{i1:1} ยอห์น ผู้ ให้ บัพ ติ ศมา (มธ.3:1-11; ลก.3:2-16) {1:1} ข่าว ประเสริฐ เรื่อง พระ เยซู คริสต์ พระ บุตร ของ พระเจ้า เริ่มต้น ดังนี้ {1:2} ใน พระ ธรรม อิส ยาห์ ผู้ เผย พระ วจนะ มี เขียน ไว้ ว่า“ ดู เถิด เรา จะ ส่ง ทูต ของ เรา มา ก่อน ท่าน เพื่อ เตรียม ทาง ไว้ ให้ ท่าน” {1:3} “ เสียง ของ ผู้ หนึ่ง ร้อง ใน ถิ่น กันดาร ว่า‘ จง เตรียม ทาง สำหรับ องค์ พระผู้เป็นเจ้า จง ทำ ทาง สำหรับ พระองค์ ให้ ตรง ไป’” {1:4} แล้ว ยอห์น ผู้ ให้ บัพ ติ ศ มา ก็ ได้ ปรากฏ ตัว ใน ถิ่น กันดาร และ เทศนา เรื่อง บัพ ติ ศ มา อัน แสดง ถึง การ กลับ ใจ ใหม่ เพื่อ รับ การ อภัยโทษ บาป {1:5} ผู้คน ทั่ว แคว้น ยู เดีย และ ชาว กรุง เยรูซาเล็ม พา กัน มา หา ยอห์น เมื่อ สารภาพ บาป ทั้งหลาย ของ ตน แล้ว ยอห์น ก็ ให้ เขา ทั้งหลาย รับ บัพ ติ ศ มา ใน แม่น้ำ จอร์แดน {1:6} ยอห์น สวม เสื้อ ผ้า ที่ ทำ จาก ขน อูฐ คาด เข็มขัด หนัง และ กิน ตั๊กแตน กับ น้ำผึ้ง ป่า เป็น อาหาร {1:7} เขา ประกาศ ว่า“ ภายหลัง เรา จะ มี ผู้ หนึ่ง เสด็จ มา ทรง ยิ่งใหญ่ กว่า เรา ซึ่ง เรา ไม่ คู่ควร แม้ แต่ จะ โน้ม กาย ลง แก้ สาย ฉลอง พระ บาท ของ พระองค์ {1:8} เรา ให้ ท่าน ทั้งหลาย รับ บัพ ติ ศ มา ด้วย น้ำ แต่ พระองค์ จะ ทรง ให้ ท่าน ทั้งหลาย รับ บัพ ติ ศ มา ด้วย พระ วิญญาณ บริสุทธิ์” {i1:9} พระ เยซู ทรง รับ บัพ ติ ศ มา และ ถูก มาร ทดลอง (มธ.3:13-17;4:1-11; ลก.3:21,22;4:1-13) {1:9} ครั้ง นั้น พระ เยซู เสด็จ จาก เมือง นาซา เร็ธ ใน แคว้น กา ลิ ลี ทรง รับ บัพ ติ ศมาจากยอห์น ใน แม่น้ำ จอร์แดน {1:10} ขณะ ที่ พระ เยซู ขึ้น จาก น้ำ พระองค์ ทรง เห็น ท้อง ฟ้า แหวก ออก และ พระ วิญญาณ ดุจ นก พิราบ ลง มา ประทับ บน พระองค์ {1:11} แล้ว มี พระ สุรเสียง จาก ฟ้า สวรรค์ ว่า“ เจ้า คือ ลูก ของ เรา ผู้ ที่ เรา รัก เรา พอใจ เจ้า ยิ่งนัก” {1:12} ทันใด นั้น พระ วิญญาณ ทรง ส่ง พระองค์ ไป ยัง ถิ่น กันดาร {1:13} และ พระองค์ ทรง ถูก ซาตาน ทดลอง ตลอด สี่ สิบ วัน สี่ สิบ คืน ที่ ทรง อยู่ ที่ นั่น พระองค์ ทรง อยู่ กับ สัตว์ ป่า และ เหล่า ทูต สวรรค์ มา ปรนนิบัติ พระองค์ {i1:14} ทรง เรียก สาวก กลุ่ม แรก (มธ.4:18-22; ลก.5:2-11; ยน.1:35-42) {1:14} หลัง จาก ยอห์น ถูก ขัง คุก พระ เยซู เสด็จ สู่ แคว้น กา ลิ ลี ทรง ประกาศ ข่าว ประเสริฐ ของ พระเจ้า {1:15} พระองค์ ตรัส ว่า“ ถึง เวลา แล้ว อาณาจักร ของ พระเจ้า มา ใกล้ แล้ว จง กลับ ใจ ใหม่ และ เชื่อ ข่าว ประเสริฐ!” {1:16} ขณะ พระ เยซู ทรง ดำเนิน อยู่ ริม ทะเลสาบ กา ลิ ลี พระองค์ ทรง เห็น ซี โม น กับ น้อง ชาย ชื่อ อัน ดรูว์ กำลัง ทอด แห อยู่ ที่ ทะเลสาบ ทั้ง สอง เป็น ชาว ประมง {1:17} พระ เยซู ตรัส ว่า“ จง ตาม เรา มา เถิด แล้ว เรา จะ ตั้ง ท่าน ให้ เป็น ผู้ หา คน ดั่ง หา ปลา” {1:18} ทั้ง สอง ก็ ละ แห ติดตาม พระองค์ ไป ทันที {1:19} เมื่อ เสด็จ ต่อ ไป อีก หน่อย ก็ ทรง เห็น ยาก อบ บุตร เศเบดีกับยอห์น ผู้ เป็น น้อง ชาย ของ ยาก อบ กำลัง ชุน อวน อยู่ ใน เรือ {1:20} พระองค์ ทรง เรียก เขา ทันที โดย ไม่ รอ ช้า ทั้ง สอง ก็ ละ เศเบ ดี ผู้ เป็น บิดา ไว้ ที่ เรือ กับ ลูกจ้าง และ ติดตาม พระองค์ ไป {i1:21} พระ เยซู ทรง ขับ ไล่ วิญญาณ ชั่ว (ลก.4:31-37) {1:21} พระ เยซู กับ สาวก มา ยัง เมือง คา เป อร นา อุ ม เมื่อ ถึง วัน สะ บา โต พระองค์ ทรง เข้า ไป ใน ธรรม ศาลา และ ทรง เริ่ม เทศนา สั่งสอน {1:22} ประชาชน ล้วน ทึ่ง ใน คำ สอน ของ พระองค์ ยิ่งนัก เพราะ พระองค์ ทรง สอน พวก เขา อย่าง ผู้ มี สิทธิ อำนาจ ผิด กับ พวก ธรรมา จารย์ {1:23} ขณะ นั้น ชาย คน หนึ่ง ใน ธรรม ศาลา ซึ่ง ถูก วิญญาณ ชั่ว ตน หนึ่ง เข้า สิง ได้ ร้อง ขึ้น มา ว่า {1:24} “ พระ เยซู แห่ง นาซา เร็ธ ท่าน ต้องการ อะไร จาก พวก เรา? ท่าน มา เพื่อ ทำลาย พวก เรา หรือ? ข้า รู้ ว่า ท่าน เป็น ใคร ท่าน คือ องค์ บริสุทธิ์ ของ พระเจ้า!” {1:25} พระ เยซู ตรัส สั่ง อย่าง เฉียบขาด ว่า“ เงียบ! ออก มา จาก เขา เดี๋ยวนี้!” {1:26} วิญญาณ ชั่ว ก็ ทำให้ คน นั้น ชัก อย่าง รุนแรง แล้ว กรีด ร้อง และ ออก มา จาก เขา {1:27} ประชาชน ล้วน ประหลาด ใจ จน พูด กัน ว่า“ อะไร กัน นี่? เป็น คำ สอน ใหม่ ทั้ง ยัง มี สิทธิ อำนาจ! พระองค์ ถึง ขนาด สั่ง วิญญาณ ชั่ว และ มัน ก็ ทำ ตาม คำ สั่ง” {1:28} กิตติศัพท์ ของ พระองค์ จึง เลื่องลือ ไป ทั่ว แคว้น กา ลิ ลี อย่าง รวดเร็ว {i1:29} พระ เยซู ทรง รักษา คน เป็น อัน มาก (มธ.8:14-17; ลก.4:38-41) {1:29} เมื่อ ออก มา จาก ธรรม ศาลา พระ เยซู กับ สาวก รวม ทั้ง ยาก อบ และ ยอห์น ก็ ไป ยัง บ้าน ของ ซี โม นกับอันดรูว์ {1:30} แม่ยาย ของ ซี โม น นอน เป็น ไข้ อยู่ พวก เขา จึง ทูล พระ เยซู {1:31} พระองค์ จึง ทรง เข้า ไป จับ มือ นาง ช่วย พยุง ให้ ลุก ขึ้น อาการ ไข้ ก็ หาย ไป นาง จึง ปรนนิบัติ พระองค์ กับ สาวก {1:32} เย็น วัน นั้น หลัง จาก ดวง อาทิตย์ ตก ดิน ประชาชน นำ บรรดา คน ป่วย และ คน ถูก ผี สิง มา หา พระ เยซู {1:33} คน ทั้ง เมือง มา ออ กัน อยู่ ที่ ประตู {1:34} และ พระ เยซู ได้ ทรง รักษา คน จำนวน มาก ที่ ป่วย ด้วย โรค ต่างๆ พระองค์ ยัง ทรง ขับ ผี ออก หลาย ตน แต่ ทรง ห้าม ผี เหล่า นั้น ไม่ ให้ พูด เพราะ พวก มัน รู้ ว่า พระองค์ คือ ใคร {i1:35} พระ เยซู ทรง อธิษฐาน ใน ที่ เงียบ สงบ (ลก.4:42,43) {1:35} ครั้น เวลา เช้ามืด พระ เยซู ทรง ลุก ขึ้น แล้ว เสด็จ ออก จาก บ้าน ไป ยัง ที่ สงบเงียบ และ อธิษฐาน {1:36} ซี โม นกับเพื่อนๆ ออก ตาม หา พระองค์ {1:37} เมื่อ พบ แล้ว จึง ร้อง ทูล ว่า“ ใคร ต่อ ใคร กำลัง ตาม หา พระองค์!” {1:38} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ให้ เรา ไป ที่ อื่นๆ ใน ละแวก ใกล้ เคียง กัน เถิด เพื่อ เรา จะ ได้ ไป เทศนา ที่ นั่น ด้วย ที่ เรา มา ก็ เพื่อ การ นี้ แหละ” {1:39} ดังนั้น พระองค์ จึง เสด็จ ไป ทั่ว แคว้น กา ลิ ลี พระองค์ ทรง เทศนา ใน ธรรม ศาลา ของ พวก เขา และ ทรง ขับ ผี ออก หลาย ตน {i1:40} พระ เยซู ทรง รักษา คน โรค เรื้อน (มธ.8:2-4; ลก.5:12-14) {1:40} คน โรค เรื้อน คน หนึ่ง มา คุกเข่า ทูล วิงวอน พระองค์ ว่า“ พระองค์ ทรง รักษา ข้า พระองค์ ให้ หาย ได้ ถ้า พระองค์ เต็ม ใจ” {1:41} พระ เยซู ทรง สงสาร เขา จึง ทรง ยื่น พระ หัตถ์ แตะ ต้อง เขา และ ตรัส ว่า“ เรา เต็ม ใจ จะ รักษา จง หาย โรค เถิด!” {1:42} ทันใด นั้น โรค เรื้อน ที่ เป็นอยู่ ก็ หาย ไป และ เขา ก็ กลับ เป็น ปกติ {1:43} พระ เยซู ทรง ส่ง เขา ไป ทันที พร้อม กับ กำชับ ว่า {1:44} “ จง ระวัง อย่า บอก เรื่อง นี้ แก่ ผู้ ใด เลย แต่ จง ไป แสดง ตัว ต่อ ปุโรหิต และ ถวาย เครื่องบูชา สำหรับ การ ที่ ท่าน หาย จาก โรค เรื้อน ตาม ที่ โมเสส สั่ง ไว้ เพื่อ เป็น พยาน แก่ คน ทั้งหลาย ว่า ท่าน หาย โรค แล้ว” {1:45} แต่ เขา เที่ยว ป่าว ประกาศ เรื่อง นี้ ไป ทั่ว จน พระ เยซู ไม่ สามารถ เข้า เมือง อย่าง เปิดเผย ได้ แต่ ประทับ ใน ที่ เปลี่ยว นอก เมือง กระนั้น ผู้คน จาก ทุก หน ทุก แห่ง ก็ ยัง มา เข้า เฝ้า พระองค์ {i2:1} พระ เยซู ทรง รักษา คน เป็น อัมพาต (มธ.9:2-8; ลก.5:18-26) {2:1} สอง สาม วัน ต่อ มา เมื่อ พระ เยซู เสด็จ เข้า ไป ใน เมือง คา เป อร นา อุ ม อีก ประชาชน ได้ ข่าว ว่า พระองค์ มา ประทับ ที่ บ้าน {2:2} ดังนั้น คน เป็น อัน มาก จึง หลั่งไหล มา อยู่ ที่ นั่น จน ไม่ มี ที่ ว่าง แม้ แต่ ที่ นอก ประตู และ พระองค์ ทรง เทศนา ข่าว นั้น ให้ พวก เขา ฟัง {2:3} มี ชาย สี่ คน หาม คน เป็น อัมพาต คน หนึ่ง มา หา พระองค์ {2:4} แต่ พวก เขา ไม่ อาจ เข้าถึง พระ เยซู ได้ เพราะ คน แน่น มาก จึง รื้อ หลังคา ตรง ที่ ประทับ แล้ว หย่อน ที่นอน ซึ่ง คน เป็น อัมพาต นอน อยู่ ลง มา {2:5} เมื่อ พระ เยซู ทรง เห็น ความ เชื่อ ของ พวก เขา ก็ ตรัส กับ คน เป็น อัมพาต นั้น ว่า“ ลูก เอ๋ย บาป ของ เจ้า ได้ รับ การ อภัย แล้ว” {2:6} ฝ่าย พวก ธรรมา จารย์ บาง คน ซึ่ง นั่ง อยู่ ที่ นั่น คิด ใน ใจ ว่า {2:7} “ ทำไม พูด อย่าง นี้? เขา กำลัง พูด หมิ่น ประมาท พระเจ้า นี่ นอกจาก พระเจ้า แล้ว ใคร จะ อภัย บาป ได้?” {2:8} พระ เยซู ทรง ทราบ ใน พระทัย ทันที ว่า พวก เขา คิด อะไร อยู่ ใน ใจ จึง ตรัส ว่า“ ทำไม พวก ท่าน จึง คิด เช่น นั้น? {2:9} ที่ จะ พูด กับ คน เป็น อัมพาต ว่า‘ บาป ของ ท่าน ได้ รับ การ อภัย แล้ว’ กับ‘ จง ลุก ขึ้น แบก ที่นอน เดิน ไป’ อย่าง ไหน จะ ง่าย กว่า กัน? {2:10} แต่ ทั้งนี้ ก็ เพื่อ ให้ พวก ท่าน รู้ ว่า บุตร มนุษย์ มี สิทธิ อำนาจ ใน โลก ที่ จะ อภัย บาป” แล้ว พระองค์ ก็ ตรัส กับ คน เป็น อัมพาต ว่า {2:11} “ เรา สั่ง เจ้า ว่า ลุก ขึ้น จง แบก ที่นอน กลับ ไป บ้าน เถิด” {2:12} เขา ก็ ลุก ขึ้น แบก ที่นอน เดิน กลับ บ้าน ต่อ หน้า คน ทั้งปวง ทุก คน ต่าง ประหลาด ใจ และ สรรเสริญ พระเจ้า ว่า“ เรา ไม่ เคย พบ เห็น อะไร เช่น นี้ เลย!” {i2:13} ทรง เรียก เลวี (มธ.9:9-13; ลก.5:27-32) {2:13} พระ เยซู เสด็จ ไป ที่ ริม ทะเลสาบ อีก ฝูง ชนก ลุ่ม ใหญ่ พา กัน มา เข้า เฝ้า และ พระองค์ ทรง สั่งสอน พวก เขา {2:14} ขณะ พระองค์ ทรง ดำเนิน ไป ตาม ทาง ทรง เห็น เลวีบุตรอัลเฟอัส นั่ง อยู่ ที่ ด่าน เก็บ ภาษี จึง ตรัส กับ เขา ว่า“ จง ตาม เรา มา” เล วี ก็ ลุก ขึ้น ติดตาม พระองค์ ไป {2:15} ขณะ พระ เยซู เสวย พระ กระยาหาร ค่ำ ที่ บ้าน ของ เล วี มี คน เก็บ ภาษี และ“ คน บาป” หลาย คน รับประทาน อาหาร ร่วม กับ พระองค์ และ เหล่า สาวก เพราะ มี คน มากมาย ได้ ติดตาม พระองค์ มา {2:16} เมื่อ พวก ธรรมา จารย์ ที่ เป็น ฟา ริ สี เห็น พระองค์ ทรง ร่วม โต๊ะ กับ“ คน บาป” และ คน เก็บ ภาษี ก็ ถาม สาวก ของ พระองค์ ว่า“ ทำไม เขา จึง ร่วม โต๊ะ กับ คน เก็บ ภาษี และ‘ คน บาป’?” {2:17} เมื่อ พระ เยซู ทรง ได้ยิน เช่น นี้ จึง ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ คน สุขภาพ ดี ไม่ ต้องการ หมอ แต่ คน ป่วย ต้องการ เรา ไม่ ได้ มา เพื่อ เรียก คน ชอบธรรม แต่ มา เพื่อ เรียก คน บาป” {i2:18} ถาม พระ เยซู เรื่อง การ ถือ อด อาหาร (มธ.9:14-17; ลก.5:33-38) {2:18} ขณะ นั้น ศิษย์ ของ ยอห์น และ พวก ฟา ริ สี กำลัง ถือ อด อาหาร อยู่ มี บาง คน มา ทูล ถาม พระ เยซู ว่า“ ทำไม ศิษย์ ของ ยอห์น กับ ศิษย์ ของ พวก ฟา ริ สี ถือ อด อาหาร แต่ ศิษย์ ของ ท่าน ไม่ ถือ?” {2:19} พระ เยซู ทรง ตอบ ว่า“ จะ ให้ แขก ของ เจ้าบ่าว อด อาหาร ขณะ เจ้าบ่าว อยู่ ด้วย ได้ อย่างไร? ตราบ ใด ที่ เจ้าบ่าว ยัง อยู่ ด้วย พวก เขา ก็ ทำ เช่น นั้น ไม่ ได้ {2:20} แต่ สัก วัน หนึ่ง เจ้าบ่าว จะ ถูก นำ ตัว ไป จาก เขา และ ใน วัน นั้น พวก เขา จะ อด อาหาร {2:21} “ ไม่ มี ใคร เอา ผ้า ใหม่ ไป ปะ เสื้อ ผ้า เก่า ถ้า ทำ เช่น นั้น ผ้า ใหม่ จะ หด รั้ง ผ้า เก่า ให้ ขาด มาก กว่า เดิม {2:22} และ ไม่ มี ใคร เท เหล้า องุ่น ใหม่ ใส่ ถุง หนัง เก่า ถ้า ทำ เช่น นั้น เหล้า องุ่น จะ ทำให้ ถุง นั้น ขาด ก็ จะ เสีย ทั้ง เหล้า องุ่น และ ถุง ด้วย เขา ย่อม เท เหล้า องุ่น ใหม่ ใส่ ใน ถุง หนัง ใหม่ เท่านั้น” {i2:23} เจ้า เหนือ วัน สะ บา โต (มธ.12:1-14; ลก.6:1-11) {2:23} ใน วัน สะ บา โต หนึ่ง พระ เยซู เสด็จ ผ่าน ทุ่ง นา ขณะ เดิน ไป ตาม ทาง สาวก ของ พระองค์ ก็ เด็ด รวง ข้าว {2:24} พวก ฟา ริ สี จึง ทูล พระองค์ ว่า“ ดู นั่น ทำไม พวก เขา ทำ สิ่ง ที่ ผิด บัญญัติ วัน สะ บา โต?” {2:25} พระองค์ ตรัส ว่า“ พวก ท่าน ไม่ เคย อ่าน หรือ ว่า ดา วิด ทำ อะไร เมื่อ เขา กับ พรรคพวก หิว โหย และ ขัด สน? {2:26} ใน สมัย ของ มหา ปุโรหิต อา บี ยา ธาร์ ดา วิด เข้า ไป ใน พระ นิเวศ ของ พระเจ้า และ กิน ขนม ปัง ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่ง ตาม บทบัญญัติ แล้ว มี แต่ ปุโรหิต เท่านั้น ที่ จะ กิน ได้ และ ดา วิด ยัง แบ่ง ขนม ปัง นี้ ให้ พรรคพวก กิน ด้วย” {2:27} แล้ว พระองค์ ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ วัน สะ บา โต มี ขึ้น เพื่อ มนุษย์ ไม่ ใช่ มนุษย์ มี ขึ้น เพื่อ วัน สะ บา โต {2:28} ดังนั้น บุตร มนุษย์ เป็น เจ้า เหนือ วัน สะ บา โต ด้วย” {3:1} อีก ครั้ง หนึ่ง พระองค์ ทรง เข้า ไป ใน ธรรม ศาลา และ มี ชาย มือ ลีบ คน หนึ่ง อยู่ ที่ นั่น {3:2} บาง คน กำลัง หา เหตุ ที่ จะ กล่าวโทษ พระ เยซู จึง คอย จับ ตา ดู อย่าง ใกล้ ชิด ว่า พระองค์ จะ รักษา ชาย คน นั้น ใน วัน สะ บา โต หรือ ไม่ {3:3} พระ เยซู ตรัส กับ ชาย ที่ มือ ลีบ นั้น ว่า“ มา ยืน ข้าง หน้า นี่ สิ” {3:4} แล้ว พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ ทำ ดี หรือ ทำ ชั่ว ช่วย ชีวิต หรือ ทำลาย ชีวิต อย่าง ไหน ที่ ถูกต้อง ตาม บทบัญญัติ ใน วัน สะ บา โต?” แต่ เขา ทั้งหลาย ก็ นิ่ง อยู่ {3:5} พระองค์ ทอด พระ เนตร พวก เขา โดย รอบ ด้วย พระ พิโรธ ทรง เศร้า พระทัย นัก ที่ พวก เขา ใจ แข็ง กระด้าง พระองค์ ตรัส กับ ชาย คน นั้น ว่า“ จง เหยียด มือ ออก มา” เขา ก็ ทำ ตาม และ มือ ของ เขา ก็ กลับ เป็น ปกติ ทุก อย่าง {3:6} พวก ฟา ริ สี จึง ออก ไป เริ่ม คบคิด กับ กลุ่ม ผู้ สนับสนุน เฮ โร ด ว่า จะ ฆ่า พระ เยซู ได้ อย่างไร {i3:7} ฝูง ชน ติดตาม พระ เยซู (มธ.12:15,16; ลก.6:17-19) {3:7} พระ เยซู กับ สาวก ปลีกตัว จาก ที่ นั่น ไป ยัง ทะเลสาบ มี ฝูง ชนก ลุ่ม ใหญ่ จาก แคว้น กา ลิ ลี ติดตาม มา {3:8} เมื่อ ได้ยิน กิตติศัพท์ ของ พระองค์ คน เป็น อัน มาก จาก แคว้น ยู เดีย กรุง เยรูซาเล็ม แคว้น อิ ดู เม อา และ อีก ฟาก หนึ่ง ของ แม่น้ำ จอร์แดน ตลอด จน แถบ เมือง ไท ระ และ เมือง ไซ ดอน พา กัน มา หา พระองค์ {3:9} เพราะ ฝูง ชน เหล่า นี้ พระ เยซู จึง ตรัส สั่ง สาวก ให้ เตรียม เรือ เล็ก พร้อม ไว้ สำหรับ พระองค์ เพื่อ ไม่ ให้ ผู้คน มา เบียดเสียด พระองค์ {3:10} เนื่อง จาก พระ เยซู ได้ ทรง รักษา คน เป็น อัน มาก ผู้ ที่ ป่วย ด้วย โรค ต่างๆ จึง เบียดเสียด กัน เข้า มา เพื่อ จะ ได้ แตะ ต้อง พระองค์ {3:11} ทุก ครั้ง ที่ วิญญาณ ชั่ว เห็น พระองค์ พวก มัน จะ หมอบ กราบ และ ร้อง ว่า“ พระองค์ ทรง เป็น พระ บุตร ของ พระเจ้า” {3:12} แต่ พระองค์ ทรง ห้าม พวก มัน เด็ดขาด ไม่ ให้ บอก ว่า พระองค์ ทรง เป็น ผู้ ใด {i3:13} การ แต่งตั้ง อัคร ทูต สิบ สอง คน (มธ.10:2-4; ลก.6:14-16; กจ.1:13) {3:13} พระ เยซู เสด็จ ขึ้น บน ภูเขา และ ทรง เรียก บรรดา ผู้ ที่ ทรง ประสงค์ มา พบ และ พวก เขา ก็ มา หา พระองค์ {3:14} พระองค์ ทรง แต่งตั้ง คน สิบ สอง คน เป็น อัคร ทูต ให้ อยู่ กับ พระองค์ และ พระองค์ จะ ทรง ส่ง พวก เขา ออก ไป เทศนา {3:15} และ ทรง ให้ พวก เขา มี ฤทธิ์ อำนาจ ที่ จะ ขับ ผี {3:16} สาวก ทั้ง สิบ สอง คน นี้ ได้แก่ ซี โม น (ประทาน ชื่อ ให้ ว่า เปโตร) {3:17} ยาก อบ บุตร เศเบดีกับยอห์น ผู้ เป็น น้อง ชาย (ประทาน ชื่อ ให้ ทั้ง คู่ ว่า โบ อา เนอ เย หมาย ถึง ลูก ฟ้า ร้อง) {3:18} อัน ดรูว์ฟีลิปบารโธโลมิวมัทธิวโธมัส ยาก อบ บุตร อัลเฟอัสธัดเดอัส ซี โมน พรรค ชาตินิยม {3:19} และ ยู ดา ส อิส คา ริ โอ ท ผู้ ทรยศ พระองค์ {i3:20} พระ เยซู กับ เบเอลเซบุบ (มธ.12:25-29; ลก.11:17-22) {3:20} แล้ว พระ เยซู เสด็จ เข้า ไป ใน บ้าน ฝูง ชน ก็ มา ชุมนุม กัน อีก จน พระองค์ กับ สาวก ไม่ มี เวลา แม้ แต่ จะ รับประทาน อาหาร {3:21} เมื่อ ครอบครัว ของ พระองค์ ได้ยิน เรื่อง นี้ ก็ มา เพื่อ จะ รั้ง พระองค์ ไว้ เพราะ พวก เขา พูด ว่า“ เขา เสีย สติ ไป แล้ว” {3:22} และ พวก ธรรมา จารย์ ซึ่ง มา จาก กรุง เยรูซาเล็ม พูด ว่า“ เขา ถูก เบเอล เซ บุบ เข้า สิง! จึง ขับ ผี ออก ได้ โดย อาศัย เจ้า แห่ง ผี” {3:23} พระ เยซู จึง ทรง เรียก พวก เขา มา และ ตรัส กับ พวก เขา โดย ยก คำ อุปมา ว่า“ ซาตาน จะ ไล่ ซาตาน ออก ได้ อย่างไร? {3:24} หาก อาณาจักร ใด แตกแยก กันเอง อาณาจักร นั้น ย่อม ตั้ง อยู่ ไม่ ได้ {3:25} หาก ครอบครัว ใด แตกแยก กันเอง ครอบครัว นั้น ย่อม ตั้ง อยู่ ไม่ ได้ {3:26} และ ถ้า ซาตาน ต่อต้าน ตัวเอง และ แตกแยก กัน มัน ก็ ตั้ง อยู่ ไม่ ได้ จุด จบ ของ มัน ก็ มา ถึง แล้ว {3:27} อัน ที่ จริง ไม่ มี ใคร จะ สามารถ เข้า ไป ใน บ้าน ของ คน ที่ แข็งแรง และ ขน เอา ทรัพย์สิน ของ เขา ไป เว้น แต่ จะ จับ คน แข็งแรง นั้น มัด ไว้ ก่อน แล้ว จึง ปล้น บ้าน ของ เขา ได้ {3:28} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า บาป และ การ หมิ่น ประมาท ทุก อย่าง ของ มนุษย์ ทรง อภัย ให้ ได้ {3:29} แต่ ผู้ ใด หมิ่น ประมาท พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ จะ ไม่ มี วัน ได้ รับ การ อภัย เขา ได้ ทำ ความ ผิด อัน เป็น บาป ที่ ติด ตัว ไป ตลอด กาล” {3:30} พระองค์ ตรัส เช่น นี้ เพราะ พวก เขา กล่าว ว่า“ เขา มี วิญญาณ ชั่ว เข้า สิง” {i3:31} มารดา กับ น้อง ชาย ของ พระ เยซู (มธ.12:46-50; ลก.8:19-21) {3:31} แล้ว มารดา กับ น้องๆ ของ พระ เยซู ก็ มา ถึง พวก เขา ยืน อยู่ ด้าน นอก และ ให้ คน เข้า ไป เรียก พระองค์ {3:32} ฝูง ชน นั่ง อยู่ รอบ พระองค์ พวก เขา ทูล พระองค์ ว่า“ มารดา กับ น้อง ชาย ของ ท่าน มา รอ พบ ท่าน อยู่ ด้าน นอก” {3:33} พระองค์ ตรัส ถาม ว่า“ ใคร คือ มารดา หรือ พี่น้อง ของ เรา?” {3:34} แล้ว พระองค์ ทรง มอง ดู บรรดา ผู้ ที่นั่ง อยู่ รอบ พระองค์ และ ตรัส ว่า“ นี่ คือ มารดา และ พี่น้อง ของ เรา! {3:35} ผู้ ใด ทำ ตาม พระทัย ของ พระเจ้า ผู้ นั้น แหละ คือ มารดา และ พี่น้อง ชาย หญิง ของ เรา” {i4:1} คำ อุปมา เรื่อง ผู้ หว่าน (มธ.13:1-15,18-23; ลก.8:4-15) {4:1} แล้ว พระ เยซู ทรง สอน ที่ ริม ทะเลสาบ อีก ฝูง ชน รุมล้อม พระองค์ แน่น ขนัด จน พระองค์ ต้อง เสด็จ ลง ไป ประทับ นั่ง ใน เรือ ขณะ ที่ ประชาชน อยู่ ที่ ชายฝั่ง {4:2} พระองค์ ทรง ยก คำ อุปมา สอน หลาย สิ่ง แก่ พวก เขา ว่า {4:3} “ ฟัง เถิด! ชาว นา ผู้ หนึ่ง ออก ไป หว่าน เมล็ด พืช {4:4} ขณะ ที่ หว่าน บาง เมล็ด ก็ ตก ตาม ทาง และ นก มา จิก กิน หมด {4:5} บาง เมล็ด ตก บน พื้น กรวด หิน ซึ่ง มี เนื้อ ดิน น้อย จึง งอก ขึ้น โดย เร็ว เพราะ ดิน ตื้น {4:6} แต่ เมื่อ แดด เผา ก็ เหี่ยว ไป เพราะ ไม่ มี ราก {4:7} บาง เมล็ด ตก กลาง พง หนาม ต้น หนาม ก็ งอก คลุม จึง ไม่ เกิด ผล {4:8} แต่ ยัง มี เมล็ด บาง ส่วน ตก บน ดิน ดี งอก ขึ้น มา เติบ โต และ เกิด ผล สาม สิบ เท่า หก สิบ เท่า หรือ ถึง ร้อย เท่า” {4:9} แล้ว พระ เยซู ตรัส ว่า“ ใคร มี หู จง ฟัง เถิด” {4:10} เมื่อ ทรง อยู่ ตาม ลำพัง สาวก ทั้ง สิบ สอง คน กับ คน อื่น ที่ แวดล้อม พระองค์ อยู่ ทูล ถาม พระองค์ เกี่ยว กับ คำ อุปมา เหล่า นั้น {4:11} พระองค์ ทรง บอก พวก เขา ว่า“ ความ ลับ ของ อาณาจักร ของ พระเจ้า ทรง โปรด ให้ พวก ท่าน รู้ ส่วน คน นอก นั้น ทุก อย่าง จะ ใช้ คำ อุปมา {4:12} เพื่อ ว่า“‘ พวก เขา จะ ดู แล้ว ดู เล่า แต่ จะ ไม่ มี วัน ประจักษ์ และ จะ ฟัง แล้ว ฟัง เล่า แต่ จะ ไม่ มี วัน เข้าใจ มิ ฉะนั้น แล้ว เขา จะ หัน กลับ มา และ ได้ รับ การ อภัย!’” {4:13} แล้ว พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ พวก ท่าน ยัง ไม่ เข้าใจ คำ อุปมา นี้ หรือ? ถ้า อย่าง นั้น จะ เข้าใจ คำ อุปมา ทั้งหลาย ได้ อย่างไร? {4:14} ชาว นา ได้ หว่าน พระ วจนะ {4:15} บาง คน ก็ เป็น เหมือน เมล็ด พืช ที่ ตก ตาม ทาง ทันที ที่ เขา ได้ยิน ซาตาน ก็ มา ฉวย เอา พระ วจนะ ที่ หว่าน ลง ใน เขา ไป {4:16} บาง คน ก็ เหมือน เมล็ด พืช ที่ หว่าน ลง บน พื้น หิน เมื่อ ได้ยิน พระ วจนะ แล้ว ก็ รับ ไว้ ทันที ด้วย ความ ยินดี {4:17} แต่ เนื่อง จาก ไม่ ได้ หยั่ง ราก ลึก จึง คง อยู่ เพียง ชั่วคราว เมื่อ เกิด ปัญหา หรือ การ ข่มเหง เนื่อง ด้วย พระ วจนะ นั้น พวก เขา ก็ เลิกรา ไป อย่าง รวดเร็ว {4:18} บาง คน เหมือน เมล็ด พืช ที่ หว่าน ลง กลาง พง หนาม คือ ได้ยิน พระ วจนะ {4:19} แต่ ถูก ความ พะวักพะวน ใน ชีวิต นี้ ความ หลอกลวง ของ ทรัพย์ สมบัติ และ ความ อยาก ได้ ใคร่ มี ใน สิ่ง ต่างๆ เข้า มา รัด พระ วจนะ นั้น ทำให้ ไม่ เกิด ผล {4:20} คน อื่นๆ เหมือน เมล็ด พืช ที่ หว่าน ลง บน ดิน ดี คือ ผู้ ที่ ได้ยิน พระ วจนะ แล้ว รับ ไว้ และ เกิด ผล สาม สิบ เท่า หก สิบ เท่า หรือ ถึง ร้อย เท่า ของ ที่ หว่าน ลง ไป” {i4:21} ตะเกียง บน เชิง ตะเกียง {4:21} พระองค์ ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ ท่าน ไม่ เอา ตะเกียง วาง ไว้ ใต้ ถัง หรือ วาง ไว้ ใต้ เตียง ใช่ ไหม? ตรง กัน ข้าม ท่าน ย่อม ตั้ง ไว้ บน เชิง ตะเกียง ไม่ ใช่ หรือ? {4:22} เพราะ สิ่ง ที่ ซ่อนเร้น จะ ถูก เปิดเผย สิ่ง ที่ ปิดบัง ไว้ จะ ถูก เปิดโปง {4:23} ใคร มี หู ที่ จะ ฟัง ก็ จง ฟัง เถิด” {4:24} พระองค์ ตรัส อีก ว่า“ จง พิจารณา สิ่ง ที่ ท่าน ได้ยิน อย่าง ถี่ถ้วน ท่าน ตวง ให้ ไป ด้วย ทะนาน อัน ใด ท่าน ก็ จะ ได้ รับ เท่ากับ ทะนาน อัน นั้น และ ได้ รับ มาก ยิ่ง กว่า นั้น อีก {4:25} ผู้ ใด มี อยู่ แล้ว จะ ได้ รับ เพิ่ม ขึ้น ส่วน ผู้ ที่ ไม่ มี แม้ ที่ เขา มี อยู่ ก็ จะ ถูก ริบ เอา ไป จาก เขา” {i4:26} คำ อุปมา เรื่อง เมล็ด พืช ที่ งอก ขึ้น {4:26} พระองค์ ตรัส ด้วย ว่า“ อาณาจักร ของ พระเจ้า เป็น เหมือน คน หนึ่ง หว่าน เมล็ด พืช ลง ใน ดิน {4:27} ทั้ง วัน ทั้ง คืน ไม่ ว่า เขา หลับ หรือ ตื่น เมล็ด พืช ก็ งอก และ เติบ โต ขึ้น แม้ เขา ไม่ รู้ ว่า มัน งอก ขึ้น ได้ อย่างไร {4:28} ดิน ทำให้ มัน งอก เป็นต้น อ่อน แล้ว ออก รวง จาก นั้น มี เมล็ด ข้าว เต็ม รวง {4:29} เมื่อ ข้าว สุก แล้ว เขา ก็ ใช้ เคียว เกี่ยว เพราะ ถึง ฤดู เกี่ยว แล้ว” {i4:30} คำ อุปมา เรื่อง เมล็ด มัสตาร์ด (มธ.13:31,32; ลก.13:18,19) {4:30} พระองค์ ตรัส อีก ว่า“ พวก เรา จะ เปรียบ อาณาจักร ของ พระเจ้า กับ อะไร ดี หรือ จะ ยก อุปมา ใด มา อธิบาย? {4:31} อาณาจักร ของ พระเจ้า นั้น ก็ เหมือน เมล็ด มัสตาร์ด ซึ่ง เป็น เมล็ด ที่ เล็ก ที่สุด เมื่อ เพาะ ลง ใน ดิน {4:32} แต่ เมื่อ งอก ขึ้น ก็ เป็นต้น ใหญ่ ที่สุด ใน สวน แผ่ กิ่ง ก้าน สาขา จน นก ใน อากาศ มา พัก อาศัย ใน ร่ม เงา ได้” {4:33} พระ เยซู ทรง ยก คำ อุปมา ที่ คล้าย กัน นี้ อีก หลาย เรื่อง มา ตรัส กับ พวก เขา เท่า ที่ พวก เขา จะ เข้าใจ ได้ {4:34} พระองค์ ตรัส กับ พวก เขา เป็น คำ อุปมา ทั้งสิ้น แต่ เมื่อ พระองค์ ทรง อยู่ กับ เหล่า สาวก ตาม ลำพัง ก็ ทรง อธิบาย ทุก สิ่ง {i4:35} พระ เยซู ทรง ห้าม พายุ (มธ.8:18,23-27; ลก.8:22-25) {4:35} เย็น วัน นั้น พระองค์ ตรัส กับ เหล่า สาวก ว่า“ ให้ เรา ข้าม ไป อีก ฟาก หนึ่ง เถิด” {4:36} พวก เขา ก็ พา พระองค์ ไป ใน เรือ ที่ ประทับ อยู่ นั้น โดย ละ ฝูง ชน ไว้ ข้าง หลัง และ มี เรือ อื่นๆ หลาย ลำ ตาม พระองค์ ไป ด้วย {4:37} เกิด พายุ ร้าย คลื่น ซัด ท่วม จน เรือ จวน จะ จม แล้ว {4:38} พระ เยซู ทรง หนุน หมอน บรรทม อยู่ ท้าย เรือ เหล่า สาวก มา ปลุก พระองค์ และ ทูล ว่า“ พระ อาจารย์ พระองค์ ไม่ ทรง ห่วง ว่า เรา จะ จม น้ำ ตาย หรือ?” {4:39} พระองค์ ทรง ลุก ขึ้น ห้าม ลม และ คลื่น ว่า“ เงียบ! จง สงบ นิ่ง เดี๋ยวนี้!” แล้ว ลม ก็ หยุด พัด ทุก อย่าง ก็ สงบ นิ่ง อย่าง สิ้นเชิง {4:40} พระองค์ ตรัส กับ เหล่า สาวก ว่า“ ทำไม จึง กลัว นัก? พวก ท่าน ยัง ไม่ มี ความ เชื่อ อีก หรือ?” {4:41} เหล่า สาวก แตกตื่น ตกใจ ต่าง ถาม กัน ว่า“ พระองค์ ทรง เป็น ใคร หนอ? แม้ แต่ ลม และ คลื่น ก็ ยัง เชื่อฟัง พระองค์!” {i5:1} ทรง รักษา คน ถูก ผี สิง (มธ.8:28-34; ลก.8:26-39) {5:1} เมื่อ พวก เขา ข้าม ฟาก มา ถึง ดินแดน เก รา ซา {5:2} เมื่อ พระ เยซู ทรง ขึ้น จาก เรือ มี ชาย คน หนึ่ง ซึ่ง ถูก วิญญาณ ชั่ว เข้า สิง ออก จาก อุโมงค์ ฝัง ศพ มา หา พระองค์ {5:3} เขา อาศัย อยู่ ตาม อุโมงค์ ใครๆ ก็ มัด เขา ไว้ ไม่ อยู่ แม้ จะ ใช้ โซ่ ตรวน ก็ ตาม {5:4} เพราะ เคย ล่าม โซ่ ใส่ ตรวน มือ เท้า ของ เขา หลาย ครั้ง แล้ว แต่ เขา ก็ กระชาก โซ่ ตรวน ขาด ไม่ มี ใคร แข็งแรง พอ จะ ทำให้ เขา สิ้น พยศ {5:5} เขา ร้อง อึง อยู่ ตาม อุโมงค์ ฝัง ศพ และ ตาม เนิน เขา ทั้ง วัน ทั้ง คืน และ เอา หิน กรีด เนื้อตัว เอง {5:6} เมื่อ เขา เห็น พระ เยซู แต่ ไกล ก็ วิ่ง มา คุกเข่า ต่อ หน้า พระองค์ {5:7} และ ตะโกน สุด เสียง ว่า“ พระ เยซู พระ บุตร ของ พระเจ้า สูง สุด พระองค์ ต้องการ อะไร จาก ข้า พระองค์ หรือ? ขอ ทรง สาบาน ต่อ พระเจ้า ว่า จะ ไม่ ทรมาน ข้า พระองค์!” {5:8} เพราะ พระ เยซู ได้ ตรัส กับ มัน ว่า“ เจ้า วิญญาณ ชั่ว จง ออก มา จาก ชาย คน นี้!” {5:9} แล้ว พระ เยซู ตรัส ถาม ว่า“ เจ้า ชื่อ อะไร?” มัน ตอบ ว่า“ ชื่อ กอง เพราะ เรา มี ด้วย กัน หลาย ตน” {5:10} และ มัน พร่ำ อ้อนวอน พระ เยซู ไม่ ให้ ขับ ไล่ พวก มัน ออก จาก ถิ่น นั้น {5:11} ไม่ ไกล จาก ที่ นั่น มี สุกร ฝูง ใหญ่ หา กิน อยู่ บน เนิน เขา {5:12} พวก ผี จึง ทูล วิงวอน พระ เยซู ว่า“ ขอ ให้ พวก ข้า พระองค์ ไป สิง ใน สุกร ฝูง นั้น เถิด” {5:13} เมื่อ ทรง อนุญาต วิญญาณ ชั่ว เหล่า นั้น ก็ ออก จาก ชาย ผู้ นั้น และ เข้า ไป สิง ใน สุกร แล้ว สุกร ทั้ง ฝูง ราว สอง พัน ตัว ก็ กระโจน จาก หน้าผา ลง ทะเลสาบ จม น้ำ ตาย หมด {5:14} บรรดา คน เลี้ยง สุกร วิ่ง เข้า ไป เล่า เรื่อง นี้ ใน เมือง และ ใน ชนบท โดย รอบ ผู้คน พา กัน ออก มา ดู ว่า เกิด อะไร ขึ้น {5:15} เมื่อ พวก เขา มา หา พระ เยซู ก็ เห็น ชาย ที่ เคย ถูก ผี ทั้ง กอง เข้า สิง นั่ง อยู่ ที่ นั่น สวม ใส่ เสื้อ ผ้า และ มี สติ ดี พวก เขา ก็ กลัว {5:16} ผู้ ที่ เห็น เหตุการณ์ จึง เล่า เรื่อง ที่ เกิด กับ คน ที่ ถูก ผี สิง และ สุกร นั้น ให้ ประชาชน ฟัง {5:17} พวก เขา จึง ทูล วิงวอน พระ เยซู ให้ ไป จาก เขต แดน ของ เขา {5:18} ขณะ พระ เยซู จะ เสด็จ ลง เรือ คน ที่ เคย ถูก ผี สิง นั้น อ้อนวอน ขอ ไป กับ พระองค์ {5:19} พระ เยซู ไม่ ทรง อนุญาต แต่ ตรัส ว่า“ จง กลับ บ้าน ไป หา ครอบครัว ของ ท่าน และ บอก พวก เขา ว่า องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรง กระทำ การ เพื่อ ท่าน มาก เพียง ใด และ ทรง เมตตา ต่อ ท่าน อย่างไร” {5:20} เขา จึง ทูล ลา ไป ป่าว ประกาศ ใน แคว้น เด คา โป ลิ ส ว่า พระ เยซู ทรง กระทำ การ เพื่อ เขา มาก เพียง ไร คน ทั้งปวง ก็ ประหลาด ใจ {i5:21} เด็ก ที่ เสีย ชีวิต และ หญิง ที่ ป่วย (มธ.9:18-26; ลก.8:41-56) {5:21} เมื่อ พระ เยซู ทรง นั่ง เรือ ข้าม ฟาก กลับ มา อีก ครั้ง ขณะ ที่ พระองค์ ทรง อยู่ ที่ ริม ทะเลสาบ ฝูง ชนก ลุ่ม ใหญ่ พา กัน มา ห้อมล้อม พระองค์ {5:22} มี นาย ธรรม ศาลา คน หนึ่ง ชื่อ ไย รัส มา ที่ นั่น เมื่อ เห็น พระ เยซู ก็ หมอบ ลง แทบ พระ บาท พระองค์ {5:23} แล้ว ทูล อ้อนวอน ด้วย ความ ร้อนใจ ว่า“ ลูกสาว เล็กๆ ของ ข้า พระองค์ กำลัง จะ ตาย โปรด เสด็จ ไป ทรง วางมือ ให้ ด้วย เถิด เพื่อ เขา จะ หาย และ ไม่ ตาย” {5:24} ดังนั้น พระ เยซู จึง เสด็จ ไป กับ เขา ผู้คน คับคั่ง ตาม มา เบียดเสียด กัน อยู่ รอบ พระองค์ {5:25} ที่ นั่น มี หญิง คน หนึ่ง ตก เลือด เรื้อรัง มา สิบ สอง ปี แล้ว {5:26} นาง ทุกข์ ทรมาน มาก เสีย เงิน หา หมอ มา หลาย คน จน หมด ตัว แต่ แทน ที่ จะ ดี ขึ้น อาการ กลับ ทรุด ลง {5:27} เมื่อ นาง ได้ยิน เรื่อง พระ เยซู จึง เดิน ปะปน กับ ฝูง ชน ตาม มา ข้าง หลัง พระองค์ และ แตะ ฉลอง พระองค์ {5:28} เพราะ นาง คิด ว่า“ ขอ เพียง ได้ แตะ ฉลอง พระองค์ เท่านั้น เรา ก็ จะ หาย โรค” {5:29} ทันใด นั้น เอง เลือด ก็ หยุด ไหล และ นาง รู้สึก ว่า ตน หาย โรค แล้ว {5:30} พระ เยซู ทรง ทราบ ทันที ว่า ฤทธิ์ ซ่าน ออก จาก พระองค์ พระองค์ จึง ทรง หัน กลับ มา ทาง ฝูง ชน และ ตรัส ถาม ว่า“ ใคร แตะ ต้อง เสื้อ ผ้า ของ เรา?” {5:31} เหล่า สาวก ทูล ว่า“ พระองค์ ทรง เห็น อยู่ แล้ว ว่า ผู้คน เบียดเสียด พระองค์ กัน แน่น แล้ว พระองค์ ยัง จะ ทรง ถาม อีก หรือ ว่า‘ ใคร มา แตะ ต้อง เรา?’” {5:32} แต่ พระ เยซู ยัง ทอด พระ เนตร ไป รอบๆ ดู ว่า ใคร เป็น ผู้ ทำ เช่น นั้น {5:33} หญิง นั้น ซึ่ง รู้ ดี ว่า เกิด อะไร ขึ้น กับ นาง ก็ กลัว จน ตัว สั่น เข้า มา หมอบ ลง แทบ พระ บาท แล้ว กราบ ทูล ความ จริง ทั้งหมด {5:34} พระองค์ ตรัส กับ นาง ว่า“ หญิง เอ๋ย ความ เชื่อ ของ เจ้า ทำให้ เจ้า หาย โรค จง กลับ ไป ด้วย สันติสุข และ พ้น จาก ความ ทุกข์ ทรมาน เถิด” {5:35} พระองค์ ตรัส ยัง ไม่ ทัน ขาด คำ ก็ มี คน จาก บ้าน ของ ไย รัส นาย ธรรม ศาลา มาบ อก ว่า“ ลูกสาว ของ ท่าน เสีย ชีวิต แล้ว จะ รบกวน พระ อาจารย์ อีก ทำไม?” {5:36} พระ เยซู ไม่ ทรง ฟัง แต่ ตรัส กับ นาย ธรรม ศาลา ว่า“ อย่า กลัว เลย จง เชื่อ เท่านั้น” {5:37} พระองค์ ไม่ ทรง อนุญาต ให้ ใคร ติดตาม ไป ยกเว้น เปโตร ยาก อบ และ ยอห์น น้อง ชาย ของ ยาก อบ {5:38} เมื่อ มา ถึง บ้าน ของ นาย ธรรม ศาลา พระ เยซู ทรง เห็น ความ อึกทึก วุ่นวาย ผู้คน ร้องไห้ สะอึก สะอื้น กัน เสียง ดัง {5:39} พระองค์ ทรง เข้า ไป ข้าง ใน และ ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ ร้องไห้ วุ่นวาย กัน ไป ทำไม? เด็ก น้อย ยัง ไม่ ตาย เพียง แต่ หลับ อยู่” {5:40} แต่ พวก เขา พา กัน หัวเราะ เยาะ พระองค์ หลัง จาก พระองค์ ทรง ให้ ผู้คน ออก ไป แล้ว ก็ ทรง พา พ่อ แม่ ของ เด็ก กับ เหล่า สาวก ที่ อยู่ กับ พระองค์ เข้า ไป หา เด็ก นั้น {5:41} พระองค์ ทรง จับ มือ เด็ก น้อย ตรัส ว่า“ ทา ลิ ธาคูม!” (ซึ่ง แปล ว่า“ แม่ หนู เอ๋ย เรา บอก เจ้า ให้ ลุก ขึ้น!”) {5:42} ทันใด นั้น เด็ก หญิง ก็ ลุก ขึ้น เดิน ไป รอบๆ (เด็ก คน นี้ อายุ สิบ สอง ขวบ) คน ทั้งปวง ตก ตะลึงพรึงเพริด {5:43} พระองค์ ทรง กำชับ เด็ดขาด ไม่ ให้ บอก เรื่อง นี้ กับ ใคร และ ตรัส สั่ง ให้ นำ อาหาร มา ให้ เด็ก รับประทาน {i6:1} ผู้ เผย พระ วจนะ ซึ่ง ไม่ มี ใคร นับถือ (มธ.13:54-58) {6:1} พระ เยซู เสด็จ จาก ที่ นั่น ไป ยัง บ้าน เกิด ของ พระองค์ โดย มี เหล่า สาวก ติดตาม ไป ด้วย {6:2} เมื่อ ถึง วัน สะ บา โต พระองค์ ทรง สั่งสอน ใน ธรรม ศาลา หลาย คน ที่ ได้ ฟัง พระองค์ ก็ ประหลาด ใจ พวก เขา ถาม ว่า“ คน นี้ ได้ สิ่ง เหล่า นี้ มา จาก ไหน? สติปัญญา ที่ เขา ได้ รับ เป็น สติปัญญา อย่าง ไหน กัน? ถึง กับ ทำ การ อัศจรรย์ ได้! {6:3} เขา เป็น ช่าง ไม้ มิ ใช่ หรือ? เขา เป็น ลูก นาง มา รีย์ เป็น พี่ ชาย ของ ยาก อบ โย เซฟ ยู ดา ส กับ ซี โม น ไม่ ใช่ หรือ? พวก น้อง สาว ของ เขา ก็ อยู่ กับ เรา ไม่ ใช่ หรือ?” เขา ทั้งหลาย จึง ไม่ พอใจ พระองค์ {6:4} พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ ผู้ เผย พระ วจนะ จะ ขาด คน นับถือ ก็ แต่ เฉพาะ ใน บ้าน เกิด ใน หมู่ ญาติ และ ใน บ้าน ของ ตนเอง” {6:5} พระองค์ ไม่ อาจ ทำ การ อัศจรรย์ ใดๆ ที่ นั่น เว้น แต่ ทรง วางมือ บน คน ป่วย บาง คน และ รักษา พวก เขา ให้ หาย {6:6} และ พระองค์ ทรง แปลก ใจ ที่ พวก เขา ขาด ความ เชื่อ จาก นั้น พระ เยซู เสด็จ ไป สั่งสอน ตาม หมู่บ้าน โดย รอบ {i6:7} พระ เยซู ทรง ส่ง สาวก ทั้ง สิบ สอง คน ออก ไป (มธ.10:1,9-14; ลก.9:1,3-5) {6:7} ทรง เรียก สาวก สิบ สอง คน มา ส่ง พวก เขา ออก ไป เป็น คู่ๆ พร้อม ทั้ง ประทาน ฤทธิ์ อำนาจ เหนือ วิญญาณ ชั่ว ให้ แก่ พวก เขา {6:8} พระองค์ ทรง กำชับ ว่า“ ไม่ ต้อง นำ สิ่ง ใด ติด ตัว ไป ใน การ เดินทาง นอกจาก ไม้เท้า ไม่ ต้อง เอา อาหาร ย่าม หรือ เงิน ติด ตัว ไป {6:9} ให้ สวม รองเท้า แต่ ไม่ ต้อง เตรียม เสื้อ อีก ตัว หนึ่ง {6:10} เมื่อ ท่าน เข้า ไป ใน บ้าน ใด จง พัก ที่ บ้าน นั้น จน กว่า จะ ไป จาก เมือง นั้น {6:11} หาก ที่ไหน ไม่ ต้อนรับ หรือ ไม่ รับฟัง เมื่อ จะ ไป จาก ที่ นั่น ก็ จง สะบัด ฝุ่น ออก จาก เท้า เพื่อ เป็น พยาน ปรักปรำ เขา” {6:12} เหล่า สาวก จึง ออก ไป และ เทศนา ให้ ประชาชน กลับ ใจ ใหม่ {6:13} พวก เขา ขับ ผี ออก หลาย ตน และ เจิม คน ป่วย มากมาย ด้วย น้ำมัน และ รักษา พวก เขา ให้ หาย {i6:14} ยอห์น ผู้ ให้ บัพ ติ ศ มา ถูก ประหาร (มธ.14:1-12; ลก.9:7-9) {6:14} กษัตริย์ เฮ โร ด ได้ยิน เรื่อง ของ พระ เยซู เพราะ ชื่อเสียง ของ พระองค์ เลื่องลือ ไป ทั่ว บาง คน พูด ว่า พระ เยซู คือ ยอห์น ผู้ ให้ บัพ ติ ศ มา ซึ่ง เป็น ขึ้น จาก ตาย ดังนั้น เขา จึง มี ฤทธิ์ อำนาจ ทำ การ อัศจรรย์ ต่างๆ ได้ {6:15} บาง คน ก็ ว่า“ เขา คือ เอ ลี ยาห์” และ ยัง มี คน อื่นๆ ที่ อ้าง ว่า“ เขา คือ ผู้ เผย พระ วจนะ เหมือน เหล่า ผู้ เผย พระ วจนะ ใน อดีต” {6:16} แต่ เมื่อ เฮ โร ด ได้ยิน ก็ กล่าว ว่า“ นี่ คือ ยอห์น ที่ เรา สั่ง ให้ ตัด ศีรษะ ไป เขา เป็น ขึ้น จาก ตาย แล้ว!” {6:17} เพราะ เฮ โร ด เอง สั่ง ให้ จับ ยอห์น มา ล่าม โซ่ ขัง ไว้ ใน คุก ด้วย สาเหตุ จาก นาง เฮ โร เดียสภรรยาของฟีลิป น้อง ชาย ของ ตน ซึ่ง เฮ โร ด ได้ นาง มา เป็น ภรรยา {6:18} เนื่อง จาก ยอห์น เคย พูด กับ เฮ โร ดว่า“ ท่าน ทำ ผิด บัญญัติ ที่ เอา น้อง สะใภ้ มา เป็น ภรรยา” {6:19} ดังนั้น นาง เฮ โร เดียส จึง อาฆาต ยอห์น และ อยาก จะ ฆ่า เขา แต่ ก็ ทำ ไม่ ได้ {6:20} เพราะ เฮ โร ด ยำเกรง ยอห์น และ คอย ปกป้อง เขา เพราะ รู้ ว่า เขา เป็น ผู้ ชอบธรรม และ บริสุทธิ์ เมื่อ เฮ โร ดได้ฟังยอห์น พูด ก็ งุนงง สงสัย ยิ่งนัก แต่ ก็ ยัง อยาก ฟัง {6:21} ใน ที่สุด โอกาส ก็ มา ถึง ใน งาน ฉลอง วัน เกิด เฮ โร ด จัด งาน เลี้ยง ขุนนาง นาย ทหาร ชั้น ผู้ใหญ่ และ บรรดา คน สำคัญๆ ใน แคว้น กา ลิ ลี {6:22} เมื่อ บุตรี ของ นาง เฮ โร เดีย สอ อก มา เต้นรำ ก็ เป็น ที่ ถูกใจ เฮ โร ด กับ แขก เห รื่อ ยิ่งนัก กษัตริย์ จึง กล่าว กับ หญิง สาว นั้น ว่า“ จง ขอ สิ่ง ที่ เจ้า ต้องการ แล้ว เรา จะ ให้ ตาม ที่ เจ้า ขอ” {6:23} และ สัญญา โดย ปฏิญาณ ว่า“ ไม่ ว่า เจ้า จะ ขอ อะไร เรา ก็ จะ ให้ ทั้งนั้น จน ถึง ครึ่ง หนึ่ง ของ อาณาจักร” {6:24} นาง จึง ออก ไป ถาม มารดา ว่า“ ลูก จะ ขอ อะไร ดี?” มารดา บอก ว่า“ ขอ ศีรษะ ยอห์น ผู้ ให้ บัพ ติ ศมาสิ” {6:25} นาง รีบ มา ทูล กษัตริย์ ทันที ว่า“ ขอ ศีรษะ ของ ยอห์น ผู้ ให้ บัพ ติ ศ มา ใส่ ถาด มา ให้ หม่อมฉัน ที่ นี่ เดี๋ยวนี้ เถิด” {6:26} กษัตริย์ เฮ โร ด เป็น ทุกข์ ยิ่งนัก แต่ ก็ ขัด ไม่ ได้ เพราะ ได้ ปฏิญาณ ไว้ และ เพราะ เห็นแก่ หน้า แขก เห รื่อ {6:27} จึง บัญชา ใน ทันที ทันใด ให้ เพชฌฆาต นำ ศีรษะ ของ ยอห์น มา เขา ก็ ไป ตัด ศีรษะ ของ ยอห์นในคุก {6:28} แล้ว นำ ศีรษะ ใส่ ถาด มา ให้ หญิง นั้น และ นาง เอา ไป ให้ มารดา {6:29} เมื่อ ศิษย์ ของ ยอห์น ทราบ ข่าว จึง มา รับ ศพ เขา ไป ฝัง ใน อุโมงค์ {i6:30} พระ เยซู ทรง เลี้ยง คน ห้า พัน คน (มธ.14:13-21; ลก.9:10-17; ยน.6:5-13) {6:30} ฝ่าย อัคร ทูต มา เข้า เฝ้า พระ เยซู และ ทูล รายงาน สิ่ง ทั้งปวง ที่ พวก เขา ได้ ทำ และ สั่งสอน {6:31} เนื่อง จาก ขณะ นั้น มี ผู้คน ไปๆ มาๆ กัน แน่น ขนัด จน พวก เขา ไม่ มี โอกาส ที่ จะ รับประทาน อาหาร พระองค์ จึง ตรัส กับ เหล่า สาวก ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย จง ตาม เรา ไป หา ที่ สงบ พัก กัน สัก หน่อย เถิด” {6:32} ดังนั้น พระองค์ กับ เหล่า สาวก จึง ลง เรือ ไป ยัง ที่ สงบเงียบ {6:33} แต่ หลาย คน เห็น พวก เขา ก็ จำ ได้ และ พา กัน วิ่ง จาก เมือง ต่างๆ ไป ถึง ที่ นั่น ก่อน {6:34} เมื่อ พระ เยซู ทรง ขึ้น จาก เรือ และ เห็น คน หมู่ ใหญ่ ก็ ทรง สงสาร เพราะ พวก เขา เป็น เหมือน แกะ ที่ ไม่ มี คน เลี้ยง ดังนั้น พระองค์ จึง ทรง เริ่ม สั่งสอน เขา หลาย เรื่อง {6:35} พอ ตก เย็น เหล่า สาวก จึง มา ทูล ว่า“ ที่ นี่ ห่าง ไกล นัก และ ตก เย็น แล้ว {6:36} ขอ ทรง ให้ ประชาชน เหล่า นี้ ไป เสีย เถิด เพื่อ เขา จะ ได้ ซื้อ หา อาหาร กิน กันเอง ตาม หมู่บ้าน รอบๆ” {6:37} แต่ พระองค์ ตรัส ตอบ ว่า“ พวก ท่าน จง เลี้ยง พวก เขา เถิด” เหล่า สาวก ทูล ว่า“ นี่ ต้อง ใช้ เงิน เท่ากับ ค่า จ้าง คน งาน คน หนึ่ง ถึง แปด เดือน ที เดียว! เรา ต้อง ใช้ เงิน มาก ขนาด นั้น ไป ซื้อ หา อาหาร มา ให้ เขา กิน หรือ?” {6:38} พระองค์ ตรัส ถาม ว่า“ พวก ท่าน มี ขนม ปัง กี่ ก้อน? ไป ดู ซิ” เมื่อ รู้ แล้ว พวก เขา จึง กลับ มา ทูล ว่า“ มี ขนม ปัง ห้า ก้อน กับ ปลา สอง ตัว” {6:39} แล้ว พระ เยซู ตรัส สั่ง สาวก ให้ ไป บอก ประชาชน ให้ นั่ง กัน เป็น กลุ่ม บน พื้น หญ้า เขียว ขจี {6:40} พวก เขา ก็ นั่ง เป็น กลุ่มๆ กลุ่ม ละ ร้อย คน บ้าง ห้า สิบ คน บ้าง {6:41} พระ เยซู ทรง รับ ขนม ปัง ห้า ก้อน และ ปลา สอง ตัว นั้น มา ทรง เงย พระ พักตร์ ขึ้น มอง ฟ้า สวรรค์ แล้ว ขอบพระคุณ พระเจ้า และ หัก ขนม ปัง ส่ง ให้ เหล่า สาวก พวก เขา ก็ แจกจ่าย ให้ ประชาชน พระองค์ ยัง ทรง แบ่ง ปลา สอง ตัว ให้ คน ทั้งปวง โดย ทั่ว กัน ด้วย {6:42} พวก เขา ทุก คน ได้ กิน อิ่มหนำ {6:43} เหล่า สาวก เก็บ เศษ ขนม ปัง และ ปลา ที่ เหลือ ได้ สิบ สอง ตะกร้า เต็ม {6:44} จำนวน ผู้ชาย ที่ รับประทาน อาหาร นั้น มี ห้า พัน คน {i6:45} พระ เยซู ทรง ดำเนิน บน น้ำ (มธ.14:22-36; ยน.6:15-21) {6:45} แล้ว พระ เยซู ทรง ให้ เหล่า สาวก ลง เรือ ข้าม ฟาก ล่วงหน้า ไป ยัง เมือง เบธ ไซ ดา ทันที ขณะ ที่ พระองค์ ทรง รอ ส่ง ฝูง ชน {6:46} หลัง จาก แยก จาก พวก เขา แล้ว พระองค์ เสด็จ ขึ้น ภูเขา เพื่อ อธิษฐาน {6:47} เมื่อ ค่ำ ลง เรือ ของ เหล่า สาวก อยู่ กลาง ทะเลสาบ และ พระองค์ ประทับ อยู่ ที่ ริม ฝั่ง แต่ ผู้ เดียว {6:48} ทรง เห็น เหล่า สาวก ตี กรรเชียง ทวน ลม ที่ ปะทะ อยู่ ใน ช่วง ใกล้ รุ่ง พระ เยซู ก็ ทรง ดำเนิน บน น้ำ ไป หา พวก เขา พระองค์ กำลัง จะ เสด็จ เลย พวก เขา ไป {6:49} แต่ เมื่อ เหล่า สาวก เห็น พระองค์ ดำเนิน มา บน ทะเลสาบ ก็ คิด ว่า เป็น ผี จึง ร้อง ลั่น {6:50} เพราะ ทุก คน เห็น พระองค์ และ ตกใจ กลัว ทันใด นั้น พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ เข้มแข็ง ไว้! นี่ เรา เอง อย่า กลัว เลย” {6:51} แล้ว เสด็จ ขึ้น เรือ ของ พวก เขา ลม ก็ สงบ พวก เขา ประหลาด ใจ ยิ่งนัก {6:52} เพราะ พวก เขา ยัง ไม่ เข้าใจ เรื่อง ขนม ปัง จิตใจ ของ พวก เขา แข็ง กระด้าง {6:53} เมื่อ ข้าม ฟาก มา แล้ว พวก เขา ก็ จอด เรือ ขึ้น ฝั่ง ที่ เมือง เยน เนซาเรท {6:54} ทันที ที่ พวก เขา ขึ้น จาก เรือ ประชาชน ก็ จำ พระ เยซู ได้ {6:55} คน เหล่า นั้น จึง วิ่ง ไป ทั่ว แคว้น นำ บรรดา คน เจ็บ ป่วย วาง บน ที่นอน และ หาม ไป ยัง ทุก ที่ ที่ ได้ยิน ว่า พระองค์ เสด็จ ไป {6:56} ไม่ ว่า พระองค์ เสด็จ ไป ที่ไหน ทั้ง ใน หมู่บ้าน ใน เมือง หรือ ใน ชนบท พวก เขา จะ หาม คน ป่วย มา ที่ ย่าน ชุมชน แล้ว ทูล ขอ ให้ คน ป่วย นั้น ได้ แตะ ต้อง แม้ แต่ เพียง ชาย ฉลอง พระองค์ ก็ พอ และ ทุก คน ที่ ได้ แตะ ต้อง พระองค์ ก็ หาย ป่วย {i7:1} สิ่ง ที่ เป็น มลทิน (มธ.15:1-20) {7:1} ฝ่าย พวก ฟา ริ สี และ ธรรมา จารย์ จาก กรุง เยรูซาเล็ม มา ห้อมล้อม พระ เยซู {7:2} และ เห็น สาวก บาง คน ของ พระองค์ รับประทาน อาหาร โดย ไม่ ได้ ล้าง มือ ซึ่ง ถือ ว่า“ เป็น มลทิน” {7:3} (พวก ฟา ริ สี และ ชาว ยิว ทั้งปวง ถือ ตาม ประเพณี ที่ สืบทอด จาก บรรพบุรุษ ว่า จะ ไม่ รับประทาน อาหาร จน กว่า จะ ได้ ล้าง มือ ตาม ระเบียบ พิธี ก่อน {7:4} เมื่อ กลับ จาก ตลาด ต้อง ล้าง มือ ก่อน จะ รับประทาน อาหาร และ ยัง มี ธรรมเนียม อื่นๆ อีก หลาย อย่าง เช่น การ ล้าง ถ้วย เหยือก และ ภาชนะ ต่างๆ) {7:5} ฉะนั้น พวก ฟา ริ สี และ ธรรมา จารย์ จึง ทูล ถาม พระ เยซู ว่า“ เหตุ ใด สาวก ของ ท่าน จึง ไม่ ทำ ตาม ธรรมเนียม ของ ผู้ อาวุโส แต่ กลับ รับประทาน อาหาร ด้วย มือ ที่‘ เป็น มลทิน’?” {7:6} พระองค์ ตรัส ตอบ ว่า“ อิส ยาห์ พูด ถูก แล้ว เมื่อ เผย พระ วจนะ เกี่ยว กับ คน หน้า ซื่อ ใจ คด อย่าง พวก เจ้า ดัง ที่ มี คำ เขียน ไว้ ว่า“‘ ประชากร เหล่า นี้ ยกย่อง เรา แต่ ปาก แต่ ใจ ของ พวก เขา ห่าง ไกล จาก เรา {7:7} พวก เขา นมัสการ เรา โดย เปล่า ประโยชน์ คำ สอน ของ เขา เป็น เพียง กฎเกณฑ์ ที่ มนุษย์ สอน กัน มา’ {7:8} พวก ท่าน ละเลย พระ บัญชา ของ พระเจ้า และ ไป ยึดถือ ธรรมเนียม ของ มนุษย์” {7:9} และ พระองค์ ตรัส ว่า“ พวก ท่าน มี วิธี เลี่ยง พระ บัญชา ของ พระเจ้า ไป ทำ ตาม ธรรมเนียม ของ ตน ได้ ดี จริง นะ! {7:10} เพราะ โมเสส กล่าว ว่า‘ จง ให้ เกียรติ บิดา มารดา ของ เจ้า’ และ‘ ผู้ ใด แช่ง ด่า บิดา มารดา จะ ต้อง มี โทษ ถึง ตาย’ {7:11} แต่ พวก ท่าน บอก ว่า หาก ใคร พูด กับ บิดา มารดา ว่า‘ สิ่ง ใดๆ จาก ข้าพเจ้า ซึ่ง อาจ เป็น ประโยชน์ แก่ ท่าน ก็ คือ โก ระ บาน’ (คือ ของ ที่ ได้ ถวาย แด่ พระเจ้า แล้ว) {7:12} แล้ว ท่าน จึง ไม่ ให้ เขา ทำ สิ่ง ใด ให้ บิดา มารดา อีก ต่อ ไป {7:13} ด้วย เหตุ นี้ ท่าน จึง ทำให้ พระ วจนะ ของ พระเจ้า เป็น โมฆะ ไป โดย การ ยึด ธรรมเนียม ที่ สืบทอด กัน มา และ พวก ท่าน ยัง ทำ อีก หลาย อย่าง ใน ทำนอง นี้” {7:14} แล้ว พระ เยซู ทรง เรียก ฝูง ชน เข้า มา หา พระองค์ อีก ครั้ง หนึ่ง และ ตรัส ว่า“ ทุก คน จง ฟัง และ เข้าใจ ข้อ นี้ {7:15} ไม่ มี สิ่ง ใด จาก ภายนอก ที่ เข้า ไป ใน มนุษย์ แล้ว ทำให้ เขา‘ เป็น มลทิน’ แต่ สิ่ง ที่ ออก จาก ตัว เขา ต่างหาก ที่ ทำให้ เขา‘ เป็น มลทิน’” {7:16} ใคร มี หู ฟัง ได้ จง ฟัง เถิด” {7:17} เมื่อ ละ จาก ฝูง ชน เข้า มา ใน บ้าน แล้ว เหล่า สาวก มา ทูล ถาม พระองค์ เกี่ยว กับ คำ อุปมา นี้ {7:18} พระองค์ ตรัส ว่า“ พวก ท่าน ยัง ไม่ เข้าใจ อีก หรือ? ท่าน ไม่ เห็น หรือ ว่า ไม่ มี สิ่ง ใด จาก ภายนอก ที่ เข้า ไป ใน ตัว คน แล้ว ทำให้ คน‘ เป็น มลทิน’ ได้? {7:19} เพราะ มัน ไม่ ได้ เข้า ไป ใน ใจ แต่ ลง ไป ใน ท้อง แล้ว ออก จาก ร่างกาย” (ที่ พระ เยซู ตรัส เช่น นี้ เป็น การ ประกาศ ว่า อาหาร ทั้งปวง“ ปราศจาก มลทิน”) {7:20} พระองค์ ตรัส ต่อ ไป ว่า“ สิ่ง ที่ ออก มา จาก มนุษย์ ต่างหาก ที่ ทำให้ เขา‘ เป็น มลทิน’ {7:21} เพราะ ที่ ออก มา จาก ภายใน จาก ใจ คน เรา คือ ความคิด ชั่ว การ ผิด ศีลธรรม ทาง เพศ การ ลัก ขโมย การ เข่น ฆ่า การ ล่วง ประเวณี {7:22} ความ โลภ การ มุ่ง ร้าย การ ฉ้อฉล ราคะ ตัณหา ความ อิจฉา การ นินทา ว่า ร้าย ความ หยิ่ง จองหอง ความ โฉด เขลา {7:23} สารพัด ความ ชั่ว นี้ มา จาก ภายใน และ ทำให้ มนุษย์‘ เป็น มลทิน’” {i7:24} ความ เชื่อ ของ หญิง ชาว ซีเรีย ฟีนิเซีย (มธ.15:21-28) {7:24} จาก ที่ นั่น พระ เยซู เสด็จ เข้า สู่ เขต เมือง ไท ระ ทรง เข้า ไป ใน บ้าน หลัง หนึ่ง และ ไม่ ประสงค์ ให้ ใคร รู้ แต่ ก็ ปิด ไว้ ไม่ อยู่ {7:25} หญิง คน หนึ่ง ซึ่ง ลูกสาว เล็กๆ ของ นาง มี วิญญาณ ชั่ว สิง เมื่อ ได้ ทราบ ข่าว เกี่ยว กับ พระองค์ ก็ มา หมอบ กราบ แทบ พระ บาท ของ พระองค์ {7:26} หญิง ผู้ นี้ เป็น ชาว กรีก เกิด ใน ซีเรีย ฟีนิเซีย นาง มา ทูล อ้อนวอน พระ เยซู ให้ ทรง ช่วย ขับ ผี ออก จาก ลูกสาว ของ นาง {7:27} พระองค์ ตรัส บอก นาง ว่า“ ต้อง ให้ ลูกๆ กิน อิ่ม ก่อน เป็น การ ไม่ ถูกต้อง ที่ จะ เอา อาหาร ของ ลูก โยน ให้ สุนัข” {7:28} หญิง นั้น ทูล ว่า“ จริง เจ้าข้า แต่ สุนัข ใต้ โต๊ะ ยัง ได้ กิน เศษ อาหาร ที่ เหลือ จาก ลูก” {7:29} แล้ว พระองค์ จึง ตรัส บอก นาง ว่า“ ไป เถิด เพราะ คำ ตอบ ของ เจ้า ผี นั้น ออก จาก ลูกสาว ของ เจ้า แล้ว” {7:30} หญิง นั้น ก็ กลับ ไป บ้าน และ พบ ว่า ลูกสาว นอน อยู่ บน เตียง และ ผี นั้น ได้ ออก ไป แล้ว {i7:31} ทรง รักษา คน หู หนวก และ เป็น ใบ้ (มธ.15:29-31) {7:31} แล้ว พระ เยซู เสด็จ จาก เขต เมือง ไท ระ ผ่าน เมือง ไซ ดอน ไป ตาม ชายฝั่ง ทะเลสาบ กา ลิ ลี เข้า สู่ แคว้น เด คา โป ลิ ส {7:32} ที่ นั่น มี คน พา ชาย ผู้ หนึ่ง ซึ่ง หู หนวก พูด เกือบ ไม่ ได้ เลย มา ทูล อ้อนวอน ให้ ทรง วางมือ บน ชาย ผู้ นั้น {7:33} พระ เยซู ทรง พา เขา เลี่ยง ออก ไป จาก ฝูง ชน เอา นิ้ว พระ หัตถ์ สอด เข้า ไป ใน หู ของ ชาย ผู้ นั้น แล้ว ทรง บ้วน น้ำลาย เอา ไป แตะ ที่ ลิ้น ของ เขา {7:34} พระองค์ ทรง เงย พระ พักตร์ มอง ฟ้า สวรรค์ ถอน พระทัย ยาว และ ตรัส กับ เขา ว่า“ เอฟ ฟา ธา!” (ซึ่ง แปล ว่า“ จง เปิด ออก!”) {7:35} แล้ว หู ของ ชาย คน นั้น ก็ หาย หนวก ลิ้น ของ เขา ก็ หาย ขัด เขา เริ่ม พูด ได้ ชัดเจน {7:36} พระ เยซู ทรง กำชับ พวก เขา ไม่ ให้ เล่า เรื่อง นี้ แก่ ใคร แต่ ยิ่ง พระองค์ ทรง ห้าม พวก เขา ก็ ยิ่ง เล่าลือ เรื่อง นี้ ไป ทั่ว {7:37} ประชาชน ประหลาด ใจ ยิ่งนัก และ พูด ว่า“ พระองค์ ทรง กระทำ แต่ สิ่ง ดีๆ ทั้งนั้น พระองค์ ถึง กับ ทรง กระทำ ให้ คน หู หนวก ได้ยิน และ คน ใบ้ พูด ได้” {i8:1} พระ เยซู ทรง เลี้ยง คน สี่ พัน คน (มธ.15:32-39;16:1-12) {8:1} ครั้ง นั้น มี ฝูง ชนก ลุ่ม ใหญ่ อีก กลุ่ม หนึ่ง มา ชุมนุม กัน เนื่อง จาก พวก เขา ไม่ มี อาหาร รับประทาน พระ เยซู จึง ทรง เรียก เหล่า สาวก มา และ ตรัส ว่า {8:2} “ เรา สงสาร คน เหล่า นี้ พวก เขา มา อยู่ กับ เรา สาม วัน แล้ว และ ไม่ มี อะไร กิน {8:3} ถ้า ให้ เขา กลับ ไป ทั้ง ที่ ยัง หิว อยู่ กลัว ว่า จะ หมด แรง กลาง ทาง เพราะ บาง คน ก็ มา ไกล” {8:4} เหล่า สาวก ทูล ว่า“ แต่ ใน ที่ ห่าง ไกล แบบ นี้ จะ หา ขนม ปัง ที่ไหน มา พอ เลี้ยง พวก เขา?” {8:5} พระ เยซู ตรัส ถาม ว่า“ พวก ท่าน มี ขนม ปัง กี่ ก้อน?” เขา ทูล ว่า“ เจ็ด ก้อน” {8:6} พระองค์ ทรง บอก ฝูง ชน ให้ นั่ง ลง ที่ พื้น เมื่อ ทรง รับ ขนม ปัง เจ็ด ก้อน และ ขอบพระคุณ พระเจ้า แล้ว พระองค์ ก็ ทรง หัก ขนม ปัง ส่ง ให้ เหล่า สาวก แจก ประชาชน {8:7} พวก เขา มี ปลา เล็กๆ สอง สาม ตัว ด้วย พระองค์ ก็ ทรง ขอบพระคุณ พระเจ้า สำหรับ ปลา เหล่า นี้ และ ทรง ให้ เหล่า สาวก นำ ไป แจก เช่น กัน {8:8} ประชาชน ได้ รับประทาน จน อิ่มหนำ หลัง จาก นั้น เหล่า สาวก เก็บ เศษ ที่ เหลือ ได้ เจ็ด ตะกร้า เต็ม {8:9} มี ผู้ชาย ราว สี่ พัน คน ที่ นั่น และ เมื่อ ทรง ให้ พวก เขา กลับ ไป แล้ว {8:10} พระองค์ ก็ เสด็จ ลง เรือ กับ เหล่า สาวก ไป ยัง เขต เมือง ดาล มา นูธา {8:11} พวก ฟา ริ สีมา หา พระ เยซู และ เริ่ม ซัก ถาม พระองค์ พวก เขา ขอ ให้ ทรง แสดง หมาย สำคัญ จาก สวรรค์ เพื่อ ทดสอบ พระองค์ {8:12} พระองค์ ทรง ถอน พระทัย ยาว และ ตรัส ว่า“ ทำไม คน ใน ยุค นี้ ถาม หา หมาย สำคัญ? เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า คน ใน ยุค นี้ จะ ไม่ ได้ รับ หมาย สำคัญ ใดๆ เลย” {8:13} แล้ว พระองค์ ก็ ทรง ละ จาก พวก เขา เสด็จ ลง เรือ และ ข้าม ฟาก ไป {i8:14} เชื้อ ของ พวก ฟา ริ สี และ เฮ โร ด {8:14} เหล่า สาวก ลืม เอา ขนม ปัง มา ด้วย และ ใน เรือ ก็ มี ขนม ปัง อยู่ เพียง ก้อน เดียว {8:15} พระ เยซู ได้ ตรัส เตือน พวก เขา ว่า“ จง ระวัง เชื้อ ของ พวก ฟา ริ สี และ เฮ โร ด” {8:16} พวก เขา จึง หารือ กัน และ พูด ว่า“ ที่ พระองค์ ตรัส เช่น นี้ เพราะ เรา ไม่ มี ขนม ปัง” {8:17} พระ เยซู ทรง ทราบ จึง ตรัส ว่า“ ทำไม พวก ท่าน จึง พูด กัน เรื่อง ไม่ มี ขนม ปัง? พวก ท่าน ยัง ไม่ เห็น ไม่ เข้าใจ หรือ? ใจ ท่าน แข็ง กระด้าง ใช่ ไหม? {8:18} หรือ ท่าน มี ตา แต่ มอง ไม่ เห็น มี หู แต่ ไม่ ได้ยิน หรือ? และ ท่าน จำ ไม่ ได้ หรือ? {8:19} เมื่อ เรา หัก ขนม ปัง ห้า ก้อน ให้ คน ห้า พัน คน พวก ท่าน เก็บ ที่ เหลือ ได้ กี่ ตะกร้า?” พวก เขา ทูล ว่า“ สิบ สอง ตะกร้า” {8:20} พระองค์ ทรง ถาม ว่า“ และ เมื่อ เรา หัก ขนม ปัง เจ็ด ก้อน ให้ คน สี่ พัน คน พวก ท่าน เก็บ ได้ กี่ ตะกร้า?” พวก เขา ทูล ว่า“ เจ็ด ตะกร้า” {8:21} พระองค์ ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ พวก ท่าน ยัง ไม่ เข้าใจ อีก หรือ?” {i8:22} ทรง รักษา คน ตาบ อด ที่ เบธไซดา {8:22} เมื่อ มา ถึง เมือง เบธ ไซ ดา มี คน พา ชาย ตาบ อด มา ทูล อ้อนวอน ให้ พระ เยซู ทรง แตะ ต้อง {8:23} พระองค์ ทรง จูง มือ คน ตาบ อด ออก ไป นอก หมู่บ้าน ทรง บ้วน น้ำลาย ลง ที่ ตา ของ คน นั้น และ วาง พระ หัตถ์ เหนือ เขา และ ตรัส ถาม ว่า“ ท่าน เห็น อะไร บ้าง ไหม?” {8:24} เขา เงย หน้า ขึ้น มอง และ ทูล ว่า“ ข้าพเจ้า เห็น คน เหมือน ต้นไม้ เดิน ไป เดิน มา” {8:25} พระ เยซู ทรง วาง พระ หัตถ์ ที่ ตา ของ เขา อีก ครั้ง หนึ่ง แล้ว ตา ของ เขา ก็ เปิด สายตา กลับ เป็น ปกติ และ มอง เห็น ทุก อย่าง ชัดเจน {8:26} พระ เยซู จึง ทรง ให้ เขา กลับ บ้าน โดย กำชับ ว่า“ อย่า เข้า ไป ใน หมู่บ้าน” {i8:27} เปโตร รับ ว่า พระ เยซู เป็น พระ คริสต์ (มธ.16:13-16; ลก.9:18-20) {8:27} พระ เยซู กับ เหล่า สาวก ไป ยัง หมู่บ้าน ต่างๆ แถบ ซี ซา รี ยา ฟีลิป ปี ระหว่าง ทาง พระองค์ ทรง ถาม สาวก ว่า“ ผู้คน เขา พูด กัน ว่า เรา เป็น ใคร?” {8:28} สาวก ทูล ว่า“ บาง คน ก็ ว่า เป็น ยอห์น ผู้ ให้ บัพ ติ ศ มา บาง คน ก็ ว่า เป็น เอ ลี ยาห์ และ บาง คน ก็ ว่า เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ คน หนึ่ง” {8:29} พระองค์ ตรัส ถาม ว่า“ แล้ว พวก ท่าน เล่า? พวก ท่าน ว่า เรา เป็น ใคร?” เปโตรทูลว่า“ พระองค์ ทรง เป็น พระ คริสต์” {8:30} พระ เยซู ทรง เตือน พวก เขา ไม่ ให้ บอก ใคร {i8:31} พระ เยซู ทรง ทำนาย ถึง การ สิ้น พระ ชนม์ (มธ.16:21-28; ลก.9:22-27) {8:31} นับ แต่ นั้น มา พระองค์ ทรง เริ่ม สั่งสอน เหล่า สาวก ว่า บุตร มนุษย์ ต้อง ทน ทุกข์ หลาย ประการ บรรดา ผู้ อาวุโส พวก หัวหน้า ปุโรหิต กับ เหล่า ธรรมา จารย์ จะ ไม่ ยอมรับ พระองค์ และ พระองค์ จะ ต้อง ถูก ประหาร และ ใน วัน ที่ สาม จะ ทรง เป็น ขึ้น มา อีก {8:32} พระองค์ ตรัส เรื่อง นี้ อย่าง ชัด แจ้ง ฝ่าย เปโตร ดึง พระองค์ เลี่ยง ไป อีก ทาง หนึ่ง และ ทูล ติ ติง พระองค์ {8:33} แต่ เมื่อ พระ เยซู ทรง หัน มา มอง ดู เหล่า สาวก พระองค์ ทรง ตำหนิ เปโตรว่า“ ถอย ไป เจ้า ซาตาน! เจ้า ไม่ ได้ มี ความคิด อย่าง พระเจ้า แต่ คิด อย่าง มนุษย์” {8:34} แล้ว พระองค์ ทรง เรียก ฝูง ชน กับ เหล่า สาวก เข้า มา และ ตรัส ว่า“ หาก ผู้ ใด ต้องการ จะ ตาม เรา มา เขา ต้อง ปฏิเสธ ตัวเอง รับ กางเขน ของ ตน แบก และ ตาม เรา มา {8:35} เพราะ ผู้ ใด ต้องการ เอา ชีวิต รอด ผู้ นั้น จะ เสีย ชีวิต แต่ ผู้ ใด พลี ชีวิต เพื่อ เรา และ ข่าว ประเสริฐ ผู้ นั้น จะ ได้ ชีวิต รอด {8:36} จะ มี ประโยชน์ อะไร ที่ คนๆ หนึ่ง จะ ได้ โลก นี้ ทั้ง โลก แต่ ต้อง สูญเสีย จิต วิญญาณ ของ ตน? {8:37} หรือ ใคร จะ เอา อะไร มา แลก กับ จิต วิญญาณ ของ ตน ได้? {8:38} ใน ชั่ว อายุ ที่ บาป หนา และ เอาใจ ออก ห่าง จาก พระเจ้า นี้ ถ้า ผู้ ใด อับอาย ใน ตัว เรา และ ถ้อยคำ ของ เรา บุตร มนุษย์ ก็ จะ อับอาย ใน ตัว เขา เมื่อ พระองค์ เสด็จ มา ด้วย พระ เกียรติ สิริ แห่ง พระ บิดา พร้อม กับ เหล่า ทูต สวรรค์ ผู้ บริสุทธิ์” {9:1} และ พระองค์ ตรัส กับ เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า บาง คน ซึ่ง ยืน อยู่ ที่ นี่ ยัง ไม่ ทัน จะ ได้ ลิ้ม รส ความ ตาย ก็ ได้ เห็น อาณาจักร ของ พระเจ้า มา ถึง พร้อม ด้วย ฤทธิ์ อำนาจ แล้ว” {i9:2} ทรง จำแลง พระ กาย (มธ.17:1-13; ลก.9:28-36) {9:2} หก วัน ต่อ มา พระ เยซู ทรง พา เปโตร ยาก อบ และ ยอห์น ขึ้น ไป บน ภูเขา สูง ตาม ลำพัง พระ วร กาย ก็ เปลี่ยน ไป ต่อ หน้า พวก เขา ที่ นั่น {9:3} ฉลอง พระองค์ ก็ ขาว เป็น มัน ระยับ จะ หา ใคร ใน โลก ฟอก ให้ ขาว ปาน นั้น ไม่ มี เลย {9:4} และ โมเสส กับ เอ ลี ยาห์ ก็ ปรากฏ กาย ต่อ หน้า พวก เขา และ สนทนา กับ พระ เยซู {9:5} เปโตร ทูล พระ เยซู ว่า“ พระ อาจารย์ ดี จริง ที่ พวก ข้า พระองค์ ได้ มา อยู่ ที่ นี่ ให้ เรา สร้าง เพิง ขึ้น สาม หลัง สำหรับ พระองค์ หลัง หนึ่ง สำหรับ โมเสส หลัง หนึ่ง และ สำหรับ เอ ลี ยาห์ อีก หลัง หนึ่ง” {9:6} (เขา ไม่ รู้ ว่า จะ พูด อะไร ดี เพราะ พวก เขา ตกใจ กลัว มาก) {9:7} แล้ว ก็ มี เมฆ ปรากฏ ขึ้น ปกคลุม พวก เขา และ มี พระ สุรเสียง จาก เมฆ ว่า“ คน นี้ คือ ลูก ที่ รัก ของ เรา จง เชื่อฟัง เขา เถิด!” {9:8} ทันใด นั้น พวก เขา มอง ไป รอบๆ ก็ ไม่ เห็น ใคร อื่น นอกจาก พระ เยซู {9:9} ขณะ ลง จาก ภูเขา พระ เยซู ทรง กำชับ พวก เขา ไม่ ให้ เล่า เหตุการณ์ ที่ ได้ เห็น ให้ ใคร ฟัง จน กว่า บุตร มนุษย์ จะ เป็น ขึ้น จาก ตาย แล้ว {9:10} ทั้ง สาม เก็บ เรื่อง นี้ ไว้ กับ ตัว โดย หารือ กัน ถึง ความหมาย ของ คำ ว่า“ เป็น ขึ้น จาก ตาย” {9:11} และ พวก เขา ทูล ถาม พระองค์ ว่า“ ทำไม พวก ธรรมา จารย์ จึง บอก ว่า เอ ลี ยาห์ จะ ต้อง มา ก่อน?” {9:12} พระ เยซู ทรง ตอบ ว่า“ ถูก แล้ว เอ ลี ยาห์ มา ก่อน จริงๆ และ ทำให้ ทุก อย่าง คืน สู่ สภาพ เดิม แล้ว เหตุ ใด จึง มี เขียน ไว้ ว่า บุตร มนุษย์ จะ ต้อง ทน ทุกข์ แสน สาหัส และ ถูก ปฏิเสธ? {9:13} แต่ เรา บอก พวก ท่าน ว่า เอ ลี ยาห์ มา แล้ว และ คน เหล่า นั้น ทำ กับ เขา ตามใจ ชอบ ทุก อย่าง เหมือน ที่ มี เขียน ไว้ เกี่ยว กับ เขา” {i9:14} ทรง รักษา เด็ก ผู้ชาย ที่ ถูก วิญญาณ ชั่ว สิง (มธ.17:14-19,22,23; ลก.9:37-45) {9:14} เมื่อ พระ เยซู กับ สาวก ทั้ง สาม คน มา หา สาวก คน อื่นๆ ก็ เห็น ฝูง ชนก ลุ่ม ใหญ่ ห้อมล้อม คน เหล่า นั้น อยู่ และ กลุ่ม ธรรมา จารย์ กำลัง ถกเถียง กับ เหล่า สาวก {9:15} ทันที ที่ ประชาชน ทั้งปวง เห็น พระ เยซู พวก เขา ก็ แปลก ใจ ยิ่งนัก และ วิ่ง เข้า มา ทักทาย พระองค์ {9:16} พระองค์ ตรัส ถาม ว่า“ พวก ท่าน กำลัง ถกเถียง เรื่อง อะไร กัน หรือ?” {9:17} คน หนึ่ง ใน ฝูง ชน ทูล ว่า“ พระ อาจารย์ ข้า พระองค์ พา ลูกชาย มา หา พระองค์ เขา ถูก ผี สิง ทำให้ เป็น ใบ้ {9:18} เวลา ผี เข้า สิง มัน ก็ ทำให้ ล้ม ลง ที่ พื้น น้ำลาย ฟูม ปาก กัดฟัน แน่น ตัว แข็ง ข้า พระองค์ ขอ ให้ สาวก ของ พระองค์ ขับ ผี นี้ ออก แต่ พวก เขา ก็ ทำ ไม่ ได้” {9:19} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ โอ คน ใน ยุค ที่ ขาด ความ เชื่อ เรา จะ อยู่ กับ พวก ท่าน นาน เท่าใด? เรา จะ ทน พวก ท่าน นาน เท่าใด? จง พา เด็ก นั้น มา หา เรา” {9:20} พวก เขา จึง พา มา เมื่อ ผี ที่ สิง อยู่ เห็น พระ เยซู ทันใด นั้น มัน ก็ ทำให้ เด็ก ชัก ล้ม ลง กลิ้ง ไป มา ที่ พื้น น้ำลาย ฟูม ปาก {9:21} พระ เยซู ตรัส ถาม พ่อ ของ เด็ก ว่า“ เขา เป็น อย่าง นี้ มา นาน เท่าใด?” เขา ทูล ว่า“ ตั้งแต่ เด็ก {9:22} มัน ทำให้ เขา ตก น้ำตก ไฟ บ่อยๆ เพื่อ ฆ่า เขา แต่ ถ้า พระองค์ ทรง ช่วย ได้ ขอ โปรด สงสาร เรา และ ช่วย เรา ด้วย เถิด” {9:23} พระ เยซู ตรัส ว่า“‘ ถ้า ช่วย ได้’ น่ะ หรือ? ทุก สิ่ง เป็น ไป ได้ สำหรับ คน ที่ เชื่อ” {9:24} พ่อ ของ เด็ก ร้อง ทูล ทันที ว่า“ ข้า พระองค์ เชื่อ ที่ ยัง ขาด ความ เชื่อ อยู่ นั้น ขอ ทรง ช่วย ให้ เชื่อ ด้วย เถิด!” {9:25} พระ เยซู ทรง เห็น ฝูง ชนก รู กัน เข้า มา จึง ตรัส สำทับ วิญญาณ ชั่ว ว่า“ เจ้า ผี ใบ้ หู หนวก เรา สั่ง ให้ เจ้า ออก มา จาก เขา และ อย่า กลับ เข้า ไป สิง เขา อีก” {9:26} ผี นั้น ก็ หวีด ร้อง ทำให้ เด็ก ชัก ดิ้น อย่าง รุนแรง แล้ว ออก มา เด็ก นั้น แน่นิ่ง เหมือน คน ตาย จน หลาย คน พูด ว่า“ เขา ตาย แล้ว” {9:27} แต่ พระ เยซู ทรง จับ มือ ของ เขา และ พยุง ขึ้น เขา ก็ ลุก ขึ้น ยืน {9:28} หลัง จาก พระ เยซู ทรง เข้า ไป ใน บ้าน เหล่า สาวก มา เข้า เฝ้า พระองค์ เป็น การ ส่วนตัว และ ทูล ถาม ว่า“ เหตุ ใด พวก ข้า พระองค์ จึง ไม่ สามารถ ขับ ผี นั้น ได้?” {9:29} พระองค์ ตรัส ว่า“ ผี แบบ นี้ จะ ขับ ออก ได้ ก็ โดย การ อธิษฐาน เท่านั้น” {9:30} พระ เยซู กับ สาวก ออก จาก ที่ นั่น ผ่าน ไป ทาง แคว้น กา ลิ ลี พระองค์ ไม่ ทรง ประสงค์ ให้ ใคร รู้ ว่า ทรง อยู่ ที่ไหน {9:31} เพราะ ทรง สั่งสอน พวก สาวก อยู่ พระองค์ ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ บุตร มนุษย์ จะ ถูก ทรยศ ให้ ตก อยู่ ใน มือ มนุษย์ พวก เขา จะ ฆ่า พระองค์ และ หลัง จาก นั้น สาม วันพระ องค์ จะ เป็น ขึ้น จาก ตาย” {9:32} แต่ เหล่า สาวก ไม่ เข้าใจ ว่า ทรง หมายความ ว่า อย่างไร และ ไม่ กล้า ทูล ถาม พระองค์ {i9:33} ผู้ ใด เป็น ใหญ่ ที่สุด (มธ.18:1-5; ลก.9:46-48) {9:33} เมื่อ พวก เขา มา ถึง เมือง คา เป อร นา อุ ม ขณะ พระองค์ อยู่ ใน บ้าน พระองค์ ทรง ถาม พวก เขา ว่า“ ระหว่าง ทาง พวก ท่าน ถกเถียง กัน เรื่อง อะไร?” {9:34} แต่ พวก เขา นิ่ง อยู่ เพราะ ระหว่าง ทาง พวก เขา เถียง กัน เรื่อง ใคร เป็น ใหญ่ ที่สุด {9:35} พระ เยซู ประทับ นั่ง แล้ว ทรง เรียก สาวก ทั้ง สิบ สอง คน มา และ ตรัส ว่า“ หาก ผู้ ใด อยาก เป็น ที่ หนึ่ง เขา ต้อง เป็น คน สุดท้าย และ เป็น คน รับใช้ ของ คน ทั้งปวง” {9:36} พระองค์ ทรง นำ เด็ก เล็กๆ คน หนึ่ง มา ยืน ท่ามกลาง พวก เขา ทรง อุ้ม เด็ก นั้น ไว้ แล้ว ตรัส กับ พวก เขา ว่า {9:37} “ ผู้ ใด ต้อนรับ เด็ก น้อย เช่น นี้ ใน นาม ของ เรา ก็ ต้อนรับ เรา และ ผู้ ที่ ต้อนรับ เรา ก็ ไม่ ได้ ต้อนรับ เรา เท่านั้น แต่ ต้อนรับ พระองค์ ผู้ ทรง ส่ง เรา มา ด้วย” {i9:38} ผู้ ที่ ไม่ ได้ ต่อต้าน เรา ก็ อยู่ ฝ่าย เรา (ลก.9:49,50) {9:38} ยอห์นทูลว่า“ พระ อาจารย์ พวก ข้า พระองค์ เห็น ชาย คน หนึ่ง ขับ ผี ออก ใน พระ นาม ของ พระองค์ พวก ข้า พระองค์ จึง ห้าม เขา เพราะ เขา ไม่ ได้ อยู่ ใน กลุ่ม ของ เรา” {9:39} พระ เยซู ตรัส ว่า“ อย่า ห้าม เขา เลย ไม่ มี ใคร หรอก ที่ ทำ การ อัศจรรย์ ใน นาม ของ เรา แล้ว ครู่ ต่อ มา ก็ พูด ไม่ ดี เกี่ยว กับ เรา {9:40} เพราะ ผู้ ใด ไม่ ได้ ต่อต้าน เรา ก็ อยู่ ฝ่าย เรา {9:41} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ผู้ ใด เอา น้ำ เย็น ถ้วย หนึ่ง ให้ ท่าน ใน นาม ของ เรา เนื่อง จาก ท่าน เป็น คน ของ พระ คริสต์ ผู้ นั้น จะ ไม่ ขาด บำเหน็จ อย่าง แน่นอน” {i9:42} ต้นเหตุ ให้ ทำบาป {9:42} “ และ หาก ผู้ ใด เป็น เหตุ ให้ ผู้ เล็กน้อย เหล่า นี้ ที่ เชื่อ ใน เรา สัก คน หนึ่ง ทำบาป ให้ เอา หิน โม่ ผูก คอ ผู้ นั้น แล้ว โยน เขา ลง ทะเล ก็ ยัง จะ ดี กว่า {9:43} หาก มือ ของ ท่าน เป็น เหตุ ให้ ทำบาป จง ตัด ทิ้ง เสีย ซึ่ง จะ เข้า สู่ ชีวิต ทั้งๆ ที่ มือ ด้วน ก็ ยัง ดี กว่า มี สอง มือ ครบ แต่ ต้อง ตก นรก ซึ่ง มี ไฟ ไม่ รู้ ดับ {9:44} ใน ที่ นั้น ตัว หนอน ก็ ไม่ ตาย และ ไฟ ก็ ไม่ ดับ เลย {9:45} และ หาก เท้า ของ ท่าน เป็น เหตุ ให้ ทำบาป จง ตัด ทิ้ง เสีย ซึ่ง จะ เข้า สู่ ชีวิต ทั้งๆ ที่ ขา พิการ ยัง ดี กว่า มี สอง เท้า ครบ แต่ ต้อง ถูก โยน ลง นรก {9:46} ใน ที่ นั้น ตัว หนอน ก็ ไม่ ตาย และ ไฟ ก็ ไม่ ดับ เลย {9:47} และ หาก ตา ของ ท่าน เป็น เหตุ ให้ ทำบาป จง ควัก ทิ้ง เสีย ซึ่ง จะ เข้า สู่ อาณาจักร ของ พระเจ้า โดย มี ตา ข้าง เดียว ก็ ยัง ดี กว่า มี สอง ตา แต่ ต้อง ถูก โยน ลง นรก {9:48} ที่ ซึ่ง“‘ หนอน ของ คน เหล่า นั้น ไม่ มี วัน ตาย และ ไฟ ก็ ไม่ รู้ ดับ’ {9:49} ทุก คน จะ ถูก เคล้า เกลือ ชำระ ด้วย ไฟ {9:50} “ เกลือ เป็น สิ่ง ที่ ดี แต่ ถ้า มัน หมด ความ เค็ม แล้ว จะ ทำให้ กลับ เค็ม อีก ได้ อย่างไร? ท่าน จง มี เกลือ อยู่ ใน ตัว และ อยู่ ร่วม กัน อย่าง สงบสุข” {i10:1} การ หย่า ร้าง (มธ.19:1-9) {10:1} จาก ที่ นั่น พระ เยซู เสด็จ ไป ยัง แคว้น ยู เดีย และ อีก ฟาก ของ แม่น้ำ จอร์แดน ฝูง ชน มากมาย หลาย กลุ่ม ติดตาม พระองค์ มา อีก และ พระองค์ ทรง สั่งสอน พวก เขา เหมือน เช่น เคย {10:2} ฟา ริ สี บาง คน มา ทดสอบ พระองค์ โดย ทูล ถาม ว่า“ ผิด บัญญัติ หรือ ไม่ ที่ ผู้ชาย จะ ขอ หย่า ภรรยา?” {10:3} พระองค์ ตรัส ว่า“ โมเสส ได้ สั่ง ไว้ ว่า อย่างไร?” {10:4} พวก เขา ทูล ว่า“ โมเสส อนุญาต ให้ ผู้ชาย เขียน หนังสือ หย่า และ ส่ง ภรรยา ไป” {10:5} พระ เยซู ตรัส ว่า“ เพราะ พวก ท่าน ใจ แข็ง กระด้าง โมเสส จึง เขียน บทบัญญัติ ข้อ นี้ ให้ {10:6} แต่ เริ่มแรก ใน การ ทรง สร้าง นั้น พระเจ้า‘ ทรง สร้าง พวก เขา เป็น ผู้ชาย และ ผู้หญิง’ {10:7} ‘ เพราะ เหตุ นี้ ผู้ชาย จะ ละ จาก บิดา มารดา ของ ตน ไป ผูกพัน เป็น หนึ่ง เดียว กับ ภรรยา {10:8} และ ทั้ง สอง จะ เป็น เนื้อ เดียวกัน’ ดังนั้น เขา จึง ไม่ ได้ เป็น สอง อีก ต่อ ไป แต่ เป็น หนึ่ง เดียว {10:9} ฉะนั้น ที่ พระเจ้า ทรง ผูกพัน เข้า ด้วย กัน แล้ว ก็ อย่า ให้ มนุษย์ แยก ออก จาก กัน เลย” {10:10} เมื่อ กลับ เข้า ไป ใน บ้าน อีก เหล่า สาวก ทูล ถาม พระ เยซู ถึง เรื่อง นี้ {10:11} พระองค์ ทรง ตอบ ว่า“ ผู้ ใด หย่า ภรรยา แล้ว ไป แต่งงาน กับ หญิง อื่น ก็ ล่วง ประเวณี ต่อ นาง {10:12} และ หาก นาง หย่า จาก สามี แล้ว ไป แต่งงาน กับ ชาย อื่น นาง ก็ ล่วง ประเวณี” {i10:13} พระ เยซู กับ เด็ก เล็กๆ (มธ.19:13-15; ลก.18:15-17) {10:13} ประชาชน พา เด็ก เล็กๆ มา ให้ พระ เยซู ทรง แตะ ต้อง แต่ เหล่า สาวก ตำหนิ พวก เขา {10:14} เมื่อ พระ เยซู ทรง เห็น ก็ ไม่ พอ พระทัย จึง ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ จง ให้ เด็ก เล็กๆ มา หา เรา อย่า ขัด ขวาง เขา เลย เพราะ อาณาจักร ของ พระเจ้า เป็น ของ คน ที่ เป็น เหมือน เด็กๆ เหล่า นี้ {10:15} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ผู้ ใด ไม่ รับ อาณาจักร ของ พระเจ้า เหมือน เด็ก เล็กๆ ผู้ นั้น จะ ไม่ มี วัน ได้ เข้า ใน อาณาจักร ของ พระเจ้า เลย” {10:16} แล้ว พระองค์ ทรง อุ้ม เด็กๆ ทรง วาง พระ หัตถ์ บน พวก เขา และ อวยพร {i10:17} เศรษฐี หนุ่ม (มธ.19:16-30; ลก.18:18-30) {10:17} ขณะ พระ เยซู เสด็จ ออก ไป ชาย คน หนึ่ง วิ่ง มา คุกเข่า ลง ต่อ หน้า พระองค์ แล้ว ทูล ถาม ว่า“ ท่าน อาจารย์ ผู้ ประเสริฐ ข้าพเจ้า จะ ต้อง ทำ อะไร บ้าง จึง จะ ได้ ชีวิต นิรันดร์?” {10:18} พระ เยซู ทรง ตอบ ว่า“ ทำไม ท่าน จึง ว่า เรา ประเสริฐ? นอกจาก พระเจ้า แล้ว ไม่ มี ใคร อื่น ที่ ประเสริฐ {10:19} ท่าน ก็ รู้ บทบัญญัติ ที่ ว่า‘ อย่า ฆ่า คน อย่า ล่วง ประเวณี อย่า ลัก ขโมย อย่า เป็น พยาน เท็จ อย่า ฉ้อ โกง จง ให้ เกียรติ บิดา มารดา ของ เจ้า’” {10:20} เขา ทูล ว่า“ ท่าน อาจารย์ ทั้งหมด นี้ ข้าพเจ้า ถือ ปฏิบัติ มา ตั้งแต่ เด็ก” {10:21} พระ เยซู ทอด พระ เนตร มา ที่ เขา ทรง รัก เขา และ ตรัส ว่า“ ท่าน ยัง ขาด อยู่ อย่าง หนึ่ง จง ไป ขาย ทุก สิ่ง ที่ มี แจกจ่าย ให้ คน ยากจน แล้ว ท่าน จะ มี ทรัพย์ สมบัติ ใน สวรรค์ จาก นั้น จง ตาม เรา มา” {10:22} เขา ได้ยิน เช่น นั้น ก็ หน้า สลด แล้ว จาก ไป ด้วย ความ ทุกข์ เพราะ เขา ร่ำรวย มาก {10:23} พระ เยซู ทอด พระ เนตร ไป รอบๆ แล้ว ตรัส กับ เหล่า สาวก ว่า“ ยาก นัก ที่ คน รวย จะ เข้า อาณาจักร ของ พระเจ้า!” {10:24} เหล่า สาวก แปลก ใจ ใน พระ ดำรัส แต่ พระ เยซู ตรัส อีก ว่า“ ลูก เอ๋ย ยาก ยิ่งนัก ที่ จะ เข้า อาณาจักร ของ พระเจ้า! {10:25} ให้ อูฐ ลอด รู เข็ม ยัง ง่าย กว่า ที่ คน รวย จะ เข้า ใน อาณาจักร ของ พระเจ้า” {10:26} เหล่า สาวก ก็ ยิ่ง ประหลาด ใจ จึง พูด กัน ว่า“ ถ้า เช่น นั้น ใคร จะ รอด ได้?” {10:27} พระ เยซู ทอด พระ เนตร ที่ พวก เขา และ ตรัส ว่า“ สำหรับ มนุษย์ ก็ เป็น ไป ไม่ ได้ แต่ สำหรับ พระเจ้า ทุก สิ่ง เป็น ไป ได้” {10:28} เปโตรทูลว่า“ ข้า พระองค์ ทั้งหลาย ได้ ละทิ้ง ทุก สิ่ง มา ติดตาม พระองค์!” {10:29} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ผู้ ใด ละ บ้าน หรือ พี่น้อง ชาย หญิง หรือ บิดา มารดา หรือ ลูกๆ หรือ ไร่ นา เพื่อ เรา และ เพื่อ ข่าว ประเสริฐ {10:30} เขา จะ ได้ รับ ผล ตอบแทน ร้อย เท่า ใน ยุค นี้ (ไม่ ว่า บ้าน พี่น้อง ชาย หญิง มารดา ลูก ไร่ นา รวม ทั้ง การ ข่มเหง) และ ใน ยุค หน้า จะ ได้ ชีวิต นิรันดร์ {10:31} แต่ หลาย คน ที่ เป็น คน ต้น จะ กลับ ไป เป็น คน สุดท้าย และ คน สุดท้าย จะ กลับ ไป เป็น คน ต้น” {i10:32} ทรง พยากรณ์ อีก ว่า จะ ต้อง สิ้น พระ ชนม์ (มธ.20:17-19; ลก.18:31-33) {10:32} พวก เขา กำลัง เดินทาง ขึ้น ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม โดย มี พระ เยซู ทรง นำ หน้า และ เหล่า สาวก ประหลาด ใจ ส่วน คน ที่ ตาม มา รู้สึก กลัว อีก ครั้ง หนึ่ง ที่ พระ เยซู ทรง พา สาวก ทั้ง สิบ สอง คน เลี่ยง ออก มา และ ทรง บอก ถึง สิ่ง ที่ กำลัง จะ เกิด ขึ้น กับ พระองค์ ว่า {10:33} “ พวก เรา กำลัง ขึ้น ไป ยัง กรุง เยรูซาเล็ม และ บุตร มนุษย์ จะ ถูก ทรยศ และ ถูก มอบ ให้ พวก หัวหน้า ปุโรหิต กับ ธรรมา จารย์ พวก เขา จะ ตัดสิน ประหาร พระองค์ และ จะ มอบ พระองค์ ให้ คน ต่าง ชาติ {10:34} คน เหล่า นั้น จะ เยาะเย้ย พระองค์ และ ถ่ม น้ำลาย รด พระองค์ โบย ตี พระองค์ และ ฆ่า พระองค์ หลัง จาก นั้น สาม วันพระ องค์ จะ เป็น ขึ้น จาก ตาย” {i10:35} คำ ทูล ขอ ของ ยาก อบ กับ ยอห์น (มธ.20:20-28) {10:35} แล้ว ยาก อบ กับ ยอห์น บุตร ชาย ของ เศเบ ดี มา ทูล พระ เยซู ว่า“ พระ อาจารย์ ข้า พระองค์ ทั้ง สอง ปรารถนา ให้ พระองค์ กระทำ ตาม คำ ขอ ของ ข้า พระองค์” {10:36} พระองค์ ตรัส ว่า“ ท่าน อยาก ให้ เรา ทำ อะไร ให้?” {10:37} เขา ทูล ว่า“ เมื่อ พระองค์ ทรง ได้ รับ พระ เกียรติ สิริ ขอ ให้ ข้า พระองค์ คน หนึ่ง นั่ง ข้าง ขวา และ อีก คน หนึ่ง นั่ง ข้าง ซ้าย ของ พระองค์” {10:38} พระ เยซู ตรัส ว่า“ ท่าน ไม่ รู้ ว่า กำลัง ขอ อะไร ถ้วย ที่ เรา ดื่ม ท่าน ดื่ม ได้ หรือ? และ บัพ ติ ศ มา ที่ เรา รับ ท่าน รับ ได้ หรือ?” {10:39} พวก เขา ตอบ ว่า“ ได้ พระเจ้า ข้า” พระ เยซู ตรัส ว่า“ ท่าน จะ ได้ ดื่ม จาก ถ้วย ที่ เรา ดื่ม และ รับ บัพ ติ ศ มา ที่ เรา รับ {10:40} แต่ ไม่ ใช่ เรา ที่ จะ จัด ให้ ใคร นั่ง ซ้าย มือ หรือ ขวา มือ ของ เรา แต่ ที่ ตรง นั้น เป็น ของ ผู้ ที่ ทรง เตรียม ไว้ แล้ว” {10:41} เมื่อ สาวก อีก สิบ คน ได้ยิน เรื่อง นี้ ก็ ไม่ พอใจ ยาก อบ กับ ยอห์น {10:42} พระ เยซู ทรง เรียก เหล่า สาวก มา พร้อมหน้า กัน และ ตรัส ว่า“ ท่าน ทั้งหลาย รู้ อยู่ ว่า บุคคล ที่ ถือ กัน ว่า เป็น ผู้ปกครอง ของ คน ต่าง ชาติ ย่อม เป็น เจ้า เหนือ พวก เขา และ ข้าราชการ ชั้น ผู้ใหญ่ ก็ ใช้ อำนาจ เหนือ พวก เขา {10:43} แต่ สำหรับ พวก ท่าน ไม่ เป็น เช่น นั้น ตรง กัน ข้าม ใคร ต้องการ เป็น ใหญ่ ใน พวก ท่าน ผู้ นั้น ต้อง รับใช้ พวก ท่าน {10:44} และ ผู้ ใด ต้องการ เป็น ที่ หนึ่ง ผู้ นั้น ต้อง เป็น ทาส ของ คน ทั้งปวง {10:45} เพราะ แม้ แต่ บุตร มนุษย์ ก็ ไม่ ได้ มา เพื่อ รับ การ ปรนนิบัติ แต่ มา เพื่อ ปรนนิบัติ และ ประทาน ชีวิต ของ พระองค์ เป็น ค่า ไถ่ สำหรับ คน เป็น อัน มาก” {i10:46} ชาย ตาบ อด ชื่อ บา รทิเมอัส มอง เห็น ได้ (มธ.20:29-34; ลก.18:35-43) {10:46} จาก นั้น พระ เยซู กับ เหล่า สาวก มา ถึง เมือง เย รี โค พร้อม กับ ฝูง ชนก ลุ่ม ใหญ่ ขณะ กำลัง จะ ออก จาก เมือง ชาย ตาบ อด คน หนึ่ง ชื่อ บา รทิเมอัส (คือ บุตร ทิเมอัส) นั่ง ขอทาน อยู่ ริม ทาง {10:47} เมื่อ เขา ได้ยิน ว่า พระ เยซู แห่ง นาซา เร็ธ เสด็จ มา เขา ก็ ตะโกน ขึ้น ว่า“ พระ เยซู บุตร ดา วิด เจ้าข้า เมตตา ข้า พระองค์ ด้วย เถิด!” {10:48} หลาย คน ตำหนิ และ บอก ให้ เขา เงียบ แต่ เขา ยิ่ง ร้อง ดัง ขึ้น ว่า“ บุตร ดา วิด เจ้าข้า เมตตา ข้า พระองค์ ด้วย เถิด!” {10:49} พระ เยซู ทรง หยุด และ ตรัส สั่ง ว่า“ จง เรียก เขา มา” ผู้คน จึง บอก ชาย ตาบ อด ว่า“ จง ชื่น ใจ เถิด! ลุก ขึ้น! พระองค์ กำลัง เรียก เจ้า” {10:50} เขา ก็ สลัด เสื้อ คลุม ทิ้ง แล้ว ลุก พรวด ขึ้น ไป หา พระ เยซู {10:51} พระองค์ ตรัส ถาม เขา ว่า“ ท่าน ต้องการ ให้ เรา ทำ อะไร ให้?” ชาย ตาบ อด นั้น ทูล ว่า“ รับ บี ข้า พระองค์ อยาก มอง เห็น” {10:52} พระ เยซู ตรัส ว่า“ ไป เถิด ความ เชื่อ ของ ท่าน ทำให้ ท่าน หาย แล้ว” ทันใด นั้น เขา ก็ มอง เห็น ได้ และ ตาม พระ เยซู ไป ตาม ทาง {i11:1} เสด็จ เข้า สู่ กรุง เยรูซาเล็ม อย่าง ผู้ พิชิต (มธ.21:1-9; ลก.19:29-38; ยน.12:12-15) {11:1} เมื่อ พระ เยซู และ เหล่า สาวก มา ใกล้ กรุง เยรูซาเล็ม ถึง หมู่บ้าน เบธ ฟา ยี และ หมู่บ้าน เบ ธานี ที่ ภูเขา มะกอก เทศ พระ เยซู ทรง ส่ง สาวก สอง คน ไป {11:2} ตรัส สั่ง ว่า“ จง เข้า ไป ใน หมู่บ้าน ข้าง หน้า นั้น พอ เข้า เขต หมู่บ้าน จะ พบ ลูก ลา ตัว หนึ่ง ซึ่ง ยัง ไม่ เคย มี ใคร ขี่ เลย ผูก อยู่ จง แก้ เชือก และ จูง มา ที่ นี่ {11:3} หาก มี ใคร ถาม ว่า‘ ท่าน ทำ เช่น นี้ ทำไม?’ จง บอก ว่า‘ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรง ต้องการ ลูก ลา นี้ และ ประเดี๋ยว จะ ส่ง กลับ คืน ให้ ที่ นี่’” {11:4} เขา ทั้ง สอง ก็ ไป และ พบ ลูก ลา ผูก อยู่ นอก ประตู ที่ ถนน ขณะ กำลัง แก้ เชือก {11:5} บาง คน ซึ่ง ยืน อยู่ แถว นั้น ถาม ขึ้น มา ว่า“ ทำ อะไร? เจ้า แก้ เชือก ผูก ลูก ลา นั้น ทำไม?” {11:6} เขา ก็ ตอบ ตาม ที่ พระ เยซู ทรง สั่ง ไว้ พวก นั้น จึง ยอม ให้ มา {11:7} เขา นำ ลูก ลา มา ให้ พระ เยซู แล้ว เอา เสื้อ คลุม ของ ตน ปู บน หลัง ลา ให้ พระองค์ ประทับ {11:8} ฝูง ชน เป็น อัน มาก เอา เสื้อ คลุม ปู บน ทาง บาง คน ตัด กิ่ง ไม้ จาก ท้อง ทุ่ง มา ปู {11:9} ฝูง ชน ทั้ง ที่ นำ เสด็จ และ ตาม เสด็จ ต่าง โห่ ร้อง ว่า“ โฮ ซันนา!“ สรรเสริญ พระองค์ ผู้ เสด็จ มา ใน พระ นาม ของ องค์ พระผู้เป็นเจ้า!” {11:10} “ ขอ ให้ อาณาจักร ของ ดา วิด บรรพบุรุษ ของ เรา ที่ จะ มา นี้ จง เจริญ!”“ โฮ ซัน นา ใน ที่ สูง สุด!” {11:11} พระ เยซู เสด็จ เข้า สู่ กรุง เยรูซาเล็ม และ ไป ยัง พระ วิหาร พระองค์ ทอด พระ เนตร ทุก สิ่ง แต่ เนื่อง จาก ใกล้ ค่ำ แล้ว จึง ทรง ออก ไป ยัง หมู่บ้าน เบ ธานี กับ สาวก ทั้ง สิบ สอง คน {i11:12} พระ เยซู ทรง ชำระ พระ วิหาร (มธ.21:12-22; ลก.19:45-47; ยน.2:13-16) {11:12} เช้า วัน รุ่งขึ้น ขณะ ออก จาก หมู่บ้าน เบ ธานี พระ เยซู ทรง หิว {11:13} พระองค์ ทรง เห็น ต้น มะเดื่อ ใบ ดก แต่ ไกล ก็ เสด็จ เข้า ไป ดู ว่า มี ผล หรือ ไม่ เมื่อ ทรง พบ ว่า มี แต่ ใบ ไม่ มี ผล เพราะ ยัง ไม่ ถึง ฤดู ออก ผล {11:14} จึง ตรัส แก่ ต้น มะเดื่อ นั้น ว่า“ ตั้งแต่ นี้ ไป จะ ไม่ มี ใคร ได้ กิน ผล จาก เจ้า เลย” และ เหล่า สาวก ได้ยิน พระ ดำรัส นี้ {11:15} เมื่อ มา ถึง กรุง เยรูซาเล็ม พระ เยซู เสด็จ เข้า ไป ใน บริเวณ พระ วิหาร ทรง ขับ ไล่ บรรดา ผู้ ที่ ซื้อขาย ของ กัน ที่ นั่น ทรง คว่ำ โต๊ะ ของ ผู้ รับ แลก เงิน และ ม้านั่ง ของ บรรดา คน ขาย นก พิราบ {11:16} และ ทรง ห้าม ไม่ ให้ ผู้ ใด ขน สินค้า ผ่าน ลาน พระ วิหาร {11:17} พระองค์ ทรง สอน พวก เขา ว่า“ มี คำ เขียน ไว้ ไม่ ใช่ หรือ ว่า“‘ นิเวศ ของ เรา จะ ได้ ชื่อ ว่า นิเวศ แห่ง การ อธิษฐาน สำหรับ มวล ประชาชาติ’? แต่ พวก เจ้า มา ทำให้ กลาย เป็น‘ ซ่อง โจร’” {11:18} บรรดา หัวหน้า ปุโรหิต และ ธรรมา จารย์ ได้ยิน ดังนั้น ก็ เริ่ม หา ช่อง ทาง ที่ จะ ฆ่า พระ เยซู เพราะ พวก เขา กลัว พระองค์ เนื่อง จาก ประชาชน ทั้งปวง เลื่อมใส ใน คำ สอน ของ พระองค์ {11:19} พอ ตก เย็น พระ เยซู กับ สาวก ก็ ออก จาก กรุง {i11:20} ต้น มะเดื่อ เหี่ยว เฉา (มธ.21:19-22) {11:20} ใน เวลา เช้า ขณะ มา ตาม ทาง พวก เขา เห็น ต้น มะเดื่อ เหี่ยว เฉา ไป จน ถึง ราก {11:21} เปโตร นึก ขึ้น ได้ จึง ทูล พระ เยซู ว่า“ รับ บี ดู สิ! มะเดื่อ ที่ ทรง สาบ เหี่ยว เฉา ไป แล้ว!” {11:22} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ จง เชื่อ พระเจ้า {11:23} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า หาก ผู้ ใด สั่ง ภูเขา ลูก นี้ ว่า‘ จง ทิ้ง ตัว ลง ทะเล ไป’ และ ใจ ไม่ สงสัย เลย แต่ เชื่อ ว่า จะ เป็น ไป ตาม ที่ เขา พูด ก็ จะ เป็น จริง ตาม นั้น {11:24} เหตุ ฉะนั้น เรา บอก ท่าน ว่า ไม่ ว่า ท่าน อธิษฐาน ทูล ขอ สิ่ง ใด จง เชื่อ ว่า จะ ได้ รับ แล้ว ท่าน จะ ได้ สิ่ง นั้น {11:25} เมื่อ ท่าน ยืน อธิษฐาน จง ให้ อภัย คน ที่ ท่าน ไม่ พอใจ เพื่อ พระ บิดา ของ ท่าน ใน สวรรค์ จะ ทรง อภัย บาป ของ ท่าน” {i11:26} ปัญหา เรื่อง สิทธิ อำนาจ ของ พระ เยซู (มธ.21:23-27; ลก.20:1-8) {11:26} แต่ ถ้า ท่าน ทั้งหลาย ไม่ ยก โทษ ให้ พระ บิดา ของ ท่าน ผู้ ทรง สถิต ใน สวรรค์ จะ ไม่ ทรง โปรด ยก การ ละเมิด ของ ท่าน เหมือน กัน” {11:27} เมื่อ พวก เขา มา ถึง กรุง เยรูซาเล็ม อีก ครั้ง ขณะ พระ เยซู ทรง ดำเนิน อยู่ ใน ลาน พระ วิหาร พวก หัวหน้า ปุโรหิต ธรรมา จารย์ และ เหล่า ผู้ อาวุโส มา ทูล ถาม พระองค์ ว่า {11:28} “ ท่าน ทำ สิ่ง เหล่า นี้ โดย อาศัย สิทธิ อำนาจ ใด? และ ใคร ให้ สิทธิ อำนาจ ท่าน ทำ เช่น นี้?” {11:29} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ เรา ก็ จะ ถาม ท่าน สัก ข้อ หนึ่ง จง ตอบ มา แล้ว เรา จะ บอก ว่า เรา อาศัย สิทธิ อำนาจ ใด ทำ สิ่ง เหล่า นี้ {11:30} บัพ ติ ศมาของยอห์น มา จาก สวรรค์ หรือ จาก มนุษย์? จง บอก เรา มา!” {11:31} พวก เขา หารือ กัน ว่า“ ถ้า ตอบ ว่า‘ มา จาก สวรรค์’ เขา ก็ จะ ถาม ว่า‘ แล้ว ทำไม ท่าน ไม่ เชื่อ ยอห์น?’ {11:32} แต่ ถ้า จะ ว่า‘ มา จาก มนุษย์’…” (พวก เขา กลัว ประชาชน เพราะ ทุก คน ถือ ว่า ยอห์น เป็น ผู้ เผย พระ วจนะ จริงๆ) {11:33} ดังนั้น พวก เขา จึง ทูล พระ เยซู ว่า“ พวก เรา ไม่ ทราบ” พระ เยซู ตรัส ว่า“ เรา ก็ จะ ไม่ บอก พวก ท่าน เช่น กัน ว่า เรา อาศัย สิทธิ อำนาจ ใด ทำ สิ่ง เหล่า นี้” {i12:1} คำ อุปมา เรื่อง ผู้ เช่า สวน (มธ.21:33-46; ลก.20:9-19) {12:1} แล้ว พระองค์ ตรัส คำ อุปมา แก่ พวก เขา ว่า“ ชาย คน หนึ่ง ทำ สวน องุ่น เขา ล้อม รั้ว กั้น สวน สกัด บ่อ ย่ำ องุ่น และ สร้าง หอ ไว้ เฝ้า จาก นั้น ให้ ชาว สวน เช่า แล้ว เดินทาง จาก ไป ต่าง แดน {12:2} เมื่อ ถึง ฤดู เก็บเกี่ยว เขา ส่ง คน รับใช้ มา หา ผู้ เช่า เพื่อ รับ ส่วนแบ่ง ของ ผล ผลิต จาก สวน องุ่น {12:3} แต่ พวก ผู้ เช่า ก็ จับ คน รับใช้ นั้น ทุบ ตี และ ไล่ ให้ กลับ ไป มือเปล่า {12:4} เขา จึง ส่ง คน รับใช้ อีก คน หนึ่ง มา ก็ ถูก พวก นั้น ฟาด หัว และ ทำให้ อับอาย ขายหน้า {12:5} เจ้าของ ยัง ส่ง อีก คน หนึ่ง มา พวก เขา ก็ ฆ่า คน นั้น เสีย เจ้าของ ส่ง คน อื่นๆ มา อีก หลาย คน บาง คน ก็ ถูก ทุบ ตี บาง คน ก็ ถูก ฆ่า {12:6} “ เหลือ อยู่ อีก คน เดียว ที่ จะ ส่ง มา คือ ลูกชาย ที่ เขา รัก เขา ส่ง มา เป็น คน สุดท้าย เพราะ คิด ว่า‘ พวก เขา คง จะ เคารพ บุตร ของ เรา’ {12:7} “ แต่ พวก ผู้ เช่า พูด กัน ว่า‘ นี่ ไง ทายาท ให้ เรา ฆ่า เขา แล้ว มรดก จะ ตก เป็น ของ เรา’ {12:8} พวก นั้น จึง จับ เขา ฆ่า แล้ว โยน ออก มาน อก สวน องุ่น {12:9} “ แล้ว เจ้าของ สวน จะ ทำ อย่างไร? เขา ย่อม จะ มา ฆ่า ผู้ เช่า เหล่า นั้น และ ให้ คน อื่น เช่า สวน องุ่น นี้ แทน {12:10} พวก ท่าน ไม่ ได้ อ่าน พระ คัมภีร์ หรือ ที่ ว่า“‘ ศิลา ซึ่ง ช่าง ก่อ ได้ ทิ้ง แล้ว บัดนี้ กลับ กลาย เป็น ศิลา มุม เอก {12:11} องค์ พระผู้เป็นเจ้า ได้ ทรง กระทำ การ นี้ เป็น สิ่ง มหัศจรรย์ ใน สายตา ของ เรา’” {12:12} พวก เขา รู้ ว่า พระองค์ ตรัส คำ อุปมา ต่อว่า พวก เขา พวก เขา จึง หา ทาง จับกุม พระองค์ แต่ ก็ กลัว ประชาชน ดังนั้น จึง ละ จาก พระองค์ ไป {i12:13} การ เสีย ภาษี แก่ ซีซาร์ (มธ.22:15-22; ลก.20:20-26) {12:13} ต่อ มา พวก เขา ส่ง ฟา ริ สี บาง คน กับ กลุ่ม ผู้ สนับสนุน เฮ โร ด มา หา พระ เยซู เพื่อ จับ ผิด ถ้อยคำ ของ พระองค์ {12:14} พวก นั้น มา ทูล ว่า“ ท่าน อาจารย์ เรา รู้ ว่า ท่าน เป็น คน ซื่อตรง ไม่ เอนเอียง ไป ตาม มนุษย์ เพราะ ท่าน ไม่ เห็นแก่ หน้า ใคร แต่ สอน ทาง ของ พระเจ้า ตาม ความ จริง เป็น การ ถูกต้อง หรือ ไม่ ที่ จะ เสีย ภาษี ให้ แก่ ซีซาร์? {12:15} เรา ควร เสีย หรือ ไม่ ควร เสีย?” แต่ พระ เยซู ทรง รู้ทัน ความ หน้า ซื่อ ใจ คด ของ เขา จึง ตรัส ว่า“ พวก ท่าน มา จับ ผิด เรา ทำไม? เอา เหรียญ หนึ่ง เด นา ริ อัน มา ให้ เรา ดู ซิ” {12:16} พวก เขา ก็ นำ เหรียญ มา ถวาย และ พระองค์ ตรัส ถาม พวก เขา ว่า“ รูป นี้ เป็น ของ ใคร? และ คำ จารึก เป็น ของ ใคร?” เขา ทูล ตอบ ว่า“ ของ ซีซาร์” {12:17} แล้ว พระ เยซู จึง ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ ของ ของ ซีซาร์ จง ให้ แก่ ซีซาร์ และ ของ ของ พระเจ้า จง ถวาย แด่ พระเจ้า” พวก เขา ก็ ทึ่ง ใน พระองค์ ยิ่งนัก {i12:18} ปัญหา เรื่อง การ เป็น ขึ้น จาก ตาย (มธ.22:23-33; ลก.20:27-38) {12:18} ฝ่าย พวก สะ ดู สี ซึ่ง กล่าว ว่า ไม่ มี การ เป็น ขึ้น จาก ตาย มา ทูล ถาม พระองค์ ว่า {12:19} “ ท่าน อาจารย์ โมเสส เขียน สั่ง พวก เรา ไว้ ว่า ถ้า ชาย ใด เสีย ชีวิต ไป โดย ไม่ มี บุตร ให้ พี่ ชาย หรือ น้อง ชาย ของ เขา แต่งงาน กับ ภรรยา ม่าย เพื่อ จะ มี บุตร สืบ สกุล ให้ ผู้ นั้น {12:20} คราว นี้ มี พี่น้อง เจ็ด คน พี่ ชาย คน โต แต่งงาน แล้ว ตาย ไป โดย ไม่ มี บุตร {12:21} คน ที่ สอง จึง รับ พี่ สะใภ้ มา เป็น ภรรยา แต่ แล้ว ก็ ตาย ไป โดย ไม่ มี บุตร คน ที่ สาม ก็ เช่น เดียวกัน {12:22} จน มา ถึง คน ที่ เจ็ด ทั้งหมด ล้วน จาก ไป โดย ไม่ มี บุตร ท้าย ที่สุด หญิง นั้น ก็ ตาย ด้วย {12:23} เมื่อ เป็น ขึ้น จาก ตาย หญิง ผู้ นี้ จะ เป็น ภรรยา ของ ใคร ใน เมื่อ ทั้ง เจ็ด คน ล้วน ได้ นาง เป็น ภรรยา?” {12:24} พระ เยซู ทรง ตอบ ว่า“ ท่าน ผิด แล้ว ที่ เป็น เช่น นี้ ก็ เพราะ ท่าน ไม่ รู้ พระ คัมภีร์ และ ไม่ รู้จัก ฤทธิ์ เดช ของ พระเจ้า ไม่ ใช่ หรือ? {12:25} เมื่อ เป็น ขึ้น จาก ตาย นั้น จะ ไม่ มี การ แต่งงาน หรือ ยก ให้ เป็น สามี ภรรยา กัน อีก แต่ จะ เป็น เหมือน ทูต สวรรค์ {12:26} ส่วน ที่ เกี่ยว กับ การ เป็น ขึ้น จาก ตาย นั้น พวก ท่าน ยัง ไม่ ได้ อ่าน หนังสือ ของ โมเสส เรื่อง พุ่มไม้ นั้น หรือ? ที่ พระเจ้า ตรัส กับ เขา ว่า‘ เรา เป็น พระเจ้า ของ อับราฮัม พระเจ้า ของ อิส อัค และ พระเจ้า ของ ยา โค บ’? {12:27} พระองค์ ไม่ ใช่ พระเจ้า ของ คน ตาย แต่ เป็น พระเจ้า ของ คน เป็น พวก ท่าน เข้าใจ ผิด ไป มาก!” {i12:28} พระ บัญญัติ ข้อ ใหญ่ ที่สุด (มธ.22:34-40) {12:28} ธรรมา จารย์ คน หนึ่ง ได้ ฟัง การ ซักไซ้ ไล่เลียง กัน ก็ เห็น ว่า พระ เยซู ทรง ตอบ ได้ ดี จึง ทูล ถาม ว่า“ ใน บรรดา พระ บัญญัติ ทั้งสิ้น ข้อ ไหน สำคัญ ที่สุด?” {12:29} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ข้อ ที่ สำคัญ ที่สุด คือ‘ อิสราเอล เอ๋ย จง ฟัง เถิด องค์ พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้า ของ เรา องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรง เป็น หนึ่ง {12:30} จงรัก องค์ พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้า ของ ท่าน อย่าง สุด ใจ สุด จิต สุด ความคิด และ สุด กำลัง ของ ท่าน {12:31} ส่วน ข้อ ที่ สอง คือ‘ จงรัก เพื่อนบ้าน เหมือน รัก ตนเอง’ ไม่ มี บทบัญญัติ ใด ใหญ่ กว่า สอง ข้อ นี้” {12:32} คน นั้น ทูล ว่า“ ท่าน อาจารย์ ตอบ ได้ ดี ถูก อย่าง ที่ ท่าน กล่าว คือ พระเจ้า ทรง เป็น หนึ่ง และ ไม่ มี ใคร อื่น นอกจาก พระองค์ {12:33} การ รัก พระองค์ ด้วย สุด ใจ สุด ความ เข้าใจ และ สุด กำลัง ของ ท่าน และ การ รัก เพื่อนบ้าน เหมือน รัก ตนเอง ก็ สำคัญ ยิ่ง กว่า เครื่อง เผา บูชา และ เครื่องบูชา ใดๆ ทั้งปวง” {12:34} เมื่อ พระ เยซู ทรง เห็น ว่า เขา ตอบ อย่าง มี ปัญญา ก็ ตรัส กับ เขา ว่า“ ท่าน ไม่ ไกล จาก อาณาจักร ของ พระเจ้า” ตั้งแต่ นั้น มา ไม่ มี ใคร กล้า มา ตั้ง คำ ถาม กับ พระองค์ อีก {i12:35} พระ คริสต์ เป็น บุตร ของ ใคร (มธ.22:41— 23:7; ลก.20:41-47) {12:35} ขณะ พระ เยซู ทรง สอน อยู่ ใน ลาน พระ วิหาร พระองค์ ตรัส ถาม ว่า“ เป็น ไป ได้ อย่างไร ที่ พวก ธรรมา จารย์ บอก ว่า พระ คริสต์ เป็น บุตร ดา วิด? {12:36} ดา วิด เอง เมื่อ กล่าว โดย พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ ก็ ประกาศ ว่า“‘ พระเจ้า ตรัส กับ องค์ พระผู้เป็นเจ้า ของ ข้าพเจ้า ว่า“ จง นั่ง ที่ ขวา มือ ของ เรา จน กว่า เรา จะ สยบ ศัตรู ของ เจ้า ไว้ ใต้ เท้า ของ เจ้า”’ {12:37} ใน เมื่อ ดา วิด เอง เรียก พระองค์ ว่า‘ องค์ พระผู้เป็นเจ้า’ แล้ว พระองค์ จะ เป็น บุตร ของ ดา วิด ได้ อย่างไร?” ฝูง ชนก ลุ่ม ใหญ่ ฟัง พระองค์ ด้วย ความ ชื่นชม ยินดี {12:38} ขณะ ที่ พระ เยซู ทรง สอน พระองค์ ตรัส ว่า“ จง ระวัง พวก ธรรมา จารย์ เขา ชอบ สวม เสื้อ ชุด ยาว เดิน ไป มา ชอบ ให้ ผู้คน มา คำนับ ทักทาย ใน ย่าน ตลาด {12:39} ชอบ นั่ง ใน ที่ สำคัญ ที่สุด ใน ธรรม ศาลา และ ที่ อัน ทรง เกียรติ ใน งาน เลี้ยง {12:40} เขา ริบ เรือน ของ หญิง ม่าย และ แสร้ง อธิษฐาน ยืดยาว ให้ คน เห็น คน เช่น นี้ จะ ถูก ลงโทษ อย่าง หนัก ที่สุด” {i12:41} เงิน ถวาย ของ หญิง ม่าย (ลก.21:1-4) {12:41} พระ เยซู ประทับ อยู่ ตรง หน้าที่ รับ เงิน ถวาย ของ พระ วิหาร ทรง เฝ้า ดู ฝูง ชน นำ เงิน มา ใส่ คน รวย หลาย คน เอา เงิน จำนวน มาก มา เท ลง ไป {12:42} แต่ หญิง ม่าย ยากจน คน หนึ่ง เอา เหรียญ สอง เหรียญ มูลค่า แค่ เศษ เสี้ยว สตางค์ มา ถวาย {12:43} พระ เยซู ทรง เรียก เหล่า สาวก มา และ ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า หญิง ม่าย ยากจน คน นี้ ถวาย เข้า คลัง พระ วิหาร มาก กว่า คน อื่นๆ ทั้งหมด {12:44} เพราะ พวก เขา ทั้งปวง ล้วน เอา ส่วน หนึ่ง จาก ความ มั่งคั่ง ของ เขา มา ถวาย แต่ หญิง ม่าย นี้ ทั้ง ที่ ยากจน ก็ ยัง เอา ทุก สิ่ง คือ ทั้งหมด ที่ นาง มี ไว้ เลี้ยงชีพ มา ถวาย” {i13:1} หมาย สำคัญ แห่ง วาระ สิ้น ยุค (มธ.24:1-51; ลก.21:5-36) {13:1} ขณะ พระ เยซู เสด็จ ออก จาก พระ วิหาร สาวก คน หนึ่ง ทูล พระองค์ ว่า“ ดู สิ พระ อาจารย์! หิน ก้อน มหึมา ทั้งนั้น! ช่าง เป็น อาคาร ที่ งาม ตระการ ตา ยิ่งนัก!” {13:2} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ พวก ท่าน เห็น อาคาร ใหญ่ โต มโหฬาร เหล่า นี้ ใช่ ไหม? ศิลา ที่ นี่ จะ ไม่ เหลือ ซ้อน ทับ กัน สัก ก้อน เดียว ทุก ก้อน จะ ถูก โยน ทิ้ง ลง มา หมด” {13:3} ขณะ พระ เยซู ประทับ อยู่ บน ภูเขา มะกอก เทศ ตรง ข้าม กับ พระ วิหาร เปโตรยากอบยอห์นและอันดรูว์ มา ทูล ถาม พระองค์ เป็น การ ส่วนตัว ว่า {13:4} “ ขอ ทรง บอก พวก ข้า พระองค์ เถิด สิ่ง เหล่า นี้ จะ เกิด ขึ้น เมื่อใด? และ อะไร เป็น หมาย สำคัญ ว่า สิ่ง ทั้งปวง นั้น กำลัง จะ สำเร็จ?” {13:5} พระ เยซู ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ จง ระวัง อย่า ให้ ใคร มา ล่อลวง ท่าน {13:6} หลาย คน จะ มา ใน นาม ของ เรา และ อ้าง ตัว ว่า‘ เรา คือ ผู้ นั้น’ แล้ว ล่อลวง คน เป็น อัน มาก {13:7} เมื่อ ท่าน ได้ยิน ข่าว สงคราม และ ข่าวลือ เรื่อง สงคราม อย่า ตื่น ตกใจ เพราะ สิ่ง เหล่า นั้น ต้อง เกิด ขึ้น แต่ ยัง ไม่ ถึง จุด จบ {13:8} ประชาชาติ ต่อ ประชาชาติ และ อาณาจักร ต่อ อาณาจักร จะ สู้ รบ กัน จะ เกิด แผ่นดิน ไหว และ การ กันดาร อาหาร ใน ที่ ต่างๆ เหตุการณ์ เหล่า นี้ คือ ขั้น เริ่มต้น ของ ความ เจ็บ ปวด ก่อน คลอด บุตร {13:9} “ ท่าน ต้อง เฝ้า ระวัง ท่าน จะ ถูก คุม ตัว ไป ยัง ที่ว่าการ ใน ท้องที่ และ ถูก โบย ตี ใน ธรรม ศาลา ท่าน ต้อง ไป ยืน อยู่ ต่อ หน้า ผู้ ว่า การ และ กษัตริย์ แล้ว เป็น พยาน แก่ พวก เขา เพื่อ เรา {13:10} ข่าว ประเสริฐ ต้อง ประกาศ แก่ มวล ประชาชาติ ก่อน {13:11} เมื่อใด ก็ ตาม ที่ ท่าน ถูก จับกุม และ ส่ง ตัว ขึ้น ศาล อย่า วิตก กังวล ไป ก่อน ว่า จะ พูด อะไร ดี จง พูด ไป ตาม ถ้อยคำ ที่ ประทาน แก่ ท่าน ใน เวลา นั้น เพราะ ไม่ ใช่ ตัว ท่าน เอง ที่ เป็น ผู้ พูด แต่ เป็น พระ วิญญาณ บริสุทธิ์ {13:12} “ พี่น้อง จะ ทรยศ กันเอง ถึง ตาย และ พ่อ จะ ทรยศ ลูก ลูก จะ กบฏ ต่อ พ่อ แม่ และ เป็น เหตุ ให้ พวก เขา ถึง ตาย {13:13} คน ทั้งปวง จะ เกลียด ชัง ท่าน เพราะ เรา แต่ ผู้ ที่ ยืนหยัด จน ถึง ที่สุด จะ รอด {13:14} “ เมื่อใด ที่ ท่าน เห็น‘ สิ่ง ที่ น่า สะอิดสะเอียน อัน เป็นต้น เหตุ ของ วิบัติ’ ตั้ง อยู่ ใน ที่ ซึ่ง ไม่ ใช่ ที่ ของ มัน (ให้ ผู้ อ่าน ทำ ความ เข้าใจ เอา เถิด) เมื่อนั้น ให้ ผู้ ที่ อยู่ ใน ยู เดีย หนี ไป ที่ ภูเขา {13:15} ผู้ ที่ อยู่ บน ดาดฟ้า หลังคา บ้าน อย่า ลง มา หรือ เข้า บ้าน มา หยิบ สิ่ง ใด ออก ไป {13:16} ผู้ ที่ อยู่ ตาม ทุ่ง นา ก็ อย่า กลับ ไป เอา เสื้อ คลุม ของ ท่าน {13:17} วัน เหล่า นั้น น่า หวาดกลัว ยิ่งนัก สำหรับ หญิง มี ครรภ์ หรือ แม่ ลูก อ่อน {13:18} จง อธิษฐาน ให้ เหตุการณ์ นี้ ไม่ เกิด ใน ฤดู หนาว {13:19} เพราะ เวลา นั้น จะ เป็น วาระ แห่ง ความ ทุกข์ ลำเค็ญ อย่าง ที่ ไม่ มี ครั้ง ใด เทียบเท่า ตั้งแต่ เริ่มแรก เมื่อ พระเจ้า ทรง สร้าง โลก จน ถึง บัดนี้ และ จะ ไม่ มี ครั้ง ใด เทียบเท่า อีก {13:20} หาก องค์ พระผู้เป็นเจ้า ไม่ ทรง ร่น วัน เหล่า นั้น ให้ สั้น เข้า ก็ จะ ไม่ มี ใคร เหลือ รอด เลย แต่ เพราะ เห็นแก่ ผู้ ที่ ทรง เลือกสรร ไว้ พระองค์ จึง ทรง ทำให้ วัน เหล่า นั้น สั้น ลง {13:21} เมื่อ เวลา นั้น มา ถึง หาก มี ใคร มาบ อก ท่าน ว่า‘ ดู เถิด พระ คริสต์ อยู่ ที่ นี่!’ หรือ‘ ดู เถิด พระองค์ อยู่ ที่ นั่น!’ อย่า ไป เชื่อ เลย {13:22} เพราะ จะ มี พระ คริสต์ ปลอม และ ผู้ เผย พระ วจนะ เท็จ ปรากฏ ขึ้น พวก เขา จะ แสดง หมาย สำคัญ และ การ อัศจรรย์ ต่างๆ เพื่อ ลวง ผู้ ที่ ทรง เลือกสรร ไว้ หาก เป็น ไป ได้ {13:23} ฉะนั้น จง ระวัง เรา บอก ทุก อย่าง แก่ ท่าน ไว้ ล่วงหน้า แล้ว {13:24} “ แต่ ใน วาระ นั้น หลัง จาก ความ ทุกข์ เข็ญ“‘ ดวง อาทิตย์ จะ ถูก ดับ ดวง จันทร์ จะ ไม่ ทอ แสง {13:25} ดวง ดาว ทั้งหลาย จะ ร่วง จาก ท้อง ฟ้า และ ฟ้า สวรรค์ จะ ถูก เขย่า’ {13:26} “ เมื่อนั้น คน ทั้งหลาย จะ เห็น บุตร มนุษย์ เสด็จ มา ใน หมู่ เมฆ ด้วย เดชานุภาพ และ พระ เกียรติ สิริ อัน ยิ่งใหญ่ {13:27} พระองค์ จะ ทรง ส่ง ทูต สวรรค์ ของ พระองค์ มา รวบรวม ผู้ ที่ ทรง เลือกสรร ไว้ จาก ทั้ง สี่ ทิศ จาก ปลาย แผ่นดิน โลก ถึง สุด ขอบ ฟ้า สวรรค์ {13:28} “ จง เรียนรู้ บทเรียน นี้ จาก ต้น มะเดื่อ คือ ทันที ที่ มัน แตก กิ่ง และ ผลิ ใบ ท่าน ก็ รู้ ว่า ฤดู ร้อน ใกล้ เข้า มา แล้ว {13:29} เช่น เดียวกัน เมื่อ ท่าน เห็น สิ่ง เหล่า นี้ เกิด ขึ้น ท่าน ก็ รู้ ว่า สิ่ง นี้ ใกล้ เข้า มา แล้ว อยู่ ที่ ประตู นี่เอง {13:30} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า คน ใน ยุค นี้ ยัง ไม่ ทัน ล่วงลับ ไป สิ่ง ทั้งปวง เหล่า นี้ ก็ เกิด ขึ้น แล้ว อย่าง แน่นอน {13:31} ฟ้า และ ดิน จะ สูญสิ้น ไป แต่ ถ้อยคำ ของ เรา จะ ไม่ มี วัน สูญสิ้น {i13:32} วัน เวลา ที่ ไม่ มี ใคร รู้ {13:32} “ ไม่ มี ใคร รู้ วัน เวลา ที่ เหตุการณ์ นั้น จะ เกิด ขึ้น แม้ แต่ ทูต สวรรค์ หรือ พระ บุตร ก็ ไม่ รู้ พระ บิดา เท่านั้น ที่ ทรง ทราบ {13:33} จง ระวัง! จง ตื่นตัว! ท่าน ไม่ รู้ ว่า เวลา นั้น จะ มา ถึง เมื่อใด {13:34} ก็ เหมือน ชาย คน หนึ่ง ออก จาก บ้าน ไป เขา ตั้ง คน รับใช้ ให้ รับผิดชอบ หน้าที่ ต่างๆ ตาม ที่ แต่ละ คน ได้ รับ มอบหมาย และ บอก คน เฝ้า ประตู ให้ เฝ้า ระวัง ไว้ {13:35} “ ฉะนั้น จง เฝ้า ระวัง อยู่ เพราะ ท่าน ไม่ รู้ ว่า เจ้าของ บ้าน จะ กลับ มา เมื่อใด อาจ จะ กลับ มา เวลา ค่ำ หรือ เวลา เที่ยงคืน เวลา ไก่ ขัน หรือ เวลา รุ่งสาง {13:36} ถ้า เขา กลับ มาก ระ ทัน หัน ก็ อย่า ให้ เขา พบ ว่า ท่าน กำลัง หลับ อยู่ {13:37} สิ่ง ที่ เรา บอก กับ ท่าน เรา ก็ บอก กับ ทุกๆ คน ว่า‘ จง เฝ้า ระวัง!’” {i14:1} พระ เยซู ทรง รับ การ ชโลม ที่ เบธานี (มธ.26:2-16; ลก.22:1-6) {14:1} อีก สอง วัน จะ ถึง เทศกาล ปัส กา และ เทศกาล ขนม ปัง ไม่ ใส่ เชื้อ พวก หัวหน้า ปุโรหิต กับ ธรรมา จารย์ กำลัง หา อุบาย ที่ จะ จับ พระ เยซู มา ฆ่า {14:2} เขา พูด กัน ว่า“ แต่ อย่า ลงมือ ช่วง เทศกาล เลย มิ ฉะนั้น ประชาชน จะ ก่อการ จลาจล” {14:3} ที่ หมู่บ้าน เบ ธานี ขณะ พระ เยซู ทรง นั่ง รับประทาน อาหาร อยู่ ที่ โต๊ะ อาหาร ใน บ้าน ของ ซี โม น คน โรค เรื้อน หญิง คน หนึ่ง ถือ ขวด น้ำมัน หอม ราคา แพง มาก มา น้ำมัน หอม นั้น ทำ จาก เครื่อง หอม บริสุทธิ์ นาง เปิด ขวด และ ริน น้ำมัน หอม ลง บน พระ เศียร ของ พระองค์ {14:4} บาง คน ที่ นั่น ไม่ พอใจ ต่าง พูด กัน ว่า“ ทำให้ น้ำมัน หอม เสีย ไป เปล่าๆ ทำไม? {14:5} ถ้า นำ ไป ขาย คง จะ ได้ เงิน มาก กว่า ค่า จ้าง คน งาน ทั้ง ปี จะ ได้ เอา เงิน ไป ให้ คน ยากจน” และ พวก เขา ตำหนิ นาง อย่าง รุนแรง {14:6} พระ เยซู ตรัส ว่า“ อย่า ยุ่ง กับ นาง ไป กวน ใจ นาง ทำไม? หญิง คน นี้ ได้ ทำ สิ่ง ดี งาม ให้ เรา {14:7} ท่าน จะ มี คน ยากจน อยู่ กับ ท่าน เสมอ และ ท่าน สามารถ ช่วย พวก เขา ได้ ทุก เวลา ตาม ที่ ท่าน ต้องการ แต่ เรา จะ ไม่ ได้ อยู่ กับ ท่าน เสมอ ไป {14:8} หญิง คน นี้ ทำ เท่า ที่ นาง ทำ ได้ นาง ริน น้ำหอม ลง บน กาย ของ เรา เป็น การ เตรียม สำหรับ พิธี ศพ ของ เรา ไว้ ล่วงหน้า {14:9} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า ไม่ ว่า ข่าว ประเสริฐ จะ เผยแผ่ ไป ที่ ใดๆ ทั่ว โลก สิ่ง ที่ นาง ได้ ทำ ก็ จะ ถูก เล่า ขาน ไป เป็น การ ระลึก ถึง นาง” {14:10} แล้ว ยู ดา ส อิส คา ริ โอ ท หนึ่ง ใน สาวก สิบ สอง คน ก็ ไป พบ พวก หัวหน้า ปุโรหิต เพื่อ จะ มอบ พระ เยซู ให้ คน เหล่า นั้น {14:11} พวก หัวหน้า ปุโรหิต ฟัง แล้ว ก็ ดีใจ และ สัญญา จะ ให้ เงิน แก่ ยู ดา ส เขา จึง จ้อง หา โอกาส ที่ จะ มอบ พระองค์ แก่ พวก นั้น {i14:12} พระ เยซู เสวย ปัส กา กับ เหล่า สาวก (มธ.26:17-30; ลก.22:7-23) {14:12} วัน แรก ของ เทศกาล ขนม ปัง ไม่ ใส่ เชื้อ ซึ่ง ตาม ธรรมเนียม จะ ถวาย แกะ ปัส กา เหล่า สาวก ของ พระ เยซู มา ทูล ถาม พระองค์ ว่า“ พระองค์ ทรง ประสงค์ ให้ จัด เตรียม ปัส กา สำหรับ เสวย ที่ไหน?” {14:13} พระองค์ จึง ทรง ส่ง สาวก สอง คน ไป พร้อม ทั้ง ตรัส ว่า“ จง เข้า ไป ใน เมือง จะ มี ชาย คน หนึ่ง ทูน หม้อน้ำ มา พบ ท่าน จง ตาม คน นั้น ไป {14:14} จง บอก เจ้าของ บ้าน ที่ ชาย คน นั้น เดิน เข้า ไป ว่า‘ พระ อาจารย์ ตรัส ถาม ว่า ห้อง รับรอง แขก ที่ พระองค์ จะ เสวย ปัส กา ร่วม กับ เหล่า สาวก อยู่ ที่ไหน?’ {14:15} เขา จะ พา ไป ดู ห้อง ใหญ่ ชั้น บน ซึ่ง ตกแต่ง เตรียม ไว้ เรียบร้อย แล้ว จง เตรียม ปัส กา ให้ เรา ที่ นั่น” {14:16} สาวก ทั้ง สอง ก็ เข้า ไป ใน เมือง และ ได้ พบ สิ่ง ต่างๆ ตาม ที่ พระ เยซู ตรัส เขา จึง เตรียม ปัสกา {14:17} พอ พลบค่ำ พระ เยซู เสด็จ มา พร้อม กับ สาวก ทั้ง สิบ สอง คน {14:18} ขณะ ที่นั่ง รับประทาน อาหาร อยู่ ที่ โต๊ะ อาหาร พระ เยซู ตรัส ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า คน หนึ่ง ใน พวก ท่าน จะ ทรยศ เรา คือ ผู้ ที่ กำลัง รับประทาน อาหาร กับ เรา” {14:19} เหล่า สาวก ก็ เสียใจ และ ทูล พระองค์ ที ละ คน ว่า“ ไม่ ใช่ ข้า พระองค์ แน่ ใช่ ไหม?” {14:20} พระ เยซู ตรัส ว่า“ เขา เป็น หนึ่ง ใน สาวก สิบ สอง คน เป็น คน ที่ หยิบ อาหาร จุ่ม ใน ชาม เดียว กับ เรา {14:21} บุตร มนุษย์ จะ ต้อง ไป ตาม ที่ มี เขียน ไว้ แต่ วิบัติ แก่ ผู้ นั้น ที่ ทรยศ บุตร มนุษย์! ถ้า เขา ไม่ ได้ เกิด มา ก็ ยัง จะ ดี กับ ตัว เขา เอง มาก กว่า” {i14:22} พิธี มหา สนิท (มธ.26:26-29; ลก.22:15-20;1 คร.11:23-26) {14:22} ขณะ รับประทาน อาหาร พระ เยซู ทรง หยิบ ขนม ปัง ทรง ขอบพระคุณ พระเจ้า แล้ว หัก ส่ง ให้ เหล่า สาวก พร้อม ทั้ง ตรัส ว่า“ จง รับ ไป รับประทาน เถิด นี่ เป็น กาย ของ เรา” {14:23} แล้ว พระองค์ ทรง หยิบ ถ้วย ทรง ขอบพระคุณ พระเจ้า และ ยื่น ให้ กับ พวก เขา และ พวก เขา ทุก คน ก็ ดื่ม {14:24} พระองค์ ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ นี่ คือ โลหิต ของ เรา อัน เป็น โลหิต แห่ง พัน ธ สัญญา ซึ่ง หลั่ง ริน เพื่อ คน เป็น อัน มาก {14:25} เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า เรา จะ ไม่ ดื่ม น้ำ จาก ผล องุ่น นี้ อีก จน กว่า จะ ถึง วัน นั้น ที่ เรา ดื่ม ใหม่ ใน อาณาจักร ของ พระเจ้า” {14:26} เมื่อ ร้อง เพลง สรรเสริญ แล้ว พวก เขา ก็ ออก ไป ยัง ภูเขา มะกอก เทศ {i14:27} พระ เยซู ทรง ทำนาย ว่า เปโตร จะ ปฏิเสธ พระองค์ (มธ.26:31-35) {14:27} พระ เยซู ตรัส แก่ เหล่า สาวก ว่า“ พวก ท่าน จะ ทิ้ง เรา ไป กัน หมด เพราะ มี เขียน ไว้ ว่า“‘ เรา จะ ฟาด ฟัน คน เลี้ยง แกะ และ แกะ จะ กระจัด กระจาย ไป’ {14:28} แต่ หลัง จาก ที่ เรา เป็น ขึ้น เรา จะ ไป ยัง กา ลิ ลี ก่อนหน้า ท่าน” {14:29} เปโตรประกาศว่า“ ถึง ใครๆ ทิ้ง พระองค์ ไป หมด แต่ ข้า พระองค์ จะ ไม่ ทิ้ง พระองค์” {14:30} พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ เรา บอก ความ จริง แก่ ท่าน ว่า วัน นี้ คืน นี้ ก่อน ไก่ ขัน สอง หน ท่าน เอง จะ ปฏิเสธ เรา สาม ครั้ง” {14:31} แต่ เปโตร ยัง ยืนยัน แข็งขัน ว่า“ ถึง แม้ ข้า พระองค์ ต้อง ตาย กับ พระองค์ ข้า พระองค์ จะ ไม่ มี วัน ปฏิเสธ พระองค์” แล้ว สาวก ที่ เหลือ ก็ พูด แบบ เดียวกัน {i14:32} เก ทเสมนี (มธ.26:36-46; ลก.22:40-46) {14:32} พวก เขา มา ยัง ที่ แห่ง หนึ่ง เรียก ว่า เก ทเสมนี พระ เยซู ตรัส กับ เหล่า สาวก ว่า“ จง นั่ง อยู่ ที่ นี่ ขณะ ที่ เรา ไป อธิษฐาน” {14:33} พระองค์ ทรง พา เปโตร ยาก อบ และ ยอห์น ไป กับ พระองค์ ด้วย ทรง เศร้าโศก และ เป็น ทุกข์ ยิ่งนัก {14:34} พระองค์ ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ จิต วิญญาณ ของ เรา ท่วมท้น ด้วย ความ เศร้าโศก ทุกข์ หนัก แทบ จะ ตาย จง เฝ้า ระวัง อยู่ ที่ นี่” {14:35} พระองค์ ทรง ดำเนิน เลย ไป อีก หน่อย หนึ่ง แล้ว ซบ ลง ที่ พื้น และ ทรง อธิษฐาน ว่า หาก เป็น ไป ได้ ขอ ให้ ชั่วโมง นั้น ผ่าน พ้น ไป จาก พระองค์ {14:36} พระองค์ ทรง ทูล ว่า“ อับ บา พระ บิดา เจ้าข้า ทุก สิ่ง เป็น ไป ได้ สำหรับ พระองค์ ขอ ทรง เอา ถ้วย นี้ ไป จาก ข้า พระองค์ อย่างไร ก็ ตาม อย่า ให้ เป็น ไป ตามใจ ของ ข้า พระองค์ แต่ ขอ ให้ เป็น ไป ตาม พระ ประสงค์ ของ พระองค์” {14:37} แล้ว พระองค์ ทรง กลับ มา หา สาวก เหล่า นั้น และ พบ ว่า พวก เขา นอน หลับ อยู่ จึง ตรัส กับ เปโตรว่า“ ซี โม น ท่าน หลับ อยู่ หรือ? จะ คอย เฝ้า ระวัง อยู่ สัก ชั่วโมง เดียว ไม่ ได้ เชียว หรือ? {14:38} จง เฝ้า ระวัง และ อธิษฐาน เพื่อ ท่าน จะ ไม่ ตก เข้า ไป อยู่ ใน การ ทดลอง จิต วิญญาณ พร้อม แล้ว ก็ จริง แต่ กาย ยัง อ่อน กำลัง” {14:39} แล้ว พระองค์ เสด็จ ไป อธิษฐาน อย่าง เดียวกัน อีก ครั้ง หนึ่ง {14:40} เมื่อ เสด็จ กลับ มา ก็ พบ ว่า พวก เขา ยัง คง หลับ อยู่ เพราะ เขา ง่วง มาก จน ลืม ตา ไม่ ขึ้น พวก เขา ไม่ รู้ จะ ทูล พระองค์ ว่า อย่างไร {14:41} เมื่อ ทรง กลับ มา เป็น ครั้ง ที่ สาม พระองค์ ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ พวก ท่าน ยัง นอน หลับ พักผ่อน อยู่ อีก หรือ? พอ เถอะ! ถึง เวลา แล้ว ดู เถิด บุตร มนุษย์ กำลัง จะ ถูก ทรยศ ให้ ตก อยู่ ใน มือ ของ คน บาป แล้ว {14:42} ลุก ขึ้น! ไป กัน เถิด! ผู้ ทรยศ เรา มา แล้ว!” {i14:43} พระ เยซู ถูก จับกุม (มธ.26:47-56; ลก.22:47-50; ยน.18:3-11) {14:43} พระองค์ ตรัส ยัง ไม่ ทัน ขาด คำ ยู ดา ส หนึ่ง ใน สาวก สิบ สอง คน ก็ ปรากฏ ตัว ขึ้น มี คน กลุ่ม ใหญ่ ถือ ดาบ ถือ กระบอง มา กับ เขา ด้วย พวก หัวหน้า ปุโรหิต ธรรมา จารย์ และ เหล่า ผู้ อาวุโส เป็น ผู้ ส่ง คน เหล่า นี้ มา {14:44} ผู้ ทรยศ ได้ ตกลง เรื่อง อาณัติ สัญญาณ กับ พวก เขา ว่า“ ผู้ ที่ เรา จูบ คือ ผู้ นั้น ให้ จับกุม และ คุม ตัว เขา ไป” {14:45} ยู ดา ส ตรง เข้า มา หา พระ เยซู ทันที และ ทูล ว่า“ รับ บี!” แล้ว จูบ พระองค์ {14:46} พวก นั้น จึง จับกุม พระ เยซู {14:47} แล้ว คน หนึ่ง ซึ่ง ยืน อยู่ ใกล้ๆ ก็ ชัก ดาบ ออก มา ฟัน หู บ่าว ของ มหา ปุโรหิต ขาด {14:48} พระ เยซู ตรัส ว่า“ เรา ก่อการ กบฏ หรือ? ท่าน จึง ได้ ถือ ดาบ ถือ กระบอง มา จับ เรา {14:49} ทุก วัน เรา อยู่ กับ พวก ท่าน สั่งสอน อยู่ ใน ลาน พระ วิหาร ท่าน ก็ ไม่ มา จับกุม เรา แต่ จะ ต้อง เป็น จริง ตาม พระ คัมภีร์” {14:50} แล้ว ทุก คน ก็ ทิ้ง พระองค์ และ หนี กัน ไป หมด {14:51} ชาย หนุ่ม คน หนึ่ง มี แต่ ผ้า ลินิน ห่ม กาย ได้ ติดตาม พระ เยซู ไป เมื่อ คน เหล่า นั้น จับกุม เขา {14:52} เขา ก็ สลัด ผ้า ทิ้ง แล้ว หนี ไป ทั้งๆ ที่ เปลือย กาย {i14:53} ต่อ หน้า สภา แซ นเฮดริน (มธ.26:57-68; ลก.22:67-71; ยน.18:12,13,19-24) {14:53} พวก เขา นำ พระ เยซู มา พบ มหา ปุโรหิต ขณะ นั้น พวก หัวหน้า ปุโรหิต ธรรมา จารย์ และ เหล่า ผู้ อาวุโส มา ชุมนุม กัน อยู่ {14:54} เปโตร ตาม พระ เยซู มา ห่างๆ จน ถึง ลาน บ้าน ของ มหา ปุโรหิต เขา ก็ เข้า ไป นั่ง ผิง ไฟ กับ พวก ยาม พระ วิหาร {14:55} พวก หัวหน้า ปุโรหิต และ ทั้ง สภา แซ นเฮด ริน พยายาม ค้น หา หลักฐาน มา มัด ตัว พระ เยซู เพื่อ จะ ได้ ประหาร พระองค์ แต่ พวก เขา ไม่ พบ เลย {14:56} มี หลาย คน เป็น พยาน เท็จ ปรักปรำ พระองค์ แต่ คำ ให้การ ของ พวก เขา ไม่ สอดคล้อง กัน {14:57} แล้ว มี บาง คน ยืน ขึ้น เป็น พยาน เท็จ กล่าวหา พระองค์ ว่า {14:58} “ พวก เรา ได้ยิน เขา กล่าว ว่า‘ เรา จะ ทำลาย วิหาร นี้ ซึ่ง สร้าง ขึ้น ด้วย น้ำมือ มนุษย์ แล้ว ใน สาม วัน จะ สร้าง อีก วิหาร หนึ่ง ขึ้น ซึ่ง ไม่ ได้ สร้าง ด้วย มือ มนุษย์’” {14:59} ถึง กระนั้น คำ พยาน ของ พวก เขา ก็ ขัด กันเอง {14:60} มหา ปุโรหิต จึง ยืน ขึ้น ต่อ หน้าที่ ประชุม และ ถาม พระ เยซู ว่า“ ท่าน จะ ไม่ ตอบ อะไร หรือ? ท่าน จะ ว่า อย่างไร กับ ข้อ กล่าวหา ของ พยาน เหล่า นี้?” {14:61} แต่ พระ เยซู ทรง นิ่ง อยู่ ไม่ ได้ ตรัส ตอบ มหา ปุโรหิต จึง ถาม พระองค์ อีก ครั้ง ว่า“ ท่าน คือ พระ คริสต์ พระ บุตร ของ องค์ ผู้ ทรง เป็น ที่ สรรเสริญ หรือ?” {14:62} พระ เยซู ตรัส ว่า“ เรา เป็น และ ท่าน จะ เห็น บุตร มนุษย์ นั่ง อยู่ เบื้อง ขวา พระ หัตถ์ ของ องค์ ผู้ ทรง ฤทธิ์ และ เสด็จ มา บน หมู่ เมฆ แห่ง ฟ้า สวรรค์” {14:63} มหา ปุโรหิต จึง ฉีก เสื้อ ของ ตน และ พูด ว่า“ เรา จะ ต้องหา พยาน อีก ทำไม? {14:64} ท่าน ทั้งหลาย ได้ยิน เขา พูด หมิ่น ประมาท แล้ว ท่าน คิด เห็น อย่างไร?” พวก เขา ทั้งหมด เห็น พ้อง กัน ว่า พระองค์ ควร รับ โทษ ถึง ตาย {14:65} แล้ว บาง คน ก็ ถ่ม น้ำลาย รด พระองค์ พวก เขา เอา ผ้า ปิด พระ เนตร ต่อย พระองค์ แล้ว พูด ว่า“ ทาย มา สิ!” พวก ยาม ก็ นำ พระองค์ ไป และ ทุบ ตี พระองค์ {i14:66} เปโตร ปฏิเสธ พระ เยซู (มธ.26:69-75; ลก.22:56-62; ยน.18:16-18,25-27) {14:66} ขณะ เป โต รอ ยู่ ข้าง ล่าง ที่ ลาน บ้าน มี สาวใช้ คน หนึ่ง ของ มหา ปุโรหิต ผ่าน มา {14:67} เมื่อ นาง เห็น เปโตร ผิง ไฟ อยู่ ก็ จ้อง มอง และ พูด ว่า“ เจ้า ก็ อยู่ กับ เยซู ชาว นาซา เร็ธด้วย” {14:68} แต่ เปโตรปฏิเสธว่า“ เจ้า พูด อะไร ข้า ไม่ รู้เรื่อง” แล้ว ออก ไป ที่ ทาง เข้า {14:69} สาวใช้ คน นั้น เห็น เขา ที่ นั่น ก็ พูด กับ คน ที่ ยืน อยู่ แถว นั้น อีก ว่า“ คน นี้ ก็ เป็น คน หนึ่ง ใน พวก นั้น” {14:70} เปโตร ปฏิเสธ อีก ครู่ หนึ่ง ต่อ มา คน ที่ ยืน ใกล้ๆ พูด กับ เปโตรว่า“ ใช่ แน่ๆ เจ้า เป็น คน หนึ่ง ใน พวก นั้น เพราะ เจ้า เป็น ชาว กา ลิ ลี” {14:71} เปโตร จึง เริ่ม สบถ สาบาน เป็น การ ใหญ่ ว่า“ ข้า ไม่ รู้จัก คน ที่ พวก เจ้า พูด ถึง” {14:72} ทันใด นั้น ไก่ ก็ ขัน เป็น ครั้ง ที่ สอง เปโตร จึง นึก ขึ้น ได้ ที่ พระ เยซู ตรัส กับ เขา ไว้ ว่า“ ก่อน ไก่ ขัน สอง หน ท่าน จะ ปฏิเสธ เรา สาม ครั้ง” เปโตร ก็ ร้องไห้ ออก มา ด้วย ความ เสียใจ {i15:1} พระ เยซู ต่อ หน้า ปี ลา ต (มธ.27:11-26; ลก.23:2,3,18-25; ยน.18:29— 19:16) {15:1} เช้าตรู่ วัน รุ่งขึ้น พวก หัวหน้า ปุโรหิต ธรรมา จารย์ เหล่า ผู้ อาวุโส และ ทั้ง สภา แซ นเฮด ริน ก็ ได้ ข้อ สรุป พวก เขา มัด พระ เยซู แล้ว นำ ตัว มา มอบ ให้ แก่ ปี ลา ต {15:2} ปี ลา ตถามว่า“ ท่าน เป็น กษัตริย์ ของ ชาว ยิว หรือ?” พระ เยซู ตรัส ตอบ ว่า“ ใช่ อย่าง ที่ ท่าน ว่า” {15:3} พวก หัวหน้า ปุโรหิต ฟ้อง พระองค์ หลาย ข้อหา {15:4} ดังนั้น ปี ลา ต จึง ทูล ถาม พระองค์ อีก ครั้ง ว่า“ ท่าน จะ ไม่ ตอบ เลย หรือ? ดู สิ เขา ฟ้องร้อง ท่าน หลาย ข้อหา แค่ ไหน” {15:5} แต่ พระ เยซู ก็ ยัง คง ไม่ ตรัส ตอบ ปี ลา ต ประหลาด ใจ อย่าง มาก {15:6} มี ธรรมเนียม ว่า ใน เทศกาล นั้น ผู้ ว่า การ จะ ปล่อยตัว นักโทษ หนึ่ง คน ตาม ที่ ประชาชน ขอ {15:7} มี คน หนึ่ง ใน คุก ชื่อ บา รับ บัส อยู่ ใน กลุ่ม กบฏ ซึ่ง ฆ่า คน ใน การ จลาจล {15:8} ฝูง ชน ได้ ขึ้น มา ขอ ปี ลา ต ให้ ทำ ตาม ที่ เคย ปฏิบัติ เสมอ มา {15:9} ปี ลา ตถามว่า“ พวก ท่าน ต้องการ ให้ เรา ปล่อย กษัตริย์ ของ ชาว ยิว หรือ?” {15:10} เพราะ รู้ ว่า พวก หัวหน้า ปุโรหิต จับ พระ เยซู มา มอบ แก่ เขา เพราะ อิจฉา {15:11} แต่ พวก หัวหน้า ปุโรหิต ยุยง ฝูง ชน ให้ เรียกร้อง ปี ลา ต ให้ ปล่อย บา รับ บัส แทน {15:12} ปี ลา ต ถาม พวก เขา ว่า“ แล้ว จะ ให้ ทำ อย่างไร กับ คน ที่ พวก ท่าน เรียก กัน ว่า กษัตริย์ ของ ชาว ยิว?” {15:13} พวก เขา ตะโกน ว่า“ ตรึง เขา ที่ ไม้กางเขน!” {15:14} ปี ลา ตถามว่า“ ทำไม? เขา ก่อ อาชญากรรม อะไร?” แต่ พวก นั้น ร้อง ตะโกน ดัง ขึ้น อีก ว่า“ ตรึง เขา ที่ ไม้กางเขน!” {15:15} เพื่อ เอาใจ ฝูง ชน ปี ลา ต จึง ปล่อย บา รับ บัส ให้ พวก เขา แล้ว ให้ คน โบย ตี พระ เยซู และ มอบตัว ให้ ไป ตรึง ที่ ไม้กางเขน {i15:16} พวก ทหาร เยาะเย้ย พระ เยซู (มธ.27:27-31; ยน.19:2-3) {15:16} พวก ทหาร จึง นำ พระ เยซู เข้า ไป ใน วัง ของ ผู้ ว่า การ (คือ ศาล ป รี โท เรียม) และ ระดม ทหาร ทั้ง กอง มา {15:17} พวก เขา เอา เสื้อ คลุม สี ม่วง มา สวม ให้ พระองค์ และ สาน มงกุฎ หนาม สวม ที่ พระ เศียร {15:18} แล้ว ร้อง ว่า“ ข้า แต่ กษัตริย์ ของ ชาว ยิว ขอ จง ทรง พระ เจริญ!” {15:19} เขา เอา ไม้ ฟาด พระ เศียร ครั้ง แล้ว ครั้ง เล่า ถ่ม น้ำลาย รด พระองค์ และ คุกเข่า ถวาย คำนับ พระองค์ {15:20} เมื่อ เยาะเย้ย พระองค์ แล้ว พวก เขา ก็ ถอด เสื้อ สี ม่วง นั้น และ เอา ฉลอง พระองค์ มา สวม ให้ แล้ว นำ พระองค์ ออก ไป เพื่อ ตรึง ที่ ไม้กางเขน {i15:21} การ ตรึง บน ไม้กางเขน (มธ.27:33-44; ลก.23:33-43; ยน.19:17-24) {15:21} ชาย คน หนึ่ง จาก เมือง ไซ รี น ชื่อ ซี โม น ซึ่ง เป็น บิดา ของ อเล็กซานเดอร์ กับ รู ฟัส เดินทาง จาก นอก เมือง ผ่าน มา พอดี พวก ทหาร จึง เกณฑ์ ให้ เขา แบก ไม้กางเขน {15:22} พวก เขา นำ พระ เยซู มา ถึง ที่ ซึ่ง เรียก ว่า กล โก ธา (แปล ว่า สถาน แห่ง หัว กะโหลก) {15:23} แล้ว พวก เขา ก็ เอา เหล้า องุ่น เจือ มดยอบ มา ถวาย แต่ พระ เยซู ไม่ ทรง ดื่ม {15:24} พวก เขา ตรึง พระองค์ ที่ ไม้กางเขน แล้ว นำ ฉลอง พระองค์ มา จับ ฉลาก แบ่ง กัน {15:25} เมื่อ เขา ตรึง พระองค์ นั้น เป็น เวลา สาม โมง เช้า {15:26} มี ป้าย เขียน ข้อหา ที่ ลงโทษ พระองค์ ว่า‘ กษัตริย์ ของ ชาว ยิว’ {15:27} พวก เขา ตรึง โจร สอง คน ที่ ไม้กางเขน พร้อม กับ พระองค์ คน หนึ่ง อยู่ ข้าง ซ้าย และ อีก คน หนึ่ง อยู่ ข้าง ขวา ของ พระองค์ {15:28} คำ ซึ่ง เขียน ไว้ ใน พระ คัมภีร์ แล้ว นั้น จึง สำเร็จ คือ ที่ ว่า‘ ท่าน ถูก นับ เข้า กับ บรรดา ผู้ ละเมิด’ {15:29} ผู้คน ที่ ผ่าน ไป มา ต่าง ส่าย หน้า และ สบประมาท พระองค์ ว่า“ เป็น อย่างไร! เจ้า คน ที่ จะ ทำลาย พระ วิหาร แล้ว สร้าง ขึ้น ใหม่ ใน สาม วัน {15:30} จง ลง มา จาก ไม้กางเขน และ ช่วย ตัวเอง ให้ รอด สิ!” {15:31} พวก หัวหน้า ปุโรหิต และ ธรรมา จารย์ ก็ เยาะเย้ย พระองค์ เช่น กัน ว่า“ เขา ช่วย คน อื่น ให้ รอด ได้ แต่ กลับ ช่วย ตัวเอง ให้ รอด ไม่ ได้! {15:32} ให้ พระ คริสต์ กษัตริย์ ของ อิสราเอล ผู้ นี้ ลง มา จาก ไม้กางเขน เดี๋ยวนี้ สิ เรา จะ ได้ เห็น แล้ว เชื่อ” บรรดา ผู้ ที่ ถูก ตรึง ไม้กางเขน พร้อม กับ พระองค์ ก็ พา กัน พูด ดูถูก ดูหมิ่น พระองค์ ต่างๆ นานา ด้วย {i15:33} พระ เยซู สิ้น พระ ชนม์ (มธ.27:45-56; ลก.23:44-49) {15:33} ตั้งแต่ เที่ยงวัน ถึง บ่าย สาม โมง เกิด มืดมัว ไป ทั่ว แผ่นดิน {15:34} เวลา บ่าย สาม โมง พระ เยซู ทรง ร้อง เสียง ดัง ว่า“ เอ โลอีเอโล อี ลา มา สะบัก ธานี?” แปล ว่า“ พระเจ้า ของ ข้า พระองค์ พระเจ้า ของ ข้า พระองค์ ทำไม ทรง ทอดทิ้ง ข้า พระองค์?” {15:35} บาง คน ซึ่ง ยืน อยู่ ใกล้ๆ ได้ยิน ก็ พูด ว่า“ ฟัง สิ เขา ร้อง เรียก เอ ลี ยาห์” {15:36} มี คน หนึ่ง วิ่ง ไป เอา ฟองน้ำ จุ่ม เหล้า องุ่น เปรี้ยว เสียบ ไม้ ส่ง ให้ พระองค์ เสวย และ พูด ว่า“ อย่า ไป ยุ่ง กับ เขา ให้ เรา ดู ซิ ว่า เอ ลี ยาห์ จะ มา ช่วย ปล่อย เขา ลง หรือ ไม่” {15:37} พระ เยซู ทรง ร้อง เสียง ดัง แล้ว สิ้น พระ ชนม์ {15:38} ม่าน ใน พระ วิหาร ก็ ขาด เป็น สอง ส่วน ตั้งแต่ บน จรด ล่าง {15:39} เมื่อ นาย ร้อย ซึ่ง ยืน อยู่ ต่อ หน้า พระ เยซู ได้ยิน เสียง ร้อง ของ พระองค์ และ เห็น ว่า พระองค์ สิ้น พระ ชนม์ อย่างไร ก็ กล่าว ว่า“ แท้ จริง ท่าน ผู้ นี้ เป็น พระ บุตร ของ พระเจ้า!” {15:40} มี ผู้หญิง บาง คน เฝ้า ดู อยู่ ห่างๆ ใน พวก นั้น มี มา รีย์ ชาว มัก ดา ลา สะ โล เม และ มา รีย์ มารดา ของ ยาก อบ น้อย และ โย เส ส {15:41} ผู้หญิง เหล่า นี้ ติดตาม พระ เยซู และ ปรนนิบัติ พระองค์ ใน แคว้น กา ลิ ลี ผู้หญิง อื่นๆ อีก หลาย คน ซึ่ง ตาม เสด็จ พระองค์ มา ยัง เยรูซาเล็ม ก็ อยู่ ที่ นั่น ด้วย {i15:42} การ ฝัง พระ ศพ พระ เยซู (มธ.27:57-61; ลก.23:50-56; ยน.19:38-42) {15:42} วัน นั้น เป็น วัน เตรียม (คือ วัน ก่อน วัน สะ บา โต) ดังนั้น เมื่อ เวลา เย็น ใกล้ เข้า มา {15:43} โย เซฟ จาก อา ริ มา เธีย หนึ่ง ใน สมาชิก คน สำคัญ ของ สภา ผู้ กำลัง รอ คอย อาณาจักร ของ พระเจ้า ได้ เข้า พบ ปี ลา ตอ ย่าง องอาจ เพื่อ ขอ รับ พระ ศพ พระ เยซู {15:44} ปี ลา ต ประหลาด ใจ ที่ ได้ยิน ว่า พระ เยซู สิ้น พระ ชนม์ แล้ว จึง เรียก นาย ร้อย ผู้ นั้น มา ถาม ว่า ทรง สิ้น พระ ชนม์ แล้ว หรือ {15:45} เมื่อ ทราบ จาก นาย ร้อย ว่า เป็น เช่น นั้น ก็ มอบ พระ ศพ แก่ โย เซฟ {15:46} ดังนั้น โย เซฟ จึง เชิญ พระ ศพ ลง มา เอา ผ้า ลินิน ที่ ซื้อ ไว้ พัน พระ ศพ และ วาง ไว้ ใน อุโมงค์ ซึ่ง สกัด ไว้ ใน ศิลา แล้ว เขา กลิ้ง หิน ก้อน หนึ่ง ปิด ปาก อุโมงค์ {15:47} มา รีย์ ชาว มัก ดา ลา กับ มา รีย์ มารดา ของ โย เซฟ ได้ เห็น ที่ วาง พระ ศพ {i16:1} การ คืน พระ ชนม์ (มธ.28:1-8; ลก.24:1-10) {16:1} เมื่อ วัน สะ บา โต ผ่าน ไป มา รีย์ ชาว มัก ดา ลา มา รีย์ มารดา ของ ยาก อบ และ สะ โล เม ซื้อ เครื่อง หอม มา เพื่อ ชโลม พระ ศพ พระ เยซู {16:2} เช้าตรู่ วัน ต้น สัปดาห์ พอ ดวง อาทิตย์ ขึ้น พวก เขา มา ยัง อุโมงค์ {16:3} และ ถาม กัน ว่า“ ใคร จะ ช่วย กลิ้ง หิน จาก ปาก อุโมงค์?” {16:4} แต่ เมื่อ มอง ไป ก็ เห็น หิน ก้อน นั้น ซึ่ง ใหญ่ มาก ถูก กลิ้ง ออก ไป แล้ว {16:5} เมื่อ เข้า ไป ใน อุโมงค์ ก็ เห็น ชาย หนุ่ม คน หนึ่ง สวม ชุด สี ขาว นั่ง อยู่ ทาง ขวา พวก นาง ก็ ตกใจ กลัว {16:6} ผู้ นั้น กล่าว ว่า“ อย่า ตื่น ตกใจ ไป เลย พวก เจ้า มา หา พระ เยซู แห่ง นาซา เร็ธ ผู้ ถูก ตรึง ตาย บน ไม้กางเขน พระองค์ ทรง เป็น ขึ้น แล้ว! พระองค์ ไม่ ได้ อยู่ ที่ นี่ จง ดู ที่ ที่ เขา วาง พระ ศพ เถิด {16:7} จง ไป บอก พวก สาวก รวม ทั้ง เปโตรว่า‘ พระองค์ กำลัง เสด็จ ไป แคว้น กา ลิ ลี ก่อนหน้า พวก ท่าน ท่าน จะ พบ พระองค์ ที่ นั่น ดัง ที่ พระองค์ ได้ ตรัส ไว้’” {16:8} ผู้หญิง เหล่า นั้น ตก ตะลึง กลัว จน ตัว สั่น จึง พา กัน ออก จาก อุโมงค์ อย่าง รวดเร็ว พวก เขา ไม่ ได้ พูด อะไร กับ ใคร เพราะ กลัว {i16:9} (สำเนา ต้นฉบับ เก่า แก่ ที่ น่า เชื่อถือ มาก ที่สุด และ หลักฐาน โบราณ บาง ฉบับ ไม่ มี พระ ธรรม มา ระ โก 16:9-20) {16:9} เช้าตรู่ วัน ต้น สัปดาห์ เมื่อ พระ เยซู ทรง เป็น ขึ้น พระองค์ ทรง ปรากฏ แก่ มา รีย์ ชาว มัก ดา ลา เป็น คน แรก คือ มา รีย์ คน ที่ พระ เยซู ทรง ขับ ผี ออก เจ็ด ตน {16:10} มา รีย์ จึง ไป บอก บรรดา ผู้ ที่ อยู่ กับ พระองค์ พวก เขา กำลัง ร้องไห้ ทุกข์ โศก อยู่ {16:11} เมื่อ พวก เขา ได้ยิน ว่า พระองค์ ทรง พระ ชนม์ อยู่ และ มา รีย์ ได้ เห็น พระองค์ พวก เขา ก็ ไม่ เชื่อ {16:12} ภายหลัง พระ เยซู ทรง ปรากฏ ใน พระ กาย อีก รูป หนึ่ง แก่ สาวก สอง คน ขณะ ที่ พวก เขา เดิน อยู่ นอก เมือง {16:13} ทั้ง สอง กลับ มา เล่า ให้ คน อื่นๆ ฟัง แต่ พวก นั้น ก็ ไม่ เชื่อ อีก เหมือน กัน {16:14} ต่อ มา พระ เยซู ทรง ปรากฏ แก่ สาวก สิบ เอ็ด คน นั้น ขณะ ที่ พวก เขา กำลัง รับประทาน อาหาร พระองค์ ทรง ตำหนิ พวก เขา ที่ ขาด ความ เชื่อ และ ดื้อรั้น ไม่ ยอม เชื่อ ผู้ ที่ เห็น พระองค์ หลัง จาก พระองค์ ทรง เป็น ขึ้น มา แล้ว {16:15} พระองค์ ตรัส กับ พวก เขา ว่า“ จง ออก ไป ทั่ว โลก ประกาศ ข่าว ประเสริฐ แก่ คน ทั้งปวง {16:16} ผู้ ใด เชื่อ และ รับ บัพ ติ ศ มา จะ รอด ส่วน ผู้ ที่ ไม่ เชื่อ จะ ถูก ตัดสิน โทษ {16:17} ผู้ ที่ เชื่อ จะ มี หมาย สำคัญ ดังนี้ คือ เขา ทั้งหลาย จะ ขับ ผี ออก โดย นาม ของ เรา เขา จะ พูด ภาษา ใหม่ๆ {16:18} เขา จะ จับ งู ด้วย มือเปล่า และ เมื่อ ดื่ม พิษ ร้าย เขา จะ ไม่ เป็น อันตราย เลย เขา จะ วางมือ ให้ คน เจ็บ คน ป่วย และ คน เหล่า นั้น จะ หาย โรค” {16:19} เมื่อ องค์ พระ เยซู เจ้า ตรัส จบ แล้ว พระองค์ ก็ ทรง ถูก รับ ขึ้น สู่ สวรรค์ และ ประทับ นั่ง ที่ เบื้อง ขวา พระ หัตถ์ ของ พระเจ้า {16:20} ฝ่าย เหล่า สาวก ออก ไป เทศนา ทุก หน ทุก แห่ง องค์ พระผู้เป็นเจ้า ทรง ร่วม งาน กับ เขา และ รับรอง พระ ดำรัส ของ พระองค์ โดย หมาย สำคัญ ที่ เกิด ขึ้น