เด มัส ทูล พระองค์ ว่า“ คน ชรา จะ เกิด ใหม่ ได้ อย่างไร? จะ เข้า ไป ใน ท้อง ของ แม่ ครั้ง ที่ สอง แล้ว เกิด ใหม่ ได้ หรือ?” {3:5} พระ เยซู ตรัส ว่า“ เรา บอก ความ จริง กับ ท่าน ว่า ถ้า ใคร ไม่ ได้ เกิด จาก น้ำ และ พระ วิญญาณ คน นั้น จะ เข้า ใน แผ่นดิน ของ พระเจ้า ไม่ ได้ {3:6} ที่ เกิด จาก เนื้อ หนัง ก็ เป็น เนื้อ หนัง และ ที่ เกิด จาก พระ วิญญาณ ก็ เป็น วิญญาณ {3:7} อย่า ประหลาด ใจ ที่ เรา บอก ท่าน ว่า พวก ท่าน ต้อง เกิด ใหม่ {3:8} ลม จะ พัด ไป ที่ไหน ก็ พัด ไป ที่ นั่น และ ท่าน ได้ยิน เสียง ลม นั้น แต่ ไม่ รู้ ว่า ลม มา จาก ไหน และ ไป ที่ไหน คน ที่ เกิด จาก พระ วิญญาณ ก็ เป็น อย่าง นั้น ทุก คน” {3:9} นิ โค เด มัส ทูล พระองค์ ว่า“ เหตุการณ์ อย่าง นี้ จะ เป็น ไป ได้ อย่างไร?” {3:10} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ท่าน เป็น ถึง อาจารย์ ของ คน อิสราเอล ท่าน ไม่ เข้าใจ สิ่ง เหล่า นี้ เลย หรือ? {3:11} เรา บอก ความ จริง กับ ท่าน ว่า เรา พูด สิ่ง ที่ เรา รู้ และ เป็น พยาน ถึง สิ่ง ที่ เรา เห็น แต่ พวก ท่าน ไม่ ยอมรับ คำ พยาน ของ เรา {3:12} ถ้า เรา บอก พวก ท่าน ถึง สิ่ง ต่างๆ ทาง ฝ่าย โลก และ พวก ท่าน ไม่ เชื่อ แล้ว ท่าน จะ เชื่อ ได้ อย่างไร ถ้า เรา บอก ท่าน ถึง สิ่ง ต่างๆ ทาง ฝ่าย สวรรค์ {3:13} ไม่ มี ใคร เคย ขึ้น ไป สวรรค์ นอกจาก ผู้ ที่ ลง มา จาก สวรรค์ คือ บุตร มนุษย์ {3:14} โมเสส ยก งู ขึ้น ใน ถิ่น ทุรกันดาร อย่างไร บุตร มนุษย์ จะ ต้อง ถูก ยก ขึ้น อย่าง นั้น {3:15} เพื่อ ทุก คน ที่ วางใจ พระองค์ จะ ได้ ชีวิต นิรันดร์” {3:16} พระเจ้า ทรง รัก โลก ดังนี้ คือ ได้ ประทาน พระ บุตร องค์ เดียว ของ พระองค์ เพื่อ ทุก คน ที่ วางใจ ใน พระ บุตร นั้น จะ ไม่ พินาศ แต่ มี ชีวิต นิรันดร์ {3:17} เพราะ ว่า พระเจ้า ทรง ให้ พระ บุตร เข้า มา ใน โลก ไม่ ใช่ เพื่อ พิพากษา โลก แต่ เพื่อ ช่วย กู้ โลก ให้ รอด โดย พระ บุตร นั้น {3:18} คน ที่ วางใจ ใน พระ บุตร จะ ไม่ ถูก พิพากษา ส่วน คน ที่ ไม่ ได้ วางใจ ก็ ถูก พิพากษา อยู่ แล้ว เพราะ เขา ไม่ ได้ วางใจ ใน พระ นาม พระ บุตร องค์ เดียว ของ พระเจ้า {3:19} หลักการ พิพากษา มี อย่าง นี้ คือ ความ สว่าง เข้า มา ใน โลก แล้ว แต่ มนุษย์ รัก ความ มืด มาก กว่า ความ สว่าง เพราะ กิจการ ของ พวก เขา เลว ทราม {3:20} เพราะ ทุก คน ที่ ประพฤติ ชั่ว ก็ เกลียด ความ สว่าง และ ไม่ มา หา ความ สว่าง เนื่อง จาก กลัว ว่า การ กระทำ ของ ตน จะ ปรากฏ {3:21} แต่ คน ที่ ประพฤติ ตาม ความ จริง ก็ มา ถึง ความ สว่าง เพื่อ ให้ เห็น ว่า การ กระทำ ของ เขา นั้น ทำ โดย พึ่ง พระเจ้า {i3:22} พระ เยซู และ ยอห์น ผู้ ให้ บัพ ติ ศมา {3:22} หลัง จาก นั้น พระ เยซู เสด็จ เข้า ไป ใน แคว้น ยู เดีย กับ พวก สาวก ของ พระองค์ และ ประทับ ที่ นั่น กับ พวก เขา และ ทรง ให้ บัพ ติ ศมา {3:23} ยอห์น ก็ ให้ บัพ ติ ศ มา อยู่ ที่ อาย โนน ใกล้ หมู่บ้าน สาลิ ม เพราะ ที่ นั่น มี น้ำ มาก และ คน ทั้งหลาย ก็ พา กัน มา รับ บัพ ติ ศมา {3:24} เพราะ ยอห์น ยัง ไม่ ถูก ขัง ใน คุก {3:25} แต่ เกิด การ โต้เถียง กัน ขึ้น ระหว่าง พวก ศิษย์ ของ ยอห์น และ คน หนึ่ง ใน พวก ยิว เรื่อง การ ชำระ มลทิน {3:26} พวก เขา จึง ไป หา ยอห์ นบ อก ว่า“ อาจารย์ คน ที่ อยู่ กับ อาจารย์ ที่ ฟาก แม่น้ำ จอร์แดน ข้าง โน้น คน ที่ อาจารย์ เป็น พยาน ถึง นั้น นี่แน่ะ คน นี้ กำลัง ให้ บัพ ติ ศ มา และ ทุก คน ก็ พา กัน ไป หา เขา” {3:27} ยอห์นตอบว่า“ ไม่ มี ใคร สามารถ รับ สิ่ง ใด นอกจาก สิ่ง ที่ พระเจ้า ประทาน จาก สวรรค์ ให้ เขา {3:28} พวก ท่าน เอง ก็ เป็น พยาน ว่า ข้าพเจ้า พูด ว่า ข้าพเจ้า ไม่ ได้ เป็น พระ คริสต์ แต่ ข้าพเจ้า ได้ รับ พระ บัญชา ให้ นำ เสด็จ พระองค์ {3:29} ท่าน ที่ มี เจ้าสาว นั่นแหละ คือ เจ้าบ่าว เพื่อน เจ้าบ่าว ที่ ยืน ฟัง เจ้าบ่าว ก็ ชื่นชม ยินดี อย่าง ยิ่ง เมื่อ ได้ยิน เสียง ของ เจ้าบ่าว เพราะ ฉะนั้น ความ ปีติ ยินดี ของ ข้าพเจ้า จึง เต็ม เปี่ยม {3:30} พระองค์ ต้อง ยิ่งใหญ่ ขึ้น แต่ ข้าพเจ้า ต้อง ด้อย ลง” {i3:31} ผู้ ที่ เสด็จ มา จาก สวรรค์ {3:31} พระองค์ ผู้ เสด็จ มา จาก เบื้องบน ทรง เป็น ใหญ่ เหนือ ทุก สิ่ง ผู้ ที่ มา จาก โลก ก็ อยู่ ฝ่าย โลก และ พูด ตาม อย่าง โลก พระองค์ ผู้ เสด็จ มา จาก สวรรค์ ทรง เป็น ใหญ่ เหนือ ทุก สิ่ง {3:32} พระองค์ ทรง เป็น พยาน ถึง สิ่ง ที่ พระองค์ ทอด พระ เนตร เห็น และ ทรง ได้ยิน แต่ ไม่ มี ใคร รับ คำ พยาน ของ พระองค์ {3:33} คน ที่ รับ คำ พยาน ของ พระองค์ ก็ รับรอง ว่า พระเจ้า ทรง สัตย์ จริง {3:34} เพราะ พระองค์ ผู้ ที่ พระเจ้า ทรง ใช้ มา นั้น ทรง กล่าว พระ ดำรัส ของ พระเจ้า เพราะ พระเจ้า ไม่ ได้ ประทาน พระ วิญญาณ อย่าง จำกัด {3:35} พระ บิดา ทรง รัก พระ บุตร และ ทรง มอบ ทุก สิ่ง ไว้ ใน พระ หัตถ์ ของ พระองค์ {3:36} คน ที่ วางใจ ใน พระ บุตร ก็ มี ชีวิต นิรันดร์ คน ที่ ไม่ เชื่อฟัง พระ บุตร ก็ จะ ไม่ ได้ เห็น ชีวิต แต่ พระ พิโรธ ของ พระเจ้า ตก อยู่ กับ เขา {i4:1} พระ เยซู กับ หญิง ชาว สะ มา เรีย {4:1} เมื่อ พระ เยซู ทรง ทราบ ว่า พวก ฟา ริ สี ได้ยิน ข่าว ว่า“ อาจารย์ เยซู มี สาวก และ ให้ บัพ ติ ศ มา มาก กว่า ยอห์น” {4:2} (ความ จริง พระ เยซู ไม่ ได้ ทรง ให้ บัพ ติ ศ มา เอง แต่ สาวก ของ พระองค์ เป็น ผู้ ให้) {4:3} พระองค์ จึง เสด็จ ออก จาก แคว้น ยู เดีย กลับ ไป ที่ แคว้น กา ลิ ลี อีก {4:4} พระองค์ จำเป็น ต้อง เสด็จ ผ่าน แคว้น สะ มา เรีย {4:5} จึง เสด็จ ผ่าน เมือง หนึ่ง ชื่อ สิ คาร์ ใน แคว้น สะ มา เรีย ซึ่ง อยู่ ใกล้ ที่ดิน ที่ ยา โค บ ให้ กับ โย เซฟ บุตร ของ ตน {4:6} บ่อ น้ำ ของ ยา โค บ ก็ อยู่ ที่ นั่น พระ เยซู ทรง เดินทาง มา เหน็ดเหนื่อย จึง ประทับ ลง ที่ ข้าง บ่อ นั้น เวลา นั้น ประมาณ เที่ยง {4:7} มี หญิง ชาว สะ มา เรีย คน หนึ่ง มา ตัก น้ำ พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ ขอ น้ำ ให้ เรา ดื่ม บ้าง” {4:8} ขณะ นั้น สาวก ของ พระองค์ เข้า ไป ซื้อ อาหาร ใน เมือง {4:9} หญิง ชาว สะ มา เรีย ทูล พระองค์ ว่า“ ทำไม ท่าน ซึ่ง เป็น คน ยิว จึง มา ขอ น้ำ ดื่ม จาก ดิฉัน ซึ่ง เป็น หญิง ชาว สะ มา เรีย?” (เพราะ พวก ยิว ไม่ คบหา พวก สะ มา เรียเลย) {4:10} พระ เยซู ตรัส ตอบ นาง ว่า“ ถ้า เธอ รู้จัก ของ ที่ พระเจ้า ประทาน และ รู้จัก ผู้ ที่ พูด กับ เธอ ว่า‘ ขอ น้ำ ให้ เรา ดื่ม บ้าง’ ก็ คง จะ ขอ จาก ท่าน ผู้ นั้น และ ผู้ นั้น ก็ คง จะ ให้ น้ำ ดำรง ชีวิต แก่ เธอ” {4:11} นาง ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน เจ้า คะ ท่าน ไม่ มี ถัง ตัก และ บ่อ นี้ ก็ ลึก ท่าน จะ เอา น้ำ ดำรง ชีวิต นั้น มา จาก ไหน? {4:12} ท่าน ใหญ่ กว่า ยา โค บ บรรพบุรุษ ของ เรา ผู้ ให้ บ่อ น้ำ นี้ แก่ เรา หรือ? ยา โค บ เอง ก็ ดื่ม จาก บ่อ นี้ รวม ทั้ง บุตร ทั้งหลาย และ สัตว์ เลี้ยง ของ ท่าน ด้วย” {4:13} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ทุก คน ที่ ดื่ม น้ำ นี้ จะ กระหาย อีก {4:14} แต่ คน ที่ ดื่ม น้ำ ที่ เรา จะ ให้ กับ เขา นั้น จะ ไม่ มี วัน กระหาย อีก เลย น้ำ ที่ เรา จะ ให้ เขา นั้น จะ กลาย เป็น บ่อ น้ำพุ ใน ตัว เขา พลุ่ง ขึ้น ถึง ชีวิต นิรันดร์” {4:15} นาง ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน เจ้า คะ ขอ น้ำ นั้น ให้ ดิฉัน เถิด เพื่อ ดิฉัน จะ ได้ ไม่ กระหาย อีก และ จะ ได้ ไม่ ต้อง มา ตัก ที่ นี่” {4:16} พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ ไป เรียก สามี ของ เธอ มา ที่ นี่” {4:17} นาง ทูล พระองค์ ว่า“ ดิฉัน ไม่ มี สามี ค่ะ” พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ เธอ พูด ถูก ที่ ว่า ไม่ มี สามี {4:18} เพราะ เธอ มี สามี ถึง ห้า คน แล้ว และ คน ที่ มี อยู่ เดี๋ยวนี้ ก็ ไม่ ใช่ สามี ของ เธอ เรื่อง นี้ เธอ พูด จริง” {4:19} นาง ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน เจ้า คะ ดิฉัน เห็น จริงๆ แล้ว ว่า ท่าน เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ {4:20} บรรพบุรุษ ของ เรา นมัสการ ที่ ภูเขา นี้ แต่ พวก ท่าน บอก ว่า สถานที่ นมัสการ นั้น ต้อง อยู่ ที่ เยรูซาเล็ม” {4:21} พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ หญิง เอ๋ย เชื่อ เรา เถิด คง มี สัก วัน หนึ่ง ที่ พวก เธอ จะ ไม่ ได้ นมัสการ พระ บิดา ทั้ง ที่ ภูเขา นี้ หรือ ที่ เยรูซาเล็ม {4:22} สิ่ง ที่ พวก เธอ นมัสการ นั้น เธอ ไม่ รู้จัก สิ่ง ที่ พวก เรา นมัสการ นั้น พวก เรา รู้จัก เพราะ ความ รอด มา จาก พวก ยิว {4:23} แต่ วาระ นั้น ใกล้ เข้า มา แล้ว และ บัดนี้ ก็ ถึง แล้ว คือ เมื่อ คน ที่ นมัสการ อย่าง แท้ จริง จะ นมัสการ พระ บิดา ด้วย จิต วิญญาณ และ ความ จริง เพราะ ว่า พระ บิดา ทรง แสวง หา คน เช่น นั้น มา นมัสการ พระองค์ {4:24} พระเจ้า เป็น พระ วิญญาณ และ คน ที่ นมัสการ พระองค์ จะ ต้อง นมัสการ ด้วย จิต วิญญาณ และ ความ จริง” {4:25} นาง ทูล พระองค์ ว่า“ ดิฉัน ทราบ ว่า พระ เม สสิยาห์ (ที่ เรียก ว่า พระ คริสต์) จะ เสด็จ มา เมื่อ พระองค์ เสด็จ มา พระองค์ จะ ทรง ชี้แจง ทุก สิ่ง แก่ เรา” {4:26} พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ เรา ผู้ ที่ พูด กับ เธอ เป็น ผู้ นั้น” {4:27} เมื่อ พวก สาวก ของ พระองค์ กลับ มา พวก เขา ก็ ประหลาด ใจ ที่ พระองค์ ทรง สนทนา กับ ผู้หญิง แต่ ไม่ มี ใคร ถาม ว่า“ พระองค์ ทรง ต้องการ อะไร?” หรือ“ ทำไม พระองค์ ถึง สนทนา กับ นาง?” {4:28} ส่วน หญิง คน นั้น ก็ ทิ้ง หม้อน้ำ ไว้ และ เข้า ไป ใน เมือง บอก พวก ชาว บ้าน ว่า {4:29} “ มา นี่ มา ดู ท่าน ผู้ หนึ่ง ที่ เล่า ถึง สิ่ง สารพัด ที่ ฉัน เคย ทำ ท่าน ผู้ นี้ จะ เป็น พระ คริสต์ ได้ ไหม?” {4:30} คน ทั้งหลาย จึง พา กัน ออก จาก เมือง ไป หา พระองค์ {4:31} ใน ระหว่าง นั้น พวก สาวก ทูล เชิญ พระองค์ ว่า“ พระ อาจารย์ เชิญ รับประทาน เถิด” {4:32} แต่ พระองค์ ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ เรา มี อาหาร รับประทาน ที่ พวก ท่าน ไม่ รู้” {4:33} พวก สาวก จึง ถาม กัน ว่า“ มี ใคร เอา อาหาร มา ให้ พระองค์ แล้ว หรือ?” {4:34} พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ อาหาร ของ เรา คือ การ ทำ ตาม พระ ประสงค์ ของ ผู้ ที่ ทรง ใช้ เรา มา และ ทำให้ งาน ของ พระองค์ สำเร็จ {4:35} พวก ท่าน บอก ว่า อีก สี่ เดือน จะ ถึง ฤดู เกี่ยว ข้าว แล้ว ไม่ ใช่ หรือ? ส่วน เรา บอก พวก ท่าน ว่า เงย หน้า ขึ้น ดู นา เถิด ทุ่ง นา เหลือง อร่าม และ ถึง เวลา เกี่ยว แล้ว {4:36} คน เกี่ยว กำลัง ได้ รับ ค่า จ้าง และ กำลัง รวบรวม พืช ผล ไว้ สำหรับ ชีวิต นิรันดร์ เพื่อ ทั้งคน หว่าน และ คน เกี่ยว จะ ได้ ชื่นชม ยินดี ด้วย กัน {4:37} คำ ที่ เขา พูด กัน ก็ เป็น ความ จริง ใน เรื่อง นี้ คือ‘ คน หนึ่ง หว่าน และ อีก คน หนึ่ง เกี่ยว’ {4:38} เรา ใช้ พวก ท่าน ไป เกี่ยว สิ่ง ที่ ท่าน ไม่ ได้ ตรากตรำ แต่ คน อื่น ตรากตรำ และ พวก ท่าน เข้า ร่วม ใน การ ตรากตรำ ของ เขา” {4:39} ชาว สะ มา เรีย จำนวน มาก ที่ มา จาก เมือง นั้น ก็ วางใจ ใน พระองค์ เพราะ คำ พยาน ของ หญิง คน นั้น ที่ ว่า“ ท่าน เล่า ถึง สิ่ง สารพัด ที่ ฉัน เคย ทำ” {4:40} ดังนั้น เมื่อ ชาว สะ มา เรีย มา ถึง พวก เขา จึง ทูล เชิญ พระองค์ ให้ ประทับ กับ เขา และ พระองค์ ก็ ประทับ อยู่ ที่ นั่น สอง วัน {4:41} และ จำนวน คน ที่ วางใจ ใน พระองค์ ก็ เพิ่ม ขึ้น เพราะ พระ ดำรัส ของ พระองค์ {4:42} พวก เขา พูด กับ หญิง คน นั้น ว่า“ ตั้งแต่ นี้ เป็นต้น ไป ที่ เรา เชื่อ นั้น ไม่ ใช่ เพราะ คำ พูด ของ เจ้า แต่ เพราะ เรา ได้ยิน เอง และ เรา รู้ ว่า ท่าน ผู้ นี้ เป็น พระ ผู้ ช่วย โลก ให้ รอด ที่ แท้ จริง” {i4:43} การ ทรง รักษา บุตร ชาย ของ ข้าราชการ {4:43} เมื่อ ผ่าน ไป สอง วันพระ เยซู ก็ เสด็จ ออก จาก ที่ นั่น ไป ที่ แคว้น กา ลิ ลี {4:44} (พระองค์ ทรง เป็น พยาน ว่า ผู้ เผย พระ วจนะ จะ ไม่ ได้ รับ เกียรติ ใน บ้าน เกิด ของ ตน) {4:45} ดังนั้น เมื่อ พระองค์ เสด็จ ไป ถึง แคว้น กา ลิ ลี ชาว กา ลิ ลี ก็ ต้อนรับ พระองค์ เพราะ พวก เขา เห็น ทุก สิ่ง ที่ พระองค์ ทรง ทำ ใน เทศกาล ที่ กรุง เยรูซาเล็ม เพราะ พวก เขา ก็ ไป ใน เทศกาล นั้น ด้วย {4:46} ดังนั้น พระองค์ จึง เสด็จ ไป ที่ หมู่บ้าน คา นา ใน แคว้น กา ลิ ลี อีก ซึ่ง เป็น ที่ ที่ พระองค์ ทรง ทำให้ น้ำ กลาย เป็น เหล้า องุ่น และ ที่ เมือง คา เป อร นา อุ ม มี ข้าราชการ คน หนึ่ง ที่ มี บุตร ป่วย หนัก {4:47} เมื่อ ท่าน ทราบ ข่าว ว่า พระ เยซู เสด็จ ออก จาก แคว้น ยู เดีย ไป แคว้น กา ลิ ลี แล้ว ท่าน จึง ไป อ้อนวอน พระองค์ ขอ ให้ เสด็จ ไป รักษา บุตร ของ ตน เพราะ ว่า เขา ใกล้ จะ ตาย แล้ว {4:48} พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ ถ้า พวก ท่าน ไม่ เห็น หมาย สำคัญ และ การ อัศจรรย์ ท่าน ก็ จะ ไม่ เชื่อ” {4:49} ข้าราชการ คน นั้น ทูล พระองค์ ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ขอ เสด็จ ไป ก่อน ที่ ลูก น้อย ของ ข้าพเจ้า จะ ตาย” {4:50} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ กลับ ไป เถิด ลูก ของ ท่าน จะ ไม่ ตาย” ชาย คน นั้น เชื่อ พระ ดำรัส ที่ พระ เยซู ตรัส กับ เขา จึง กลับ ไป {4:51} ขณะ ที่ กลับ ไป นั้น พวก ทาส ของ เขา มา พบ และ เรียน ว่า“ ลูก ของ ท่าน หาย แล้ว” {4:52} เขา จึง ถาม ถึง เวลา ที่ บุตร มี อาการ ดี ขึ้น นั้น และ พวก ทาส ก็ เรียน ว่า“ ไข้ หาย เมื่อ วาน นี้ เวลา บ่าย โมง” {4:53} บิดา จึง รู้ ว่า เป็น เวลา ที่ พระ เยซู ตรัส กับ ตน ว่า“ ลูก ของ ท่าน จะ ไม่ ตาย” เขา เอง ก็ เชื่อ พร้อม ทั้ง ครอบครัว ด้วย {4:54} นี่ เป็น หมาย สำคัญ ครั้ง ที่ สอง ที่ พระ เยซู ทรง ทำ เมื่อ พระองค์ เสด็จ ออก จาก แคว้น ยู เดีย ไป แคว้น กา ลิ ลี {i5:1} การ ทรง รักษา โรค ที่ สระ น้ำ {5:1} หลัง จาก นั้น ก็ ถึง เทศกาล ของ พวก ยิว และ พระ เยซู ก็ เสด็จ ขึ้น ไป ที่ กรุง เยรูซาเล็ม {5:2} ที่ ริม ประตู แกะ ใน กรุง เยรูซาเล็ม มี สระ น้ำ ภาษา ฮีบรู เรียก สระ นั้น ว่า เบธซาธา ที่ นั่น มี ศาลา ห้า หลัง {5:3} ใน ศาลา เหล่า นั้น มี คน ป่วย จำนวน มาก มี ทั้งคน ตาบ อด คน ง่อย และ คน เป็น อัมพาต นอน อยู่ {5:4} ด้วย มี ทูต สวรรค์ องค์ หนึ่ง ลง มาก วน น้ำ ใน สระ นั้น เป็น ครั้ง คราว เมื่อ น้ำ กระเพื่อม นั้น ผู้ ใด ก้าว ลง ไป ใน น้ำ ก่อน ก็ จะ หาย จาก โรค ที่ เขา เป็นอยู่ นั้น {5:5} ที่ นั่น มี ชาย คน หนึ่ง ป่วย มา สาม สิบ แปด ปี แล้ว {5:6} เมื่อ พระ เยซู ทอด พระ เนตร เห็น คน นั้น นอน อยู่ และ ทรง ทราบ ว่า เขา ป่วย อยู่ อย่าง นั้น นาน แล้ว พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ ท่าน อยาก จะ หาย เป็น ปกติ หรือ เปล่า?” {5:7} คน ป่วย คน นั้น ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ ท่าน เจ้าข้า เมื่อ น้ำ กำลัง กระเพื่อม นั้น ไม่ มี ใคร เอา ตัว ข้าพเจ้า ลง ไป ใน สระ แล้ว พอ จะ ลง ไป เอง คน อื่น ก็ ลง ไป ก่อน แล้ว” {5:8} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ลุก ขึ้น เถิด จง ยก แคร่ ของ ท่าน เดิน ไป” {5:9} ทันใด นั้น เขา ก็ หาย เป็น ปกติ และ ยก แคร่ ของ เขา เดิน ไป แต่ วัน นั้น เป็น วัน สะ บา โต {5:10} พวก ยิว จึง พูด กับ ชาย ที่ พระองค์ ทรง รักษา นั้น ว่า“ วัน นี้ เป็น วัน สะ บา โต การ ที่ เจ้า แบก แคร่ ไป นั้น ผิด บัญญัติ” {5:11} คน นั้น จึง ตอบ พวก เขา ว่า“ คน ที่ รักษา ข้าพเจ้า ให้ หาย สั่ง ว่า‘ จง ยก แคร่ ของ ท่าน และ เดิน ไป’” {5:12} พวก ยิว ถาม เขา ว่า“ คน ที่ สั่ง เจ้า ว่า‘ จง ยก แคร่ และ เดิน ไป’ นั้น เป็น ใคร?” {5:13} คน ที่ ได้ รับ การ รักษา นั้น ก็ ไม่ รู้ ว่า เป็น ใคร เพราะ พระ เยซู ทรง หาย ไป ท่ามกลาง ฝูง ชน ที่ อยู่ ที่ นั่น {5:14} ภายหลัง พระ เยซู ทรง พบ คน นั้น ใน บริเวณ พระ วิหาร จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ นี่แน่ะ ท่าน หาย โรค แล้ว อย่า ทำบาป อีก เพื่อ จะ ไม่ มี เหตุ เลว ร้าย กว่า นั้น เกิด กับ ท่าน” {5:15} ชาย คน นั้น ก็ ออก ไป บอก พวก ยิว ว่า คน ที่ ทำให้ เขา หาย นั้น คือ พระ เยซู {5:16} เพราะ เหตุ นี้ พวก ยิว จึง เริ่มต้น ข่มเหง พระ เยซู เพราะ พระองค์ ทรง ทำ สิ่ง เหล่า นี้ ใน วัน สะ บา โต {5:17} แต่ พระ เยซู ตรัส ตอบ พวก เขา ว่า“ พระ บิดา ของ เรา ยัง ทรง ทำงาน อยู่ เรื่อยๆ และ เรา ก็ ทำ ด้วย” {5:18} เพราะ เหตุ นี้ พวก ยิว ยิ่ง หา โอกาส ที่ จะ ฆ่า พระองค์ ไม่ ใช่ เพราะ พระองค์ ฝ่าฝืน กฎ วัน สะ บา โต เท่านั้น แต่ ยัง เรียก พระเจ้า เป็น บิดา ด้วย ซึ่ง เป็น การ ทำ ตัว เสมอ พระเจ้า {i5:19} สิทธิ อำนาจ ของ พระ บุตร {5:19} พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน ว่า พระ บุตร จะ ทำ สิ่ง ใด ตามใจ ไม่ ได้ นอกจาก ที่ ได้ เห็น พระ บิดา ทำ เพราะ สิ่ง ใด ที่ พระ บิดา ทำ สิ่ง นั้น พระ บุตร จะ ทำ เหมือน กัน {5:20} เพราะ ว่า พระ บิดา ทรง รัก พระ บุตร และ ทรง แสดง ให้ พระ บุตร เห็น ทุก สิ่ง ที่ พระองค์ ทรง ทำ และ พระองค์ จะ ทรง แสดง ให้ พระ บุตร เห็น การ ที่ ยิ่งใหญ่ กว่า นั้น อีก ที่ พวก ท่าน จะ ประหลาด ใจ {5:21} เพราะ พระ บิดา ทรง ทำให้ คน ที่ ตาย แล้ว เป็น ขึ้น มา และ ประทาน ชีวิต ให้ อย่างไร พระ บุตร ก็ จะ ให้ ชีวิต แก่ คน ที่ ท่าน ปรารถนา จะ ให้ อย่าง นั้น {5:22} เพราะ ว่า พระ บิดา ไม่ ทรง พิพากษา ใคร แต่ ทรง มอบ การ พิพากษา ทั้งสิ้น ไว้ กับ พระ บุตร {5:23} เพื่อ ทุก คน จะ ได้ ถวาย พระ เกียรติ แด่ พระ บุตร เหมือน ที่ พวก เขา ถวาย เกียรติ แด่ พระ บิดา คน ไหน ไม่ ถวาย พระ เกียรติ แด่ พระ บุตร คน นั้น ก็ ไม่ ถวาย พระ เกียรติ แด่ พระ บิดา ผู้ ทรง ใช้ พระ บุตร มา {5:24} เรา บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน ว่า ถ้า ใคร ฟัง คำ ของ เรา และ วางใจ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา คน นั้น ก็ มี ชีวิต นิรันดร์ และ ไม่ ถูก พิพากษา แต่ ผ่าน พ้น ความ ตาย ไป สู่ ชีวิต แล้ว {5:25} “ เรา บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน ว่า เวลา กำหนด นั้น ใกล้ จะ ถึง แล้ว และ บัดนี้ ก็ ถึง แล้ว คือ เมื่อ คน ตาย จะ ได้ยิน เสียง พระ บุตร ของ พระเจ้า และ บรรดา คน ที่ ได้ยิน จะ มี ชีวิต {5:26} เพราะ ว่า พระ บิดา ทรง มี ชีวิต ใน พระองค์ เอง อย่างไร พระองค์ ก็ ทรง ให้ พระ บุตร มี ชีวิต ใน พระองค์ เอง อย่าง นั้น {5:27} และ ทรง ให้ พระ บุตร มี สิทธิ อำนาจ ที่ จะ ทำ การ พิพากษา เพราะ พระองค์ ทรง เป็น บุตร มนุษย์ {5:28} อย่า ประหลาด ใจ ใน ข้อ นี้ เลย เพราะ ใกล้ จะ ถึง เวลา ที่ ทุก คน ที่ อยู่ ใน อุโมงค์ ฝัง ศพ จะ ได้ยิน เสียง ของ พระ บุตร {5:29} และ จะ ก้าว ออก มา คน ที่ ประพฤติ ดี ก็ เป็น ขึ้น มา สู่ ชีวิต คน ที่ ประพฤติ ชั่ว ก็ เป็น ขึ้น มา สู่ การ พิพากษา {i5:30} บรรดา พยาน ของ พระ เยซู {5:30} “ เรา จะ ทำ สิ่ง ใด ตามใจ ไม่ ได้ เรา ได้ยิน อย่างไร เรา ก็ พิพากษา อย่าง นั้น และ การ พิพากษา ของ เรา ก็ ยุติธรรม เพราะ เรา ไม่ ได้ มุ่ง ที่ จะ ทำ ตามใจ ของ เรา เอง แต่ ตาม พระ ประสงค์ ของ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {5:31} ถ้า เรา เป็น พยาน ให้ แก่ ตัว เรา เอง คำ พยาน ของ เรา ก็ ไม่ จริง {5:32} มี อีก ผู้ หนึ่ง ที่ เป็น พยาน ให้ แก่ เรา และ เรา รู้ ว่า คำ พยาน ที่ พระองค์ ทรง ให้ แก่ เรา นั้น เป็น ความ จริง {5:33} พวก ท่าน ใช้ คน ไป หา ยอห์นและยอห์น ก็ เป็น พยาน ถึง ความ จริง {5:34} เรา ไม่ ต้อง รับ คำ พยาน จาก มนุษย์ การ ที่ เรา กล่าว สิ่ง เหล่า นี้ ก็ เพื่อ ให้ พวก ท่าน รอด {5:35} ยอห์น เป็น โคม ที่ จุด สว่าง ไสว และ พวก ท่าน ก็ พร้อม จะ ชื่นชม ยินดี ใน ความ สว่าง ของ ยอห์น ชั่ว ขณะ หนึ่ง {5:36} แต่ คำ พยาน ที่ เรา มี นั้น ยิ่งใหญ่ กว่า คำ พยาน ของ ยอห์น เพราะ ว่า งาน ที่ พระ บิดา ทรง มอบ ให้ เรา ทำ จน สำเร็จ และ เป็น งาน ที่ เรา กำลัง ทำ อยู่ นั้น เป็น พยาน ให้ กับ เรา ว่า พระ บิดา ทรง ใช้ เรา มา {5:37} และ พระ บิดา ผู้ ทรง ใช้ เรา มา ก็ ทรง เป็น พยาน ให้ กับ เรา พวก ท่าน ไม่ เคย ได้ยิน เสียง ของ พระองค์ และ ไม่ เคย เห็น รูปร่าง ของ พระองค์ {5:38} และ ท่าน ไม่ มี พระ ดำรัส ของ พระองค์ อยู่ ใน ตัว ท่าน เพราะ ว่า พวก ท่าน ไม่ ได้ วางใจ ผู้ ที่ พระ บิดา ทรง ใช้ มา นั้น {5:39} พวก ท่าน ค้น ดู ใน พระ คัมภีร์ เพราะ ท่าน คิด ว่า ใน นั้น มี ชีวิต นิรันดร์ และ พระ คัมภีร์ นั้น เอง เป็น พยาน ให้ กับ เรา {5:40} แต่ พวก ท่าน ก็ ยัง ไม่ ยอม มา หา เรา เพื่อ จะ ได้ ชีวิต {5:41} เรา ไม่ ยอมรับ เกียรติ จาก มนุษย์ {5:42} แต่ เรา รู้ ว่า พวก ท่าน ไม่ มี ความ รัก ของ พระเจ้า ใน ตัว ท่าน {5:43} เรา มา ใน พระ นาม พระ บิดา ของ เรา และ พวก ท่าน ไม่ ยอมรับ เรา ถ้า คน อื่น มา ใน นาม ของ เขา เอง พวก ท่าน ก็ จะ รับ คน นั้น {5:44} พวก ท่าน จะ เชื่อ ได้ อย่างไร ใน เมื่อ ท่าน รับ เกียรติ จาก กัน และ กันเอง และ ไม่ ได้ แสวง หา เกียรติ ที่ มา จาก พระองค์ ผู้ ทรง เป็น พระเจ้า แต่ องค์ เดียว? {5:45} อย่า คิด ว่า เรา จะ ฟ้อง พวก ท่าน ต่อ พระ บิดา มี คน ฟ้อง ท่าน แล้ว คือ โมเสส ผู้ ที่ พวก ท่าน ตั้ง ความ หวัง {5:46} ถ้า ท่าน ทั้งหลาย เชื่อ โมเสส ท่าน ก็ น่า จะ เชื่อ เรา เพราะ โมเสส เขียน ถึง เรา {5:47} แต่ ถ้า พวก ท่าน ไม่ เชื่อ เรื่อง ที่ โมเสส เขียน แล้ว ท่าน จะ เชื่อ ถ้อยคำ ของ เรา ได้ อย่างไร?” {i6:1} การ ทรง เลี้ยง คน ห้า พัน คน (มธ.14:13-21; มก.6:30-44; ลก.9:10-17) {6:1} หลัง จาก นั้น พระ เยซู เสด็จ ข้าม ทะเลสาบ กา ลิ ลี หรือ ที่ เรียก ว่า ทะเล ทิเบเรียส {6:2} มหาชน ก็ ตาม พระองค์ ไป เพราะ พวก เขา เห็น หมาย สำคัญ ต่างๆ ที่ พระองค์ ทรง ทำ ต่อ บรรดา คน ป่วย {6:3} พระ เยซู เสด็จ ขึ้น ไป บน ภูเขา และ ประทับ อยู่ กับ พวก สาวก ของ พระองค์ {6:4} ขณะ นั้น ใกล้ จะ ถึง ปัส กา ซึ่ง เป็น เทศกาล ของ พวก ยิว {6:5} พระ เยซู เงย พระ พักตร์ ขึ้น และ ทอด พระ เนตร เห็น มหาชน พา กัน มา หา พระองค์ พระองค์ จึง ตรัส กับ ฟีลิปว่า“ พวก เรา จะ ซื้อ อาหาร ให้ คน เหล่า นี้ กิน ได้ ที่ไหน?” {6:6} พระองค์ ตรัส อย่าง นั้น เพื่อ จะ ทดสอบ ฟีลิป เพราะ พระองค์ ทรง ทราบ อยู่ แล้ว ว่า พระองค์ จะ ทรง ทำ อย่างไร {6:7} ฟีลิป ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ สอง ร้อย เด นา ริ อัน ก็ ยัง ไม่ พอ ซื้อ อาหาร ให้ พวก เขา กิน กัน คน ละ เล็ก ละ น้อย” {6:8} สาวก คน หนึ่ง ของ พระองค์ คือ อัน ดรูว์ น้อง ชาย ของ ซี โม นเปโตร ทูล พระองค์ ว่า {6:9} “ ที่ นี่ มี เด็ก ชาย คน หนึ่ง มี ขนม ปัง บาร์เลย์ ห้า ก้อน กับ ปลา สอง ตัว แต่ เท่านั้น จะ พอ อะไร กับ คน มาก อย่าง นี้?” {6:10} พระ เยซู ตรัส ว่า“ ให้ ทุก คน นั่ง ลง เถิด” (ที่ นั่น มี หญ้า มาก) คน เหล่า นั้น จึง นั่ง ลง นับ แต่ ผู้ชาย ได้ ประมาณ ห้า พัน คน {6:11} แล้ว พระ เยซู ก็ ทรง หยิบ ขนม ปัง เมื่อ ขอบพระคุณ แล้ว ก็ ทรง แจกจ่าย ให้ บรรดา คน ที่นั่ง อยู่ นั้น และ ให้ ปลา ด้วย ตาม ที่ เขา ต้องการ {6:12} เมื่อ พวก เขา กิน อิ่ม แล้ว พระ เยซู ตรัส กับ พวก สาวก ของ พระองค์ ว่า“ จง เก็บ เศษ อาหาร ที่ เหลือ ไว้ อย่า ให้ มี สิ่ง ใด ตกหล่น” {6:13} พวก เขา จึง เก็บ เศษ ขนม ปัง บาร์เลย์ ห้า ก้อน ที่ เหลือ หลัง จาก ทุก คน กิน แล้ว ใส่ กระบุง ได้ สิบ สอง กระบุง เต็ม {6:14} เมื่อ คน ทั้งหลาย เห็น หมาย สำคัญ ที่ พระองค์ ทรง ทำ พวก เขา จึง พูด กัน ว่า“ แท้ จริง ท่าน ผู้ นี้ เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ คน นั้น ที่ จะ มา ใน โลก” {6:15} เมื่อ พระ เยซู ทรง ทราบ ว่า พวก เขา จะ มา จับ พระองค์ ไป ตั้ง ให้ เป็น กษัตริย์ พระองค์ ก็ เสด็จ ขึ้น ไป บน ภูเขา อีก ตาม ลำพัง {i6:16} พระ เยซู ทรง ดำเนิน บน น้ำ (มธ.14:22-27; มก.6:45-52) {6:16} พอ ค่ำ ลง พวก สาวก ของ พระองค์ ก็ ไป ที่ ทะเลสาบ {6:17} แล้ว ลง เรือ ข้าม ฟาก ไป ยัง คา เป อร นา อุ ม ขณะ นั้น มืด แล้ว และ พระ เยซู ก็ ยัง ไม่ เสด็จ ไป หา พวก เขา {6:18} ทะเล ก็ กำเริบ ขึ้น เพราะ ลม พัด แรง {6:19} เมื่อ พวก เขา ตี กรรเชียง ไป ได้ ประมาณ ห้า หก กิโลเมตร ก็ เห็น พระ เยซู ทรง ดำเนิน มา บน ทะเล กำลัง เข้า มา ใกล้ เรือ พวก เขา ต่าง ตกใจ กลัว {6:20} แต่ พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า“ นี่ เรา เอง อย่า กลัว เลย” {6:21} พวก เขา จึง เต็ม ใจ รับ พระองค์ ขึ้น เรือ ทันใด นั้น เรือ ก็ ถึง ฝั่ง ที่ เขา จะ ไป นั้น {i6:22} พระ เยซู คือ อาหาร แห่ง ชีวิต {6:22} วัน รุ่งขึ้น ฝูง ชน ที่ เหลือ อยู่ ฝั่ง ข้าง โน้น เห็น ว่า ก่อน นั้น มี เรือ อยู่ ที่ นั่น เพียง ลำ เดียว และ เห็น ว่า พระ เยซู ไม่ ได้ เสด็จ ลง เรือ ลำ นั้น ไป กับ พวก สาวก พวก สาวก ของ พระองค์ ไป กัน ตาม ลำพัง เท่านั้น {6:23} เวลา นั้น มี เรือ ลำ อื่นๆ จาก ทิเบเรียส ผ่าน มา ใกล้ ตำบล ที่ พวก เขา กิน ขนม ปัง หลัง จาก องค์ พระผู้เป็นเจ้า ขอบพระคุณ แล้ว {6:24} ดังนั้น เมื่อ ฝูง ชน เห็น ว่า พระ เยซู และ พวก สาวก ไม่ ได้ อยู่ ที่ นั่น พวก เขา จึง ลง เรือ ไป ตาม หา พระ เยซู ที่ เมือง คา เป อร นา อุ ม {6:25} เมื่อ พวก เขา พบ พระองค์ ที่ ฝั่ง ทะเลสาบ ข้าง โน้น แล้ว เขา ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน อาจารย์ ท่าน มา ที่ นี่ เมื่อไหร่?” {6:26} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน ว่า ท่าน ตาม หา เรา ไม่ ใช่ เพราะ เห็น หมาย สำคัญ แต่ เพราะ ได้ กิน ขนม ปัง อิ่ม {6:27} อย่า ทำงาน เพื่อ แสวง หา อาหาร ที่ เสื่อมสูญ ได้ แต่ จง แสวง หา อาหาร ที่ คงทน อยู่ จน ถึง ชีวิต นิรันดร์ ซึ่ง บุตร มนุษย์ จะ มอบ ให้ กับ พวก ท่าน เพราะ พระเจ้า คือ พระ บิดา ทรง รับรอง ท่าน ผู้ นี้ แล้ว” {6:28} พวก เขา จึง ทูล พระองค์ ว่า“ เรา จะ ต้อง ทำ อะไร บ้าง ถึง จะ ทำงาน ของ พระเจ้า ได้?” {6:29} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ งาน ของ พระเจ้า คือ การ วางใจ ใน ผู้ ที่ พระองค์ ทรง ใช้ มา” {6:30} พวก เขา จึง ทูล พระองค์ ว่า“ ถ้า อย่าง นั้น ท่าน จะ ให้ หมาย สำคัญ อะไร เพื่อ ที่ เรา จะ เห็น และ วางใจ ท่าน? ท่าน จะ ทำ อะไร? {6:31} บรรพบุรุษ ของ เรา ได้ กิน มา นา ใน ถิ่น ทุรกันดาร ตาม ที่ มี คำ เขียน ไว้ ว่า‘ ท่าน ให้ พวก เขา กิน อาหาร จาก สวรรค์’” {6:32} พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน ว่า ไม่ ใช่ โมเสส ที่ ให้ อาหาร จาก สวรรค์ นั้น แก่ ท่าน แต่ พระ บิดา ของ เรา เป็น ผู้ ประทาน อาหาร แท้ ที่ มา จาก สวรรค์ ให้ กับ พวก ท่าน {6:33} เพราะ ว่า อาหาร ของ พระเจ้า นั้น คือ ท่าน ที่ ลง มา จาก สวรรค์ และ ประทาน ชีวิต ให้ กับ โลก” {6:34} พวก เขา จึง ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน เจ้าข้า ขอ โปรด ให้ อาหาร นั้น แก่ เรา ตลอด ไป เถิด” {6:35} พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ เรา เป็น อาหาร แห่ง ชีวิต คน ที่ มา หา เรา จะ ไม่ หิว และ คน ที่ วางใจ ใน เรา จะ ไม่ กระหาย อีก เลย {6:36} แต่ เรา ก็ บอก พวก ท่าน แล้ว ว่า ท่าน เห็น เรา แล้ว แต่ ไม่ วางใจ {6:37} สารพัด ที่ พระ บิดา ประทาน แก่ เรา จะ มา หา เรา และ คน ที่ มา หา เรา เรา จะ ไม่ ขับ ไล่ เลย {6:38} เพราะ ว่า เรา ลง มา จาก สวรรค์ ไม่ ใช่ เพื่อ ทำ ตาม ความ ประสงค์ ของ เรา เอง แต่ เพื่อ ทำ ตาม พระ ประสงค์ ของ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {6:39} และ พระ ประสงค์ ของ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา นั้น ก็ คือ ให้ เรา รักษา ทุก สิ่ง ที่ พระองค์ ทรง มอบ ไว้ กับ เรา ไม่ ให้ หาย ไป สัก สิ่ง เดียว แต่ ทำให้ เป็น ขึ้น มา ใน วัน สุดท้าย {6:40} เพราะ นี่แหละ เป็น พระ ประสงค์ ของ พระ บิดา ของ เรา ที่ จะ ให้ ทุก คน ที่ เห็น พระ บุตร และ วางใจ พระองค์ มี ชีวิต นิรันดร์ และ เรา เอง จะ ให้ คน นั้น เป็น ขึ้น มา ใน วัน สุดท้าย” {6:41} พวก ยิว จึง ซุบซิบ กัน เรื่อง พระองค์ เพราะ พระองค์ ตรัส ว่า“ เรา เป็น อาหาร ซึ่ง ลง มา จาก สวรรค์” {6:42} พวก เขา พูด กัน ว่า“ คน นี้ คือ เยซู ลูก ของ โย เซฟ ไม่ ใช่ หรือ? พ่อ แม่ ของ เขา เรา ก็ รู้จัก แล้ว เดี๋ยวนี้ เขา พูด ได้ อย่างไร ว่า‘ เรา ลง มา จาก สวรรค์’?” {6:43} พระ เยซู ตรัส ตอบ พวก เขา ว่า“ อย่า ซุบซิบ กัน เลย {6:44} ไม่ มี ใคร มา ถึง เรา ได้ นอกจาก พระ บิดา ผู้ ทรง ใช้ เรา มา จะ ทรง ชักนำ ให้ เขา มา และ เรา จะ ให้ คน นั้น เป็น ขึ้น มา ใน วัน สุดท้าย {6:45} มี คำ เขียน ไว้ ใน หนังสือ ผู้ เผย พระ วจนะ ว่า‘ พระเจ้า จะ ทรง สั่งสอน พวก เขา ทุก คน’ ทุก คน ที่ ได้ยิน ได้ ฟัง และ ได้ เรียนรู้ จาก พระ บิดา ก็ มา ถึง เรา {6:46} ไม่ มี ใคร ได้ เห็น พระ บิดา นอกจาก ท่าน ที่ มา จาก พระเจ้า ท่าน นั้น แหละ ได้ เห็น พระ บิดา แล้ว {6:47} เรา บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน ว่า คน ที่ วางใจ ก็ มี ชีวิต นิรันดร์ {6:48} เรา เป็น อาหาร แห่ง ชีวิต {6:49} บรรพบุรุษ ของ พวก ท่าน ได้ กิน มา นา ใน ถิ่น ทุรกันดาร แล้ว ก็ ยัง เสีย ชีวิต {6:50} แต่ นี่ เป็น อาหาร ที่ ลง มา จาก สวรรค์ เพื่อ ให้ คน ที่ ได้ กิน แล้ว ไม่ ตาย {6:51} เรา เป็น อาหาร ดำรง ชีวิต ซึ่ง ลง มา จาก สวรรค์ ถ้า ใคร กิน อาหาร นี้ คน นั้น จะ มี ชีวิต นิรันดร์ และ อาหาร ที่ เรา จะ ให้ เพื่อ ชีวิต ของ โลก นั้น ก็ คือ เลือดเนื้อ ของ เรา” {6:52} แล้ว พวก ยิว ก็ ทุ่มเถียง กัน ว่า“ คน นี้ จะ เอา เนื้อ ของ เขา ให้ เรา กิน ได้ อย่างไร?” {6:53} พระ เยซู จึง ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง กับ ท่าน ว่า ถ้า ท่าน ไม่ ได้ กิน เนื้อ และ ไม่ ได้ ดื่ม โลหิต ของ บุตร มนุษย์ ก็ จะ ไม่ มี ชีวิต ใน ตัว ท่าน {6:54} คน ที่ กิน เนื้อ และ ดื่ม โลหิต ของ เรา จะ มี ชีวิต นิรันดร์ และ เรา จะ ให้ คน นั้น เป็น ขึ้น มา ใน วัน สุดท้าย {6:55} เพราะ ว่า เนื้อ ของ เรา เป็น อาหาร แท้ และ โลหิต ของ เรา ก็ เป็น เครื่อง ดื่ม แท้ {6:56} คน ที่ กิน เนื้อ และ ดื่ม โลหิต ของ เรา คน นั้น ก็ อยู่ ใน เรา และ เรา อยู่ ใน เขา {6:57} พระ บิดา ผู้ ทรง พระ ชนม์ อยู่ ทรง ใช้ เรา มา และ เรา มี ชีวิต เพราะ พระ บิดา อย่างไร คน ที่ กิน เรา ก็ จะ มี ชีวิต เพราะ เรา อย่าง นั้น {6:58} นี่แหละ เป็น อาหาร ที่ ลง มา จาก สวรรค์ ไม่ เหมือน อาหาร ที่ พวก บรรพบุรุษ กิน และ เสีย ชีวิต คน ที่ กิน อาหาร นี้ จะ มี ชีวิต นิรันดร์” {6:59} คำ เหล่า นี้ พระองค์ ตรัส ใน ธรรม ศาลา ขณะ ที่ พระองค์ ทรง สั่งสอน อยู่ ที่ เมือง คา เป อร นา อุ ม {i6:60} ถ้อยคำ แห่ง ชีวิต นิรันดร์ {6:60} เมื่อ พวก สาวก ของ พระองค์ หลาย คน ได้ยิน อย่าง นั้น ก็ พูด ว่า“ คำ สอน เรื่อง นี้ ยาก นัก ใคร จะ รับ ได้?” {6:61} และ เมื่อ พระ เยซู ทรง ทราบ ว่า พวก สาวก ของ พระองค์ ซุบซิบ กัน ถึง เรื่อง นั้น จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ เรื่อง นี้ ทำให้ พวก ท่าน สะดุด หรือ? {6:62} ถ้า ท่าน เห็น บุตร มนุษย์ เสด็จ ขึ้น ไป ยัง ที่ ที่ พระองค์ อยู่ แต่ ก่อน นั้น จะ ว่า อย่างไร? {6:63} พระ วิญญาณ เป็น ผู้ ให้ ชีวิต เนื้อ หนัง นั้น ไม่ มี ประโยชน์ อะไร ถ้อยคำ ที่ เรา กล่าว กับ พวก ท่าน มา จาก พระ วิญญาณ และ เป็น ชีวิต {6:64} แต่ ใน พวก ท่าน มี บาง คน ไม่ เชื่อ” เพราะ พระ เยซู ทรง ทราบ ตั้งแต่ แรก แล้ว ว่า ใคร ไม่ เชื่อ และ ใคร เป็น คน ที่ จะ ทรยศ พระองค์ {6:65} แล้ว พระองค์ ตรัส ว่า“ เพราะ เหตุ นี้ เรา จึง บอก พวก ท่าน ว่า‘ ไม่ มี ใคร มา ถึง เรา ได้ นอกจาก พระ บิดา จะ โปรด คน นั้น’” {6:66} ตั้งแต่ นั้น มา สาวก ของ พระองค์ หลาย คน ถดถอย ไม่ ติดตาม พระองค์ ต่อ ไป อีก {6:67} พระ เยซู ตรัส กับ สิบ สอง คน นั้น ว่า“ พวก ท่าน ก็ จะ จาก เรา ไป ด้วย หรือ?” {6:68} ซี โม นเปโตร ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า พวก ข้า พระองค์ จะ จาก ไป หา ใคร ได้? พระองค์ ทรง มี ถ้อยคำ แห่ง ชีวิต นิรันดร์ {6:69} และ พวก ข้า พระองค์ ก็ เชื่อ และ ทราบ แล้ว ว่า พระองค์ ทรง เป็น องค์ บริสุทธิ์ ของ พระเจ้า” {6:70} พระ เยซู ตรัส ตอบ พวก เขา ว่า“ เรา เลือก พวก ท่าน สิบ สอง คน ไม่ ใช่ หรือ? แต่ คน หนึ่ง ใน พวก ท่าน เป็น มาร ร้าย” {6:71} พระองค์ ทรง หมาย ถึง ยู ดา ส บุตร ของ ซี โม น อิส คา ริ โอ ท คน หนึ่ง ใน สาวก สิบ สอง คน เพราะ ว่า เขา เป็น คน ที่ จะ ทรยศ พระองค์ {i7:1} พวก น้องๆ ของ พระ เยซู ไม่ วางใจ พระองค์ {7:1} หลัง จาก นั้น พระ เยซู เสด็จ ไป ตาม ที่ ต่างๆ ใน แคว้น กา ลิ ลี พระองค์ ไม่ ต้องการ เสด็จ ไป แคว้น ยู เดีย เพราะ พวก ยิว หา โอกาส ฆ่า พระองค์ {7:2} ขณะ นั้น ใกล้ จะ ถึง เทศกาล อยู่ เพิง ของ พวก ยิว แล้ว {7:3} พวก น้องๆ ของ พระองค์ จึง ทูล พระองค์ ว่า“ จง ออก จาก ที่ นี่ ไป แคว้น ยู เดีย เพื่อ ให้ พวก สาวก เห็น กิจการ ที่ กำลัง ทำ อยู่ {7:4} เพราะ ว่า ไม่ มี ใคร แอบ ทำ อะไร เงียบๆ ใน เมื่อ อยาก ให้ ตัวเอง ปรากฏ ถ้า จะ ทำ สิ่ง เหล่า นี้ ก็ จง แสดง ตัว ให้ ปรากฏ ต่อ โลก เถิด” {7:5} แม้ แต่ พวก น้องๆ ของ พระองค์ ก็ ไม่ ได้ วางใจ ใน พระองค์ {7:6} พระ เยซู จึง ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ ยัง ไม่ ถึง เวลา ของ เรา แต่ เวลา ของ พวก น้อง นั้น ได้ ทุกเมื่อ {7:7} โลก เกลียด ชัง พวก น้อง ไม่ ได้ แต่ โลก เกลียด ชัง เรา เพราะ เรา เป็น พยาน ว่า การ งาน ของ โลก นี้ ชั่ว ร้าย {7:8} พวก น้อง จง ขึ้น ไป ที่ งาน เทศกาล เรา จะ ไม่ ขึ้น ไป ที่ งาน เทศกาล นี้ เพราะ ยัง ไม่ ถึง กำหนด เวลา ของ เรา” {7:9} เมื่อ ตรัส อย่าง นั้น แล้ว พระองค์ ก็ ประทับ ใน แคว้น กา ลิ ลี ต่อ ไป {i7:10} พระ เยซู ที่ เทศกาล อยู่ เพิง {7:10} แต่ หลัง จาก พวก น้องๆ ของ พระองค์ ขึ้น ไป ที่ งาน เทศกาล นั้น แล้ว พระองค์ ก็ เสด็จ ตาม ขึ้น ไป ด้วย แต่ ไป อย่าง เงียบๆ ไม่ เปิดเผย {7:11} พวก ยิว มอง หา พระองค์ ใน งาน เทศกาล นั้น และ ถาม ว่า“ คน นั้น อยู่ ที่ไหน?” {7:12} และ ฝูง ชน ก็ ซุบซิบ กัน อย่าง มาก เรื่อง พระองค์ บาง คน พูด ว่า“ เขา เป็น คน ดี” บาง คน ว่า“ ไม่ ใช่ เขา ทำให้ ฝูง ชน หลงผิด ไป” {7:13} แต่ ไม่ มี ใคร กล้า พูด ถึง พระองค์ อย่าง เปิดเผย เพราะ กลัว พวก ยิว {7:14} เมื่อ เวลา ผ่าน ไป ถึง กลาง เทศกาล พระ เยซู เสด็จ ขึ้น ไป ที่ บริเวณ พระ วิหาร และ ทรง สั่งสอน {7:15} พวก ยิว พา กัน ประหลาด ใจ พูด ว่า“ คน นี้ รู้ พระ ธรรม ได้ อย่างไร ใน เมื่อ ไม่ เคย เรียน เลย?” {7:16} พระ เยซู จึง ตรัส ตอบ พวก เขา ว่า“ คำ สอน ของ เรา ไม่ ใช่ ของ เรา เอง แต่ เป็น ของ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {7:17} ถ้า ใคร ตั้งใจ ประพฤติ ตาม พระ ประสงค์ ของ พระองค์ คน นั้น ก็ จะ รู้ ว่า คำ สอน นี้ มา จาก พระเจ้า หรือ ว่า เรา พูด ตามใจ ชอบ เอง {7:18} ใคร ที่ พูด ตามใจ ชอบ เอง ย่อม แสวง หา เกียรติ สำหรับ ตนเอง แต่ คน ที่ แสวง หา เกียรติ ให้ ผู้ ที่ ใช้ ตน มา คน นั้น เป็น คน จริง ไม่ มี อธรรม ใน ตัว เขา เลย {7:19} โมเสส ให้ ธรรม บัญญัติ แก่ พวก ท่าน ไม่ ใช่ หรือ? แต่ ไม่ มี ใคร ใน พวก ท่าน ประพฤติ ตาม ธรรม บัญญัติ นั้น พวก ท่าน หา โอกาส ฆ่า เรา ทำไม?” {7:20} ฝูง ชน ตอบ ว่า“ ท่าน มี ผี สิง อยู่ ใคร กัน ที่ หา โอกาส จะ ฆ่า ท่าน?” {7:21} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ เรา ได้ ทำ สิ่ง เดียว และ ท่าน ทุก คน ประหลาด ใจ {7:22} โมเสส ให้ พวก ท่าน เข้า สุหนัต (สุหนัต ไม่ ได้ มา จาก โมเสส แต่ มา จาก บรรพบุรุษ) และ ท่าน ก็ ยัง ให้ คน เข้า สุหนัต ใน วัน สะ บา โต {7:23} ถ้า ใน วัน สะ บา โต คน ยัง เข้า สุหนัต เพื่อ ไม่ ให้ ละเมิด ธรรม บัญญัติ ของ โมเสส แล้ว พวก ท่าน ยัง จะ โกรธ เรา เพราะ เรา ทำให้ ชาย คน หนึ่ง หาย เป็น ปกติ ใน วัน สะ บา โต หรือ? {7:24} อย่า พิพากษา ตาม ที่ เห็น ภายนอก แต่ จง พิพากษา อย่าง ยุติธรรม เถิด” {i7:25} ท่าน ผู้ นี้ เป็น พระ คริสต์ หรือ? {7:25} แล้ว ชาว กรุง เยรูซาเล็ม บาง คน จึง พูด ว่า“ คน นี้ ไม่ ใช่ หรือ ที่ พวก เขา หา โอกาส จะ ฆ่า? {7:26} เขา ก็ อยู่ นี่ แล้ว ไง กำลัง พูด อยู่ อย่าง เปิดเผย และ พวก เขา ก็ ไม่ ได้ ว่า อะไร พวก ผู้ใหญ่ รู้ แน่ แล้ว หรือ ว่า คน นี้ เป็น พระ คริสต์? {7:27} แต่ เรา รู้ แล้ว ว่า คน นี้ มา จาก ไหน เพราะ เมื่อ พระ คริสต์ เสด็จ มา จะ ไม่ มี ใคร รู้ เลย ว่า พระองค์ มา จาก ไหน” {7:28} แล้ว พระ เยซู ก็ ทรง ประกาศ ขณะ ทรง สั่งสอน อยู่ ที่ บริเวณ พระ วิหาร ว่า“ พวก ท่าน รู้จัก เรา และ รู้ ว่า เรา มา จาก ไหน เรา ไม่ ได้ มา ตาม ลำพัง เรา เอง แต่ พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา นั้น สัตย์ จริง และ พวก ท่าน ไม่ รู้จัก พระองค์ {7:29} เรา รู้จัก พระองค์ เพราะ เรา มา จาก พระองค์ และ พระองค์ ทรง ใช้ เรา มา” {7:30} พวก เขา จึง หา โอกาส จับ พระองค์ แต่ ไม่ มี ใคร ยื่น มือ แตะ ต้อง พระองค์ เพราะ ยัง ไม่ ถึง กำหนด เวลา ของ พระองค์ {7:31} แต่ มี หลาย คน ใน หมู่ ประชาชน นั้น วางใจ ใน พระองค์ และ พูด ว่า“ เวลา ที่ พระ คริสต์ เสด็จ มา พระองค์ จะ ทรง ทำ หมาย สำคัญ มาก ยิ่ง กว่า สิ่ง ที่ ท่าน ผู้ นี้ ได้ ทำ หรือ?” {i7:32} เจ้าหน้าที่ ถูก ส่ง มา จับ พระ เยซู {7:32} เมื่อ พวก ฟา ริ สี ได้ยิน ประชาชน ซุบซิบ กัน เรื่อง พระองค์ อย่าง นั้น พวก หัวหน้า ปุโรหิต และ พวก ฟา ริ สี จึง ใช้ เจ้าหน้าที่ ไป จับ พระองค์ {7:33} พระ เยซู ตรัส ว่า“ เรา จะ อยู่ กับ พวก ท่าน ต่อ ไป อีก ไม่ นาน แล้ว จะ กลับ ไป หา ผู้ ที่ ทรง ใช้ เรา มา {7:34} พวก ท่าน จะ แสวง หา เรา แต่ จะ ไม่ พบ เรา และ ที่ ที่ เรา อยู่ นั้น ท่าน จะ เข้า ไป ไม่ ได้” {7:35} พวก ยิว จึง พูด กัน ว่า“ คน นี้ จะ ไป ไหน ที่ เรา จะ หา เขา ไม่ พบ? เขา ตั้งใจ จะ ไป หา คน ที่ กระจัด กระจาย อยู่ ใน หมู่ พวก กรีก และ สั่งสอน พวก กรีก หรือ? {7:36} เขา หมายความ ว่า อย่างไร ที่ พูด ว่า‘ พวก ท่าน จะ แสวง หา เรา แต่ จะ ไม่ พบ เรา’ และ‘ ที่ ที่ เรา อยู่ นั้น พวก ท่าน จะ เข้า ไป ไม่ ได้’?” {i7:37} แม่น้ำ ที่ มี น้ำ ดำรง ชีวิต {7:37} ใน วัน สุดท้าย ของ งาน เทศกาล ซึ่ง เป็น วัน ยิ่งใหญ่ นั้น พระ เยซู ทรง ยืน ขึ้น และ ทรง ประกาศ ว่า“ ถ้า ใคร กระหาย ให้ คน นั้น มา หา เรา {7:38} และ ให้ คน ที่ วางใจ ใน เรา ดื่ม ตาม ที่ มี คำ เขียน ไว้ แล้ว ว่า‘ แม่น้ำ ที่ มี น้ำ ดำรง ชีวิต จะ ไหล ออก มา จาก ภายใน คน นั้น’” {7:39} สิ่ง ที่ พระ เยซู ตรัส นั้น หมาย ถึง พระ วิญญาณ ซึ่ง คน ที่ วางใจ พระองค์ จะ ได้ รับ เพราะ ว่า พระ วิญญาณ ยัง ไม่ สถิต ด้วย เพราะ พระ เยซู ยัง ไม่ ได้ รับ พระ เกียรติ {i7:40} ความ ขัดแย้ง ใน หมู่ ประชาชน {7:40} เมื่อ ประชาชน ได้ยิน ดังนั้น บาง คน ก็ พูด ว่า“ ท่าน ผู้ นี้ เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ แน่นอน” {7:41} คน อื่นๆ ก็ พูด ว่า“ ท่าน ผู้ นี้ เป็น พระ คริสต์” แต่ บาง คน ว่า“ พระ คริสต์ จะ มา จาก กา ลิ ลี ได้ หรือ? {7:42} พระ คัมภีร์ กล่าว ไว้ ไม่ ใช่ หรือ ว่า พระ คริสต์ จะ มา จาก เชื้อ พระ วงศ์ ของ ดา วิด และ มา จาก หมู่บ้าน เบธเลเฮม ที่ ดา วิด เคย อยู่ นั้น” {7:43} ดังนั้น ฝูง ชน จึง ขัดแย้ง กัน ใน เรื่อง พระองค์ {7:44} บาง คน อยาก จะ จับ พระองค์ แต่ ไม่ มี ใคร ยื่น มือ แตะ ต้อง พระองค์ เลย {i7:45} ความ ไม่ เชื่อ ของ บรรดา ผู้ มี อำนาจ {7:45} พวก เจ้าหน้าที่ กลับ ไป หา พวก หัวหน้า ปุโรหิต และ พวก ฟา ริ สี พวก เขา จึง ถาม เจ้าหน้าที่ ว่า“ ทำไม พวก เจ้า ถึง ไม่ จับ เขา มา?” {7:46} เจ้าหน้าที่ ตอบ ว่า“ ไม่ เคย มี ใคร พูด เหมือน อย่าง คน นั้น เลย” {7:47} พวก ฟา ริ สี ตอบ เขา ว่า“ พวก เจ้า โดน หลอก ด้วย หรือ? {7:48} มี ใคร บ้าง ใน พวก ผู้ใหญ่ หรือ พวก ฟา ริ สี ที่ ศรัทธา ใน ตัว เขา? {7:49} ก็ มี แต่ ฝูง ชน นี้ ที่ ไม่ รู้ ธรรม บัญญัติ พวก เขา ต้อง ถูก สาปแช่ง” {7:50} นิ โค เด มัส คน ที่ มา หา พระองค์ คราว ก่อน และ เป็น คน หนึ่ง ใน พวก เขา นั้น กล่าว แก่ เขา ว่า {7:51} “ กฎหมาย ของ เรา เคย พิพากษา คน โดย ที่ ยัง ไม่ ได้ ฟัง เขา หรือ รู้ ว่า เขา ทำ อะไร ก่อน หรือ?” {7:52} พวก เขา ตอบ นิ โค เด มัสว่า“ ท่าน ก็ มา จาก กา ลิ ลี ด้วย หรือ? ลอง ค้น ดู เถิด แล้ว ท่าน จะ เห็น ว่า ไม่ มี ผู้ เผย พระ วจนะ เกิด ขึ้น จาก กา ลิ ลี” {i7:53} ผู้หญิง ที่ ถูก จับ ฐาน ล่วง ประเวณี {7:53} [แล้ว ต่าง คน ต่าง ก็ กลับ ไป ที่ บ้าน ของ ตน {8:1} แต่ พระ เยซู เสด็จ ไป ที่ ภูเขา มะกอก เทศ {8:2} และ ใน ตอน เช้าตรู่ พระองค์ ทรง ปรากฏ ที่ บริเวณ พระ วิหาร อีก คน ทั้งหลาย ก็ พา กัน มา หา พระองค์ พระองค์ ประทับ และ ทรง เริ่ม สั่งสอน เขา {8:3} พวก ธรรมา จารย์ และ พวก ฟา ริ สี พา ผู้หญิง คน หนึ่ง มา หา หญิง คน นี้ ถูก จับ ฐาน ล่วง ประเวณี และ พวก เขา ให้ นาง ยืน อยู่ ต่อ หน้า ประชาชน {8:4} เขา ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน อาจารย์ หญิง คน นี้ ถูก จับ ขณะ กำลัง ล่วง ประเวณี อยู่ {8:5} ใน ธรรม บัญญัติ นั้น โมเสส สั่ง ให้ เรา เอา หิน ขว้าง คน อย่าง นี้ ให้ ตาย แล้ว ท่าน จะ ว่า อย่างไร?” {8:6} เขา พูด อย่าง นี้ เพื่อ ทดลอง พระองค์ โดย หวัง จะ หา เหตุ ฟ้อง พระองค์ แต่ พระ เยซู น้อม พระ กาย ลง เอา นิ้ว เขียน ที่ดิน {8:7} และ เมื่อ พวก เขา ยัง ทูล ถาม อยู่ เรื่อยๆ พระองค์ ก็ ยืด พระ กาย ขึ้น ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ใคร ใน พวก ท่าน ไม่ มี บาป ให้ เอา หิน ขว้าง นาง ก่อน เป็น คน แรก” {8:8} แล้ว พระองค์ น้อม พระ กาย ลง เอา นิ้ว เขียน ที่ดิน อีก {8:9} แต่ เมื่อ พวก เขา ได้ยิน อย่าง นั้น เขา ก็ ออก ไป ที ละ คน เริ่ม จาก คน เฒ่า คน แก่ เหลือ แต่ พระ เยซู ตาม ลำพัง กับ หญิง คน นั้น ที่ ยืน อยู่ ต่อ พระ พักตร์ พระองค์ {8:10} พระ เยซู ยืด พระ กาย ขึ้น ตรัส กับ นาง ว่า“ หญิง เอ๋ย พวก เขา ไป ไหน หมด? ไม่ มี ใคร เอา โทษ เธอ หรือ?” {8:11} นาง ทูล ว่า“ ท่าน เจ้าข้า ไม่ มี ใคร เลย” แล้ว พระ เยซู ตรัส ว่า“ เรา ก็ ไม่ เอา โทษ เหมือน กัน จง ไป เถิด และ จาก นี้ ไป อย่า ทำบาป อีก”] {i8:12} พระ เยซู ทรง เป็น ความ สว่าง ของ โลก {8:12} พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา อีก ครั้ง หนึ่ง ว่า“ เรา เป็น ความ สว่าง ของ โลก คน ที่ ตาม เรา มา จะ ไม่ ต้อง เดิน ใน ความ มืด แต่ จะ มี ความ สว่าง แห่ง ชีวิต” {8:13} พวก ฟา ริ สี จึง กล่าว กับ พระองค์ ว่า“ ท่าน เป็น พยาน ให้ ตัวเอง คำ พยาน ของ ท่าน ก็ ไม่ จริง” {8:14} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ถึง แม้ เรา เป็น พยาน ให้ ตัว เรา เอง คำ พยาน ของ เรา ก็ ยัง เป็น จริง อยู่ เพราะ เรา รู้ ว่า เรา มา จาก ไหน และ จะ ไป ที่ไหน แต่ พวก ท่าน ไม่ รู้ ว่า เรา มา จาก ไหน และ จะ ไป ที่ไหน {8:15} พวก ท่าน พิพากษา ตาม มาตรฐาน โลก เรา ไม่ ได้ มา พิพากษา ใคร {8:16} แต่ ถึง แม้ เรา จะ พิพากษา การ พิพากษา ของ เรา ก็ ถูกต้อง เพราะ เรา ไม่ ได้ พิพากษา โดย ลำพัง แต่ เรา พิพากษา ร่วม กับ พระ บิดา ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {8:17} ใน ธรรม บัญญัติ ของ ท่าน เขียน ไว้ ว่า คำ พยาน ของ คน สอง คน ย่อม เชื่อถือ ได้ {8:18} เรา เป็น พยาน ให้ ตัว เรา เอง และ พระ บิดา ผู้ ทรง ใช้ เรา มา ก็ เป็น พยาน ให้ เรา ด้วย” {8:19} พวก เขา จึง ทูล พระองค์ ว่า“ พระ บิดา ของ ท่าน อยู่ ที่ไหน?” พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ พวก ท่าน ไม่ รู้จัก ตัว เรา หรือ พระ บิดา ของ เรา ถ้า พวก ท่าน รู้จัก เรา พวก ท่าน ก็ จะ รู้จัก พระ บิดา ของ เรา ด้วย” {8:20} พระ เยซู ตรัส คำ เหล่า นี้ ที่ คลัง เงิน ขณะ กำลัง สั่งสอน อยู่ ที่ บริเวณ พระ วิหาร แต่ ไม่ มี ใคร จับกุม พระองค์ เพราะ ว่า ยัง ไม่ ถึง กำหนด เวลา ของ พระองค์ {i8:21} ที่ ซึ่ง เรา จะ ไป นั้น ท่าน ไป ไม่ ได้ {8:21} พระองค์ ตรัส กับ พวก เขา อีก ว่า“ เรา จะ จาก ไป และ พวก ท่าน จะ แสวง หา เรา และ จะ ตาย ใน การ บาป ของ ตัวเอง ที่ ที่ เรา จะ ไป นั้น ท่าน ไป ไม่ ได้” {8:22} พวก ยิว จึง พูด กัน ว่า“ เขา จะ ฆ่า ตัว ตาย หรือ? เพราะ เขา พูด ว่า‘ ที่ ที่ เรา จะ ไป นั้น พวก ท่าน ไป ไม่ ได้’” {8:23} พระองค์ ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ พวก ท่าน เป็น ของ เบื้อง ล่าง เรา เป็น ของ เบื้องบน ท่าน เป็น ของ โลก นี้ เรา ไม่ ได้ เป็น ของ โลก นี้ {8:24} เรา บอก พวก ท่าน ว่า ท่าน จะ ตาย ใน การ บาป ของ ตัวเอง เพราะ ว่า ถ้า พวก ท่าน ไม่ เชื่อ ว่า เรา เป็น ผู้ นั้น ท่าน ก็ จะ ต้อง ตาย ใน การ บาป ของ ตัว” {8:25} เขา ถาม พระองค์ ว่า“ ท่าน เป็น ใคร?” พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา เป็น อย่าง ที่ เรา บอก พวก ท่าน ตั้งแต่ แรก แล้ว {8:26} เรา ยัง มี อีก หลาย เรื่อง ที่ อาจ พูด และ พิพากษา เกี่ยว กับ ท่าน แต่ ผู้ ที่ ทรง ใช้ เรา มา นั้น สัตย์ จริง และ เรา ก็ กล่าว ต่อ โลก ใน สิ่ง ที่ เรา ได้ยิน จาก พระองค์” {8:27} พวก เขา ไม่ ทราบ ว่า พระองค์ ตรัส เรื่อง พระ บิดา {8:28} พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ เมื่อ พวก ท่าน ยก บุตร มนุษย์ ขึ้น ท่าน ก็ จะ รู้ ว่า เรา เป็น ผู้ นั้น และ รู้ ว่า เรา ไม่ ได้ ทำ อะไร ตามใจ ชอบ พระ บิดา ทรง สอน เรา อย่างไร เรา ก็ กล่าว อย่าง นั้น {8:29} และ พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา ก็ สถิต อยู่ กับ เรา พระองค์ ไม่ ได้ ทรง ทิ้ง เรา ไว้ ตาม ลำพัง เพราะ ว่า เรา ทำ ตาม ชอบ พระทัย พระองค์ เสมอ” {8:30} เมื่อ พระ เยซู ตรัส อย่าง นี้ ก็ มี คน จำนวน มาก วางใจ ใน พระองค์ {i8:31} สัจจะ จะ ทำให้ ท่าน เป็น ไท {8:31} พระ เยซู จึง ตรัส กับ พวก ยิว ที่ วางใจ ใน พระองค์ ว่า“ ถ้า พวก ท่าน ยึดมั่น ใน คำ สอน ของ เรา ท่าน ก็ เป็น สาวก ของ เรา อย่าง แท้ จริง {8:32} และ พวก ท่าน จะ รู้จัก สัจจะ และ สัจจะ จะ ทำให้ ท่าน เป็น ไท” {8:33} พวก เขา ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ เรา สืบ เชื้อสาย มา จาก อับราฮัม และ ไม่ เคย เป็น ทาส ใคร เลย ทำไม ท่าน ถึง กล่าว ว่า เรา จะ เป็น ไท?” {8:34} พระ เยซู ตรัส ตอบ พวก เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง กับ ท่าน ว่า ทุก คน ที่ ทำบาป ก็ เป็น ทาส ของ บาป {8:35} ทาส อยู่ ใน บ้าน เพียง ชั่วคราว บุตร ต่างหาก ที่ อยู่ ตลอด ไป {8:36} เพราะ ฉะนั้น ถ้า พระ บุตร ทรง ทำให้ พวก ท่าน เป็น ไท ท่าน ก็ เป็น ไท จริงๆ {8:37} เรา รู้ ว่า พวก ท่าน เป็น เชื้อสาย ของ อับราฮัม แต่ ท่าน ก็ หา โอกาส ฆ่า เรา เพราะ ไม่ เชื่อ คำ สอน ของ เรา {8:38} เรา พูด ถึง สิ่ง ที่ เรา เห็น เมื่อ อยู่ กับ พระ บิดา และ พวก ท่าน ทำ ใน สิ่ง ที่ ท่าน ได้ยิน มา จาก พ่อ ของ ท่าน” {i8:39} พ่อ ของ ท่าน คือ มาร {8:39} พวก เขา ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ อับราฮัม เป็น บิดา ของ เรา” พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ถ้า พวก ท่าน เป็น ลูก ของ อับราฮัม แล้ว ท่าน ก็ จะ ทำ ใน สิ่ง ที่ อับราฮัม ทำ {8:40} แต่ เดี๋ยวนี้ พวก ท่าน หา โอกาส ฆ่า เรา ซึ่ง เป็น ผู้ บอก ท่าน ถึง สัจจะ ที่ เรา ได้ยิน มา จาก พระเจ้า อับราฮัม ไม่ ได้ ทำ อย่าง นี้ {8:41} พวก ท่าน ทำ สิ่ง ที่ พ่อ ของ ท่าน ทำ” เขา ทูล พระองค์ ว่า“ เรา ไม่ ได้ เกิด จาก การ ล่วง ประเวณี เรา มี พระ บิดา องค์ เดียว คือ พระเจ้า” {8:42} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ถ้า พระเจ้า เป็น พระ บิดา ของ พวก ท่าน แล้ว ท่าน ก็ จะ รัก เรา เพราะ เรา มา จาก พระเจ้า และ อยู่ นี่ แล้ว เรา ไม่ ได้ มา ตามใจ ชอบ ของ เรา เอง แต่ พระองค์ ทรง ใช้ เรา มา {8:43} ทำไม พวก ท่าน ถึง ไม่ เข้าใจ ถ้อยคำ ที่ เรา พูด? นี่ เป็น เพราะ ท่าน ทน ฟัง คำ สอน ของ เรา ไม่ ได้ {8:44} พวก ท่าน มา จาก พ่อ ของ ท่าน คือ มาร และ ท่าน อยาก จะ ทำ ตาม ความ ปรารถนา ของ พ่อ มัน เป็น ฆาตกร ตั้งแต่ เริ่มแรก และ ไม่ ได้ ตั้ง อยู่ ใน สัจจะ เพราะ มัน ไม่ มี สัจจะ เมื่อ มัน พูด เท็จ มัน ก็ พูด ตาม สันดาน ของ มัน เอง เพราะ มัน เป็น ผู้ มุสา และ เป็น พ่อ ของ การ มุสา {8:45} แต่ พวก ท่าน ไม่ เชื่อ เรา เพราะ เรา พูด ความ จริง {8:46} มี ใคร ใน พวก ท่าน ที่ อาจ ชี้ ให้ เห็น ว่า เรา มี บาป? ถ้า เรา พูด ความ จริง ทำไม ท่าน ถึง ไม่ เชื่อ เรา? {8:47} คน ที่ มา จาก พระเจ้า ก็ ย่อม ฟัง พระ ดำรัส ของ พระเจ้า พวก ท่าน ไม่ ได้ มา จาก พระเจ้า เพราะ เหตุ นี้ พวก ท่าน จึง ไม่ ฟัง” {i8:48} ก่อน อับราฮัม เกิด เรา เป็นอยู่ แล้ว {8:48} พวก ยิว ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ ที่ เรา พูด ว่า ท่าน เป็น ชาว สะ มา เรีย และ มี ผี สิง นั้น ไม่ จริง หรือ?” {8:49} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ เรา ไม่ มี ผี สิง แต่ เรา ถวาย พระ เกียรติ แด่ พระ บิดา ของ เรา และ พวก ท่าน ลบหลู่ เกียรติ ของ เรา {8:50} เรา ไม่ ได้ แสวง หา เกียรติ ของ เรา เอง แต่ มี ผู้ แสวง หา ให้ และ พระองค์ นั้น เป็น ผู้ ทรง พิพากษา {8:51} เรา บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน ว่า ถ้า ใคร ประพฤติ ตาม คำ สอน ของ เรา คน นั้น จะ ไม่ ประสบ ความ ตาย เลย” {8:52} พวก ยิว ทูล พระองค์ ว่า“ เดี๋ยวนี้ เรา รู้ แล้ว ว่า ท่าน มี ผี สิง อับราฮัม ตาย ไป แล้ว และ พวก ผู้ เผย พระ วจนะ ก็ ตาย ไป แล้ว เหมือน กัน แต่ ท่าน พูด ว่า‘ ถ้า ใคร ประพฤติ ตาม คำ สอน ของ เรา คน นั้น จะ ไม่ ตาย เลย’ {8:53} ท่าน ยิ่งใหญ่ กว่า อับราฮัม บิดา ของ เรา ที่ ตาย ไป แล้ว หรือ? พวก ผู้ เผย พระ วจนะ ก็ ตาย ไป แล้ว เหมือน กัน ท่าน จะ อวดอ้าง ว่า ท่าน เป็น ใคร?” {8:54} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ถ้า เรา ให้ เกียรติ แก่ ตัว เรา เอง เกียรติ ของ เรา ก็ ไม่ มี ความหมาย ผู้ ที่ ทรง ให้ เกียรติ เรา นั้น คือ พระ บิดา ของ เรา ผู้ ที่ พวก ท่าน กล่าว ว่า เป็น พระเจ้า ของ ท่าน {8:55} พวก ท่าน ไม่ รู้จัก พระองค์ แต่ เรา รู้จัก พระองค์ ถ้า เรา กล่าว ว่า เรา ไม่ รู้จัก พระองค์ เรา ก็ จะ เป็น คน มุสา เหมือน กับ ท่าน แต่ เรา รู้จัก พระองค์ และ ประพฤติ ตาม พระ ดำรัส ของ พระองค์ {8:56} อับราฮัม บิดา ของ พวก ท่าน ชื่นชม ยินดี ที่ จะ ได้ เห็น วัน ของ เรา และ ท่าน ก็ เห็น แล้ว และ มี ความ ยินดี” {8:57} พวก ยิว จึง ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน อายุ ยัง ไม่ ถึง ห้า สิบ ปี ท่าน เคย เห็น อับราฮัม แล้ว หรือ?” {8:58} พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง กับ ท่าน ว่า ก่อน อับราฮัม เกิด เรา เป็นอยู่ แล้ว” {8:59} คน เหล่า นั้น จึง หยิบ ก้อน หิน ขึ้น มา จะ ขว้าง พระองค์ แต่ พระ เยซู ทรง หลบ เลี่ยง และ เสด็จ ออก ไป จาก บริเวณ พระ วิหาร {i9:1} การ ทรง รักษา คน ตาบ อด แต่ กำเนิด {9:1} ขณะ พระองค์ เสด็จ ไป นั้น ทรง เห็น ชาย คน หนึ่ง ตาบ อด แต่ กำเนิด {9:2} พวก สาวก ของ พระองค์ ทูล ถาม พระองค์ ว่า“ พระ อาจารย์ ใคร ทำบาป คน นี้ หรือ พ่อ แม่ ของ เขา เขา ถึง เกิด มาตา บอด?” {9:3} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ไม่ ใช่ คน นี้ หรือ พ่อ แม่ ของ เขา ที่ ทำบาป แต่ เขา เกิด มาตา บอด เพื่อ ให้ พระ ราชกิจ ของ พระเจ้า ปรากฏ ใน ตัว เขา {9:4} เรา ต้อง ทำ พระ ราชกิจ ของ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา เมื่อ ยัง วัน อยู่ กลางคืน อัน เป็น เวลา ที่ ไม่ มี ใคร ทำงาน นั้น กำลัง ใกล้ เข้า มา {9:5} ตราบ ใด ที่ เรา ยัง อยู่ ใน โลก เรา ก็ เป็น ความ สว่าง ของ โลก” {9:6} เมื่อ ตรัส อย่าง นั้น แล้ว พระองค์ ก็ ทรง บ้วน น้ำลาย ลง ที่ดิน แล้ว ทรง เอา น้ำลาย นั้น ทำ เป็น โคลน ทา ที่ ตา ของ คน ตาบ อด {9:7} แล้ว ตรัส สั่ง เขา ว่า“ จง ไป ล้าง โคลน ออก ใน สระ สิ โลอัม” (สิ โลอัม แปล ว่า ใช้ ไป) เขา จึง ไป ล้าง แล้ว กลับ มา ก็ มอง เห็น {9:8} เพื่อนบ้าน และ บรรดา คน ที่ เคย เห็น ชาย คน นั้น เป็น คน ขอทาน มา ก่อน ก็ พูด กัน ว่า“ คน นี้ ใช่ ไหม ที่ เคย นั่ง ขอทาน?” {9:9} บาง คน ก็ พูด ว่า“ ใช่ คน นั้น แหละ” คน อื่น ว่า“ ไม่ ใช่ แต่ เขา เหมือน คน นั้น” ตัว เขา เอง พูด ว่า“ ข้าพเจ้า คือ คน นั้น” {9:10} พวก เขา จึง ถาม เขา ว่า“ ตา ของ เจ้า หาย บอด ได้ อย่างไร?” {9:11} เขา ตอบ ว่า“ ชาย คน หนึ่ง ชื่อ เยซู ทำ โคลน ทา ตา ของ ข้าพเจ้า และ บอก ข้าพเจ้า ว่า‘ จง ไป ที่ สระ สิ โลอัม แล้ว ล้าง โคลน ออก’ ข้าพเจ้า ก็ ไป ล้าง ตา แล้ว ก็ มอง เห็น” {9:12} พวก เขา จึง ถาม ว่า“ เขา อยู่ ไหน?” คน นั้น บอก ว่า“ ข้าพเจ้า ไม่ ทราบ” {i9:13} พวก ฟา ริ สี สอบสวน เรื่อง การ รักษา คน ตาบ อด {9:13} พวก เขา จึง พา คน ที่ เคย ตาบ อด นั้น ไป หา พวก ฟา ริ สี {9:14} วัน ที่ พระ เยซู ทรง ทำ โคลน ทา ตา ชาย คน นั้น ให้ หาย บอด เป็น วัน สะ บา โต {9:15} พวก ฟา ริ สี ถาม เขา ว่า ตา ของ เขา มอง เห็น ได้ อย่างไร เขา จึง บอก คน เหล่า นั้น ว่า“ ท่าน เอา โคลน ทา ตา ของ ข้าพเจ้า แล้ว ข้าพเจ้า ก็ ไป ล้าง ออก แล้ว ก็ มอง เห็น” {9:16} พวก ฟา ริ สี บาง คน พูด ว่า“ ชาย คน นี้ ไม่ ได้ มา จาก พระเจ้า เพราะ เขา ไม่ ได้ รักษา วัน สะ บา โต” แต่ คน อื่น พูด ว่า“ คน บาป จะ ทำ หมาย สำคัญ อย่าง นั้น ได้ อย่างไร?” พวก เขา ก็ ขัดแย้ง กัน {9:17} พวก เขา จึง พูด กับ คน ตาบ อด อีก ว่า“ เจ้า คิด อย่างไร เรื่อง คน นั้น ใน เมื่อ เขา ทำให้ ตา ของ เจ้า หาย บอด?” ชาย คน นั้น ตอบ ว่า“ ท่าน เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ” {9:18} พวก ยิว ไม่ เชื่อ ว่า ชาย คน นั้น ตาบ อด และ กลับ มอง เห็น จน กระทั่ง พวก เขา เรียก บิดา มารดา ของ คน นั้น มา {9:19} แล้ว ถาม ว่า“ ชาย คน นี้ เป็น ลูก ของ เจ้าที่ เจ้า บอก ว่า ตาบ อด มา ตั้งแต่ เกิด หรือ? แล้ว ทำไม เดี๋ยวนี้ เขา จึง มอง เห็น?” {9:20} บิดา มารดา ของ ชาย คน นั้น ตอบ ว่า“ เรา รู้ ว่า คน นี้ เป็น ลูก ของ เรา และ รู้ ว่า เขา เกิด มาตา บอด {9:21} แต่ ไม่ รู้ ว่า ทำไม เดี๋ยวนี้ เขา ถึง มอง เห็น หรือ ใคร ทำให้ ตา ของ เขา หาย บอด ถาม เขา เอา เอง เถิด เขา เป็น ผู้ใหญ่ แล้ว เขา เล่า เรื่อง เอง ได้” {9:22} การ ที่ บิดา มารดา ของ เขา พูด อย่าง นั้น ก็ เพราะ กลัว พวก ยิว เพราะ พวก ยิว ตกลง กัน แล้ว ว่า ถ้า ใคร ยอมรับ ว่า พระ เยซู เป็น พระ คริสต์ คน นั้น จะ ถูก ขับ ออก จาก ธรรม ศาลา {9:23} เพราะ เหตุ นี้ บิดา มารดา ของ เขา จึง พูด ว่า“ เขา เป็น ผู้ใหญ่ แล้ว ถาม เขา เอา เอง เถิด” {9:24} พวก เขา จึง เรียก คน ที่ เคย ตาบ อด ให้ มา หา เป็น ครั้ง ที่ สอง และ บอก เขา ว่า“ จง ถวาย พระ เกียรติ แด่ พระเจ้า เรา รู้ ว่า ชาย คน นั้น เป็น คน บาป” {9:25} เขา ตอบ ว่า“ ชาย คน นั้น เป็น คน บาป หรือ ไม่ ข้าพเจ้า ไม่ ทราบ สิ่ง เดียว ที่ ข้าพเจ้า ทราบ คือ ข้าพเจ้า เคย ตาบ อด แต่ เดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้า มอง เห็น ได้ แล้ว” {9:26} พวก เขา จึง ถาม เขา ว่า“ คน นั้น ทำ อะไร กับ เจ้า? เขา ทำ อย่างไร ตา ของ เจ้า ถึง หาย บอด?” {9:27} คน นั้น ตอบ พวก เขา ว่า“ ข้าพเจ้า บอก ท่าน แล้ว แต่ ท่าน ไม่ ฟัง ทำไม ท่าน ถึง อยาก ฟัง อีก? อยาก เป็น ศิษย์ ของ คน นั้น ด้วย หรือ?” {9:28} คน เหล่า นั้น จึง เยาะเย้ย เขา ว่า“ เอ็ง เป็น ศิษย์ ของ เขา แต่ เรา เป็น ศิษย์ ของ โมเสส {9:29} เรา รู้ ว่า พระเจ้า ตรัส กับ โมเสส แต่ สำหรับ คน นั้น เรา ไม่ รู้ ว่า มา จาก ไหน” {9:30} ชาย คน นั้น ตอบ ว่า“ เออ ประหลาด จริงๆ นะ ที่ พวก ท่าน ไม่ รู้ ว่า คน นั้น มา จาก ไหน แต่ เขา ก็ ทำให้ ตา ของ ข้าพเจ้า หาย บอด ได้ {9:31} เรา รู้ ว่า พระเจ้า ไม่ ทรง ฟัง คน บาป แต่ ทรง ฟัง คน ที่ ยำเกรง พระองค์ และ ทำ ตาม พระทัย ของ พระองค์ {9:32} ตั้งแต่ สมัย ไหนๆ ก็ ไม่ เคย มี ใคร ได้ยิน ว่า มี คน สามารถ ทำให้ ตา ของ คน ที่ บอด แต่ กำเนิด มอง เห็น ได้ {9:33} ถ้า คน นั้น ไม่ ได้ มา จาก พระเจ้า เขา จะ ไม่ สามารถ ทำ ได้” {9:34} พวก เขา ตอบ ว่า“ เอ็ง มัน บาป มา ตั้งแต่ เกิด แล้ว ยัง จะ มา สอน เรา หรือ?” แล้ว พวก เขา ก็ ไล่ เขา ออก ไป {i9:35} ความ บอด ทาง จิต วิญญาณ {9:35} พระ เยซู ทรง ได้ยิน ว่า พวก ยิว ไล่ คน นั้น ออก ไป แล้ว เมื่อ พระองค์ ทรง พบ เขา จึง ตรัส ว่า“ ท่าน วางใจ ใน บุตร มนุษย์ หรือ?” {9:36} ชาย คน นั้น ทูล ตอบ ว่า“ ท่าน เจ้าข้า ใคร คือ บุตร มนุษย์ ที่ ข้าพเจ้า จะ วางใจ ได้?” {9:37} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ท่าน เห็น ผู้ นั้น แล้ว คือ ผู้ ที่ กำลัง พูด อยู่ กับ ท่าน” {9:38} เขา จึง ทูล ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ข้า พระองค์ วางใจ” แล้ว เขา ก็ กราบ ไหว้ พระองค์ {9:39} พระ เยซู ตรัส ว่า“ เรา เข้า มา ใน โลก เพื่อ การ พิพากษา เพื่อ ให้ คน ทั้งหลาย ที่ มอง ไม่ เห็น กลับ มอง เห็น และ คน ที่ มอง เห็น กลับ ตาบ อด” {9:40} เมื่อ พวก ฟา ริ สี ที่ อยู่ ใกล้ พระองค์ ได้ยิน อย่าง นั้น จึง กล่าว แก่ พระองค์ ว่า“ เรา ตาบ อด ด้วย หรือ?” {9:41} พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ ถ้า พวก ท่าน ตาบ อด ท่าน ก็ จะ ไม่ มี บาป แต่ พวก ท่าน พูด เดี๋ยวนี้ เอง ว่า‘ เรา มอง เห็น’ เพราะ ฉะนั้น บาป ของ ท่าน ยัง มี อยู่ {i10:1} อุปมา เรื่อง คอก แกะ {10:1} “ เรา บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน ว่า คน ที่ ไม่ ได้ เข้า ไป ใน คอก แกะ ทาง ประตู แต่ ปีน เข้า ไป ทาง อื่น นั้น เป็น ขโมย และ โจร {10:2} แต่ คน ที่ เข้า ทาง ประตู ก็ เป็น ผู้ เลี้ยง แกะ {10:3} คน เฝ้า ประตู จึง เปิด ประตู ให้ คน นั้น แกะ ย่อม ฟัง เสียง ของ ท่าน ท่าน เรียก ชื่อ แกะ ของ ท่าน และ นำ ออก ไป {10:4} เมื่อ ท่าน ต้อน แกะ ของ ท่าน ออก ไป หมด แล้ว ก็ เดิน นำ หน้า และ แกะ ก็ ตาม ไป เพราะ รู้จัก เสียง ของ ท่าน {10:5} ส่วน คน อื่น แกะ จะ ไม่ ตาม เลย แต่ จะ หนี จาก เขา เพราะ ไม่ รู้จัก เสียง ของ คน อื่น” {10:6} เรื่อง เปรียบ นี้ พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา แต่ เขา เหล่า นั้น ไม่ เข้าใจ ความหมาย ของ พระ ดำรัส ที่ พระองค์ ตรัส กับ เขา เลย {i10:7} พระ เยซู ทรง เป็น ผู้ เลี้ยง ที่ ดี {10:7} พระ เยซู จึง ตรัส กับ พวก เขา อีก ว่า“ เรา บอก ความ จริง กับ ท่าน ว่า เรา เป็น ประตู ของ แกะ ทั้งหลาย {10:8} ทุก คน ที่ มา ก่อน เรา นั้น เป็น ขโมย และ โจร แต่ ฝูง แกะ ไม่ ได้ ฟัง พวก เขา {10:9} เรา เป็น ประตู ถ้า ใคร เข้า ไป ทาง เรา คน นั้น จะ รอด เขา จะ เข้า ออก แล้ว ก็ จะ พบ อาหาร {10:10} ขโมย นั้น ย่อม มา เพื่อ จะ ลัก ฆ่า และ ทำลาย เรา มา เพื่อ พวก เขา จะ ได้ ชีวิต และ จะ ได้ อย่าง ครบ บริบูรณ์ {10:11} เรา เป็น ผู้ เลี้ยง ที่ ดี ผู้ เลี้ยง ที่ ดี ย่อม สละ ชีวิต ของ ตน เพื่อ ฝูง แกะ {10:12} คน ที่ รับจ้าง ไม่ ได้ เป็น ผู้ เลี้ยง แกะ ฝูง แกะ ไม่ ได้ เป็น ของ เขา เมื่อ เห็น สุนัข ป่า มา เขา จึง ละทิ้ง ฝูง แกะ หนี ไป สุนัข ป่า ก็ ไล่ กัด กิน พวก แกะ จน กระจัด กระจาย {10:13} เขา หนี เพราะ เขา เป็น เพียง ลูกจ้าง และ ไม่ ได้ เป็นห่วง แกะ เลย {10:14} เรา เป็น ผู้ เลี้ยง ที่ ดี เรา รู้จัก แกะ ของ เรา และ แกะ ของ เรา ก็ รู้จัก เรา {10:15} เหมือน อย่าง ที่ พระ บิดา ทรง รู้จัก เรา และ เรา รู้จัก พระ บิดา และ เรา สละ ชีวิต เพื่อ ฝูง แกะ {10:16} แกะ อื่น ที่ ไม่ ได้ เป็น ของ คอก นี้ เรา ก็ มี อยู่ แกะ พวก นั้น เรา ก็ ต้อง พา มา ด้วย และ แกะ พวก นั้น จะ ฟัง เสียง ของ เรา แล้ว จะ รวม เป็น ฝูง เดียว และ มี ผู้ เลี้ยง เพียง ผู้ เดียว {10:17} เพราะ เหตุ นี้ พระ บิดา จึง ทรง รัก เรา เพราะ เรา สละ ชีวิต ของ เรา เพื่อ จะ รับ ชีวิต นั้น คืน มา อีก {10:18} ไม่ มี ใคร ชิง ชีวิต ไป จาก เรา ได้ แต่ เรา สละ ชีวิต ตาม ที่ เรา ตั้งใจ เอง เรา มี สิทธิ อำนาจ ที่ จะ สละ ชีวิต นั้น และ มี สิทธิ อำนาจ ที่ จะ รับ คืน มา อีก คำ กำชับ นี้ เรา ได้ รับ มา จาก พระ บิดา ของ เรา” {10:19} คำ สอน เหล่า นี้ ทำให้ พวก ยิว แตกคอ กัน อีก {10:20} พวก เขา หลาย คน พูด ว่า“ เขา มี ผี สิง และ เป็น บ้า ไป ฟัง เขา ทำไม?” {10:21} คน อื่นๆ ก็ พูด ว่า“ คำ สอน แบบ นี้ ไม่ ได้ เป็น ของ คน ที่ มี ผี สิง ผี จะ ทำให้ คน ตาบ อด มอง เห็น ได้ หรือ?” {i10:22} พวก ยิว ปฏิเสธ พระ เยซู {10:22} ขณะ นั้น เป็น เทศกาล ฉลอง พระ วิหาร ที่ กรุง เยรูซาเล็ม และ เป็น ฤดู หนาว {10:23} พระ เยซู ทรง ดำเนิน อยู่ ใน บริเวณ พระ วิหาร ที่ เฉลียง ของ ซา โลม อน {10:24} พวก ยิว ก็ พา กัน มา ห้อมล้อม พระองค์ และ ทูล ว่า“ ท่าน จะ ให้ เรา สงสัย ไป อีก นาน แค่ ไหน? ถ้า ท่าน เป็น พระ คริสต์ ก็ จง บอก ให้ ชัดเจน เถิด” {10:25} พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ เรา บอก พวก ท่าน แล้ว แต่ ท่าน ไม่ เชื่อ สิ่ง ที่ เรา ทำ ใน พระ นาม พระ บิดา ของ เรา ก็ เป็น พยาน ให้ กับ เรา {10:26} แต่ พวก ท่าน ไม่ เชื่อ เพราะ ท่าน ไม่ ได้ เป็น แกะ ของ เรา {10:27} แกะ ของ เรา ย่อม ฟัง เสียง ของ เรา เรา รู้จัก แกะ เหล่า นั้น และ แกะ นั้น ก็ ตาม เรา {10:28} เรา ให้ ชีวิต นิรันดร์ แก่ แกะ ทั้งหลาย แกะ เหล่า นั้น จะ ไม่ มี วัน พินาศ และ จะ ไม่ มี ใคร แย่งชิง แกะ นั้น ไป จาก มือ ของ เรา ได้ {10:29} พระ บิดา ของ เรา ผู้ ประทาน แกะ นั้น ให้ แก่ เรา ทรง เป็น ใหญ่ กว่า ทุก สิ่ง และ ไม่ มี ใคร สามารถ ชิง ไป จาก พระ หัตถ์ ของ พระ บิดา ได้ {10:30} เรา กับ พระ บิดา เป็น อัน หนึ่ง อัน เดียวกัน” {10:31} พวก ยิว จึง หยิบ ก้อน หิน ขึ้น มา อีก จะ ขว้าง พระองค์ ให้ ตาย {10:32} พระ เยซู จึง ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ เรา แสดง ให้ ท่าน เห็น การ ดี หลาย อย่าง ของ พระ บิดา พวก ท่าน หยิบ ก้อน หิน จะ ขว้าง เรา ให้ ตาย เพราะ การ ดี ข้อ ไหน?” {10:33} พวก ยิว ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ เรา จะ ขว้าง ท่าน ไม่ ใช่ เพราะ การ ดี ใดๆ แต่ เพราะ การ พูด หมิ่น ประมาท พระเจ้า เพราะ ท่าน เป็น เพียง มนุษย์ แต่ ตั้ง ตัว เป็น พระเจ้า” {10:34} พระ เยซู ตรัส ว่า“ ใน พระ คัมภีร์ ของ ท่าน มี คำ เขียน ไว้ ไม่ ใช่ หรือ ว่า‘ เรา กล่าว ว่า พวก ท่าน เป็น พระ?’ {10:35} ถ้า คน ที่ รับ พระ วจนะ ของ พระเจ้า ได้ ชื่อ ว่า เป็น พระ (และ จะ ฝ่าฝืน พระ คัมภีร์ ไม่ ได้) {10:36} พวก ท่าน จะ กล่าวหา ผู้ ที่ พระ บิดา ทรง ตั้ง ไว้ เป็น พิเศษ และ ทรง ใช้ เข้า มา ใน โลก ว่า‘ ท่าน กล่าว คำ หมิ่น ประมาท พระเจ้า’ เพราะ เรา กล่าว ว่า‘ เรา เป็น บุตร ของ พระเจ้า’ อย่าง นั้น หรือ? {10:37} ถ้า เรา ไม่ ได้ ปฏิบัติ พระ ราชกิจ ของ พระ บิดา ของ เรา ก็ อย่า วางใจ เรา เลย {10:38} แต่ ถ้า เรา ปฏิบัติ พระ ราชกิจ นั้น แม้ ว่า ท่าน ไม่ วางใจ ใน เรา ก็ จง วางใจ ใน พระ ราชกิจ เหล่า นั้น เถิด เพื่อ ท่าน จะ ได้ รู้ และ เข้าใจ ว่า พระ บิดา ทรง อยู่ ใน เรา และ เรา อยู่ ใน พระ บิดา” {10:39} พวก เขา พยายาม จะ จับ พระองค์ อีก ครั้ง หนึ่ง แต่ พระองค์ ทรง รอด พ้น จาก มือ ของ เขา {10:40} พระองค์ เสด็จ ข้าม แม่น้ำ จอร์แดน อีก และ ไป ถึง ตำบล ที่ ยอห์น เคย ให้ บัพ ติ ศ มา แล้ว พระองค์ ทรง พัก อยู่ ที่ นั่น {10:41} คน จำนวน มาก พา กัน มา หา พระองค์ กล่าว ว่า“ ถึง ยอห์น ไม่ ได้ ทำ หมาย สำคัญ อะไร เลย แต่ ทุก สิ่ง ที่ ยอห์น กล่าว ถึง ท่าน ผู้ นี้ เป็น ความ จริง” {10:42} และ มี คน ที่ นั่น หลาย คน วางใจ ใน พระองค์ {i11:1} การ ตาย ของ ลา ซา รัส {11:1} มี ชาย คน หนึ่ง ชื่อ ลา ซา รัส กำลัง ป่วย อยู่ ที่ เบ ธานี ซึ่ง เป็น หมู่บ้าน ที่ มา รีย์และมารธา พี่ สาว ของ นาง อยู่ นั้น {11:2} มา รีย์ คน นี้ คือ หญิง ที่ เอา น้ำมัน หอม ชโลม พระองค์ และ เอา ผม เช็ด พระ บาท ของ พระองค์ ลา ซา รัส น้อง ชาย ของ นาง กำลัง ป่วย อยู่ {11:3} ดังนั้น พี่ สาว ทั้ง สอง จึง ส่ง ข่าว ไป ทูล พระ เยซู ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า คน ที่ พระองค์ ทรง รัก นั้น กำลัง ป่วย อยู่” {11:4} แต่ เมื่อ พระ เยซู ทรง ได้ยิน พระองค์ ตรัส ว่า“ โรค นี้ จะ ไม่ ถึง ตาย แต่ เกิด ขึ้น เพื่อ เชิดชู พระ เกียรติ ของ พระเจ้า เพื่อ ให้ พระ บุตร ของ พระองค์ ได้ รับ เกียรติ เพราะ โรค นี้” {11:5} พระ เยซู ทรง รัก มาร ธา และ น้อง สาว ของ นาง และ ลา ซา รัส {11:6} เมื่อ พระองค์ ทรง ได้ยิน ว่า ลา ซา รัส ป่วย พระองค์ กลับ ทรง พัก อยู่ ต่อ อีก สอง วัน ใน ที่ ที่ พระองค์ ประทับ อยู่ นั้น {11:7} หลัง จาก นั้น พระองค์ ตรัส กับ พวก สาวก ว่า“ ให้ เรา กลับ เข้า ไป ใน แคว้น ยู เดียกันอีก” {11:8} พวก สาวก ทูล พระองค์ ว่า“ พระ อาจารย์ เมื่อ เร็วๆ นี้ พวก ยิว หา โอกาส เอา หิน ขว้าง พระองค์ ให้ ตาย แล้ว พระองค์ ยัง จะ เสด็จ ไป ที่ นั่น อีก หรือ?” {11:9} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ กลางวัน มี สิบ สอง ชั่วโมง ไม่ ใช่ หรือ? ถ้า ใคร เดิน ตอน กลางวัน เขา จะ ไม่ สะดุด เพราะ เขา เห็น ความ สว่าง ของ โลก นี้ {11:10} แต่ ถ้า ใคร เดิน ตอน กลางคืน เขา จะ สะดุด เพราะ ไม่ มี ความ สว่าง ใน ตัว เขา” {11:11} พระองค์ ตรัส อย่าง นั้น แล้ว จึง ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ ลา ซา รัส สหาย ของ พวก เรา หลับ ไป แล้ว แต่ เรา กำลัง จะ ไป ปลุก ให้ เขา ตื่น” {11:12} พวก สาวก ทูล ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ถ้า เขา หลับ อยู่ เขา ก็ จะ มี อาการ ดี ขึ้น” {11:13} พระ เยซู ตรัส ถึง การ ตาย ของ ลา ซา รัส แต่ พวก สาวก คิด ว่า พระองค์ ตรัส ถึง การ นอน หลับ พักผ่อน {11:14} ดังนั้น พระ เยซู จึง ตรัส กับ พวก เขา ตรงๆ ว่า“ ลา ซา รัสตายแล้ว {11:15} และ เพราะ เห็นแก่ พวก ท่าน เรา จึง ยินดี ที่ เรา ไม่ ได้ อยู่ ที่ นั่น เพื่อ ท่าน จะ ได้ เชื่อ อย่างไร ก็ ดี ให้ พวก เรา ไป หา เขา กัน เถิด” {11:16} โธมัส ที่ เรียก ว่า“ ดิดุโมส” จึง พูด กับ เพื่อน สาวก ว่า“ ให้ เรา ไป ด้วย กัน กับ พระองค์ เพื่อ จะ ได้ ตาย กับ พระองค์” {i11:17} พระ เยซู ทรง เป็น ชีวิต และ การ เป็น ขึ้น จาก ตาย {11:17} เมื่อ พระ เยซู เสด็จ มา ถึง ก็ พบ ว่า เขา เอา ลา ซา รัส ไป ไว้ ใน อุโมงค์ ฝัง ศพ สี่ วัน แล้ว {11:18} หมู่บ้าน เบ ธานี อยู่ ใกล้ กรุง เยรูซาเล็ม คือ ห่าง กัน ประมาณ สาม กิโลเมตร {11:19} พวก ยิว หลาย คน มา หา มาร ธาและมารีย์ เพื่อ ปลอบโยน เรื่อง น้อง ชาย {11:20} เมื่อ มาร ธา รู้ ข่าว ว่า พระ เยซู กำลัง เสด็จ มา นาง ก็ ออก ไป ต้อนรับ พระองค์ แต่ มา รีย์ นั่ง อยู่ ใน บ้าน {11:21} มาร ธา ทูล พระ เยซู ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ถ้า พระองค์ อยู่ ที่ นี่ น้อง ชาย ของ ข้า พระองค์ ก็ คง ไม่ ตาย {11:22} แต่ ข้า พระองค์ ก็ ทราบ ว่า ไม่ ว่า สิ่ง ใด ที่ พระองค์ ทูล ขอ จาก พระเจ้า ใน เวลา นี้ พระเจ้า ก็ จะ ประทาน แก่ พระองค์” {11:23} พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ ลา ซา รัส จะ เป็น ขึ้น มา อีก” {11:24} มาร ธา ทูล พระองค์ ว่า“ ข้า พระองค์ ทราบ ว่า เขา จะ เป็น ขึ้น ใน วัน สุดท้าย เมื่อ คน ทั้งปวง จะ เป็น ขึ้น มา” {11:25} พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ เรา เป็น ชีวิต และ การ เป็น ขึ้น จาก ตาย คน ที่ วางใจ ใน เรา จะ มี ชีวิต อีก แม้ ว่า เขา จะ ตาย ไป {11:26} และ ทุก คน ที่ มี ชีวิต และ วางใจ ใน เรา จะ ไม่ ตาย เลย เธอ เชื่อ อย่าง นี้ ไหม?” {11:27} มาร ธา ทูล พระองค์ ว่า“ เชื่อ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ข้า พระองค์ เชื่อ ว่า พระองค์ เป็น พระ คริสต์ พระ บุตร ของ พระเจ้า ที่ เสด็จ มา ใน โลก” {i11:28} พระ เยซู ทรง กันแสง {11:28} เมื่อ ทูล อย่าง นี้ แล้ว มาร ธา ก็ กลับ ไป เรียก มา รีย์ น้อง สาว กระซิบ ว่า“ อาจารย์ เสด็จ มา แล้ว และ ทรง เรียก เธอ” {11:29} เมื่อ มา รีย์ ได้ยิน ก็ รีบ ลุก ขึ้น ไป เฝ้า พระองค์ {11:30} ขณะ นั้น พระ เยซู ยัง ไม่ ได้ เสด็จ เข้า ไป ใน หมู่บ้าน แต่ ยัง อยู่ ที่ ที่ มาร ธา พบ พระองค์ นั้น {11:31} เมื่อ พวก ยิว กำลัง ปลอบโยน มา รีย์ อยู่ ที่ บ้าน พวก เขา เห็น มา รีย์ รีบ ลุก ขึ้น เดิน ออก ไป พวก เขา จึง ตาม ไป นึก ว่า นาง จะ ไป ร้องไห้ ที่ อุโมงค์ ฝัง ศพ {11:32} เมื่อ มา รีย์ มา ถึง ที่ ที่ พระ เยซู ประทับ อยู่ และ เห็น พระองค์ แล้ว จึง กราบ ลง ที่ พระ บาท ของ พระองค์ ทูล ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ถ้า พระองค์ อยู่ ที่ นี่ น้อง ชาย ของ ข้า พระองค์ ก็ คง ไม่ ตาย” {11:33} เมื่อ พระ เยซู ทอด พระ เนตร เห็น มา รีย์ ร้องไห้ และ พวก ยิว ที่ ตาม มา ก็ ร้องไห้ ด้วย พระองค์ สะเทือน พระทัย และ ทรง เป็น ทุกข์ {11:34} พระองค์ ตรัส ว่า“ พวก ท่าน เอา ศพ ของ เขา ไป ไว้ ที่ไหน?” พวก เขา ทูล พระองค์ ว่า“ ท่าน เจ้าข้า เชิญ มา ดู เถิด” {11:35} พระ เยซู ทรง กันแสง {11:36} พวก ยิว จึง กล่าว ว่า“ ดู สิ ว่า ท่าน รัก เขา เพียง ไร” {11:37} แต่ บาง คน ก็ พูด ว่า“ ท่าน ผู้ นี้ ทำให้ คน ตาบ อด มอง เห็น จะ ทำให้ คน นี้ ไม่ ตาย ไม่ ได้ หรือ?” {i11:38} พระ เยซู ทรง ทำให้ ลา ซา รัส เป็น ขึ้น จาก ตาย {11:38} พระ เยซู สะเทือน พระทัย อีก จึง เสด็จ มา ถึง อุโมงค์ ฝัง ศพ อุโมงค์ นั้น เป็น ถ้ำ มี หิน ก้อน หนึ่ง วาง ปิด ปาก อุโมงค์ ไว้ {11:39} พระ เยซู ตรัส ว่า“ จง เอา หิน ออก เสีย” มาร ธา พี่ สาว ของ คน ตาย จึง ทูล พระองค์ ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ศพ คง จะ มี กลิ่น เหม็น แล้ว เพราะ ว่า น้อง ตาย มา สี่ วัน แล้ว” {11:40} พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ เรา บอก เธอ แล้ว ไม่ ใช่ หรือ ว่า ถ้า เธอ เชื่อ ก็ จะ ได้ เห็น ความ ยิ่งใหญ่ ของ พระเจ้า?” {11:41} พวก เขา จึง เอา หิน ออก พระ เยซู แหงน พระ พักตร์ ขึ้น ตรัส ว่า“ ข้า แต่ พระ บิดา ข้า พระองค์ ขอบพระคุณ พระองค์ ที่ พระองค์ โปรด ฟัง ข้า พระองค์ {11:42} ข้า พระองค์ ทราบ ว่า พระองค์ ทรง ฟัง ข้า พระองค์ อยู่ เสมอ แต่ ที่ ข้า พระองค์ กล่าว อย่าง นี้ ก็ เพราะ เห็นแก่ ฝูง ชน ที่ ยืน อยู่ ที่ นี่ เพื่อ พวก เขา จะ ได้ เชื่อ ว่า พระองค์ ทรง ใช้ ข้า พระองค์ มา” {11:43} เมื่อ ตรัส อย่าง นั้น แล้ว พระองค์ ทรง ร้อง เสียง ดัง ว่า“ ลา ซา รัส ออก มา เถิด” {11:44} คน ตาย นั้น ก็ ออก มา มี ผ้า พัน มือ และ เท้า และ ที่ หน้า ก็ มี ผ้า พัน อยู่ ด้วย พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ จง แกะ ผ้า ที่ พัน ออก แล้ว ปล่อย เขา เถิด” {i11:45} แผนการ ประหาร พระ เยซู (มธ.26:1-5; มก.14:1-2; ลก.22:1-2) {11:45} ดังนั้น เมื่อ พวก ยิว หลาย คน ที่ มา หา มา รีย์ เห็น การ กระทำ ของ พระ เยซู ก็ วางใจ ใน พระองค์ {11:46} แต่ บาง คน ไป หา พวก ฟา ริ สี เล่า เหตุการณ์ ที่ พระ เยซู ทรง ทำให้ เขา ฟัง {11:47} ฉะนั้น พวก หัวหน้า ปุโรหิต และ พวก ฟา ริ สี ก็ เรียก ประชุม สมาชิก สภา แล้ว พูด กัน ว่า“ เรา จะ ทำ อย่างไร กัน ดี เพราะ ว่า ชาย คน นี้ ทำ หมาย สำคัญ มากมาย? {11:48} ถ้า เรา ปล่อย ให้ เขา ทำ อย่าง นี้ ต่อ ไป ทุก คน ก็ จะ เชื่อถือ เขา แล้ว พวก โรมัน ก็ จะ มา ทำลาย ทั้ง พระ วิหาร และ ชาติ ของ เรา” {11:49} แต่ คน หนึ่ง ใน พวก เขา ที่ ชื่อ คา ยา ฟา ส ซึ่ง เป็น มหา ปุโรหิต ใน ปี นั้น กล่าว กับ พวก เขา ว่า“ พวก ท่าน ช่าง ไม่ เข้าใจ อะไร เลย {11:50} ไม่ รู้ หรือ ว่า เป็น การ ดี สำหรับ พวก ท่าน ที่ จะ มี คน หนึ่ง ตาย เพื่อ ประชาชน แทน ที่ จะ ให้ คน ทั้ง ชาติ ต้อง พินาศ” {11:51} เขา ไม่ ได้ กล่าว อย่าง นั้น ตาม ความคิด ของ เขา เอง แต่ เพราะ เหตุ ที่ เขา เป็น มหา ปุโรหิต ประจำการ ใน ปี นั้น เขา จึง กล่าว เป็น คำ พยากรณ์ ว่า พระ เยซู จะ สิ้น พระ ชนม์ แทน ชน ชาติ นั้น {11:52} และ ไม่ ใช่ แทน ชาติ ยิว เท่านั้น แต่ เพื่อ รวบรวม ลูก พระเจ้า ที่ กระจัด กระจาย ให้ รวม เข้า เป็น หนึ่ง เดียว {11:53} นับ ตั้งแต่ วัน นั้น พวก เขา จึง วาง แผนที่ จะ ฆ่า พระองค์ {11:54} เพราะ ฉะนั้น พระ เยซู จึง ไม่ เสด็จ ไป มา ท่ามกลาง พวก ยิว อย่าง เปิดเผย อีก แต่ เสด็จ ออก จาก ที่ นั่น ไป ยัง ถิ่น ที่ อยู่ ใกล้ ถิ่น ทุรกันดาร ถึง เมือง หนึ่ง ชื่อ เอฟ รา อิม และ ประทับ อยู่ ที่ นั่น กับ พวก สาวก {11:55} ขณะ นั้น ใกล้ จะ ถึง เทศกาล ปัส กา ของ พวก ยิว แล้ว มี ชาว ชนบท จำนวน มาก ขึ้น ไป ที่ กรุง เยรูซาเล็ม ก่อน เทศกาล ปัส กา เพื่อ ชำระ ตัว {11:56} เมื่อ พวก เขา ชุมนุม กัน อยู่ ใน บริเวณ พระ วิหาร พวก เขา ก็ มอง หา พระ เยซู พูด กัน ว่า“ คิด อย่างไร พระองค์ จะ ไม่ เสด็จ มา ใน งาน เทศกาล นี้ หรือ?” {11:57} พวก หัวหน้า ปุโรหิต และ พวก ฟา ริ สี ก็ ออก คำ สั่ง ว่า หาก ใคร รู้ ว่า พระองค์ อยู่ ที่ไหน ให้ มาบ อก พวก เขา เพื่อ จะ ได้ ไป จับ พระองค์ {i12:1} การ ชโลม ที่ เบธานี (มธ.26:6-13; มก.14:3-9) {12:1} ก่อน ปัส กา หก วันพระ เยซู เสด็จ มา ถึง หมู่บ้าน เบ ธานี ซึ่ง เป็น ที่ อยู่ ของ ลา ซา รัส ผู้ ที่ พระองค์ ทรง ให้ เป็น ขึ้น จาก ตาย {12:2} พวก เขา จัด งาน เลี้ยง พระองค์ มาร ธา ก็ ปรนนิบัติ อยู่ และ ลา ซา รัส ก็ เป็น คน หนึ่ง ที่ ร่วม รับประทาน อาหาร กับ พระองค์ {12:3} มา รีย์ เอา น้ำมัน หอม นา ร ดา บริสุทธิ์ หนัก ประมาณ ครึ่ง กิโลกรัม ซึ่ง มี ราคา แพง มาก มา ชโลม พระ บาท พระ เยซู และ เอา ผม เช็ด พระ บาท ของ พระองค์ เรือน ก็ หอม ฟุ้ง ไป ด้วย กลิ่น น้ำมัน นั้น {12:4} แต่ สาวก คน หนึ่ง ของ พระองค์ ชื่อ ยู ดา ส อิส คา ริ โอ ท (คน ที่ จะ ทรยศ พระองค์) พูด ว่า {12:5} “ ทำไม ไม่ เอา น้ำมัน นั้น ไป ขาย ได้ เงิน ซัก สาม ร้อย เด นา ริ อัน แล้ว แจก ให้ กับ คน จน?” {12:6} เขา พูด อย่าง นั้น ไม่ ใช่ เพราะ เขา เอาใจ ใส่ คน จน แต่ เพราะ เขา เป็น หัวขโมย เขา ถือ กระเป๋า เก็บ เงิน และ ยักยอก เงิน ที่ ใส่ ไว้ ใน นั้น ไป {12:7} พระ เยซู ตรัส ว่า“ อย่า ห้าม นาง เลย ให้ นาง เก็บ น้ำมัน นี้ ไว้ จน ถึง วัน ฝัง ศพ ของ เรา {12:8} เพราะ ว่า มี คน จน อยู่ กับ พวก ท่าน เสมอ แต่ เรา จะ ไม่ อยู่ กับ ท่าน เสมอ” {i12:9} แผนการ ปอง ร้าย ลา ซา รัส {12:9} พวก ยิว จำนวน มาก รู้ ว่า พระองค์ ประทับ ที่ นั่น จึง มา เฝ้า พระองค์ ไม่ ใช่ มา เพราะ พระ เยซู เท่านั้น แต่ เพื่อ จะ เห็น ลา ซา รัส คน ที่ พระองค์ ทรง ให้ เป็น ขึ้น มา จาก ตาย ด้วย {12:10} ดังนั้น พวก หัวหน้า ปุโรหิต จึง คิด จะ ฆ่า ลา ซา รัสด้วย {12:11} เพราะ ลา ซา รัส เป็นต้น เหตุ ที่ ทำให้ พวก ยิว หลาย คน แยก ตัว ไป และ วางใจ ใน พระ เยซู {i12:12} พระ เยซู เสด็จ เข้า กรุง เยรูซาเล็ม อย่าง ผู้ พิชิต (มธ.21:1-11; มก.11:1-11; ลก.19:28-40) {12:12} วัน รุ่งขึ้น เมื่อ มหาชน ที่ มา ร่วม งาน เทศกาล นั้น ได้ยิน ว่า พระ เยซู เสด็จ มา ถึง กรุง เยรูซาเล็ม {12:13} พวก เขา ก็ ถือ ทาง อินทผลัม พา กัน ออก ไป ต้อนรับ พระองค์ ร้อง ว่า“ โฮ ซัน นา ขอ ให้ พระองค์ ผู้ เสด็จ มา ใน พระ นาม ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า คือ พระ มหา กษัตริย์ แห่ง อิสราเอล ทรง พระ เจริญ” {12:14} และ พระ เยซู ทรง พบ ลูก ลา ตัว หนึ่ง จึง ทรง ลา นั้น ดัง คำ ที่ เขียน ไว้ ว่า {12:15} “ ธิดา แห่ง ศิ โยน เอ๋ย อย่า กลัว เลย จง ดู กษัตริย์ ของ เธอ เสด็จ มา ประทับ บน ลูก ลา” {12:16} ที แรก พวก สาวก ของ พระองค์ ไม่ เข้าใจ เหตุการณ์ นั้น แต่ หลัง จาก พระ เยซู ทรง รับ พระ เกียรติ แล้ว เขา จึง ระลึก ได้ ว่า มี คำ เช่น นั้น เขียน ไว้ กล่าว ถึง พระองค์ และ พวก เขา เอง เคย ทำ อย่าง นั้น ถวาย พระองค์ {12:17} ฝูง ชน ที่ อยู่ กับ พระองค์ เมื่อ ครั้ง พระองค์ ทรง เรียก ลา ซา รัส ออก มา จาก อุโมงค์ ฝัง ศพ และ ให้ เป็น ขึ้น มา จาก ตาย นั้น ก็ เป็น พยาน ใน สิ่ง ที่ เขา ทั้งหลาย ได้ยิน และ ได้ เห็น {12:18} เหตุ ที่ ฝูง ชน พา กัน ไป หา พระองค์ ก็ เพราะ เขา ได้ยิน ว่า พระองค์ ทรง ทำ หมาย สำคัญ นั้น {12:19} พวก ฟา ริ สี จึง พูด กัน ว่า“ เห็น ไหม? เรา ทำ อะไร ไม่ ได้ เลย ดู ซิ โลก ตาม เขา ไป หมด แล้ว” {i12:20} พวก กรีก บาง คน ปรารถนา จะ เห็น พระ เยซู {12:20} ใน บรรดา คน ที่ ขึ้น ไป นมัสการ ที่ งาน เทศกาล นั้น มี พวก กรีก อยู่ ด้วย {12:21} พวก เขา ไป หา ฟีลิป ซึ่ง มา จาก หมู่บ้าน เบธ ไซ ดา ใน แคว้น กา ลิ ลี แล้ว พูด กับ เขา ว่า“ ท่าน เจ้าข้า เรา อยาก จะ เห็น พระ เยซู” {12:22} ฟีลิป จึง ไป บอก อัน ดรูว์แล้วอันดรูว์กับฟีลิป ไป ทูล พระ เยซู {12:23} และ พระ เยซู ตรัส ตอบ พวก เขา ว่า“ ถึง เวลา แล้ว ที่ บุตร มนุษย์ จะ ได้ รับ พระ เกียรติ {12:24} เรา บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน ว่า ถ้า เมล็ด ข้าว ไม่ ได้ ตกลง ดิน และ ตาย ไป ก็ จะ คง อยู่ เมล็ด เดียว แต่ ถ้า ตาย ไป แล้ว ก็ จะ งอก ขึ้น เกิด ผล มาก {12:25} คน ที่ รัก ชีวิต ตัวเอง ต้อง เสีย ชีวิต และ คน ที่ เกลียด ชัง ชีวิต ตัวเอง ใน โลก นี้ จะ รักษา ชีวิต นั้น ไว้ นิรันดร์ {12:26} ถ้า ใคร จะ ปรนนิบัติ เรา คน นั้น ต้อง ตาม เรา มา และ เรา อยู่ ที่ไหน ผู้ ปรนนิบัติ ของ เรา จะ อยู่ ที่ นั่น ด้วย ถ้า ใคร ปรนนิบัติ เรา พระ บิดา จะ ประทาน เกียรติ แก่ ผู้ นั้น {i12:27} บุตร มนุษย์ จะ ต้อง ถูก ยก ขึ้น {12:27} “ เดี๋ยวนี้ ใจ ของ เรา เป็น ทุกข์ จะ ให้ เรา พูด อย่างไร?‘ ข้า แต่ พระ บิดา ขอ ทรง ช่วย ข้า พระองค์ ให้ พ้น จาก ช่วง เวลา นี้’ อย่าง นั้น หรือ? แต่ เพื่อ จุด ประสงค์ นี้ เอง เรา จึง มา ถึง ช่วง เวลา นี้ {12:28} ข้า แต่ พระ บิดา ขอ พระองค์ ทรง ให้ พระ นาม ของ พระองค์ รับ พระ เกียรติ” แล้ว ก็ มี พระ สุรเสียง ดัง มา จาก ฟ้า ว่า“ เรา ให้ รับ เกียรติ แล้ว และ เรา จะ ให้ รับ เกียรติ อีก” {12:29} ฝูง ชน ที่ ยืน อยู่ ที่ นั่น ได้ยิน เสียง นั้น ก็ พูด กัน ว่า ฟ้า ร้อง คน อื่นๆ ว่า“ ทูต สวรรค์ องค์ หนึ่ง กล่าว กับ พระองค์” {12:30} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ เสียง นี้ เกิด ขึ้น เพื่อ พวก ท่าน ไม่ ใช่ เพื่อ เรา {12:31} เดี๋ยวนี้ การ พิพากษา มา ถึง โลก นี้ แล้ว เดี๋ยวนี้ ผู้ ครอง โลก นี้ จะ ถูก กำจัด ออก ไป {12:32} เมื่อ เรา ถูก ยก ขึ้น จาก แผ่นดิน โลก แล้ว เรา จะ ชักนำ ทุก คน ให้ มา หา เรา” {12:33} พระองค์ ตรัส อย่าง นั้น เพื่อ แสดง ว่า พระองค์ จะ สิ้น พระ ชนม์ อย่างไร {12:34} ฝูง ชน จึง ทูล พระองค์ ว่า“ เรา ทราบ จาก ธรรม บัญญัติ ว่า พระ คริสต์ จะ อยู่ เป็น นิตย์ ท่าน พูด ได้ อย่างไร ว่า‘ บุตร มนุษย์ จะ ต้อง ถูก ยก ขึ้น?’ บุตร มนุษย์ นั้น คือ ใคร?” {12:35} พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ ความ สว่าง จะ อยู่ ท่ามกลาง พวก ท่าน อีก หน่อย หนึ่ง เมื่อ ยัง มี ความ สว่าง อยู่ ก็ จง เดิน ไป เถิด เพื่อ ที่ ว่า ความ มืด จะ ได้ ตาม ท่าน ไม่ ทัน คน ที่ เดิน อยู่ ใน ความ มืด ย่อม ไม่ รู้ ว่า ตน ไป ทาง ไหน {12:36} ขณะ ที่ พวก ท่าน มี ความ สว่าง จง วางใจ ใน ความ สว่าง นั้น เพื่อ จะ ได้ เป็น ลูก ของ ความ สว่าง” เมื่อ พระ เยซู ตรัส อย่าง นั้น แล้ว ก็ ทรง จาก ไป และ ทรง ซ่อน พระองค์ ให้ พ้น จาก พวก เขา {i12:37} พวก ยิว ไม่ วางใจ ใน พระ เยซู {12:37} ถึง แม้ ว่า พระองค์ ทรง ทำ หมาย สำคัญ มากมาย หลาย อย่าง ให้ เขา เห็น พวก เขา ก็ ยัง ไม่ วางใจ ใน พระองค์ {12:38} ทั้งนี้ เพื่อ จะ สำเร็จ ตาม คำ ของ อิส ยาห์ ผู้ เผย พระ วจนะ ที่ ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ใคร จะ เชื่อ สิ่ง ที่ เรา ประกาศ? และ พระ กร ของ พระเจ้า ทรง สำแดง แก่ ใคร?” {12:39} เพราะ เหตุ นี้ พวก เขา จึง เชื่อ วางใจ ไม่ ได้ เพราะ อิส ยาห์ กล่าว ไว้ อีก ว่า {12:40} “ พระองค์ ทรง ปิด ตา ของ พวก เขา และ ทำใจ ของ เขา ให้ แข็ง กระด้าง ไป เกรง ว่า พวก เขา จะ เห็นด้วย ตา และ เข้าใจ ด้วย จิตใจ และ หัน กลับ มา ให้ เรา รักษา เขา ให้ หาย” {12:41} อิส ยาห์ กล่าว อย่าง นี้ เพราะ ว่า ท่าน เห็น พระ สิริ ของ พระองค์ และ กล่าว ถึง พระองค์ {12:42} อย่างไร ก็ ดี แม้ แต่ ใน พวก เจ้าหน้าที่ เอง ก็ มี หลาย คน วางใจ ใน พระองค์ แต่ พวก เขา ไม่ ยอมรับ พระองค์ อย่าง เปิดเผย เพราะ กลัว พวก ฟา ริ สี เขา กลัว ว่า จะ ถูก ขับ ออก จาก ธรรม ศาลา {12:43} เพราะ ว่า พวก เขา รัก การ ชม ของ มนุษย์ มาก กว่า การ ชม ของ พระเจ้า {i12:44} พระ ดำรัส ของ พระ เยซู เป็น หลัก พิพากษา {12:44} และ พระ เยซู ทรง ประกาศ ว่า“ คน ที่ วางใจ เรา นั้น ไม่ ได้ วางใจ ใน เรา เอง แต่ วางใจ ใน พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {12:45} และ คน ที่ เห็น เรา ก็ เห็น ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {12:46} เรา เข้า มา ใน โลก เป็น ความ สว่าง เพื่อ ทุก คน ที่ วางใจ ใน เรา จะ ไม่ อยู่ ใน ความ มืด {12:47} เรา ไม่ พิพากษา คน ที่ ได้ยิน ถ้อยคำ ของ เรา และ ไม่ ทำ ตาม เพราะ ว่า เรา ไม่ ได้ มา เพื่อ จะ พิพากษา โลก แต่ มา เพื่อ จะ ช่วย โลก ให้ รอด {12:48} ถ้า ใคร ไม่ ยอมรับ เรา และ ไม่ รับ คำ ของ เรา จะ มี สิ่ง หนึ่ง พิพากษา เขา คำ ที่ เรา กล่าว แล้ว นั่นแหละ จะ พิพากษา เขา ใน วัน สุดท้าย {12:49} เพราะ เรา ไม่ ได้ กล่าว ตามใจ เรา เอง แต่ พระ บิดา ผู้ ทรง ใช้ เรา มา เป็น ผู้ บัญชา เรา ว่า จะ กล่าว อะไร หรือ พูด อะไร {12:50} เรา รู้ ว่า พระ บัญญัติ ของ พระองค์ นั้น เป็น ชีวิต นิรันดร์ เพราะ ฉะนั้น สิ่ง ที่ เรา พูด นั้น เรา ก็ พูด ตาม ที่ พระ บิดา ทรง บอก เรา” {i13:1} การ ทรง ล้าง เท้า ของ พวก สาวก {13:1} ก่อน ถึง งาน เทศกาล ปัส กา พระ เยซู ทรง ทราบ ว่า ถึง เวลา แล้ว ที่ พระองค์ จะ ทรง จาก โลก นี้ ไป หา พระ บิดา พระองค์ ทรง รัก บรรดา คน ของ พระองค์ ที่ อยู่ ใน โลก นี้ พระองค์ ทรง รัก เขา ทั้งหลาย จน ถึง ที่สุด {13:2} ขณะ เมื่อ รับประทาน อาหาร เย็น อยู่ นั้น (มาร ได้ ดลใจ ยู ดา ส บุตร ของ ซี โม น อิส คา ริ โอ ท ให้ ทรยศ พระองค์ แล้ว) {13:3} พระ เยซู ทรง ทราบ ว่า พระ บิดา ประทาน ทุก สิ่ง ไว้ ใน พระ หัตถ์ ของ พระองค์ และ ทรง ทราบ ว่า พระองค์ มา จาก พระเจ้า และ จะ ไป หา พระเจ้า {13:4} พระองค์ ทรง ลุก จาก การ เสวย อาหาร ทรง ถอด ฉลอง พระองค์ ออก วาง ไว้ และ ทรง เอา ผ้าเช็ดตัว คาด เอว ของ พระองค์ {13:5} แล้ว ทรง เท น้ำ ลง ใน อ่าง และ ทรง เอา น้ำ ล้าง เท้า ของ พวก สาวก และ ทรง เช็ด ด้วย ผ้า ที่ ทรง คาด เอว ไว้ นั้น {13:6} เมื่อ พระองค์ ทรง มา ถึง ซี โม นเปโตร เขา ทูล พระองค์ ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ จะ ทรง ล้าง เท้า ของ ข้า พระองค์ หรือ?” {13:7} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ สิ่ง ที่ เรา ทำ ใน ขณะ นี้ ท่าน ยัง ไม่ รู้เรื่อง แต่ ภายหลัง ท่าน จะ เข้าใจ” {13:8} เปโตร ทูล พระองค์ ว่า“ พระองค์ จะ ทรง ล้าง เท้า ของ ข้า พระองค์ ไม่ ได้ เด็ดขาด” พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ถ้า เรา ไม่ ล้าง ท่าน แล้ว ท่าน จะ มี ส่วน ใน เรา ไม่ ได้” {13:9} ซี โม นเปโตร ทูล พระองค์ ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ไม่ เพียง แต่ เท้า ของ ข้า พระองค์ เท่านั้น แต่ ขอ โปรด ล้าง ทั้ง มือ และ ศีรษะ ด้วย” {13:10} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ คน ที่ อาบ น้ำ แล้ว ไม่ จำเป็น ต้อง ชำระ กาย อีก ล้าง แต่ เท้า เท่านั้น เพราะ สะอาด หมด ทั้ง ตัว แล้ว พวก ท่าน ก็ สะอาด แล้ว แต่ ไม่ ใช่ ทุก คน” {13:11} เพราะ พระองค์ ทรง ทราบ ว่า ใคร จะ ทรยศ พระองค์ เพราะ เหตุ นี้ พระองค์ จึง ตรัส ว่า“ ไม่ ใช่ ทุก คน ใน พวก ท่าน สะอาด” {13:12} เมื่อ พระองค์ ทรง ล้าง เท้า ของ พวก เขา แล้ว พระองค์ ก็ ทรง ฉลอง พระองค์ แล้ว ประทับ ลง ตรัส กับ เขา ว่า“ พวก ท่าน เข้าใจ สิ่ง ที่ เรา ทำ กับ ท่าน หรือ ไม่? {13:13} พวก ท่าน เรียก เรา ว่า พระ อาจารย์ และ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ท่าน เรียก ถูก แล้ว เพราะ เรา เป็น อย่าง นั้น {13:14} เพราะ ฉะนั้น ถ้า เรา ผู้ เป็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า และ พระ อาจารย์ ยัง ล้าง เท้า ของ พวก ท่าน ท่าน ก็ ควร จะ ล้าง เท้า ของ กัน และ กัน ด้วย {13:15} เพราะ ว่า เรา วาง แบบอย่าง แก่ พวก ท่าน แล้ว เพื่อ ให้ ท่าน ทำ เหมือน อย่าง ที่ เรา ทำ กับ ท่าน ด้วย {13:16} เรา บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน ว่า บ่าว จะ เป็น ใหญ่ กว่า นาย ไม่ ได้ และ ทูต จะ เป็น ใหญ่ กว่า คน ที่ ใช้ เขา ไป ก็ ไม่ ได้ {13:17} เมื่อ พวก ท่าน รู้ อย่าง นี้ แล้ว และ ประพฤติ ตาม ท่าน ก็ เป็น สุข {13:18} เรา ไม่ ได้ พูด ถึง พวก ท่าน ทุก คน เรา รู้จัก คน ที่ เรา เลือก ไว้ แล้ว แต่ จะ ต้อง เป็น จริง ตาม ข้อ พระ คัมภีร์ ที่ ว่า‘ คน ที่ รับประทาน อาหาร ของ เรา ยก ส้น เท้า ใส่ เรา’ {13:19} เรา บอก พวก ท่าน ตอน นี้ ก่อน ที่ เรื่อง นี้ จะ เกิด ขึ้น เพื่อ ว่า เมื่อ เรื่อง นี้ เกิด ขึ้น แล้ว ท่าน จะ ได้ เชื่อ ว่า เรา เป็น ผู้ นั้น {13:20} เรา บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน ว่า ใคร รับ คน ที่ เรา ใช้ ไป คน นั้น ก็ รับ เรา ด้วย และ ใคร รับ เรา คน นั้น ก็ รับ พระองค์ ผู้ ทรง ใช้ เรา มา” {i13:21} การ ทรง พยากรณ์ ถึง การ ทรยศ พระองค์ (มธ.26:20-25; มก.14:17-21; ลก.22:21-23) {13:21} เมื่อ พระ เยซู ตรัส อย่าง นั้น แล้ว พระองค์ ก็ ทรง เป็น ทุกข์ ใน พระทัย และ ตรัส เป็น พยาน ว่า“ เรา บอก ความ จริง กับ ท่าน ว่า คน หนึ่ง ใน พวก ท่าน จะ ทรยศ เรา” {13:22} พวก สาวก จึง มอง หน้า กัน และ สงสัย ว่า คน ที่ พระองค์ ตรัส ถึง นั้น คือ ใคร {13:23} สาวก ที่ พระ เยซู ทรง รัก เอน กาย อยู่ ใกล้ พระองค์ {13:24} ซี โม นเปโตร จึง พยัก หน้า ให้ เขา ทูล ถาม พระองค์ ว่า คน ที่ พระองค์ ตรัส ถึง นั้น คือ ใคร {13:25} ขณะ ที่ ยัง เอน กาย อยู่ ใกล้ พระ เยซู สาวก คน นั้น ก็ ทูล ถาม พระองค์ ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า คน นั้น เป็น ใคร?” {13:26} พระองค์ ตรัส ตอบ ว่า“ เป็น คน ที่ เรา จะ เอา ขนม ปัง นี้ จิ้ม ส่ง ให้” เมื่อ พระองค์ ทรง เอา ขนม ปัง นั้น จิ้ม แล้ว ก็ ทรง ยื่น ให้ กับ ยู ดา ส บุตร ของ ซี โม น อิส คา ริ โอ ท {13:27} เมื่อ ยู ดา ส กิน ขนม ปัง นั้น แล้ว ซาตาน ก็ เข้า ไป สิง ใน ตัว เขา พระ เยซู จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ ท่าน จะ ทำ อะไร ก็ จง ทำ เร็วๆ” {13:28} ไม่ มี ใคร ใน บรรดา คน ที่ เอน กาย ร่วม โต๊ะ อาหาร ที่ รู้ ว่า ทำไม พระองค์ ถึง ตรัส กับ เขา อย่าง นั้น {13:29} บาง คน คิด ว่า เพราะ ยู ดา ส ถือ กระเป๋า เก็บ เงิน พระองค์ จึง ตรัส บอก เขา ว่า“ จง ไป ซื้อ สิ่ง ที่ เรา ต้องการ สำหรับ งาน เทศกาล นี้” หรือ ตรัส บอก เขา ว่า เขา ควร จะ ให้ อะไร แก่ คน จน {13:30} เพราะ ฉะนั้น หลัง จาก ยู ดา ส รับ ขนม ปัง ชิ้น นั้น แล้ว เขา ก็ ออก ไป ทันที ขณะ นั้น เป็น เวลา กลางคืน {i13:31} พระ บัญญัติ ใหม่ {13:31} เมื่อ เขา ออก ไป แล้ว พระ เยซู จึง ตรัส ว่า“ เดี๋ยวนี้ บุตร มนุษย์ ได้ รับ เกียรติ แล้ว และ พระเจ้า ทรง ได้ รับ พระ เกียรติ เพราะ บุตร มนุษย์ {13:32} ถ้า พระเจ้า ทรง ได้ รับ พระ เกียรติ เพราะ บุตร มนุษย์ พระเจ้า ก็ จะ ทรง ให้ บุตร มนุษย์ มี เกียรติ ใน ตัวเอง และ จะ ทรง ให้ มี เกียรติ เดี๋ยวนี้ {13:33} ลูก ทั้งหลาย เอ๋ย เรา จะ อยู่ กับ พวก ท่าน อีก หน่อย เดียว เท่านั้น ท่าน จะ เสาะ หา เรา และ อย่าง ที่ เรา พูด กับ พวก ยิว และ ตอน นี้ เรา ก็ พูด กับ ท่าน ด้วย คือ‘ ที่ ที่ เรา กำลัง จะ ไป นั้น พวก ท่าน ไป ไม่ ได้’ {13:34} เรา ให้ บัญญัติ ใหม่ ไว้ กับ พวก ท่าน คือ ให้ รัก ซึ่ง กัน และ กัน เรา รัก พวก ท่าน มา แล้ว อย่างไร ท่าน ก็ จงรัก กัน และ กัน ด้วย อย่าง นั้น {13:35} ถ้า ท่าน รัก กัน และ กัน ดังนี้ แหละ ทุก คน ก็ จะ รู้ ว่า ท่าน เป็น สาวก ของ เรา” {i13:36} การ ทรง พยากรณ์ ถึง เรื่อง ที่ เปโตรจะปฏิเสธ (มธ.26:31-35; มก.14:27-31; ลก.22:31-34) {13:36} ซี โม นเปโตร ทูล พระองค์ ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ จะ เสด็จ ไป ที่ไหน?” พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ที่ ที่ เรา จะ ไป นั้น ท่าน จะ ตาม เรา ไป เดี๋ยวนี้ ไม่ ได้ แต่ ท่าน จะ ตาม ไป ภายหลัง” {13:37} เปโตร ทูล พระองค์ ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทำไม ข้า พระองค์ ถึง ตาม พระองค์ ไป เดี๋ยวนี้ ไม่ ได้? ข้า พระองค์ จะ สละ ชีวิต เพื่อ พระองค์” {13:38} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ท่าน จะ สละ ชีวิต ของ ท่าน เพื่อ เรา หรือ? เรา บอก ความ จริง กับ ท่าน ว่า ก่อน ไก่ ขัน ท่าน จะ ปฏิเสธ เรา สาม ครั้ง” {i14:1} พระ เยซู ทรง เป็น ทาง ไป สู่ พระ บิดา {14:1} “ อย่า ให้ ใจ ของ พวก ท่าน เป็น ทุกข์ เลย พวก ท่าน วางใจ ใน พระเจ้า จง วางใจ ใน เรา ด้วย {14:2} ใน พระ นิเวศ ของ พระ บิดา เรา มี ที่ อยู่ มากมาย ถ้า ไม่ มี เรา คง บอก ท่าน แล้ว เพราะ เรา ไป จัด เตรียม ที่ ไว้ สำหรับ พวก ท่าน {14:3} เมื่อ เรา ไป จัด เตรียม ที่ ไว้ สำหรับ ท่าน แล้ว เรา จะ กลับ มา อีก และ รับ ท่าน ไป อยู่ กับ เรา เพื่อ ว่า เรา อยู่ ที่ไหน พวก ท่าน จะ ได้ อยู่ ที่ นั่น ด้วย {14:4} และ ท่าน รู้จัก ทาง ที่ เรา จะ ไป นั้น” {14:5} โธมัส ทูล พระองค์ ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า พวก ข้า พระองค์ ไม่ ทราบ ว่า พระองค์ จะ เสด็จ ไป ที่ไหน พวก ข้า พระองค์ จะ รู้จัก ทาง นั้น ได้ อย่างไร?” {14:6} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา เป็น ทาง นั้น เป็น ความ จริง และ เป็น ชีวิต ไม่ มี ใคร มา ถึง พระ บิดา ได้ นอกจาก จะ มา ทาง เรา {14:7} ถ้า พวก ท่าน รู้จัก เรา แล้ว ท่าน ก็ จะ รู้จัก พระ บิดา ของ เรา ด้วย ตั้งแต่ นี้ ไป ท่าน ก็ จะ รู้จัก พระองค์ และ ได้ เห็น พระองค์” {14:8} ฟีลิป ทูล พระองค์ ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ขอ สำแดง พระ บิดา ให้ พวก ข้า พระองค์ เห็น ก็ พอใจ ข้า พระองค์ แล้ว” {14:9} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ฟีลิป เรา อยู่ กับ ท่าน นาน ถึง ขนาด นี้ แล้ว ท่าน ยัง ไม่ รู้จัก เรา อีก หรือ? คน ที่ ได้ เห็น เรา ก็ ได้ เห็น พระ บิดา ท่าน จะ พูด ได้ อย่างไร อีก ว่า‘ ขอ สำแดง พระ บิดา ให้ พวก ข้า พระองค์ เห็น?’ {14:10} ท่าน ไม่ เชื่อ หรือ ว่า เรา อยู่ ใน พระ บิดา และ พระ บิดา ทรง อยู่ ใน เรา? คำ ซึ่ง เรา กล่าว กับ พวก ท่าน นั้น เรา ไม่ ได้ กล่าว ตามใจ ชอบ แต่ พระ บิดา ผู้ สถิต อยู่ ใน เรา ทรง ทำ พระ ราชกิจ ของ พระองค์ {14:11} จง เชื่อ เรา ว่า เรา อยู่ ใน พระ บิดา และ พระ บิดา ทรง อยู่ ใน เรา หรือ มิ ฉะนั้น ก็ จง เชื่อ เพราะ กิจการ เหล่า นั้น {14:12} “ เรา บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน ว่า คน ที่ วางใจ ใน เรา จะ ทำ กิจการ ที่ เรา ทำ นั้น ด้วย และ เขา จะ ทำ กิจ ที่ ยิ่งใหญ่ กว่า นั้น อีก เพราะ ว่า เรา จะ ไป หา พระ บิดา ของ เรา {14:13} สิ่ง ใด ที่ พวก ท่าน ขอ ใน นาม ของ เรา เรา จะ ทำ สิ่ง นั้น เพื่อ ว่า พระ บิดา จะ ทรง ได้ รับ เกียรติ อัน ยิ่งใหญ่ ทาง พระ บุตร {14:14} สิ่ง ใด ที่ พวก ท่าน ขอ ใน นาม ของ เรา เรา จะ ทำ สิ่ง นั้น {i14:15} พระ สัญญา เรื่อง พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ {14:15} “ ถ้า พวก ท่าน รัก เรา ท่าน ก็ จะ ประพฤติ ตาม บัญญัติ ของ เรา {14:16} เรา จะ ทูล ขอ พระ บิดา และ พระองค์ จะ ประทาน ผู้ ช่วย อีก ผู้ หนึ่ง ให้ กับ พวก ท่าน เพื่อ จะ อยู่ กับ ท่าน ตลอด ไป {14:17} คือ พระ วิญญาณ แห่ง ความ จริง ซึ่ง โลก รับ ไว้ ไม่ ได้ เพราะ มอง ไม่ เห็น และ ไม่ รู้จัก พระองค์ พวก ท่าน รู้จัก พระองค์ เพราะ พระองค์ สถิต อยู่ กับ ท่าน และ จะ ประทับ อยู่ ท่ามกลาง ท่าน {14:18} “ เรา จะ ไม่ ละทิ้ง พวก ท่าน ไว้ ให้ เป็น ลูก กำพร้า เรา จะ มา หา ท่าน {14:19} อีก หน่อย หนึ่ง โลก ก็ จะ ไม่ เห็น เรา แต่ พวก ท่าน จะ เห็น เรา เพราะ เรา มี ชีวิต อยู่ พวก ท่าน ก็ จะ มี ชีวิต อยู่ ด้วย {14:20} ใน วัน นั้น ท่าน จะ รู้ ว่า เรา อยู่ ใน พระ บิดา และ พวก ท่าน อยู่ ใน เรา และ เรา อยู่ ใน ท่าน {14:21} ใคร ที่ มี บัญญัติ ของ เรา และ ประพฤติ ตาม บัญญัติ เหล่า นั้น คน นั้น เป็น คน ที่ รัก เรา และ คน ที่ รัก เรา นั้น พระ บิดา ของ เรา จะ ทรง รัก เขา และ เรา จะ รัก เขา และ จะ สำแดง ตัว ให้ ปรากฏ แก่ เขา” {14:22} ยู ดา ส (ไม่ ใช่ อิส คา ริ โอ ท) ทูล พระองค์ ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทำไม พระองค์ ถึง สำแดง พระองค์ แก่ พวก ข้า พระองค์ แต่ ไม่ สำแดง แก่ โลก?” {14:23} พระองค์ ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ถ้า ใคร รัก เรา คน นั้น จะ ประพฤติ ตาม คำ ของ เรา และ พระ บิดา จะ ทรง รัก เขา แล้ว เรา ทั้ง สอง จะ มา หา เขา และ จะ อยู่ กับ เขา {14:24} คน ที่ ไม่ รัก เรา ก็ ไม่ ประพฤติ ตาม คำ ของ เรา และ คำ ที่ พวก ท่าน ได้ยิน นี้ ไม่ ใช่ คำ ของ เรา แต่ เป็น ของ พระ บิดา ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {14:25} “ เรา กล่าว คำ เหล่า นี้ กับ พวก ท่าน ขณะ ที่ เรา ยัง อยู่ กับ ท่าน {14:26} แต่ องค์ ผู้ ช่วย คือ พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ ซึ่ง พระ บิดา จะ ทรง ใช้ มา ใน นาม ของ เรา นั้น จะ ทรง สอน พวก ท่าน ทุก สิ่ง และ จะ ทำให้ ระลึก ถึง ทุก สิ่ง ที่ เรา กล่าว กับ ท่าน แล้ว {14:27} เรา มอบ สันติสุข ไว้ กับ พวก ท่าน สันติสุข ของ เรา ที่ ให้ กับ ท่าน นั้น เรา ไม่ ได้ ให้ อย่าง ที่ โลก ให้ อย่า ให้ ใจ ของ ท่าน เป็น ทุกข์ อย่า กลัว เลย {14:28} พวก ท่าน ได้ยิน เรา กล่าว กับ ท่าน ว่า‘ เรา จะ จาก ไป และ จะ กลับ มา หา ท่าน’ ถ้า พวก ท่าน รัก เรา ท่าน ก็ จะ ชื่นชม ยินดี ที่ เรา ไป หา พระ บิดา เพราะ พระ บิดา ทรง ยิ่งใหญ่ กว่า เรา {14:29} และ เรา ก็ บอก พวก ท่าน แล้ว ตอน นี้ ก่อน ที่ มัน จะ เกิด ขึ้น เพื่อ ว่า เมื่อ มัน เกิด ขึ้น แล้ว ท่าน จะ ได้ เชื่อ {14:30} เรา จะ ไม่ สนทนา กับ พวก ท่าน นาน อย่าง นี้ อีก เพราะ ว่า ผู้ ครอง โลก กำลัง จะ มา ผู้ นั้น ไม่ มี สิทธิ อำนาจ อะไร เหนือ เรา {14:31} แต่ เรา ทำ ตาม ที่ พระ บิดา ทรง บัญชา เรา เพื่อ โลก จะ ได้ รู้ ว่า เรา รัก พระ บิดา ลุก ขึ้น ให้ เรา ไป กัน เถิด {i15:1} พระ เยซู ทรง เป็น เถา องุ่น แท้ {15:1} “ เรา เป็น เถา องุ่น แท้ และ พระ บิดา ของ เรา ทรง เป็น ผู้ ดูแล รักษา {15:2} แขนง ทุก แขนง ใน เรา ที่ ไม่ ออก ผล พระองค์ ก็ ทรง ตัด ทิ้ง เสีย และ แขนง ทุก แขนง ที่ ออก ผล พระองค์ ก็ ทรง ลิด เพื่อ ให้ ออก ผล มาก ขึ้น {15:3} พวก ท่าน ได้ รับ การ ชำระ ให้ สะอาด แล้ว ด้วย ถ้อยคำ ที่ เรา กล่าว กับ ท่าน {15:4} จง ติด สนิท อยู่ กับ เรา และ เรา ติด สนิท อยู่ กับ พวก ท่าน แขนง จะ ออก ผล เอง ไม่ ได้ นอกจาก จะ ติด สนิท อยู่ กับ เถา พวก ท่าน ก็ เช่น เดียวกัน จะ เกิด ผล ไม่ ได้ นอกจาก จะ ติด สนิท อยู่ กับ เรา {15:5} เรา เป็น เถา องุ่น พวก ท่าน เป็น แขนง คน ที่ ติด สนิท อยู่ กับ เรา และ เรา ติด สนิท อยู่ กับ เขา คน นั้น จะ เกิด ผล มาก เพราะ ว่า ถ้า แยก จาก เรา แล้ว พวก ท่าน จะ ทำ สิ่ง ใด ไม่ ได้ เลย {15:6} ถ้า ใคร ไม่ ได้ ติด สนิท อยู่ กับ เรา คน นั้น ก็ ต้อง ถูก ตัด ทิ้ง เสีย เหมือน แขนง แล้ว ก็ เหี่ยวแห้ง ไป และ ถูก เก็บ เอา ไป เผา ไฟ {15:7} ถ้า พวก ท่าน ติด สนิท อยู่ กับ เรา และ ถ้อยคำ ของ เรา ติด สนิท อยู่ กับ ท่าน แล้ว ท่าน จะ ขอ สิ่ง ใด ที่ ท่าน ปรารถนา ก็ จะ ได้ สิ่ง นั้น {15:8} พระ บิดา ของ เรา ทรง ได้ รับ พระ เกียรติ เพราะ เหตุ นี้ คือ เมื่อ พวก ท่าน เกิด ผล มาก และ เป็น สาวก ของ เรา {15:9} พระ บิดา ทรง รัก เรา อย่างไร เรา ก็ รัก พวก ท่าน อย่าง นั้น จง ติด สนิท อยู่ กับ ความ รัก ของ เรา {15:10} ถ้า พวก ท่าน ประพฤติ ตาม บัญญัติ ของ เรา ท่าน ก็ จะ ติด สนิท อยู่ กับ ความ รัก ของ เรา เหมือน อย่าง ที่ เรา ประพฤติ ตาม บัญญัติ ของ พระ บิดา และ ติด สนิท อยู่ กับ ความ รัก ของ พระองค์ {15:11} เรา บอก สิ่ง เหล่า นี้ กับ พวก ท่าน แล้ว เพื่อ ให้ ความ ยินดี ของ เรา อยู่ ใน ท่าน และ ให้ ความ ยินดี ของ ท่าน เต็ม เปี่ยม {15:12} “ บัญญัติ ของ เรา คือ ให้ พวก ท่าน รัก กัน และ กัน เหมือน อย่าง ที่ เรา รัก ท่าน {15:13} ไม่ มี ใคร มี ความ รัก ยิ่งใหญ่ กว่า นี้ คือ การ สละ ชีวิต เพื่อ มิตรสหาย ของ ตน {15:14} ถ้า พวก ท่าน ประพฤติ ตาม ที่ เรา สั่ง ท่าน ก็ จะ เป็น มิตรสหาย ของ เรา {15:15} เรา จะ ไม่ เรียก พวก ท่าน ว่า บ่าว อีก เพราะ บ่าว ไม่ ทราบ ว่า นาย ทำ อะไร แต่ เรา เรียก ท่าน ว่า มิตรสหาย เพราะ ว่า ทุก สิ่ง ที่ เรา ได้ยิน จาก พระ บิดา เรา สำแดง แก่ พวก ท่าน แล้ว {15:16} ท่าน ไม่ ได้ เลือก เรา แต่ เรา เลือก พวก ท่าน และ แต่งตั้ง ท่าน ให้ ไป เกิด ผล และ เพื่อ ให้ ผล ของ ท่าน คง อยู่ เพื่อ ว่า เมื่อ พวก ท่าน ทูล ขอ สิ่ง ใด จาก พระ บิดา ใน นาม ของ เรา พระองค์ จะ ประทาน สิ่ง นั้น แก่ ท่าน {15:17} สิ่ง ที่ เรา สั่ง พวก ท่าน ไว้ ก็ คือ จงรัก กัน และ กัน {i15:18} ความ เกลียด ชัง ของ โลก {15:18} “ ถ้า โลก นี้ เกลียด ชัง พวก ท่าน ก็ จง รู้ ว่า โลก เกลียด ชัง เรา ก่อน {15:19} ถ้า พวก ท่าน เป็น ของ โลก โลก ก็ ย่อม จะ รัก คน ที่ เป็น ของ โลก เอง แต่ เพราะ ท่าน ไม่ ได้ เป็น ของ โลก คือ เรา เลือก ท่าน ออก จาก โลก เพราะ เหตุ นี้ โลก จึง เกลียด ชัง ท่าน {15:20} จง ระลึก ถึง คำ ที่ เรา กล่าว กับ พวก ท่าน แล้ว ว่า‘ บ่าว ไม่ ได้ เป็น ใหญ่ กว่า นาย’ ถ้า พวก เขา ข่มเหง เรา เขา ก็ จะ ข่มเหง พวก ท่าน ด้วย ถ้า เขา ปฏิบัติ ตาม คำ ของ เรา พวก เขา ก็ จะ ปฏิบัติ ตาม คำ ของ พวก ท่าน ด้วย {15:21} แต่ เขา จะ ทำ ทุก สิ่ง เหล่า นี้ แก่ พวก ท่าน เพราะ นาม ของ เรา เพราะ เขา ไม่ รู้จัก ผู้ ทรง ใช้ เรา มา {15:22} ถ้า เรา ไม่ ได้ มา สั่งสอน พวก เขา เขา ก็ คง จะ ไม่ มี บาป แต่ เดี๋ยวนี้ พวก เขา ไม่ มี ข้อ แก้ตัว ใน เรื่อง บาป ของ เขา {15:23} คน ที่ เกลียด ชัง เรา ก็ เกลียด ชัง พระ บิดา ของ เรา ด้วย {15:24} ถ้า ใน ท่ามกลาง พวก เขา เรา ไม่ ได้ ทำ สิ่ง ซึ่ง ไม่ มี คน อื่น ทำ เลย พวก เขา ก็ จะ ไม่ มี บาป แต่ เดี๋ยวนี้ เขา เห็น และ เกลียด ชัง ทั้ง ตัว เรา และ พระ บิดา ของ เรา {15:25} ทั้งนี้ ก็ เพื่อ จะ ได้ เป็น จริง ตาม ที่ เขียน ไว้ ใน พระ คัมภีร์ ของ เขา ที่ ว่า‘ เขา เกลียด ชัง เรา โดย ไม่ มี สาเหตุ’ {15:26} แต่ เมื่อ องค์ ผู้ ช่วย เสด็จ มา ซึ่ง เป็น ผู้ ที่ เรา จะ ใช้ จาก พระ บิดา มา หา พวก ท่าน คือ พระ วิญญาณ แห่ง ความ จริง ซึ่ง มา จาก พระ บิดา นั้น พระองค์ จะ ทรง เป็น พยาน ให้ เรา {15:27} และ พวก ท่าน ก็ จะ เป็น พยาน ด้วย เพราะ ว่า ท่าน อยู่ กับ เรา ตั้งแต่ แรก แล้ว {16:1} “ เรา บอก สิ่ง เหล่า นี้ กับ พวก ท่าน ก็ เพื่อ ไม่ ให้ ท่าน ท้อถอย {16:2} เขา ทั้งหลาย จะ ไล่ ท่าน ออก จาก ธรรม ศาลา อัน ที่ จริง วัน นั้น จะ มา ถึง เมื่อ ทุก คน ที่ ประหาร ชีวิต ของ พวก ท่าน จะ คิด ว่า เขา กำลัง ปรนนิบัติ พระเจ้า {16:3} เขา จะ ทำ อย่าง นั้น เพราะ ไม่ รู้จัก พระ บิดา และ ไม่ รู้จัก เรา {16:4} แต่ เหตุ ที่ เรา บอก สิ่ง เหล่า นี้ ให้ ท่าน ฟัง ก็ เพื่อ ว่า เมื่อ ถึง เวลา ของ พวก เขา ท่าน จะ ได้ ระลึก ว่า เรา บอก ท่าน ไว้ แล้ว“ เรา ไม่ ได้ บอก เรื่อง นี้ กับ พวก ท่าน แต่ แรก เพราะ ว่า เรา ยัง อยู่ กับ ท่าน {i16:5} พระ ราชกิจ ของ พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ {16:5} แต่ ตอน นี้ เรา กำลัง จะ ไป หา ผู้ ทรง ใช้ เรา มา และ ไม่ มี ใคร ใน พวก ท่าน ถาม เรา ว่า‘ จะ ไป ที่ไหน?’ {16:6} แต่ เพราะ เรา บอก เรื่อง นี้ กับ พวก ท่าน จิตใจ ของ ท่าน จึง มี แต่ ความ ทุกข์ {16:7} อย่างไร ก็ ตาม เรา จะ บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน คือ การ ที่ เรา จาก ไป นั้น ก็ เพื่อ ประโยชน์ ของ ท่าน เพราะ ถ้า เรา ไม่ ไป องค์ ผู้ ช่วย ก็ จะ ไม่ เสด็จ มา หา พวก ท่าน แต่ ถ้า เรา ไป แล้ว เรา ก็ จะ ใช้ พระองค์ มา หา ท่าน {16:8} เมื่อ พระองค์ เสด็จ มา แล้ว พระองค์ จะ ทรง ทำให้ โลก รู้แจ้ง ใน เรื่อง ความ บาป ความ ชอบธรรม และ การ พิพากษา {16:9} ใน เรื่อง ความ บาป นั้น คือ เพราะ พวก เขา ไม่ วางใจ ใน เรา {16:10} ใน เรื่อง ความ ชอบธรรม นั้น คือ เพราะ เรา ไป หา พระ บิดา และ พวก ท่าน จะ ไม่ เห็น เรา อีก {16:11} ใน เรื่อง การ พิพากษา นั้น คือ เพราะ ผู้ ครอง โลก นี้ ถูก พิพากษา แล้ว {16:12} “ เรา ยัง มี อีก หลาย สิ่ง ที่ จะ บอก กับ พวก ท่าน แต่ ตอน นี้ ท่าน ยัง รับ ไม่ ไหว {16:13} เมื่อ พระ วิญญาณ แห่ง ความ จริง เสด็จ มา แล้ว พระองค์ จะ นำ พวก ท่าน ไป สู่ ความ จริง ทั้งมวล เพราะ พระองค์ จะ ไม่ ตรัส โดย พลการ แต่ พระองค์ จะ ตรัส สิ่ง ที่ พระองค์ ทรง ได้ยิน และ พระองค์ จะ ทรง แจ้ง แก่ พวก ท่าน ถึง สิ่ง ต่างๆ ที่ จะ เกิด ขึ้น {16:14} พระองค์ จะ ทรง ให้ เรา ได้ รับ เกียรติ เพราะ ว่า พระองค์ จะ ทรง เอา สิ่ง ที่ เป็น ของ เรา มา แจ้ง แก่ พวก ท่าน {16:15} ทุก สิ่ง ที่ พระ บิดา ทรง มี นั้น เป็น ของ เรา เพราะ เหตุ นี้ เรา จึง กล่าว ว่า พระ วิญญาณ ทรง เอา สิ่ง ที่ เป็น ของ เรา นั้น มา แจ้ง แก่ พวก ท่าน {i16:16} ความ เศร้าโศก จะ กลาย เป็น ความ ชื่นชม ยินดี {16:16} “ อีก หน่อย พวก ท่าน จะ ไม่ เห็น เรา และ ต่อ ไป อีก หน่อย พวก ท่าน ก็ จะ เห็น เรา” {16:17} สาวก ของ พระองค์ บาง คน พูด กัน ว่า“ พระองค์ หมายความ ว่า อะไร ที่ ตรัส กับ เรา ว่า‘ อีก หน่อย พวก ท่าน จะ ไม่ เห็น เรา และ ต่อ ไป อีก หน่อย พวก ท่าน ก็ จะ เห็น เรา’ และ‘ เพราะ เรา ไป ถึง พระ บิดา’” {16:18} พวก เขา พูด กัน ว่า“‘ อีก หน่อย’ นั้น หมายความ ว่า อะไร? เรา ไม่ ทราบ ว่า‘ อีก หน่อย’ ที่ พระองค์ ตรัส นั้น หมายความ ว่า อะไร” {16:19} พระ เยซู ทรง ทราบ ว่า พวก เขา อยาก ทูล ถาม พระองค์ พระองค์ จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ พวก ท่าน ถาม กัน อยู่ หรือ ว่า เรา หมายความ ว่า อะไร ที่ พูด ว่า‘ อีก หน่อย พวก ท่าน จะ ไม่ เห็น เรา และ ต่อ ไป อีก หน่อย พวก ท่าน ก็ จะ เห็น เรา?’ {16:20} เรา บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน ว่า ท่าน จะ ร้องไห้ และ คร่ำครวญ แต่ โลก จะ ชื่นชม ยินดี พวก ท่าน จะ เป็น ทุกข์ แต่ ความ ทุกข์ ของ ท่าน จะ กลับ กลาย เป็น ความ ชื่นชม ยินดี {16:21} เมื่อ ผู้หญิง จะ คลอด บุตร นาง ก็ มี แต่ ความ ทุกข์ เพราะ ถึง กำหนด แต่ เมื่อ คลอด บุตร แล้ว นาง ก็ ไม่ คิด ถึง ความ เจ็บ ปวด นั้น เลย เพราะ มี ความ ชื่นชม ยินดี ที่ คน หนึ่ง เกิด มา ใน โลก {16:22} ดังนั้น ขณะ นี้ พวก ท่าน จึง มี ความ ทุกข์ แต่ เรา จะ มา หา ท่าน อีก และ ใจ ของ ท่าน จะ ชื่นชม ยินดี และ จะ ไม่ มี ใคร ช่วงชิง ความ ชื่นชม ยินดี ไป จาก ท่าน ได้ {16:23} ใน วัน นั้น พวก ท่าน จะ ไม่ ถาม อะไร เรา อีก เรา บอก ความ จริง กับ พวก ท่าน ว่า ถ้า ท่าน ขอ สิ่ง ใด จาก พระ บิดา ใน นาม ของ เรา พระองค์ จะ ประทาน สิ่ง นั้น แก่ ท่าน {16:24} จน บัดนี้ พวก ท่าน ก็ ยัง ไม่ ได้ ขอ สิ่ง ใด ใน นาม ของ เรา จง ขอ เถิด แล้ว จะ ได้ เพื่อ ความ ชื่นชม ยินดี ของ ท่าน จะ มี เต็ม เปี่ยม {i16:25} “ เรา ชนะ โลก แล้ว” {16:25} “ เรา พูด เรื่อง นี้ กับ พวก ท่าน โดย ใช้ เรื่อง เปรียบเทียบ วัน นั้น จะ มา ถึง เมื่อ เรา จะ ไม่ พูด กับ ท่าน โดย ใช้ เรื่อง เปรียบเทียบ อีก แต่ จะ บอก ท่าน ถึง เรื่อง พระ บิดา อย่าง แจ่มแจ้ง {16:26} ใน วัน นั้น พวก ท่าน จะ ทูล ขอ ใน นาม ของ เรา และ เรา จะ ไม่ บอก ท่าน ว่า เรา จะ อ้อนวอน พระ บิดา เพื่อ ท่าน {16:27} เพราะ ว่า พระ บิดา เอง ก็ ทรง รัก พวก ท่าน เพราะ ท่าน รัก เรา และ เชื่อ ว่า เรา มา จาก พระเจ้า {16:28} เรา มา จาก พระ บิดา และ เข้า มา ใน โลก แล้ว เรา จะ จาก โลก นี้ ไป หา พระ บิดา อีก” {16:29} พวก สาวก ของ พระองค์ ทูล ว่า“ ตอน นี้ พระองค์ ตรัส อย่าง แจ่มแจ้ง ไม่ ได้ ตรัส โดย ใช้ เรื่อง เปรียบเทียบ {16:30} ตอน นี้ พวก ข้า พระองค์ รู้ แล้ว ว่า พระองค์ ทรง ทราบ ทุก สิ่ง และ ไม่ จำเป็น ที่ ใคร จะ ทูล ถาม พระองค์ อีก เพราะ เหตุ นี้ พวก ข้า พระองค์ จึง เชื่อ ว่า พระองค์ ทรง มา จาก พระเจ้า” {16:31} พระ เยซู ตรัส ตอบ พวก เขา ว่า“ ตอน นี้ พวก ท่าน เชื่อ แล้ว หรือ? {16:32} นี่แน่ะ วัน นั้น จะ มา และ เวลา นั้น ก็ มา ถึง แล้ว ที่ พวก ท่าน จะ ต้อง กระจัด กระจาย ไป ยัง ที่ อยู่ ของ ท่าน แต่ละ คน และ จะ ทิ้ง เรา ไว้ คน เดียว แต่ เรา ไม่ ได้ อยู่ คน เดียว เพราะ พระ บิดา สถิต อยู่ กับ เรา {16:33} เรา บอก เรื่อง นี้ กับ พวก ท่าน เพื่อ ท่าน จะ ได้ มี สันติสุข ใน เรา ใน โลก นี้ ท่าน จะ ประสบ ความ ทุกข์ ยาก แต่ จง มี ใจ กล้า เถิด เพราะ ว่า เรา ชนะ โลก แล้ว” {i17:1} คำ อธิษฐาน ของ พระ เยซู {17:1} เมื่อ พระ เยซู ตรัส อย่าง นั้น แล้ว พระองค์ ก็ แหงน พระ พักตร์ ขึ้น ดู ฟ้า และ ตรัส ว่า“ ข้า แต่ พระ บิดา ถึง เวลา แล้ว ขอ โปรด ให้ พระ บุตร ของ พระองค์ ได้ รับ เกียรติ เพื่อ พระ บุตร จะ ได้ ถวาย พระ เกียรติ แด่ พระองค์ {17:2} ดัง ที่ พระองค์ โปรด ให้ พระ บุตร มี สิทธิ อำนาจ เหนือ มนุษย์ ทั้งสิ้น เพื่อ ให้ พระ บุตร ประทาน ชีวิต นิรันดร์ แก่ คน ที่ พระองค์ ทรง มอบ แก่ พระ บุตร นั้น {17:3} และ นี่แหละ คือ ชีวิต นิรันดร์ คือ การ ที่ พวก เขา รู้จัก พระองค์ ผู้ ทรง เป็น พระเจ้า เที่ยงแท้ องค์ เดียว และ รู้จัก พระ เยซู คริสต์ ที่ พระองค์ ทรง ใช้ มา {17:4} ข้า พระองค์ ถวาย พระ เกียรติ แด่ พระองค์ ใน โลก เพราะ ข้า พระองค์ ทำ กิจ ที่ พระองค์ ทรง ให้ ข้า พระองค์ ทำ นั้น สำเร็จ แล้ว {17:5} บัดนี้ ข้า แต่ พระ บิดา ขอ โปรด ให้ ข้า พระองค์ ได้ รับ เกียรติ ต่อ พระ พักตร์ ของ พระองค์ คือ เกียรติ ที่ ข้า พระองค์ มี ร่วม กับ พระองค์ ก่อน ที่ โลก นี้ มี มา {17:6} “ ข้า พระองค์ สำแดง พระ นาม ของ พระองค์ แก่ บรรดา คน ที่ พระองค์ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ จาก โลก คน เหล่า นั้น เป็น ของ พระองค์ แล้ว และ พระองค์ ประทาน พวก เขา แก่ ข้า พระองค์ และ เขา ได้ ปฏิบัติ ตาม พระ ดำรัส ของ พระองค์ แล้ว {17:7} บัดนี้ พวก เขา รู้ ว่า ทุก สิ่ง ที่ พระองค์ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ นั้น มา จาก พระองค์ {17:8} เพราะ ว่า พระ ดำรัส ที่ พระองค์ ตรัส แก่ ข้า พระองค์ นั้น ข้า พระองค์ ให้ พวก เขา แล้ว และ เขา รับ ไว้ และ รู้ แน่ ว่า ข้า พระองค์ มา จาก พระองค์ และ เชื่อ แล้ว ว่า พระองค์ ทรง ใช้ ข้า พระองค์ มา {17:9} ข้า พระองค์ อธิษฐาน เพื่อ พวก เขา ข้า พระองค์ ไม่ ได้ อธิษฐาน เพื่อ โลก แต่ เพื่อ คน เหล่า นั้น ที่ พระองค์ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ เพราะ ว่า เขา เป็น ของ พระองค์ {17:10} ทุก คน ที่ เป็น ของ ข้า พระองค์ ก็ เป็น ของ พระองค์ และ ทุก คน ที่ เป็น ของ พระองค์ ก็ เป็น ของ ข้า พระองค์ และ ข้า พระองค์ ได้ รับ เกียรติ ใน ตัว พวก เขา {17:11} บัดนี้ ข้า พระองค์ จะ ไม่ อยู่ ใน โลก นี้ อีก แต่ พวก เขา ยัง อยู่ ใน โลก นี้ และ ข้า พระองค์ กำลัง จะ ไป หา พระองค์ ข้า แต่ พระ บิดา ผู้ บริสุทธิ์ ขอ พระองค์ ทรง พิทักษ์ รักษา บรรดา คน ที่ พระองค์ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ ไว้ โดย พระ นาม ของ พระองค์ เพื่อ เขา จะ เป็น อัน หนึ่ง อัน เดียวกัน เหมือน อย่าง ข้า พระองค์ กับ พระองค์ {17:12} เมื่อ ข้า พระองค์ ยัง อยู่ กับ พวก เขา ข้า พระองค์ ก็ พิทักษ์ รักษา เขา ผู้ ซึ่ง พระองค์ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ ไว้ โดย พระ นาม ของ พระองค์ และ ข้า พระองค์ ปกป้อง พวก เขา ไว้ และ ไม่ มี ใคร ใน พวก เขา พินาศ นอกจาก ลูก แห่ง ความ พินาศ เพื่อ ให้ เป็น จริง ตาม ข้อ พระ คัมภีร์ {17:13} แต่ บัดนี้ ข้า พระองค์ กำลัง จะ ไป หา พระองค์ ข้า พระองค์ กล่าว ถึง สิ่ง เหล่า นี้ ใน โลก เพื่อ ให้ เขา ได้ รับ ความ ชื่นชม ยินดี ของ ข้า พระองค์ อย่าง เต็ม เปี่ยม {17:14} ข้า พระองค์ มอบ พระ ดำรัส ของ พระองค์ ให้ แก่ พวก เขา แล้ว และ โลก นี้ เกลียด ชัง เขา เพราะ เขา ไม่ ใช่ ของ โลก เหมือน อย่าง ที่ ข้า พระองค์ ไม่ ใช่ ของ โลก {17:15} ข้า พระองค์ ไม่ ได้ ขอ ให้ พระองค์ เอา พวก เขา ออก ไป จาก โลก แต่ ขอ ให้ ปกป้อง เขา ไว้ ให้ พ้น จาก มาร ร้าย {17:16} พวก เขา ไม่ ใช่ ของ โลก เหมือน อย่าง ที่ ข้า พระองค์ ไม่ ใช่ ของ โลก {17:17} ขอ ทรง แยก พวก เขา ให้ บริสุทธิ์ ด้วย ความ จริง พระ วจนะ ของ พระองค์ เป็น ความ จริง {17:18} พระองค์ ทรง ใช้ ข้า พระองค์ มา ใน โลก อย่างไร ข้า พระองค์ ก็ ใช้ พวก เขา ไป ใน โลก อย่าง นั้น {17:19} ข้า พระองค์ แยก ตัว ให้ บริสุทธิ์ เพราะ เห็นแก่ เขา ทั้งหลาย เพื่อ ให้ เขา รับ การ แยก ให้ บริสุทธิ์ ด้วย ความ จริง {17:20} “ ข้า พระองค์ ไม่ ได้ อธิษฐาน เพื่อ คน เหล่า นี้ พวก เดียว แต่ เพื่อ ทุก คน ที่ วางใจ ใน ข้า พระองค์ เพราะ ถ้อยคำ ของ พวก เขา {17:21} เพื่อ พวก เขา จะ ได้ เป็น อัน หนึ่ง อัน เดียวกัน ดัง เช่น พระองค์ ผู้ เป็น พระ บิดา สถิต ใน ข้า พระองค์ และ ข้า พระองค์ ใน พระองค์ เพื่อ พวก เขา จะ ได้ อยู่ ใน พระองค์ และ ใน ข้า พระองค์ ด้วย เพื่อ โลก จะ ได้ เชื่อ ว่า พระองค์ ทรง ใช้ ข้า พระองค์ มา {17:22} เกียรติ ซึ่ง พระองค์ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ นั้น ข้า พระองค์ มอบ ให้ แก่ พวก เขา เพื่อ พวก เขา จะ ได้ เป็น อัน หนึ่ง อัน เดียวกัน ดัง เช่น พระองค์ กับ ข้า พระองค์ {17:23} ข้า พระองค์ อยู่ ใน พวก เขา และ พระองค์ ทรง อยู่ ใน ข้า พระองค์ เพื่อ พวก เขา จะ ได้ เป็น อัน หนึ่ง อัน เดียวกัน อย่าง สมบูรณ์ เพื่อ โลก จะ ได้ รู้ ว่า พระองค์ ทรง ใช้ ข้า พระองค์ มา และ พระองค์ ทรง รัก พวก เขา เหมือน อย่าง ที่ พระองค์ ทรง รัก ข้า พระองค์ {17:24} ข้า แต่ พระ บิดา ข้า พระองค์ ปรารถนา ให้ คน เหล่า นั้น ที่ พระองค์ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ อยู่ กับ ข้า พระองค์ ใน ที่ ที่ ข้า พระองค์ อยู่ นั้น เพื่อ พวก เขา จะ ได้ เห็น ศักดิ์ศรี ของ ข้า พระองค์ ซึ่ง พระองค์ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ เพราะ พระองค์ ทรง รัก ข้า พระองค์ ก่อน ที่ จะ ทรง สร้าง โลก {17:25} ข้า แต่ พระ บิดา ผู้ ทรง ธรรม โลก นี้ ไม่ รู้จัก พระองค์ แต่ ข้า พระองค์ รู้จัก พระองค์ และ คน เหล่า นี้ รู้ ว่า พระองค์ ทรง ใช้ ข้า พระองค์ มา {17:26} ข้า พระองค์ ทำให้ พวก เขา รู้จัก พระ นาม ของ พระองค์ และ จะ ทำให้ เขา รู้ อีก เพื่อ ความ รัก ที่ พระองค์ ทรง รัก ข้า พระองค์ นั้น จะ อยู่ ใน เขา และ ข้า พระองค์ อยู่ ใน เขา” {i18:1} การ ทรยศ และ การ จับกุม พระ เยซู (มธ.26:47-56; มก.14:43-50; ลก.22:47-53) {18:1} เมื่อ พระ เยซู ตรัส อย่าง นี้ แล้ว พระองค์ ก็ เสด็จ ออก ไป กับ พวก สาวก ของ พระองค์ ข้าม ห้วย ขิด โร น ไป ยัง สวน แห่ง หนึ่ง พระองค์ เสด็จ เข้า ไป ใน สวน นั้น กับ พวก สาวก {18:2} ยู ดา ส คน ที่ จะ ทรยศ พระองค์ ก็ รู้จัก สวน นั้น ด้วย เพราะ ว่า พระ เยซู กับ พวก สาวก เคย มา พบ กัน ที่ นั่น บ่อยๆ {18:3} ยู ดา ส นำ พวก ทหาร โรมัน กับ เจ้าหน้าที่ มา จาก พวก หัวหน้า ปุโรหิต และ พวก ฟา ริ สี พวก เขา ถือ โคม ถือ ไต้ และ อาวุธ ไป ที่ นั่น ด้วย {18:4} พระ เยซู ทรง ทราบ ทุก สิ่ง ที่ จะ เกิด ขึ้น กับ พระองค์ พระองค์ จึง เสด็จ ออก ไป ถาม เขา ว่า“ พวก ท่าน มา หา ใคร?” {18:5} เขา ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ มา หา เยซู ชาว นาซา เร็ธ” พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ เรา เป็น ผู้ นั้น” ยู ดา ส คน ที่ ทรยศ พระองค์ ก็ ยืน อยู่ กับ คน เหล่า นั้น {18:6} เมื่อ พระองค์ ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ เรา เป็น ผู้ นั้น” เขา ก็ ถอย หลัง และ ล้ม ลง ที่ดิน {18:7} พระองค์ ตรัส ถาม เขา อีก ว่า“ พวก ท่าน มา หา ใคร?” เขา ทูล ตอบ ว่า“ มา หา เยซู ชาว นาซา เร็ธ” {18:8} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ เรา บอก ท่าน แล้ว ว่า เรา เป็น ผู้ นั้น ถ้า ท่าน ตาม หา เรา ก็ จง ปล่อย คน เหล่า นี้ ไป เถิด” {18:9} ทั้งนี้ เพื่อ ให้ เป็น จริง ตาม พระ ดำรัส ที่ พระองค์ ตรัส ว่า“ คน เหล่า นั้น ซึ่ง พระองค์ ประทาน แก่ ข้า พระองค์ ไม่ ได้เสีย ไป สัก คน เดียว” {18:10} ซี โม นเปโตร มี ดาบ จึง ชัก ออก ฟัน ทาส คน หนึ่ง ของ มหา ปุโรหิต ถูก หู ข้าง ขวา ขาด ทาส คน นั้น ชื่อ มัลคัส {18:11} พระ เยซู ตรัส กับ เปโตรว่า“ จง เอา ดาบ ใส่ ฝัก เสีย เรา จะ ไม่ ดื่ม ถ้วย ที่ พระ บิดา ประทาน แก่ เรา หรือ?” {i18:12} พระ เยซู ทรง อยู่ ต่อ หน้า มหา ปุโรหิต (มธ.26:57-58; มก.14:53-54; ลก.22:54) {18:12} พวก พล ทหาร กับ นาย ทหาร และ เจ้าหน้าที่ ของ พวก ยิว จึง จับ พระ เยซู มัด ไว้ {18:13} แล้ว พา พระองค์ ไป หา อัน นา ส ก่อน เพราะ อัน นา ส เป็น พ่อตา ของ คา ยา ฟา ส ซึ่ง เป็น มหา ปุโรหิต ใน ปี นั้น {18:14} คา ยา ฟา ส คน นี้ แหละ ที่ แนะนำ พวก ยิว ว่า ควร ให้ คน หนึ่ง ตาย แทน ประชาชน {i18:15} เปโตร ปฏิเสธ พระ เยซู (มธ.26:69-70; มก.14:66-68; ลก.22:55-57) {18:15} ซี โม นเปโตร กับ สาวก อีก คน หนึ่ง ติดตาม พระ เยซู ไป แต่ เพราะ สาวก คน นั้น รู้จัก กับ มหา ปุโรหิต เขา จึง เข้า ไป กับ พระ เยซู จน ถึง ลาน บ้าน ของ มหา ปุโรหิต {18:16} แต่ เปโตร ยืน อยู่ ข้าง นอก ริม ประตู สาวก อีก คน หนึ่ง นั้น ที่ รู้จัก กับ มหา ปุโรหิต จึง ออก ไป พูด กับ หญิง ที่ เฝ้า ประตู แล้ว พา เปโตรเข้าไป {18:17} ผู้หญิง คน ที่ เฝ้า ประตู ถาม เปโตรว่า“ ท่าน ก็ เป็น คน หนึ่ง ใน พวก สาวก ของ คน นั้น ด้วย ไม่ ใช่ หรือ?” เขา ตอบ ว่า“ ไม่ ใช่” {18:18} พวก ทาส กับ เจ้าหน้าที่ ก็ ยืน อยู่ ที่ นั่น เอา ถ่าน มา ก่อ ไฟ เพราะ อากาศ หนาว แล้ว ก็ ยืน ผิง ไฟ กัน เปโตร ก็ ยืน ผิง ไฟ อยู่ กับ เขา ด้วย {i18:19} มหา ปุโรหิต สอบสวน พระ เยซู (มธ.26:59-66; มก.14:55-64; ลก.22:66-71) {18:19} มหา ปุโรหิต ก็ ถาม พระ เยซู ถึง พวก สาวก ของ พระองค์ และ คำ สอน ของ พระองค์ {18:20} พระ เยซู ตรัส ตอบ ท่าน ว่า“ เรา กล่าว ให้ โลก ฟัง โดย เปิดเผย เรา สั่งสอน เสมอ ทั้ง ใน ธรรม ศาลา และ ใน บริเวณ พระ วิหาร ที่ พวก ยิว เคย ชุมนุม กัน เรา ไม่ ได้ สอน สิ่ง ใด อย่าง ลับๆ เลย {18:21} ท่าน ถาม เรา ทำไม? จง ถาม คน ที่ ฟัง เรา ว่า เรา พูด อะไร กับ พวก เขา เขา รู้ ว่า เรา สอน อะไร” {18:22} เมื่อ พระองค์ ตรัส อย่าง นั้น แล้ว เจ้าหน้าที่ คน หนึ่ง ที่ ยืน อยู่ ที่ นั่น ก็ ตบ พระ พักตร์ พระ เยซู แล้ว พูด ว่า“ เจ้า ตอบ มหา ปุโรหิต อย่าง นั้น หรือ?” {18:23} พระ เยซู ตรัส ตอบ เขา ว่า“ ถ้า เรา พูด ผิด ก็ จง เป็น พยาน ใน สิ่ง ที่ ผิด นั้น แต่ ถ้า เรา พูด ถูก ท่าน ตบ เรา ทำไม?” {18:24} อัน นา ส จึง ให้ พา พระ เยซู ซึ่ง ถูก มัด อยู่ ไป หา คา ยา ฟา สม หา ปุโรหิต {i18:25} เปโตร ปฏิเสธ พระ เยซู อีก (มธ.26:71-75; มก.14:69-72; ลก.22:58-62) {18:25} ขณะ นั้น ซี โม นเปโตร กำลัง ยืน ผิง ไฟ อยู่ คน พวก นั้น ถาม เปโตรว่า“ เจ้า ก็ เป็น สาวก ของ คน นั้น ด้วย ไม่ ใช่ หรือ?” เปโตรปฏิเสธว่า“ ไม่ ใช่” {18:26} ทาส คน หนึ่ง ของ มหา ปุโรหิต ซึ่ง เป็น ญาติ กับ คน ที่ เปโตร ฟัน หู ขาด ก็ ถาม ว่า“ ข้า เห็น เจ้า กับ คน นั้น ใน สวน ไม่ ใช่ หรือ?” {18:27} เปโตร ปฏิเสธ อีก ครั้ง หนึ่ง และ ใน ทันใด นั้น ไก่ ก็ ขัน {i18:28} พระ เยซู ทรง อยู่ ต่อ หน้า ปี ลา ต (มธ.27:1-2,11-14; มก.15:1-5; ลก.23:1-5) {18:28} แล้ว พวก เขา ก็ พา พระ เยซู ออก จาก บ้าน ของ คา ยา ฟา ส ไป ยัง กอง บัญชาการ ป รี โท เรียม ขณะ นั้น เป็น เวลา เช้าตรู่ พวก เขา เอง ไม่ ได้ เข้า ไป ใน กอง บัญชาการ ป รี โท เรียม นั้น เพื่อ ไม่ ให้ เป็น มลทิน และ จะ ได้ กิน ปัสกาได้ {18:29} ปี ลา ต จึง ออก มา หา พวก เขา แล้ว ถาม ว่า“ พวก ท่าน มี เรื่อง อะไร มา ฟ้อง คน นี้?” {18:30} พวก เขา ตอบ ท่าน ว่า“ ถ้า เขา ไม่ ใช่ ผู้ร้าย เรา ก็ คง จะ ไม่ มอบตัว เขา ไว้ กับ ท่าน” {18:31} ปี ลา ตก ล่า ว กับ เขา ว่า“ พวก ท่าน จง เอา คน นี้ ไป พิพากษา ตาม กฎหมาย ของ ท่าน เถิด” พวก ยิว จึง เรียน ท่าน ว่า“ กฎหมาย ห้าม เรา ประหาร ชีวิต คน หนึ่ง คน ใด” {18:32} ทั้งนี้ เพื่อ ให้ เป็น จริง ตาม พระ ดำรัส ของ พระ เยซู ที่ ตรัส ไว้ ว่า พระองค์ จะ สิ้น พระ ชนม์ อย่างไร {18:33} ปี ลา ต จึง เข้า ไป ใน กอง บัญชาการ ป รี โท เรียม อีก และ เรียก พระ เยซู มา แล้ว ถาม ว่า“ เจ้า เป็น กษัตริย์ ของ พวก ยิว หรือ?” {18:34} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ท่าน ถาม อย่าง นั้น ตาม ความ เข้าใจ ของ ท่าน เอง หรือ ว่า คน อื่น บอก ท่าน ถึง เรื่อง ของ เรา?” {18:35} ปี ลา ต ทูล ตอบ ว่า“ เรา เป็น ยิว หรือ? ชน ชาติ ของ เจ้า เอง และ พวก หัวหน้า ปุโรหิต มอบ เจ้า ไว้ กับ เรา เจ้า ทำ ผิด อะไร?” {18:36} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ราช อำนาจ ของ เรา ไม่ ได้ เป็น ของ โลก นี้ ถ้า ราช อำนาจ ของ เรา มา จาก โลก นี้ คน ของ เรา ก็ คง จะ ต่อสู้ ไม่ ให้ เรา ถูก มอบ ไว้ ใน มือ ของ พวก ยิว แต่ ราช อำนาจ ของ เรา ไม่ ได้ มา จาก โลก นี้” {18:37} ปี ลา ต จึง พูด กับ พระองค์ ว่า“ ถ้า อย่าง นั้น เจ้า ก็ เป็น กษัตริย์ น่ะ ซี” พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ท่าน พูด ว่า เรา เป็น กษัตริย์ เพราะ เหตุ นี้ เรา จึง เกิด มา และ เข้า มา ใน โลก เพื่อ เป็น พยาน ให้ กับ สัจจะ ทุก คน ที่ อยู่ ฝ่าย สัจจะ ย่อม ฟัง เสียง ของ เรา” {18:38} ปี ลา ต ทูล ถาม พระองค์ ว่า“ สัจจะ คือ อะไร?” เมื่อ ถาม อย่าง นั้น แล้ว ปี ลา ต ก็ ออก ไป หา พวก ยิว อีก และ บอก เขา ว่า“ เรา ไม่ เห็น ว่า คน นั้น มี ความ ผิด {i18:39} การ ทรง ถูก พิพากษา ให้ ประหาร ชีวิต (มธ.27:15-31; มก.15:6-20; ลก.23:13-25) {18:39} แต่ พวก ท่าน มี ธรรมเนียม ให้ เรา ปล่อย คน หนึ่ง ให้ แก่ ท่าน ใน เทศกาล ปัส กา ท่าน อยาก ให้ เรา ปล่อย กษัตริย์ ของ พวก ยิว หรือ?” {18:40} พวก เขา ร้อง ตอบ ว่า“ อย่า ปล่อย คน นี้ แต่ ให้ ปล่อย บา รับ บัส” บา รับ บัส นั้น เป็น ผู้ ก่อการ ร้าย {19:1} ปี ลา ต จึง ให้ เอา พระ เยซู ไป โบย ตี {19:2} และ พวก ทหาร ก็ เอา หนาม สาน เป็น มงกุฎ สวม พระ เศียร ของ พระองค์ และ ให้ พระองค์ สวม เสื้อ สี ม่วง {19:3} แล้ว พวก เขา ก็ มา หา พระองค์ ทูล ว่า“ ข้า แต่ กษัตริย์ ของ พวก ยิว ขอ ทรง พระ เจริญ” แล้ว พวก เขา ก็ ตบ พระ พักตร์ พระองค์ {19:4} ปี ลา ต ก็ ออก ไป อีก และ กล่าว กับ พวก เขา ว่า“ นี่แน่ะ เรา พา คน นี้ ออก มา มอบ ให้ พวก ท่าน เพื่อ ให้ พวก ท่าน รู้ ว่า เรา ไม่ พบ ความ ผิด อะไร ใน ตัว เขา เลย” {19:5} พระ เยซู จึง เสด็จ ออก มา ทรง สวม มงกุฎ ทำ ด้วย หนาม และ ทรง สวม เสื้อ สี ม่วง ปี ลา ตก ล่า ว กับ พวก เขา ว่า“ คน นี้ ไง ล่ะ” {19:6} เมื่อ พวก หัวหน้า ปุโรหิต และ พวก เจ้าหน้าที่ เห็น พระองค์ พวก เขา ก็ ร้อง อื้ออึง ว่า“ ตรึง เขา เสีย ตรึง เขา เสีย” ปี ลา ตก ล่า ว กับ เขา ว่า“ พวก ท่าน จง พา เขา ไป ตรึง เอา เอง เพราะ เรา ไม่ เห็น ว่า เขา มี ความ ผิด เลย” {19:7} พวก ยิว ตอบ ท่าน ว่า“ เรา มี กฎหมาย และ ตาม กฎหมาย นั้น เขา สมควร ตาย เพราะ เขา ตั้ง ตัว เป็น พระ บุตร ของ พระเจ้า” {19:8} เมื่อ ปี ลา ต ได้ยิน อย่าง นั้น ท่าน ก็ ตกใจ กลัว มาก ขึ้น {19:9} ท่าน เข้า ไป ใน กอง บัญชาการ ป รี โท เรียม อีก และ ทูล ถาม พระ เยซู ว่า“ เจ้า มา จาก ไหน?” แต่ พระ เยซู ไม่ ตรัส ตอบ อะไร {19:10} ปี ลา ต จึง ทูล ถาม พระองค์ ว่า“ เจ้า จะ ไม่ พูด กับ เรา หรือ? เจ้า ไม่ รู้ หรือ ว่า เรา มี สิทธิ อำนาจ ที่ จะ ปล่อย เจ้า และ มี อำนาจ ที่ จะ ตรึง เจ้าที่ กางเขน ได้?” {19:11} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ท่าน จะ ไม่ มี สิทธิ อำนาจ เหนือ เรา นอกจาก จะ ประทาน แก่ ท่าน จาก เบื้องบน เพราะ เหตุ นี้ คน ที่ มอบ เรา ไว้ กับ ท่าน จึง มี ความ ผิด มาก กว่า ท่าน” {19:12} ตั้งแต่ นั้น ปี ลา ต ก็ หา โอกาส ที่ จะ ปล่อย พระองค์ แต่ พวก ยิว ร้อง อื้ออึง ว่า“ ถ้า ท่าน ปล่อย ชาย คน นี้ ท่าน ก็ ไม่ ใช่ มิตร ของ ซีซาร์ ทุก คน ที่ ตั้ง ตัว เป็น กษัตริย์ ก็ ต่อต้าน ซีซาร์” {19:13} เมื่อ ปี ลา ต ได้ยิน อย่าง นั้น ท่าน จึง พา พระ เยซู ออก มา แล้ว นั่ง บัลลังก์ พิพากษา ตรง ที่ ที่ เรียก ว่า ลาน ปู ศิลา ภาษา ฮีบรู เรียก ว่า กับ บา ธา {19:14} วัน นั้น เป็น วัน เตรียม ปัส กา เวลา ประมาณ เที่ยง ท่าน พูด กับ พวก ยิว ว่า“ นี่ คือ กษัตริย์ ของ พวก ท่าน” {19:15} พวก เขา ร้อง อื้ออึง ว่า“ เอา มัน ไป เอา มัน ไป เอา ไป ตรึง ที่ กางเขน” ปี ลา ต พูด กับ พวก เขา ว่า“ จะ ให้ เรา ตรึง กษัตริย์ ของ พวก ท่าน หรือ?” พวก หัวหน้า ปุโรหิต ตอบ ว่า“ เรา ไม่ มี กษัตริย์ อื่น นอกจาก ซีซาร์” {19:16} แล้ว ปี ลา ต ก็ มอบ พระองค์ ให้ เขา ไป ตรึง ที่ กางเขน พวก ทหาร จึง พา พระ เยซู ไป {i19:17} การ ตรึง พระ เยซู ที่ กางเขน (มธ.27:32-44; มก.15:21-32; ลก.23:26-43) {19:17} และ พระองค์ ทรง แบก กางเขน ของ พระองค์ ไป ยัง ที่ ที่ เรียก ว่า กะโหลก ศีรษะ ภาษา ฮีบรู เรียก ว่า กล โก ธา {19:18} ที่ นั่น พวก เขา ตรึง พระองค์ ไว้ ที่ กางเขน พร้อม กับ ชาย อีก สอง คน คน ละ ข้าง โดย มี พระ เยซู ทรง อยู่ กลาง {19:19} ปี ลา ต ให้ เขียน ป้าย ติด ไว้ บน กางเขน อ่าน ว่า“ เยซู ชาว นาซา เร็ธ กษัตริย์ ของ พวก ยิว” {19:20} พวก ยิว จำนวน มาก ได้ อ่าน ป้าย นี้ เพราะ ที่ ที่ เขา ตรึง พระ เยซู นั้น อยู่ ใกล้ กับ กรุง และ ป้าย นั้น เขียน เป็น ภาษา ฮีบรู ภาษา ลาติน และ ภาษา กรีก {19:21} พวก หัวหน้า ปุโรหิต ของ พวก ยิว จึง เรียน ปี ลา ตว่า“ อย่า เขียน ว่า‘ กษัตริย์ ของ พวก ยิว’ แต่ เขียน ว่า‘ คน นี้ บอก ว่า“ เรา เป็น กษัตริย์ ของ พวก ยิว”’” {19:22} ปี ลา ตตอบว่า“ อะไร ที่ เรา เขียน แล้ว ก็ แล้ว ไป” {19:23} เมื่อ พวก ทหาร ตรึง พระ เยซู ไว้ ที่ กางเขน แล้ว พวก เขา ก็ เอา เสื้อ ของ พระองค์ มา แบ่ง ออก เป็น สี่ ส่วน ให้ ทหาร คน ละ ส่วน เว้น แต่ เสื้อ ใน เสื้อ ใน นั้น ไม่ มี ตะเข็บ ทอ เป็น ผืน เดียว ตลอด {19:24} เพราะ ฉะนั้น พวก เขา จึง ปรึกษา กัน ว่า“ เรา อย่า ฉีก แบ่ง กัน เลย แต่ ให้ เรา จับ ฉลาก กัน จะ ได้ รู้ ว่า ใคร จะ ได้ เป็น เจ้าของ” ทั้งนี้ เพื่อ ให้ เป็น จริง ตาม ข้อ พระ คัมภีร์ ที่ ว่า“ เสื้อ ผ้า ของ ข้า พระองค์ เขา แบ่ง กัน และ เสื้อ ของ ข้า พระองค์ เขา จับ ฉลาก กัน” พวก ทหาร ทำ กัน อย่าง นี้ {19:25} คน ที่ ยืน อยู่ ข้าง กางเขน ของ พระ เยซู นั้น มี มารดา กับ น้า สาว ของ พระองค์ มา รีย์ ภรรยา ของ เค ลโอปัสและมารีย์ ชาว มัก ดา ลา {19:26} เมื่อ พระ เยซู ทอด พระ เนตร เห็น มารดา ของ พระองค์ และ สาวก คน ที่ พระองค์ ทรง รัก ยืน อยู่ ใกล้ พระองค์ จึง ตรัส กับ มารดา ของ พระองค์ ว่า“ หญิง เอ๋ย นี่ คือ บุตร ของ ท่าน” {19:27} แล้ว พระองค์ ตรัส กับ สาวก คน นั้น ว่า“ นี่ คือ มารดา ของ ท่าน” แล้ว สาวก คน นั้น ก็ รับ มารดา ของ พระองค์ มา อยู่ ใน บ้าน ของ ตน ตั้งแต่ เวลา นั้น {i19:28} การ สิ้น พระ ชนม์ ของ พระ เยซู (มธ.27:45-56; มก.15:33-41; ลก.23:44-49) {19:28} หลัง จาก นั้น พระ เยซู ทรง ทราบ ว่า ทุก สิ่ง สำเร็จ แล้ว และ เพื่อ ให้ เป็น จริง ตาม ข้อ พระ คัมภีร์ พระองค์ จึง ตรัส ว่า“ เรา กระหาย น้ำ” {19:29} ที่ นั่น มี ภาชนะ ใส่ เหล้า องุ่น เปรี้ยว วาง อยู่ พวก เขา จึง เอา ฟองน้ำ ชุบ เหล้า องุ่น เปรี้ยว ใส่ ปลาย ไม้ หุ สบ ชู ขึ้น ให้ ถึง พระ โอษฐ์ ของ พระองค์ {19:30} เมื่อ พระ เยซู ทรง รับ เหล้า องุ่น เปรี้ยว แล้ว พระองค์ ตรัส ว่า“ สำเร็จ แล้ว” และ ก้ม พระ เศียร ลง สิ้น พระ ชนม์ {i19:31} เขา แทง สีข้าง ของ พระ เยซู {19:31} วัน นั้น เป็น วัน เตรียม พวก ยิว จึง ขอ ปี ลา ต ให้ ทุบ ขา ของ คน ที่ ถูก ตรึง ให้ หัก และ ยก ศพ ออก ไป เพื่อ ไม่ ให้ ศพ ค้าง อยู่ ที่ กางเขน ใน วัน สะ บา โต (เพราะ วัน สะ บา โต นั้น เป็น วัน ใหญ่) {19:32} ดังนั้น พวก ทหาร จึง มา ทุบ ขา ของ คน แรก และ ขา ของ อีก คน ที่ ถูก ตรึง อยู่ กับ พระองค์ {19:33} แต่ เมื่อ มา ถึง พระ เยซู และ เห็น ว่า พระองค์ สิ้น พระ ชนม์ แล้ว พวก เขา จึง ไม่ ได้ ทุบ ขา ของ พระองค์ {19:34} แต่ ทหาร คน หนึ่ง เอา ทวน แทง ที่ สีข้าง ของ พระองค์ และ โลหิต กับ น้ำ ก็ ไหล ออก มา ทันที {19:35} คน นั้น ที่ เห็น ก็ เป็น พยาน และ คำ พยาน ของ เขา ก็ เป็น ความ จริง และ เขา ก็ รู้ ว่า เขา พูด ความ จริง เพื่อ พวก ท่าน จะ ได้ เชื่อ {19:36} เพราะ สิ่ง เหล่า นี้ เกิด ขึ้น เพื่อ ให้ เป็น จริง ตาม ข้อ พระ คัมภีร์ ที่ ว่า“ พระ อัฐิ ของ พระองค์ จะ ไม่ หัก สัก ชิ้น เดียว” {19:37} และ มี ข้อ พระ คัมภีร์ อีก ข้อ หนึ่ง ว่า“ พวก เขา จะ มอง ดู พระองค์ ผู้ ที่ เขา แทง” {i19:38} การ ฝัง พระ ศพ พระ เยซู (มธ.27:57-61; มก.15:42-47; ลก.23:50-56) {19:38} หลัง จาก นั้น โย เซฟ จาก อา ริ มา เธีย ซึ่ง เป็น สาวก ลับๆ ของ พระ เยซู เนื่อง จาก กลัว พวก ยิว ก็ มา ขอ พระ ศพ พระ เยซู จาก ปี ลา ต และ ปี ลา ต ก็ อนุญาต โย เซฟ จึง มา อัญเชิญ พระ ศพ ของ พระองค์ ไป {19:39} นิ โค เด มัส คน ที่ ตอน แรก เคย ไป หา พระองค์ ใน เวลา กลางคืน นั้น ก็ มา เขา นำ เครื่อง หอม ผสม คือ มดยอบ กับ กฤษณา หนัก ประมาณ สาม สิบ กิโลกรัม มา ด้วย {19:40} เขา ทั้ง สอง อัญเชิญ พระ ศพ พระ เยซู มา แล้ว เอา ผ้าป่าน กับ เครื่อง หอม พัน พระ ศพ นั้น ตาม ธรรมเนียม ฝัง ศพ ของ พวก ยิว {19:41} ใน บริเวณ ที่ พระองค์ ถูก ตรึง นั้น มี สวน แห่ง หนึ่ง ใน สวน นั้น มี อุโมงค์ ฝัง ศพ ใหม่ ที่ ยัง ไม่ ได้ ฝัง ศพ ใคร เลย {19:42} เนื่อง จาก วัน นั้น เป็น วัน เตรียม ของ พวก ยิว และ เพราะ อุโมงค์ นั้น อยู่ ใกล้ เขา จึง บรรจุ พระ ศพ พระ เยซู ไว้ ที่ นั่น {i20:1} การ คืน พระ ชนม์ (มธ.28:1-10; มก.16:1-8; ลก.24:1-12) {20:1} วัน อาทิตย์ เวลา เช้ามืด มา รีย์ ชาว มัก ดา ลา มา ถึง อุโมงค์ ฝัง ศพ และ เห็น ว่า หิน ที่ ปิด ปาก อุโมงค์ นั้น ถูก ยก ออก ไป แล้ว {20:2} นาง จึง วิ่ง ไป หา ซี โม นเปโตร กับ สาวก อีก คน หนึ่ง ที่ พระ เยซู ทรง รัก นั้น และ พูด กับ เขา ว่า“ เขา เอา องค์ พระผู้เป็นเจ้า ออก ไป จาก อุโมงค์ แล้ว และ เรา ก็ ไม่ รู้ ว่า เขา เอา พระองค์ ไป ไว้ ที่ไหน” {20:3} เปโตร จึง ออก ไป ที่ อุโมงค์ กับ สาวก คน นั้น {20:4} เขา วิ่ง ไป ทั้ง สอง คน แต่ สาวก คน นั้น วิ่ง เร็ว กว่า เปโตร จึง มา ถึง อุโมงค์ ก่อน {20:5} เขา ก้ม ลง มอง ดู เห็น ผ้าป่าน วาง อยู่ แต่ เขา ไม่ ได้ เข้า ไป ข้าง ใน {20:6} ซี โม นเปโตร ตาม มา ถึง ภายหลัง แล้ว เข้า ไป ใน อุโมงค์ เห็น ผ้าป่าน วาง อยู่ {20:7} ส่วน ผ้า พัน พระ เศียร ของ พระองค์ ไม่ ได้ วาง อยู่ กับ ผ้า อื่น แต่ พับ ไว้ ต่างหาก {20:8} แล้ว สาวก คน นั้น ที่ มา ถึง ก่อน ก็ ตาม เข้า ไป ด้วย เขา เห็น และ เชื่อ {20:9} แต่ ขณะ นั้น เขา ยัง ไม่ เข้าใจ ข้อ พระ คัมภีร์ ที่ เขียน ไว้ ว่า พระองค์ จะ ต้อง เป็น ขึ้น จาก ตาย {20:10} แล้ว สาวก ทั้ง สอง ก็ กลับ ไป ยัง บ้าน ของ ตน {i20:11} การ ทรง ปรากฏ แก่ มา รีย์ มัก ดา ลา (มก.16:9-11) {20:11} ส่วน มา รีย์ ยัง ยืน ร้องไห้ อยู่ นอก อุโมงค์ ขณะ ที่ ร้องไห้ อยู่ นาง ก้ม ลง มอง เข้า ไป ใน อุโมงค์ {20:12} และ เห็น ทูต สวรรค์ สอง องค์ สวม เสื้อ ขาว นั่ง อยู่ ที่ ที่ เขา วาง พระ ศพ พระ เยซู องค์ หนึ่ง อยู่ เบื้อง พระ เศียร อีก องค์ หนึ่ง อยู่ เบื้อง พระ บาท {20:13} ทูต ทั้ง สอง พูด กับ มา รีย์ว่า“ หญิง เอ๋ย ร้องไห้ ทำไม?” นาง ตอบ ว่า“ เพราะ เขา เอา องค์ พระผู้เป็นเจ้า ของ ข้าพเจ้า ไป และ ข้าพเจ้า ไม่ ทราบ ว่า เอา ไป ไว้ ที่ไหน” {20:14} เมื่อ มา รีย์ พูด อย่าง นั้น แล้ว ก็ หัน กลับ มา และ เห็น พระ เยซู ทรง ยืน อยู่ แต่ ไม่ ทราบ ว่า เป็น พระองค์ {20:15} พระ เยซู ตรัส ถาม ว่า“ หญิง เอ๋ย ร้องไห้ ทำไม? ตาม หา ใคร?” มา รีย์ เข้าใจ ว่า พระองค์ เป็น คน ทำ สวน จึง ตอบ ว่า“ นาย เจ้าข้า ถ้า ท่าน เอา พระองค์ ไป ขอบ อก ให้ ดิฉัน รู้ ว่า เอา พระองค์ ไป ไว้ ที่ไหน ดิฉัน จะ ได้ รับ พระองค์ ไป” {20:16} พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ มา รีย์เอ๋ย” มา รีย์ จึง หัน มา ทูล พระองค์ เป็น ภาษา ฮีบรู ว่า“ รับ โบ นี” (ซึ่ง แปล ว่า ท่าน อาจารย์) {20:17} พระ เยซู ตรัส กับ นาง ว่า“ อย่า หน่วงเหนี่ยว เรา ไว้ เพราะ เรา ยัง ไม่ ได้ ขึ้น ไป หา พระ บิดา ของ เรา แต่ จง ไป หา พวก พี่น้อง ของ เรา และ บอก เขา ว่า เรา กำลัง จะ ขึ้น ไป หา พระ บิดา ของ เรา และ พระ บิดา ของ พวก ท่าน ไป หา พระเจ้า ของ เรา และ พระเจ้า ของ พวก ท่าน” {20:18} มา รีย์ ชาว มัก ดา ลา จึง ไป บอก พวก สาวก ว่า“ ข้าพเจ้า เห็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า แล้ว” และ นาง ก็ เล่า ให้ พวก เขา ฟัง ว่า พระองค์ ตรัส คำ เหล่า นั้น กับ นาง {i20:19} การ ทรง ปรากฏ แก่ พวก สาวก (มธ.28:16-20; มก.16:14-18; ลก.24:36-49) {20:19} ค่ำ วัน นั้น ซึ่ง เป็น วัน อาทิตย์ เมื่อ สาวก ปิด ประตู ห้อง ที่ พวก เขา อยู่ เพราะ กลัว พวก ยิว พระ เยซู ก็ เสด็จ เข้า มา และ ทรง ยืน อยู่ ท่ามกลาง พวก เขา ตรัส ว่า“ สันติสุข จง ดำรง อยู่ กับ ท่าน ทั้งหลาย” {20:20} เมื่อ พระองค์ ตรัส อย่าง นั้น แล้ว พระองค์ ทรง ให้ เขา ดู พระ หัตถ์ และ สีข้าง ของ พระองค์ เมื่อ พวก สาวก เห็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า แล้ว ก็ มี ความ ยินดี {20:21} พระ เยซู ตรัส กับ เขา อีก ว่า“ สันติสุข จง ดำรง อยู่ กับ ท่าน ทั้งหลาย พระ บิดา ทรง ใช้ เรา มา อย่างไร เรา ก็ ใช้ พวก ท่าน ไป อย่าง นั้น” {20:22} เมื่อ พระองค์ ตรัส อย่าง นั้น แล้ว จึง ทรง ระบาย ลมหายใจ เหนือ พวก เขา และ ตรัส กับ เขา ว่า“ จง รับ พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ เถิด {20:23} ถ้า พวก ท่าน จะ อภัย บาป ของ ใคร บาป ของ พวก เขา ก็ จะ ได้ รับ การ อภัย ถ้า ท่าน ไม่ อภัย บาป ของ ใคร บาป ของ พวก เขา ก็ จะ ไม่ ได้ รับ การ อภัย” {i20:24} พระ เยซู กับ โธมัส {20:24} โธมัส ที่ เขา เรียก กัน ว่า ดิดุโมส ซึ่ง เป็น สาวก คน หนึ่ง ใน สิบ สอง คน นั้น ไม่ ได้ อยู่ กับ พวก เขา เมื่อ พระ เยซู เสด็จ มา {20:25} สาวก คน อื่นๆ จึง บอก โธมัสว่า“ เรา เห็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า แล้ว” แต่ โธมัส ตอบ พวก เขา ว่า“ ถ้า ข้า ไม่ เห็น รอย ตะปู ที่ พระ หัตถ์ ของ พระองค์ และ ไม่ ได้ เอา นิ้ว ของ ข้า แยง เข้า ไป ที่ รอย ตะปู นั้น และ ไม่ ได้ เอา มือ ของ ข้า แยง เข้า ไป ที่ สีข้าง ของ พระองค์ แล้ว ข้า จะ ไม่ เชื่อ เลย” {20:26} เมื่อ ผ่าน ไป แปด วัน แล้ว พวก สาวก ของ พระองค์ อยู่ ด้วย กัน ใน บ้าน นั้น อีก และ โธมัส อยู่ กับ พวก เขา ด้วย ประตู ก็ ปิด แล้ว แต่ พระ เยซู เสด็จ เข้า มา และ ทรง ยืน อยู่ ท่ามกลาง เขา ตรัส ว่า“ สันติสุข จง ดำรง อยู่ กับ ท่าน ทั้งหลาย” {20:27} แล้ว พระองค์ ตรัส กับ โธมัสว่า“ เอา นิ้ว ของ ท่าน แยง ที่ นี่ และ ดู ที่ มือ ของ เรา ยื่น มือ ของ ท่าน ออก มา คลำ ที่ สีข้าง ของ เรา อย่า สงสัย เลย แต่ จง เชื่อ” {20:28} โธมัส ทูล พระองค์ ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ของ ข้า พระองค์ พระเจ้า ของ ข้า พระองค์” {20:29} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ เพราะ ท่าน เห็น เรา ท่าน จึง เชื่อ หรือ? คน ที่ ไม่ เห็น เรา แต่ เชื่อ ก็ เป็น สุข” {i20:30} จุด ประสงค์ ของ หนังสือ เล่ม นี้ {20:30} พระ เยซู ทรง ทำ หมาย สำคัญ อื่นๆ อีก หลาย อย่าง ต่อ หน้า พวก สาวก ซึ่ง ไม่ ได้ บันทึก ไว้ ใน หนังสือ เล่ม นี้ {20:31} แต่ การ ที่ บันทึก เหตุการณ์ เหล่า นี้ ไว้ ก็ เพื่อ พวก ท่าน จะ ได้ เชื่อ ว่า พระ เยซู เป็น พระ คริสต์ พระ บุตร ของ พระเจ้า และ เมื่อ มี ความ เชื่อ แล้ว ท่าน ก็ จะ มี ชีวิต โดย พระ นาม ของ พระองค์ {i21:1} การ ทรง ปรากฏ แก่ สาวก เจ็ด คน {21:1} ต่อ มา พระ เยซู ทรง สำแดง พระองค์ แก่ พวก สาวก อีก ครั้ง หนึ่ง ที่ ทะเล ทิเบเรียส พระองค์ ทรง สำแดง พระองค์ อย่าง นี้ {21:2} คือ ซี โม นเปโตรโธมัส ที่ เรียก ว่า ดิดุโมสนาธานาเอล ชาว บ้าน คา นา แคว้น กา ลิ ลี บุตร ทั้ง สอง ของ เศเบ ดี และ สาวก ของ พระองค์ อีก สอง คน กำลัง อยู่ ด้วย กัน {21:3} ซี โม นเป โต รบ อก พวก เขา ว่า“ ข้า จะ ไป จับ ปลา” พวก เขา จึง พูด กับ ซี โม นว่า“ เรา จะ ไป ด้วย” แล้ว พวก เขา ก็ ออก ไป ลง เรือ แต่ คืน นั้น เขา จับ ปลา ไม่ ได้ เลย {21:4} เมื่อ ถึง รุ่งเช้า พระ เยซู ทรง ยืน อยู่ ที่ ฝั่ง แต่ พวก สาวก ไม่ รู้ ว่า เป็น พระ เยซู {21:5} พระองค์ ตรัส ถาม พวก เขา ว่า“ ลูก เอ๋ย ยัง ไม่ ได้ ปลา หรือ?” เขา ตอบ ว่า“ ยัง” {21:6} พระองค์ ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ จง ทอด อวน ลง ทาง ด้าน ขวา เรือ แล้ว จะ ได้ ปลา มา บ้าง” เขา จึง ทอด อวน ลง และ ได้ ปลา จำนวน มาก จน ลาก อวน ขึ้น ไม่ ไหว {21:7} สาวก คน ที่ พระ เยซู ทรง รัก บอก เปโตรว่า“ เป็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า” เมื่อ เปโตร ได้ยิน ว่า เป็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า เขา ก็ หยิบ เสื้อ มา สวม เพราะ ถอด เสื้อ และ ตัว เปล่า อยู่ แล้ว ก็ กระโดด ลง ทะเล {21:8} แต่ สาวก คน อื่นๆ นั้น นั่ง เรือ มา และ ลาก อวน ที่ ติด ปลา เต็ม นั้น มา ด้วย เพราะ เขา อยู่ ห่าง จาก ฝั่ง ไม่ มาก นัก ไกล ประมาณ หนึ่ง ร้อย เมตร เท่านั้น {21:9} เมื่อ พวก เขา ขึ้น มา บน ฝั่ง ก็ เห็น ถ่าน ติด ไฟ อยู่ มี ปลา วาง อยู่ ข้าง บน และ มี ขนม ปัง {21:10} พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ เอา ปลา ที่ เพิ่ง จับ ได้ มา บ้าง” {21:11} ซี โม นเปโตร จึง ลง ไป ใน เรือ แล้ว ลาก อวน ขึ้น ฝั่ง อวน นั้น เต็ม ไป ด้วย ปลา ตัว ใหญ่ๆ มี หนึ่ง ร้อย ห้า สิบ สาม ตัว แม้ จะ มี มาก ขนาด นั้น อวน ก็ ไม่ ขาด {21:12} พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ มา รับประทาน อาหาร กัน เถิด” พวก สาวก ไม่ มี ใคร กล้า ถาม พระองค์ ว่า“ ท่าน เป็น ใคร?” เพราะ เขา รู้ อยู่ แล้ว ว่า เป็น องค์ พระผู้เป็นเจ้า {21:13} พระ เยซู ทรง เข้า มา หยิบ ขนม ปัง แจก ให้ พวก เขา และ ทรง หยิบ ปลา แจก ด้วย {21:14} นี่ เป็น ครั้ง ที่ สาม ที่ พระ เยซู ทรง สำแดง พระองค์ แก่ พวก สาวก หลัง จาก ที่ พระเจ้า ทรง ให้ พระองค์ เป็น ขึ้น จาก ตาย แล้ว {i21:15} พระ เยซู กับ เปโตร {21:15} เมื่อ รับประทาน อาหาร เสร็จ แล้ว พระ เยซู ตรัส กับ ซี โม นเปโตรว่า“ ซี โม นบุตรยอห์น เอ๋ย ท่าน รัก เรา มาก กว่า พวก นี้ หรือ?” เขา ทูล พระองค์ ว่า“ ใช่ องค์ พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ ทรง ทราบ ว่า ข้า พระองค์ รัก พระองค์” พระองค์ ตรัส สั่ง เขา ว่า“ จง เลี้ยงดู ลูก แกะ ของ เรา เถิด” {21:16} พระองค์ ตรัส กับ เขา ครั้ง ที่ สอง ว่า“ ซี โม นบุตรยอห์น เอ๋ย ท่าน รัก เรา หรือ?” เขา ทูล ตอบ พระองค์ ว่า“ ใช่ องค์ พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ ทรง ทราบ ว่า ข้า พระองค์ รัก พระองค์” พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า“ จง ดูแล แกะ ของ เรา เถิด” {21:17} พระองค์ ตรัส กับ เขา ครั้ง ที่ สาม ว่า“ ซี โม นบุตรยอห์น เอ๋ย ท่าน รัก เรา หรือ?” เปโตร เสียใจ มาก ที่ พระองค์ ตรัส ถาม เขา ครั้ง ที่ สาม ว่า“ ท่าน รัก เรา หรือ?” เขา จึง ทูล พระองค์ ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ ทรง ทราบ ทุก สิ่ง พระองค์ ทรง รู้ ดี ว่า ข้า พระองค์ รัก พระองค์” พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ จง เลี้ยงดู แกะ ของ เรา เถิด {21:18} เรา บอก ความ จริง กับ ท่าน ว่า เมื่อ ท่าน ยัง หนุ่ม ก็ คาด เอว ของ ท่าน เอง และ เดิน ไป ไหนๆ ตาม ที่ ท่าน ปรารถนา แต่ เมื่อ แก่ แล้ว ท่าน จะ เหยียด มือ ออก และ จะ มี คน มา คาด เอว ของ ท่าน และ พา ไป ที่ ที่ ท่าน ไม่ ปรารถนา จะ ไป” {21:19} (ที่ พระองค์ ตรัส อย่าง นั้น ก็ เพื่อ ชี้ ให้ เห็น ว่า เปโตร จะ ถวาย พระ เกียรติ แด่ พระเจ้า ด้วย การ ตาย แบบ ใด) เมื่อ ตรัส อย่าง นั้น แล้ว พระองค์ จึง ตรัส กับ เปโตรว่า“ จง ตาม เรา มา เถิด” {i21:20} พระ เยซู กับ สาวก ที่ พระองค์ ทรง รัก {21:20} เปโตร เหลียว หลัง เห็น สาวก คน ที่ พระองค์ ทรง รัก ตาม มา (สาวก คน นั้น คือ คน ที่ เอน ตัว ลง ใกล้ พระองค์ ขณะ รับประทาน อาหาร และ ทูล ถาม ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า คน ที่ จะ ทรยศ พระองค์ เป็น ใคร?”) {21:21} เมื่อ เปโตร เห็น สาวก คน นั้น จึง ทูล ถาม พระ เยซู ว่า“ องค์ พระผู้เป็นเจ้า คน นี้ จะ เป็น ยังไง บ้าง?” {21:22} พระ เยซู ตรัส กับ เขา ว่า“ ถ้า เรา อยาก ให้ เขา อยู่ จน กว่า เรา จะ มา มัน เกี่ยว อะไร กับ ท่าน? จง ตาม เรา มา เถิด” {21:23} เพราะ ฉะนั้น คำ ที่ ว่า สาวก คน นั้น จะ ไม่ ตาย จึง ลือ กัน ไป ท่ามกลาง พวก พี่น้อง พระ เยซู ไม่ ได้ ตรัส กับ เขา ว่า สาวก คน นั้น จะ ไม่ ตาย แต่ ตรัส ว่า“ ถ้า เรา อยาก ให้ เขา อยู่ จน กว่า เรา จะ มา มัน เกี่ยว อะไร กับ ท่าน?” {21:24} สาวก คน นี้ แหละ ที่ เป็น พยาน ถึง เหตุการณ์ เหล่า นี้ และ เป็น คน ที่ บันทึก สิ่ง เหล่า นี้ ไว้ และ เรา ทราบ ว่า คำ พยาน ของ เขา เป็น ความ จริง {21:25} พระ เยซู ยัง ทรง ทำ สิ่ง อื่นๆ อีก มากมาย ถ้า จะ เขียน ให้ หมด ทุก สิ่ง ข้าพเจ้า คิด ว่า แม้ ที่ ทั้ง โลก ไม่ พอ ใส่ หนังสือ ที่ จะ เขียน นั้น